ลั่วหยางได้เห็นสภาพของเถียนกั๋วหลงแล้ว ทว่าเป็นการมองลอดผ่านกระจกบานหนาเข้าไปเท่านั้น
ร่างของชายชรานอนนิ่งอยู่บนเตียง สวมเพียงหน้ากากออกซิเจน ไร้ผ้าห่มคลุมกาย ท่อนล่างเหลือแค่กางเกงชั้นในตัวจิ๋ว ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยสายระโยงระยางและแผ่นอิเล็กโทรดจากเครื่องวัดสัญญาณชีพแปะติดอยู่แทบทุกตารางนิ้ว
สายตาของเขาทะลุผ่านกระจกนิรภัยหนาเตอะ จับจ้องไปที่ตัวเลขบนหน้าจอ อัตราการเต้นของหัวใจร่วงหล่นเหลือเพียงสามสิบกว่าครั้งต่อนาที นานๆ ครั้งถึงจะดีดขึ้นไปแตะขอบสี่สิบ... นี่คือระดับที่อันตรายสุดขีด ด้วยสภาพร่อแร่ขนาดนี้ ขืนเถียนกั๋วหลงฝืนลุกขึ้นนั่ง แค่เสี้ยววินาทีก็คงวูบดับไปตลอดกาล
"พี่หู... ลองไปเจรจาดูหน่อย ขอผมเข้าไปดูอาการคนไข้ใกล้ๆ กว่านี้" ลั่วหยางหันไปกระซิบ
บรรยากาศในห้องทำงานเมื่อครู่เพิ่งจะตึงใส่กันมาหมาดๆ ลั่วหยางจึงคร้านจะไปเสวนากับหมอหัวล้านบ้าอำนาจอย่างเผิงไห่เทาอีก
หูปู้เฝ่ยพยักหน้ารับคำ ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปดักหน้าเผิงไห่เทาที่เพิ่งเดินตามหลังมาติดๆ
"ได้สิ งั้นก็เซ็นชื่อทำเรื่องย้ายคนไข้กะโหลกกะลาออกไปจากที่นี่ซะเลย พอพ้นประตูโรงพยาบาลไปแล้ว พวกคุณอยากจะจัดการคนไข้ยังไงก็เชิญตามสบาย" เผิงไห่เทาสวนกลับเสียงแข็งหน้าตาเฉย
หูปู้เฝ่ยคิ้วกระตุก "หัวหน้าแผนกเผิง เรื่องนี้มันคอขาดบาดตาย คุณมีความจำเป็นอะไรต้องมาตั้งแง่ขัดแข้งขัดขากันแบบนี้"
"ที่นี่คือเทียนเหอ กฎก็คือกฎ หมอนอกคอกไม่มีสิทธิ์แหลมเข้ามาแตะต้องคนไข้ของผม" เผิงไห่เทาเชิดหน้าตอบ "แถมคนไข้ยังนอนพะงาบๆ อยู่ในไอซียู พร้อมจะไปเฝ้ายมบาลได้ทุกวินาที ถ้าเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา ใครจะโง่เป็นแพะรับบาป"
"ผมขอถามคำเดียว... คุณจะช่วยหลับตาข้างนึงแล้วอะลุ่มอล่วยให้กันไม่ได้เลยใช่ไหม" หูปู้เฝ่ยกัดฟันกรอด ข่มไฟโทสะที่พุ่งพล่านอยู่ในอก
"ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ต่อให้คุณจะชูตราหน่วยงานบ้าบออะไรมาขู่ มันก็ไร้ประโยชน์ คุณมีทางเลือกแค่สองทาง... ไสหัวพากันย้ายคนไข้ไปโรงพยาบาลอื่นซะ หรือไม่ก็ไปขอใบสั่งจากผู้อำนวยการมาประเคนให้ผม จบนะ"
พูดจบ เผิงไห่เทาก็สะบัดก้นเดินเชิดหน้าจากไป ทิ้งลูกศิษย์ชายหญิงสองคนให้เดินตามหลังต้อยๆ
