ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 145 กอบโกยสินสงครามท่ามกลางสนามรบ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 145  กอบโกยสินสงครามท่ามกลางสนามรบ



            หลังจากหมดธุระจากสำนักจันทรานิรันดร์ ร่างกึ่งวิญญาณก็สั่งมิติประดิษฐ์ให้มุ่งหน้าตรงไปยังเมืองขนาดใหญ่ C-04 กลับไปกวาดสินสงครามทั้งหมดกลับมาเพื่อใช้เป็นทุนรอนสำหรับตระกูลพีไรซ์ต่อไป รวมถึงพาโกเลมหินแฝดและร่างศพอดีตผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลหวงหลงกลับมาด้วย


            มิติประดิษฐ์ค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับสูงสุดที่มันจะทำได้ 


            ขามาใช้ระยะเวลาเดินทางสิบวัน...แต่ขากลับใช้เพียงยี่สิบชั่วโมง 


            ผู้ควบคุมมิติประดิษฐ์อย่างจินที่เห็นว่ามิติประดิษฐ์เคลื่อนเข้าใกล้เมือง C-04 จึงชะลอความเร็วลง และในที่สุดก็หยุดอยู่เหนือคฤหาสน์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของตระกูลหวงหลง


            บรรยากาศโดยรอบเงียบเชียบ กลุ่มคนที่มาเฝ้าจับตาดูก็น้อยกว่าครั้งก่อนมาก ดูเหมือนว่าสถานการณ์ภายในเมืองจะตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม


            จินที่อยู่ภายในห้องควบคุมของมิติประดิษฐ์ลำดับที่แปดจ้องมองไปยังหน้าจอด้านหน้า มันกำลังขยายการตรวจสอบออกไปรอบด้าน 


            ไม่นานนัก จุดแสงจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นบนริมขอบของแผนที่


            ห่างจากเมืองไปประมาณห้าสิบกิโลเมตร จุดแสงนับพันนับหมื่นจุดกำลังเคลื่อนที่เข้ามาอย่างช้าๆ และดูเหมือนว่าสิ่งที่มิติประดิษฐ์ตรวจจับได้จะไม่ใช่มนุษย์เสียด้วย...


            มันคือกองทัพสัตว์อสูร! ในที่สุดพวกมันก็ผ่านมาถึงเมืองขนาดใหญ่จนได้


            ไม่ว่าจะเป็นเมืองขนาดเล็กหรือเมืองขนาดกลางตามรายทาง ก็เป็นได้แค่ทางผ่าน เป็นปราการสำหรับซื้อเวลาให้มนุษย์ชนชั้นสูงคิดหาวิธีต้านทานฝูงอสูรเหล่านี้


            จินไม่แปลกใจเลยว่าทำไมกองกำลังระดับต้นๆ ภายในเมือง C-04 จึงไม่คิดเคลื่อนไหวทำอะไรกับตระกูลหวงหลงยามที่มันกำลังล่มสลาย นั่นก็เป็นเพราะว่าคนพวกนั้นกำลังเตรียมพร้อมรับศึกใหญ่ ที่หากแม้นพลาดพลั้ง อาจเสียทั้งอำนาจ เสียทรัพย์สมบัติ และเสียชีวิตไปเลยก็ได้


            แน่นอนว่าหากเป็นช่วงเวลาปกติ กองทัพสัตว์อสูรเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหาอะไรเลยกับเมืองขนาดใหญ่อย่างเช่นเมือง C-04 เพราะทุกกองกำลังต่างก็เต็มไปด้วยอเวกระดับสูง และมีแม้กระทั่งอีโวลในกองกำลังชั้นนำภายในเมือง 


            นี่ยังไม่นับกำลังเสริมที่ถูกส่งมาจากมหานคร ต่อให้สัตว์อสูรที่มุ่งหน้าเข้ามาจะมีจำนวนมากมายเพียงใด ก็ไม่สามารถเจาะเข้าไปถึงมหานครชั้นในได้สำเร็จ


