เซนนั้นสามารถหนีพ้นอลิสมาได้อย่างง่ายดาย แม้ว่าอีกฝ่ายจะบินได้แต่อย่างไรก็ตามความเร็วของพวกเขาทั้งสองนั้นยังแตกต่างกันอยู่มาก เซนนั้นต้องการจะกลับบ้านโดนต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง อย่างไรก็ตามด่านตรวจนั้นยังมีตรวจขาออกอีกด้วย
อย่างไรก็ตามเมื่อเซนเดินมาถึงนั้นเขาก็ถูกทหารของอาณาจักรที่แต่งชุดเกราะเต็มยศปิดทางเอาไว้ เมื่อเซนมองไปรอบๆ ก็เห็นว่าชาวบ้านคนอื่นๆ ที่พยายามจะออกนอกเมืองรวมถึงพ่อค้าแม่ค้าก็ถูกปิดกั้นไม่ให้ออกจากเมือง เซนนั้นรู้สึกได้ว่าเรื่องทุกอย่างนั้นผิดปกติดังนั้นชายหนุ่มจึงได้กล่าวถาม
“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดพวกท่านจึงขวางคนไม่ให้เข้า ออกเมือง”
ทหารสวมชุดเกราะท่าทางแข็งแรงและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังทำความเคารพแบบทหาร พร้อมกับกล่าวขึ้น
“เมื่อไม่กี่นาทีก่อน สารจากราชาได้ประกาศออกมาแล้วว่าให้ยกระดับประเทศอยู่ในสภาวะสงคราม ดังนั้นข้าจึงไม่สามารถปล่อยท่านและประชาชนคนอื่นๆ ออกไปนอกเมืองได้”
เมื่อทหารคนดังกล่าว ได้กล่าวจบเซนก็เข้าใจในทันที ดูเหมือนเรื่องทั้งหมดนี้นั้นจะมีที่มาจากประเทศเซนทอร์ซึ่งเขาพึ่งได้ยินมาที่สมาคม อย่างไรก็ตามชายหนุ่มนั้นยังต้องการกลับบ้านเพื่อไปฝึกฝนใช้เวทมนตร์ของตนเอง หากไม่ได้จริงๆ เขาก็คงต้องใช้วิธีแอบหนีไป ซึ่งเขามั่นใจว่าไม่มีใครในเมืองนี้สามารถจับเขาได้แน่นอน
ในขณะที่เซนกำลังคิดจะหนีออกนอกเมืองกลับบ้านนั้น ร่างของทหารวัยกลางคนที่เซนคุ้นเคยก็ได้ปรากฏตัวขึ้น อย่างไรก็ตามคราวนี้ทหารคนนั้นกลับแต่งตัวด้วยชุดเกราะพร้อมกับเหน็บดาบไว้ข้างกาย และธนูไว้ด้านหลังราวกับเตรียมพร้อมจะทำสงคราม
“กัส!”
เซนเรียกอีกฝ่ายทันที เมื่ออีกฝ่ายได้ยินนั้นก็ได้มองมาอย่างสงสัยว่าใครกันแน่ที่เป็นคนเรียกเขา อย่างไรก็ตามเมื่อเขาหันหน้ามาเจออีกฝ่ายท่าทางของเขาก็กลายเป็นนอบน้อมในทันที พร้อมกับกล่าว
“นายท่าน…ท่านมีอะไรให้ข้ารับใช้หรือไม่ขอรับ”
“ข้าไม่ได้มีอะไรมากหรอก ข้าเพียงแค่ต้องการกลับบ้านที่อยู่นอกเมืองเท่านั้น เจ้าช่วยข้าได้หรือไม่?”