ภาพลูกศิษย์สองคนที่เดินตามตูดอาจารย์ต้อยๆ ทำเอาลั่วหยางนึกถึงตัวเองสมัยยังเป็นหมอฝึกหัดกระจอกๆ ตอนนั้นเขากับเหลียงหงก็ต้องคอยเดินขนาบข้างเป็นหางเครื่องให้ไอ้แก่หวังซุ่นลี่ไปตรวจวอร์ดแบบนี้ไม่ผิดเพี้ยน คิดแล้วก็อดแค่นยิ้มสมเพชอดีตตัวเองไม่ได้
หูปู้เฝ่ยเดินกระแทกส้นกลับมา สีหน้าบอกบุญไม่รับ "ไอ้แก่หัวล้านนี่มันจงใจกวนตีนชัดๆ เดี๋ยวฉันขอโทรเคลียร์กับเบื้องบนแป๊บนึง นายรออยู่นี่แหละ"
"พี่หูก็อย่าเพิ่งหัวเสียไปเลย วงการนี้มันก็โสมมแบบนี้แหละ" ลั่วหยางตบไหล่ปลอบใจ "ไม่มีหมอหน้าไหนยอมให้หมอนอกสังกัดมาข้ามหน้าข้ามตารักษาคนไข้ในถิ่นตัวเองหรอก มันหยามเกียรติแถมยังเป็นการทุบหม้อข้าวตัวเองชัดๆ ยกเว้นแต่โรงพยาบาลระดับล่างจะร้องขอหมอเฉพาะทางจากส่วนกลาง แต่ที่นี่คือเทียนเหอ เบอร์หนึ่งของประเทศ การที่พวกมันจะทำตัวหยิ่งผยองมองคนอื่นเป็นขยะ... มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก"
"เออ เดี๋ยวฉันไปต่อสายตรงรายงานเจ้านายก่อน จะได้รู้ว่าต้องเอาไงต่อ" หูปู้เฝ่ยควักมือถือออกมากดเบอร์ยิกๆ
"งั้นผมขอตัวไปฉี่แป๊บ" ลั่วหยางหมุนตัวเดินตรงไปตามป้ายห้องน้ำ
เมื่อก้าวพ้นโถงทางเดินยาวเหยียดเข้ามาในห้องน้ำสาธารณะ ชักโครกสองห้องถูกล็อกสนิท ด้านนอกหน้าโถปัสสาวะมีชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังยืนทำธุระส่วนตัวอยู่
ลั่วหยางจึงเลี่ยงไปยืนรอแถวอ่างล้างมือ ชายคนนั้นหันขวับมามองเขา ท่าทางเลิ่กลั่กแววตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวงขั้นสุด ลั่วหยางได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ กลับไป พลางสบถในใจ... ลูกผู้ชายเหมือนกันแท้ๆ แถมที่นี่ก็ห้องน้ำโรงพยาบาล ไม่ใช่โรงอาบน้ำในเรือนจำสักหน่อย ไม่ได้มีใครมาจ้องจะเก็บสบู่หลังแกหรอกโว้ย จะระแวงโอเวอร์ไปไหนวะ
ชายคนนั้นสะบัดของสงวนสองสามที รูดซิปเสร็จก็เดินกระแทกส้นมาที่อ่างล้างมือ ลั่วหยางจึงเดินสวนไปหยุดหน้าโถ มือเพิ่งจะแตะขอบซิป... ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ชายแปลกหน้ากลับพุ่งพรวดเข้ามาจากทางด้านหลัง ท่อนแขนขวาอันกำยำพุ่งวูบเข้ามา หมายจะรัดคอลั่วหยางให้ดับดิ้น!
แต่ระดับการตอบสนองของลั่วหยางเฉียบคมเกินมนุษย์ไปแล้ว ทันทีที่โสตประสาทจับเสียงแหวกอากาศด้านหลังได้ เขาก็รู้ตัวในพริบตา ชายหนุ่มไม่ได้แม้แต่จะหันหน้ากลับไปมอง เพียงแค่โยกหลบออกข้างเล็กน้อย ก่อนจะตวัดศอกขวากระแทกสวนกลับไปอัดเข้ากลางข้อต่อแขนของอีกฝ่ายอย่างจัง!