            เพียงแต่ช่วงเวลานี้หาใช่สภาพการณ์ปกติไม่ อาณาจักรในกลุ่มสหพันธ์เขต C ในช่วงนี้ไร้เสถียรภาพ ไม่มีความมั่นคงแม้สักนิด เนื่องจากสงครามภายใน กลุ่มกบฏก็คอยจ้องจะเล่นงานราชวงศ์ฮอริสซึ่งเป็นราชวงศ์ที่ปกครองเขต C ทั้งหมดอยู่ตลอดเวลา


            ความโกลาหลของเขต C สร้างช่องให้กลุ่มสัตว์อสูรเหล่านี้เล่นงานมนุษย์ได้ง่ายๆ มหานครเขต C เองก็ไม่สามารถส่งคนมาสนับสนุนเมืองขนาดใหญ่ในการทำสงครามกับสัตว์อสูรได้อีกต่อไป


            จินไตร่ตรองเรื่องนี้ดูแล้ว ก็คิดว่าเป็นจริงอย่างที่เยว่ซินได้บอกต่อตนก่อนหน้านี้ เหตุการณ์กองทัพสัตว์อสูรบุกถล่มเมืองมนุษย์น่าจะมีกลุ่มกบฏอยู่เบื้องหลัง


            ไม่ว่าจะคิดอย่างไร กองทัพสัตว์อสูรก็ไม่มีทางทำลายล้างเมือง C-04 ได้อย่างสิ้นซาก และเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรุกคืบโจมตีมหานครต่อไป 


            แต่สิ่งที่เกิดจะขึ้นคือกองกำลังชั้นนำในเมือง C-04 จะไม่สามารถส่งคนกลับไปช่วยเหลือมหานครได้ หรือหากกลับไปช่วยจริง เมือง C-04 ที่เปรียบเสมือนเป็นเมืองหน้าด่านของมหานครจะต้องพังพินาศไม่เหลือชิ้นดี แทบไม่ต่างอะไรจากเมืองขนาดเล็กและเมืองขนาดกลางตามรายทางเลย และเมื่อนั้น...ทิศใต้ของมหานครก็จะเปิดโล่ง ทำให้ฝูงสัตว์อสูรโจมตีมหานครได้อย่างอิสรเสรี


            ใจจริงมหานครอยากส่งคนมาช่วยเหลือเมืองหน้าด่านอย่าง C-04 ไหม? ก็คงคิด แต่ติดที่ศึกภายในมันบังคับ จนราชวงศ์ไม่อาจส่งกองทัพมาช่วยเหลือได้ เพราะเกรงกลัวฝ่ายก่อกบฏจะยึดอำนาจได้สำเร็จ กลัวอำนาจในมือจะหลุดลอยไป


            เมื่อมองดูแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นใครได้ประโยชน์? ฝูงสัตว์อสูรงั้นหรือ? แน่นอนว่าสัตว์อสูรระดับสูงก็ฉลาดไม่แพ้มนุษย์ มันจะตื่นเต้นดีใจที่มนุษย์ตีกันเองจนบุกเข้ามาสุ่มสี่สุ่มห้าเช่นนี้โดยที่รู้ทั้งรู้ว่ากองทัพของมันไม่มีทางเอาชนะมนุษย์ทั้งหมดได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างนั้นหรือ?


            เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นจึงมีเพียงกลุ่มกบฏเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์ทุกอย่างไปเต็มๆ เพราะมหานครที่ขาดกำลังเสริมก็เหมือนคนถูกตัดแขน จะหยิบจับทำอะไรก็ไม่สะดวก ลดอำนาจของราชวงศ์ฮอริสไปมากทีเดียว


            ฉะนั้นการเคลื่อนไหวของกองทัพสัตว์อสูรในครั้งนี้จะต้องเกิดขึ้นจากฝีมือของกลุ่มกบฏอย่างแน่นอน แต่อีกฝ่ายจะใช้วิธีการใด หรือมอบสิ่งเย้ายวนใจอะไรให้พวกสัตว์อสูรมาดำเนินตามแผนการนี้ จินก็ไม่อาจทราบได้ เขาเป็นเพียงแค่ดวงวิญญาณบรรพบุรุษของตระกูลในเมืองเล็กๆ ที่อยู่ชายขอบของเขต C เท่านั้น ไม่ได้รู้ ไม่ได้เข้าใจเรื่องราวใดๆ ของชนชั้นปกครองทั้งสิ้น