“ได้แน่นอนขอรับ”
กัสตอบอย่างไม่ลังเล ด้วยอำนาจที่เซนมีในตอนนี้ชายหนุ่มสามารถไปไหนมาไหนก็ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตแม้ว่าจะอยู่ในภาวะสงครามอันตึงเครียดก็ตาม
ทหารหนุ่มที่ไม่รู้อะไรและพึ่งสนทนากับเซนเมื่อสักครู่มีสีหน้าเปลี่ยนไปเป็นตกตะลึง เพราะชายหนุ่มเบื้องหน้าที่ดูเหมือนจะเป็นแค่นักเรียนจะสามารถทำให้หัวหน้าของเขาแสดงความเคารพได้ขนาดนี้ ไม่ใช่แค่นั้นเขากระทั่งยอมที่จะฝ่าฝืนกฎอีกด้วย
เซนนั้นสามารถเดินออกจากเมืองได้อย่างง่ายดายภายใต้สายตามึนงงของพวกที่ติดอยู่ที่หน้าเมือง หลังจากที่เซนจากไปแล้วในเมืองก็กลายเป็นวุ่นวายทันที
“บึ้มมมมม!”
เกิดระเบิดขึ้นบริเวณหน้าปราสาทของราชาเอวินซ์ ทำให้ทั้งเมืองนั้นยกระดับความระมัดระวังเอาไว้สูงสุด ทำให้หากผู้คนเดินเข้ามาในเมืองจะพบกับทหารจำนวนมากเดินไปมาแทบทุกพื้นที่ในเมืองไม่เว้นแม้แต่ในท่อระบายน้ำ จากเหตุการณ์ระเบิดนั้นไม่ได้ทำให้ราชาเอวินซ์กังวลเท่านั้นแต่มันทำให้ประชาชนกังวลเช่นกัน พวกเขาไม่เคยได้รับความกังวลขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
การเกิดเหตุการณ์ระเบิดขึ้นกลางเมืองและยังหาตัวคนทำไม่ได้นั้น แสดงให้เห็นว่าฝ่ายของพวกเขาถูกสอดแนมและถูกปั่นประสาทอยู่ ไม่ใช่แค่นั้นคนร้ายยังต้องเป็นคนในอีกด้วย เพราะเขารู้ทางหนีทีไล่อย่างดี
หนึ่งอาทิตย์ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีข่าวสารจากนอกประเทศเข้ามา และพบว่าประเทศเซนทอร์ตอนนี้นั้นมีกำลังทหารมากกว่าแสนคน หลังจากที่พวกเขายึดครองพื้นที่ของประเทศอื่น และปกครองด้วยความกลัว และยังมีข่าวลือออกมาอีกว่าราชาคนใหม่ของประเทศเซนทอร์นั้นอำมหิตอย่างมาก เขาจะฆ่าประชาชนของเมืองที่เขาบุกยึดไปทั้งหมด นั่นทำให้เกิดความสูญเสียและความหวาดกลัวกับผู้คนและประเทศข้างเคียงอย่างมาก จึงมีหลายคนคิดจะอพยพออกจากเมือง ประเทศนัวร์เองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่คนอพยพเข้ามาเช่นกัน
แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ทำให้ด่านตรวจคนเข้าเมืองไม่สามารถรับคนเข้าเมืองมาได้ เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นข้าศึกแฝงตัวเข้ามา ในเวลาหนึ่งเดือนได้ผ่านมาไวเหมือนโกหก ในสถานการณ์ที่ประเทศระดับหกนั้นเตรียมพร้อมสู้สำหรับสงครามที่พวกเขาคิดว่าจะมาถึง ประเทศเซนทอร์ก็ได้ส่งสารและประกาศสงครามกับประเทศนัวร์
……