"โอ๊ย!" ลุงเพี้ยนร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดกระดูกแทบเดาะ ก่อนจะลนลานหันหลังวิ่งเตลิดเปิดเปิงออกไป ทิ้งให้ลั่วหยางยืนหน้าเหวอค้างอยู่หน้าโถปัสสาวะตามลำพัง
วินาทีที่โดนลอบกัดจากด้านหลัง ปฏิกิริยาแรกของลั่วหยางคือสมองสั่งการว่าต้องเป็นนักฆ่าที่พวกลัทธินอกรีตส่งมาเด็ดหัวแน่ๆ แต่พอได้ปะทะกันจริงๆ ถึงได้รู้ว่า... ลุงนี่แม่งก็แค่ไอ้กาก พลังต่อสู้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินแค่ห้าแต้ม แรงบีบยังสู้เด็กอนุบาลไม่ได้ ไม่มีทางเป็นนักฆ่ามืออาชีพไปได้หรอก
คงเป็นพวกสติแตกชัวร์ เขาคิดในใจ ยืนรอสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง พอแน่ใจว่าไอ้ลุงเพี้ยนนั่นไม่ได้ย้อนกลับมาแผลงฤทธิ์อีก ถึงค่อยรูดซิปปลดปล่อยธุระส่วนตัว
ทว่า... สายน้ำแอบแตกแฉกกระเซ็นไปคนละทิศละทาง
ปกติเขาไม่เคยเจอปัญหาเรื่องศูนย์เล็งพังแบบนี้มาก่อน ลั่วหยางสมองแล่นปรื๊ด วินิจฉัยตัวเองในเสี้ยววิ... สาเหตุหลักคงเป็นเพราะช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขา 'เข้าเรียน' ติวเข้มกับเยี่ยจือบ่อยเกินพิกัด รีดเค้นพลังงานหยางจนสูญเสียความสมดุล
สงสัยต้องเพลาๆ ลงบ้างแล้ว ขืนปล่อยไว้งี้พังทั้งคนทั้งศูนย์เล็งแน่ พอคิดได้แบบนั้นเขาก็ส่ายหน้ายิ้มขื่นๆ แต่ปัญหาคือ... เรื่องพรรค์นี้เขาตัดสินใจฝ่ายเดียวไม่ได้นี่สิ ต้องให้ 'อาจือ' อนุมัติด้วย พี่สาวเล่นแซ่บซี้ดดุดันซะขนาดนั้น...
แค่ภาพบทรักร้อนฉ่าเมื่อคืนแล่นปรู๊ดเข้ามาในหัว ท่อน้ำก็พลันมีชีวิตชีวา สายน้ำพุ่งทะยานไต่ระดับองศาฉีดกระเซ็นข้ามโถไปเปื้อนกำแพงซะงั้น!
สองนาทีต่อมา ลั่วหยางล้างมือเสร็จก็ก้าวเท้าออกจากห้องน้ำ ทว่าเพิ่งพ้นประตูไปได้แค่สองก้าว เขาก็ต้องเบรกกึก ไม่ต้องพึ่งพาสภาวะเหนือสัมผัสของกายาจิตขมังเวท สัญชาตญาณดิบก็จับสัมผัสได้ทันทีว่า... ไอ้ลุงโรคจิตคนเดิมกำลังแอบด้อมๆ มองๆ อยู่หลังเสาคอนกรีตฝั่งซ้ายมือ
ลั่วหยางหมดคำจะพูด กำลังอ้าปากเตรียมจะด่าให้รู้เรื่อง แต่ยังไม่ทันหลุดเสียง ลุงแกก็ชิงตัดหน้าโผล่พรวดออกมาพ่นคำถามใส่ก่อน
"คุณคือนักฆ่าที่ท่านโทคุงาวะ อิเอยาสึส่งมาใช่หรือไม่" น้ำเสียงของลุงกดต่ำ ขึงขัง แถมยังรัวเป็นภาษาฝูซังรัวกระสุน
สมัยเรียนมหา'ลัย ลั่วหยางก็เคยศึกษา 'หนังสารคดีแอ็คชั่นสวมบทบาท' ของฝูซังมานับไม่ถ้วน พอได้ยินสำเนียงปุ๊บก็แยกออกทันทีว่าเป็นภาษาอะไร... ติดปัญหาอยู่อย่างเดียวคือ เขาฟังไม่ออกโว้ยว่าไอ้ลุงนี่กำลังพล่ามบ้าอะไร!
ไอ้ลุงเพี้ยนยังไม่หยุดมโน พ่นภาษาฝูซังต่ออีกประโยค "มันจ่ายค่าหัวให้คุณเท่าไหร่... ผมยินดีจ่ายทบให้เป็นสองเท่าเลย"
ลั่วหยางขมวดคิ้วยุ่ง สมองประมวลผลไม่ทัน เขาเดาว่าหูปู้เฝ่ยน่าจะคุยโทรศัพท์เสร็จแล้ว จึงขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับคนบ้าให้เสียเวลา ชายหนุ่มเมินหน้าหนี ก้าวเท้าสับเดินกลับไปทางเดิม
แต่พอเดินเฉียดผ่านเสาต้นนั้นไป ไอ้ลุงเพี้ยนก็แผลงฤทธิ์อีกรอบ มันกระโจนพรวดเข้ามาจากมุมอับ เหวี่ยงท่อนแขนกะจะรัดคอเขาให้ตายคามือเป็นหนที่สอง!