            แน่นอนว่าสงครามเป็นเรื่องใหญ่และส่งผลต่อเขตข้างเคียงอย่างแน่นอน ต่อให้จินและตระกูลของเขาย้ายไปอยู่เขต B มันก็ต้องเกิดผลกระทบบางอย่างตามมาอยู่ดี


            เพราะฉะนั้นสิ่งที่บรรพบุรุษอย่างเขาจะทำได้ในตอนนี้ก็คงมีแต่เร่งพัฒนาตนเองและสมาชิกภายในตระกูลให้แข็งแกร่งขึ้นไปมากกว่านี้ แข็งแกร่งจนขุมอำนาจใดๆ ก็ไม่อาจสร้างผลกระทบให้พวกเขาได้


            ร่างเงาขมุกขมัวหยุดการตรวจสอบพื้นที่ก่อนจะสั่งเปิดประตูมิติ


            รอยแยกในอากาศฉีกตัวออกจนเป็นหลุมโพรงสีดำขนาดเล็ก ร่างกึ่งวิญญาณค่อยๆ มุดออกมาจากประตูมิติที่เล็กไม่ต่างไปจากตอนที่โผล่เข้าไปในห้องของเยว่ซิน เจ้าสำนักจันทรานิรันดร์ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเขาไม่ต้องการให้หูตาที่อยู่รอบบริเวณนี้รับรู้ถึงการมาของเขาตั้งแต่แรกเริ่ม


            ร่างเงาขมุกขมัวมองไปรอบด้านก่อนจะใช้กระแสจิตเรียกข้ารับใช้ทั้งสามให้มาหาตน


            ตึง ตึง


            เพียงไม่นาน ร่างสองร่างที่สูงใหญ่ขนาดสามเมตรก็พุ่งมาถึงพร้อมกันกับร่างศพในชุดทองขาดวิ่น


            ร่างทั้งสามก้มลงโค้งคำนับ โดยมีร่างศพเป็นเหมือนตัวแทนของทั้งสามตน ยืนอยู่ตรงกลาง


            “ยินดี...ต้อนรับ...กลับ....นายท่าน” ร่างศพเดินได้พยายามอ้าปากเปล่งเสียงออกมา แสดงความจงรักภักดีต่อเจ้านายของมัน


            ดูเหมือนช่วงเวลากว่าสิบวันที่ผ่านมา ซากศพของผู้อาวุโสสูงสุดตระกูลหวงหลงจะมีพัฒนาการด้านสมองขึ้นอีกไม่น้อย...หรือไม่ก็พอจะฟื้นปัญญาครั้งอดีตกลับคืนมาได้


            ร่างเงาขมุกขมัวจ้องมองพวกมันทั้งสามนิ่งๆ แต่จากแววตาก็พอจะดูออกว่าพึงพอใจกับพัฒนาการของซากศพมีชีวิตตรงหน้าไม่น้อย ดูเหมือนว่ายันต์ปลุกศพที่ใช้ไปจะคุ้มค่า อย่างน้อยเขาก็มีข้ารับใช้พอพึ่งพาอาศัยได้อยู่บ้าง


            “พวกเจ้าจงขนข้าวของมีค่าทั้งหมดภายในคฤหาสน์มากองไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเล็กหรือจะใหญ่ ข้าต้องการมันทั้งหมด!” จินออกคำสั่งง่ายๆ ให้กับโกเลมหินทั้งสองตัวและซากศพชุดทอง


            สำหรับโกเลมหิน เขาเลือกใช้คำสั่งง่ายๆ อย่างการหาของมีค่า ส่วนซากศพชุดทองเขาบอกคำสั่งที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อมันจะได้คอยควบคุมดูแลโกเลมทั้งสองตัวให้ทำงานตรงความต้องการของเขาให้ได้มากที่สุด