ในทิศเหนือของประเทศนัวร์นั้นเต็มไปด้วยพื้นที่ภูเขาหินที่ซับซ้อนจำนวนมาก ใกล้ๆ บริเวณนั้นได้มีกำลังทหารซึ่งมีสัญลักษณ์รูปของสัตว์ในตำนานเซนทอร์อยู่จำนวนทหารนั้นมากกว่าห้าหมื่นนายเสียอีก ซึ่งมันเป็นจำนวนที่น่ากลัวอย่างมาก อย่างไรก็ตามด้วยจำนวนทหารเพียงแค่นี้หากคิดจะทำสงครามกับประเทศนัวร์แน่นอนว่าพวกเขาย่อมแพ้ไปแล้ว โดยไม่ต้องทำสงครามกันเลย แต่ในเวลานี้นั้นพวกทหารนั้นไม่ได้มีท่าทางเกรงกลัวอะไรเลยแม้แต่น้อย พวกเขาจ้องมองไปที่ชายหนุ่มในชุดเกราะนักรบเต็มยศคนหนึ่ง ซึ่งข้างเอวของเขานั้นเหน็บไว้ด้วยดาบที่มีรูปทรงประหลาด
ชายหนุ่มคนนี้นั้นมีหน้าตาหล่อเหลาอย่างมาก อย่างไรก็ตามในความหล่อเหลานั้นกับแฝงไว้ด้วยความโหดเหี้ยมเหนือมนุษย์ ชายหนุ่มคนนี้นั้นคือคริสซึ่งหลังจากที่เขาได้รับศาสตราวิญญาณมาจากโลกใต้พิภพโดยบังเอิญทำให้เขากลายมาเป็นราชาของประเทศเซนทอร์ เพื่อนร่วมชั้นของเขาเองไม่ได้ตามมาด้วยในวันนี้ ตอนนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาล้วนแล้วแต่มาถึงจุดสิ้นสุด มีเพื่อนๆ ของเขาไม่กี่คนเท่านั้นที่เลือกที่จะอยู่ข้างเขา ส่วนนักเรียนคนที่เหลือต่างตีตัวออกห่างและเลือกเส้นทางเดินของตนเอง การที่คริสได้ฆ่าคนมากมายแม้จะเป็นชาวเมืองบริสุทธิ์นั่นแสดงให้เห็นความเหี้ยมโหดของเขา แน่นอนว่าคริสนั้นฆ่าก้เพราะต้องการเลือดสดๆของผู้คนมาเติมเต็มดาบปีศาจของเขาและยกระดับให้มันแข็งแกร่งขึ้น
ในขณะที่คริสนั้นทำสีหน้าซับซ้อนและคิดอะไรบางอย่างคนเดียวอยู่นั้น องครักษ์ผู้จงรักภักดีนามว่าสมิธก็ได้เข้ามาแจ้งข่าวกับเขาว่า
“เรียนท่านราชา ขณะนี้กองทัพของเป้าหมายได้เตรียมตัวตั้งรับพวกเราพร้อมแล้ว ดูเหมือนหน่วยสอดแนมของพวกเขาจะไม่เลวร้ายมากนัก…”
สีหน้าของคริสนั้นสงบอย่างมากก่อนที่จะพยักหน้า เรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับกองกำลังของศัตรูนั้นอยู่ในการคำนวณของเขาอยู่แล้ว
“ถึงอย่างไร พวกมันก็เป็นถึงประเทศระดับหก แน่นอนว่าพวกมันต้องแข็งแกร่งกว่าประเทศอื่นๆ ที่เรากวาดล้างมาอย่างแน่นอน…”
คริสกล่าวจบก็ได้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับตบมือเสียงดังส่งผลให้ทหารทุกคนที่เมื่อครู่ไม่ได้อยู่ในระเบียบวินัยเนื่องจากกำลังพักผ่อนตามอัธยาศัยได้จัดขบวนและแถวขึ้นอย่างเรียบร้อยและหันมามองที่ราชาคนใหม่ของพวกเขาด้วยความเคารพ บางคนก็มองมาที่เขาอย่างหวาดกลัว และมีส่วนน้อยที่มองเขาอย่างรังเกียจและเคียดแค้น เนื่องจากพวกเขานั้นเป็นทหารที่แปรพักตร์มาเมื่อประเทศของพวกเขาพ่ายแพ้ มีคนไม่น้อยที่ครอบครัวของพวกเขาถูกราชาที่โหดเหี้ยมผู้นี้สังหาร
“ฟังเอาไว้ให้ดี ในสงครามครั้งนี้พวกเจ้าแทบจะไม่ต้องรับความเสี่ยงใดๆ แม้ว่าศัตรูจะแข็งแกร่ง แต่ตัวข้านั้นมั่นใจว่าไม่มีใครหน้าไหนสามารถเอาชนะพลังของข้าได้ แผนยังคล้ายๆ แบบเดิมนั่นคือข้าจะเป็นแนวหน้าเอง ไปนำชัยชนะมาและขโมยทุกสิ่งทุกอย่างมาจากพวกมันซะ!”