ลั่วหยางชักจะเหลืออด เส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบๆ เขาเบี่ยงตัวหลบวูบเดียว คว้าหมับเข้าที่ข้อมือสากกร้านของอีกฝ่าย ออกแรงบิดสวนข้อต่อไขว้ไปด้านหลัง แล้วกระแทกงัดหัวไหล่ดันขึ้นด้านบนสุดแรง!
"อ๊ากกก ปล่อยนะโว้ยยย" ลุงเพี้ยนแหกปากลั่นด้วยความเจ็บปวด ร่างกายบิดเบี้ยวทรุดฮวบลงไปคุกเข่ากองกับพื้น
ลั่วหยางกดเสียงต่ำตวาดกร้าว "เป็นบ้าอะไรของลุงฮะ! ถ้ายังไม่เลิกวอแวหาเรื่องล่ะก็ อย่าหาว่าผมไม่เกรงใจคนแก่นะเว้ย!"
แต่ในวินาทีตึงเครียดนั้นเอง เสียงใสๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา "คนนิจิวะ!"
ลั่วหยางหันขวับไปตามเสียง... หญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งกำลังซอยเท้าวิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามา เธออยู่ในชุดกระโปรงทรงสอบสีดำรัดรูป แมตช์กับเสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัวสวมทับด้วยสูททรงออฟฟิศ ทุกจังหวะที่ซอยเท้าวิ่ง หน้าอกหน้าใจก็เด้งดึ๋งกระแทกตากระแทกใจเสียจนน่ามอง ใบหน้าของเธอสวยหวานหยดย้อย ละม้ายคล้ายนางเอก 'สารคดี' ที่เขาเคยคุ้นหน้าคุ้นตาบ่อยๆ... แต่ก็นึกชื่อไม่ออกจริงๆ ว่าชื่ออะไร
หญิงสาวปริศนาเบรกเอี๊ยดหยุดอยู่ตรงหน้าลั่วหยาง ก่อนจะโค้งคำนับเก้าสิบองศาอย่างนอบน้อมสุดๆ "คนนิจิวะ"
ลั่วหยางสมองรวน เผลอตอบรับไปตามสัญชาตญาณ "คนนิ..."
...คนนิบ้าอะไรวะ! เขาแอบด่าตัวเองในใจ ภาษาฝูซังระดับงูๆ ปลาๆ ในคลังสมองมีแต่คำสยิวๆ ขืนงัดเอาไอ้คำพวกนั้นมาพ่นใส่หน้าเธอตอนนี้ มีหวังโดนตบหน้าหันข้อหาคุกคามทางเพศชัวร์
"ต้องกราบขอประทานโทษจริงๆ ค่ะ! คุณพ่อของฉันมีอาการจิตเภทกำเริบเป็นพักๆ คงสร้างความเดือดร้อนให้คุณไม่น้อย... ได้โปรดอย่าทำร้ายคุณพ่อของฉันเลยนะคะ!" หญิงสาวเปลี่ยนมารัวภาษาฮั่นชัดแจ๋ว พอพูดจบก็โค้งคำนับปลกๆ ให้ลั่วหยางอีกรอบ
ลั่วหยางยอมคลายมือที่ล็อกข้อต่อลุงเพี้ยนออก พลางอธิบายเสียงเรียบ "ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายแกหรอกคุณ แต่พ่อคุณเล่นพุ่งมาดักซุ่มโจมตีผมถึงสองรอบ ผมเองก็ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เลยต้องล็อกตัวป้องกันตัวไว้ก่อน"
ทันทีที่หลุดจากการพันธนาการ ไอ้ลุงโรคจิตก็สับตีนแตก วิ่งหน้าตั้งมุดหนีเข้าไปในช่องบันไดหนีไฟข้างห้องน้ำเฉยเลย!
"ปะป๊า! ปะป๊าคะ!" หญิงสาวร้องลั่น รีบซอยเท้าวิ่งตามพ่อไปติดๆ แต่ทว่าก้าวไปได้ไม่ถึงสามก้าว...
เป๊าะ!
ส้นรองเท้าส้นสูงปรี๊ดของเธอดันหักกระจุย ร่างอรชรสูญเสียการทรงตัวกะทันหัน ถลาล้มหน้าคะมำเตรียมลงไปจูบพื้นคอนกรีต!