            เมื่อจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อยจินก็แยกตัวออกไปที่ศาลบรรพชนภายในคฤหาสน์ จินจำได้ว่าศาลบรรพชนที่นี่มีการจัดแต่งที่ไม่เลว หากเขางัดแงะหยิบฉวยพวกมันติดมือไป ก็อาจจะเอาไปใช้ประโยชน์ในภายหลังได้


            เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ที่ลานตรงกลางของคฤหาสน์ต่างมีเพชรนิลจินดา ข้าวของเครื่องใช้ที่มีค่ามีราคากองสุมก็อยู่จนท่วมทุกตารางนิ้วของลานกว้างนั้น


            ร่างกึ่งวิญญาณเลิกคิ้วมองสิ่งของพวกนั้นด้วยความประหลาดใจ ดูเหมือนตระกูลหวงหลงจะชื่นชอบการสะสมไม่ใช่น้อยๆ ของเหล่านี้ต่างดูหรูหราสวยงาม ไม่รู้ว่าสมาชิกแต่ละคนหมดเงินไปเท่าไหร่กับการสรรหาสิ่งของพวกนี้มาไว้ในครอบครอง ต้องบอกว่าคนตระกูลนี้ช่างใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเสียจริง แต่ก็เป็นเรื่องดี นั่นหมายความว่าของทุกอย่างกำลังจะตกเป็นของตระกูลพีไรซ์


            ร่างกึ่งวิญญาณลอบยิ้มมุมปาก ในเมื่อตระกูลหวงหลงไม่คิดจะใช้พวกมันแล้ว เขาก็ขอกอบโกยพวกมันทั้งหมดไปในฐานะสินสงคราม หลังจากนี้ตระกูลพีไรซ์จะกลับมาตั้งตัวได้ใหม่เสียที


            จินหันมองออกไปนอกกำแพงเมือง ควันไฟพวยพุ่งมาจากขอบฟ้าฝั่งหนึ่ง เขารู้ดีว่านั่นคือเปลวไฟแห่งสงครามเป็นความทุกข์ยากของเหล่าผู้คนที่ถูกเหยียบย้ำถิ่นอาศัย พรากความสุข พรากชีวิต พรากคนรัก


            สถานการณ์ภายในเมือง C-04 ตอนนี้ตึงเครียดมาก จินรู้ตัวดีว่าตนเองเหลือเวลาอีกไม่นาน เขาจะต้องขนของทั้งหมดนี่ออกจากเมืองไปให้ได้ จึงสั่งมิติประดิษฐ์ให้ขยายประตูมิติออกจนสุด


            จากช่องโหว่สีดำขนาดหนึ่งเมตร ค่อยๆ ขยายใหญ่สูงกว่าสิบเมตรและด้านกว้างมีขนาดสามเมตร


            ครืน!


            แรงสั่นสะเทือนจากการแหวกเปิดประตูมิติให้กว้างขึ้นทำให้พื้นที่รอบคฤหาสน์สั่นไหวไปทั่ว แต่ก็ไม่มากเท่าเปิดประตูมิติออกจนสุดในคราวเดียว


            “ไป ขนของทั้งหมดที่ได้มาเข้าไปด้านในให้หมด” จินออกคำสั่งกับข้ารับใช้ทั้งสามตนทันทีโดยที่ตนเองก็ช่วยหยิบจับ โยนของเล็กๆ เข้าไปด้านในด้วย


            สภาพด้านนอกคฤหาสน์ยังคงเงียบสงบ แต่จินสัมผัสได้ชัดเจนถึงความเคลื่อนไหวเล็กๆ ของผู้ที่คอยรักษาการณ์อยู่ด้านนอก ดูเหมือนว่าพวกมันจะตื่นตกใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น้อยทีเดียว


            นั่นทำให้จินเร่งมือให้เร็วขึ้นไปอีก ตอนนี้เมือง C-04 ไม่สงบ กองกำลังภายในเมืองอาจจะใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปโดยราบรื่นที่สุด 


            กับสถานการณ์ตึงเครียด การมีตัวแปรแทรกซ้อนที่คาดเดาไม่ได้จะทำให้แผนการทุกอย่างรวนไปหมด เป็นเรื่องปกติพวกมันจะต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อกำจัดตัวแปรพวกนั้นออกไปให้ได้