คริสกล่าวออกมาในขณะเดียวกันไม่มีทหารในกองทัพแม้แต่คนเดียว จะโห่ร้องด้วยความยินดี ในอดีตนั้นทหารพวกนี้ล้วนคิดว่าตนเองนั้นชอบการทำสงคราม จนเมื่อพวกเขาได้ทำสงครามร่วมกับคริสความคิดของพวกเขาก็เปลี่ยนไป
“กองทัพทางทิศใต้เตรียมพร้อมแล้วใช่ไหม?”
คริสหันมากล่าวถามกับสมิธซึ่งดูเหมือนจะเป็นคนที่มีความคิดมากที่สุด ในกองทัพ
“เตรียมพร้อมแล้วขอรับ โอกาสชนะสงครามของเรามีมากกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์แม้กองกำลังจะน้อยกว่า แต่ด้วยพลังของท่านจะทำให้ศัตรูไม่ทันระวังข้างหลังพวกเขาแน่นอนและจะถูกทำลายอย่างย่อยยับ!”
คริสนั้นรับหน้าที่ในการต่อสู้ที่ดินแดนเหนือ ในขณะเดียวกันเขาก็ทำเพียงเรียกร้องความสนใจกับกองทัพศัตรูเท่านั้น หากศัตรูมาสนใจเขามาก พวกมันจะถูกตลบหลังและพ่ายแพ้ไปเอง
“เจ้าให้ใครเป็นผู้นำทัพบุกแดนใต้?”
“เป็นยูริขอรับ”
สมิธกล่าวตอบในขณะเดียวกันคริสก็ได้พยักหน้า ในขณะเดียวกันสีหน้าของเขาก็ดูกังวลเล็กน้อย ดูเหมือนว่าสมิธนั้นจะรับรู้ถึงความกังวลของเจ้านายใหม่ของมันจึงยิ้มและกล่าวบอก
“ท่านไม่ต้องห่วงหรอกขอรับ ยูรินั้นเป็นหมากที่ถูกควบคุมไว้อย่างสมบูรณ์ แม้ว่าสิ่งค้ำประกันของเธอจะถูกกำจัดไปแล้ว แต่ตัวเธอนั้นยังไม่รู้ความจริงแน่นอน ดังนั้นการใช้งานเธอในครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย…”
“งั้นเหรอ…น่าเสียดายนะ นางเองก็งดงามไม่น้อย…”
สมิธเมื่อได้ยินดังนั้นก็ได้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“หากท่านต้องการนาง ข้าสามารถส่งนางให้ท่านได้แน่นอน แต่ก่อนอื่นพวกเราต้องเอาชนะสงครามครั้งนี้ก่อน”
…….
ในขณะเดียวกันเวลาที่ผ่านไปหนึ่งเดือนนั้น เซนได้รับจดหมายโดยเนื้อหาในจดหมายนั้นเขียนเอาไว้ว่าโรงเรียนวิลโลนั้นจะปิดทำการเรียนการสอนชั่วคราว และไม่มีกำหนดที่แน่นอนในการเปิดเรียนครั้งต่อไป เซนนั้นรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างมาก หากว่าเขาไม่ได้มีเวทมนตร์ที่เขาต้องฝึกฝนเขาคงบ้าตายไปแล้ว
ดังนั้นในวันหยุดยาวเช่นนี้นอกจากฝึกเวทมนตร์แล้วเซนยังได้ออกสำรวจเขตรอบนอกของประเทศนัวร์ หากเขาพบเจอกับมอนสเตอร์ที่ดุร้ายเขาก็จะสังหารมันเพื่อค่าประสบการณ์ในการพัฒนาพลังวิญญาณ และในตอนนี้ชายหนุ่มกำลังอยู่ในทางตอนใต้ของประเทศนัวร์และเขากำลังขุดแร่อยู่