            ตลอดเวลาที่ทั้งสี่กำลังเร่งมือขนย้ายถ่ายเทสิ่งของ กลุ่มคนที่เฝ้าอยู่ภายนอกก็หมุนเวียนผลัดเปลี่ยน และเริ่มมีคนมาสมทบเพิ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนกองกำลังต่างๆ ตกลงกันแล้วว่าจะต้องร่วมมือกันจัดการตัวแปรที่ไม่คาดคิดนี้ก่อนฝูงสัตว์อสูรจะเข้าประชิดเมือง และดูเหมือนว่าตอนนี้พวกมันจะพร้อมเต็มที่แล้วด้วย


            ปัง! ครืนนน


            เสี้ยววินาที เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ค่ายกลม่านพลังที่คอยปิดกั้นรอบเขตตระกูลพลันแตกกระจายออกพร้อมกันทั้งสี่ทิศ ดูเหมือนว่ากองกำลังภายในเมืองจะตรวจสอบจนเข้าใจระดับและการทำงานของค่ายกลนี้เรียบร้อยแล้ว จึงสามารถพังมันได้ภายในชั่วพริบตา และใช่! จินคิดถูก พวกมันต้องการจะจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดจริงๆ


            “จิ๊!” จินเดาะลิ้นเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ ก้มมองข้าวของบางส่วนที่ยังกองอยู่เต็มพื้นด้วยความเสียดาย


            แม้จะเสียดายแต่จินก็รู้ว่าเขาไม่ควรปะทะกับกองกำลังภายในเมืองขนาดใหญ่ จึงตัดใจจากสินสงครามที่เหลือได้ทันที แล้วจึงตะโกนสั่งข้ารับใช้ทั้งสามที่ยังคงถ่ายเทข้าวของมือเป็นระวิงให้หยุดมือ


            “หยุดมือ! เข้าไปด้านในประตูมิติ...เดี๋ยวนี้!” จินตะโกนลั่น


            พวกมันทำตามคำสั่งทันที ทิ้งของที่อยู่ในมือแล้วพุ่งตัวเข้าไปภายในประตูมิติสีดำโดยไม่มีความลังเล


            ขณะพุ่งตัวตามหลังเข้าไปในประตูมิติเป็นคนสุดท้าย จินก็เผลอจ้องมองกลุ่มคนที่พุ่งเข้ามาภายในคฤหาสน์ด้วยความเร็วสูง ขนกายลุกชันทั่วทั้งตัว


            กลุ่มคนที่มุ่งหน้ามา มีถึงสองคนที่เป็นอีโวล! 


            การเจออีโวลที่มุ่งหมายจะฆ่าฟันตนเองจริงๆ ช่างแตกต่างกับตอนที่นั่งพูดคุยกับเยว่ซินราวฟ้ากับเหว แรงกดดันและจิตสังหารมันทำเอาร่างกึ่งวิญญาณเกือบจะเป็นอัมพาต โชคดีที่เขาก้าวขาข้างหนึ่งเข้ามาในมิติประดิษฐ์เรียบร้อยแล้ว จึงรอดตัวมาได้พอดิบพอดี


            ประตูมิติขนาดใหญ่หดตัวลงด้วยความรวดเร็ว เพียงพริบตากลายเป็นรอยแยกเล็กๆ ก่อนจะหายวับไปกับอากาศ


            กึก กึก


            เสียงปลายเท้าแตะกระทบพื้นเบาๆ ร่างของอีโวลทั้งสองคนที่มาถึงก่อนคนอื่น จ้องมองรอยแยกมิติที่หายไปด้วยความหงุดหงิดใจปนพิศวง พวกมันมาช้าเกินไป...ไม่อาจสัมผัสได้แม้เพียงเงาของผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด


            พวกมันทั้งคู่มองหน้ากันเองก่อนจะตรวจสอบพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ส่วนจินก็มุ่งหน้าตรงไปที่แผงควบคุมก่อนจะบังคับมิติประดิษฐ์ให้เคลื่อนตัวออกจากเมืองทันที