“นี่คือ...”เย่เฉินมองสำรวจภายในร่างกายของตนเองเขาไม่นึกมาก่อนเลยว่าจะมีพลังเช่นนี้ซ่อนอยู่ในร่างกายของเขา
เมื่อมองอย่างละเอียดเขาก็ต้องตกใจกับสิ่งที่พบ บนกระดูกของเขาปรากฏอักขระยันต์แปลกๆขึ้นมาเป็นแถวเหมือนกับรอยสลัก มันมาพร้อมกับความรู้สึกร้อนจากการแผดเผาร่างกายมีเสียงเวิงๆ ดังขึ้นในศีรษะ ความเจ็บปวดก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา
“เป็นความรู้สึกแบบนี้อีกแล้ว”อาการเวียนหัวที่เกิดขึ้น ทำให้เย่เฉินนึกถึงฉากเหตุการณ์ที่ตลาดมืดอเวจีในวันนั้น
ในไม่ช้าพลังที่บ้าเลือดและคลุ้มคลั่งท่วมท้นไปทั่วทั้งร่างของเขา
เอ๊ะ
ความเจ็บปวดนั้นทำให้เขาส่งเสียงร้องคำรามแทรกขึ้นตามซอกฟัน
เอ๊ะ?
ลวี่จื้อที่กำลังจะเข้ามาถึงกับต้องหรี่ตาลงดูเหมือนจะรู้สึกได้ถึงพลังอันบ้าเลือดและคลุ้มคลั่ง
“ปล่อยข้าไป”เสียงตะคอกที่โกรธเคืองของเย่เฉินดังตามมา ด้วยพลังที่บ้าเลือดและคลุ้มคลั่งในร่างกายผนวกกับความแข็งแกร่งของเขานั้นสามารถหยุดยั้งเจดีย์พลังวิญญาณของลวี่จื้อเอาไว้ได้
ฮือๆๆ !
ฮือๆๆ!
ทันใดนั้นดูเหมือนจะมีเสียงโหยหวนของผีร้ายดังขึ้นมา พลังแห่งมารร้ายก็พุ่งออกมาจากร่างกายของเย่เฉินลมหายใจนี้ดูโหดร้ายบ้าเลือดและเยือกเย็น กวาดเอาเศษกรวดหินและเศษใบไม้รอบบริเวณ
ในตอนนี้ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างมากเช่นกัน
ผมสีเข้มและหนาของเขาได้กลายเป็นสีเลือดอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีเข้มและลึกล้ำของเขา ก็ปกคลุมไปด้วยสีของเลือดรอยแห่งมารปรากฏขึ้นมาระหว่างคิ้วอย่างชัดเจน อานุภาพพลังของเขาก็เพิ่มขึ้นในทันที
“มาร...มาร...”เมื่อเห็นดังนั้น รูม่านตาของลวี่จื้อก็เบิกกว้างชัดเจนจนก้าวถอยไปด้านหลังอย่างไม่ทันรู้ตัว
อ๊ะ...!
ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงทำให้เย่เฉินต้องใช้มือกุมศีรษะเอาไว้ และเรียกคืนสติของตนเอง เขาค่อยๆถูกความโหดร้ายและบ้าเลือดนั้นกลืนกิน
ในตอนนี้เขาเป็นเหมือนมารร้ายที่ยิ่งใหญ่ไปแล้ว
เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงราวกับจะเข้าสู่ความเป็นมารของเย่เฉินแล้วนั้นดวงตาของลวี่จื้อก็ดุร้ายขึ้นมาเขาถือกระบี่เข้ามา การเปลี่ยนแปลงของเย่เฉินนั้นแปลกเกินไป ทำให้เขาหวาดกลัวเขาจึงคิดเพียงแค่ว่าจะต้องสังหารเย่เฉินให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อไปในอนาคต
เช้ง!
เขาลงมือไปอย่างไร้ความปรานีลำแสงกระบี่นั้นพุ่งทะลุอากาศ
พัฟ!
เลือดสาดกระเซ็นกระบี่ของลวี่จื้อแทงทะลุร่างของเย่เฉิน
เมื่อถึงตอนนี้เย่เฉินจึงเงยหน้าขึ้น จ้องมองลวี่จื้อด้วยดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยเลือด แลบลิ้นออกมาและยังแสดงความแปลกประหลาดออกมาอีกด้วย
จิตใจของลวี่จื้อสั่นสะท้านเมื่อถูกเย่เฉินจ้องเช่นนั้น ราวกับกำลังถูกจ้องมองจากมารร้ายร่างกายของเขาเย็นเยือกตั้งแต่หัวจรดเท้า
“เจ้าจะสังหารข้าหรือ?” เย่เฉินส่งรอยยิ้มที่แปลกยิ่งกว่าเก่าออกมาความคิดอำมหิตของการฆ่าและบ้าคลั่ง ท่วมท้นอยู่ในสมองของเขาทำให้จิตใจของเขามืดบอด แต่ก็ยังมีสัญชาตญาณในความเป็นมนุษย์อยู่นั้นหมายถึงหากลวี่จื้อต้องการจะฆ่าเขาจริงๆ เขาก็คงจะไม่นั่งรอความตาย
ก่อนที่ลวี่จื้อจะมีปฏิกิริยาใดๆเย่เฉินก็ยกกำปั้นขึ้น และเหวี่ยงหมัดออกไปยังลวี่จื้อ
พัฟ!
ในขณะที่ร่างลอยออกไปลวี่จื้อก็กระอักเลือดออกมาสองสามอึก
เห็นได้ชัดว่าหมัดนี้ของเย่เฉินมีอานุภาพเหนือกว่าหมัดก่อนหน้านี้อย่างมาก อาจจะเป็นเพราะมีความบ้าคลั่งเพิ่มขึ้นปล่อยออกไปเพียงหนึ่งหมัดก็กระทบซี่โครงเขาหักถึงสามซี่
ขณะที่ร่างของเขาล้มลงก็ทุบหินออกเป็นเศษดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “เจ้า...”
“ฆ่า”เสียงตะโกนดังขึ้น เย่เฉินม้วนพลังมารร้าย ราวกับมารร้ายที่กำลังพุ่งเข้ามา
“จัดการมัน”ในช่วงวิกฤตนี้ ลวี่จื้อเรียกเจดีย์พลังวิญญาณขึ้นมาจัดการกับเขาอีกครั้ง
เพียงแต่ครั้งนี้เขาทำไม่ได้ดั่งที่ตั้งใจไว้สิ่งสำคัญคือหลังจากที่เย่เฉินมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปความเร็วของเขาก็เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก เจดีย์พลังวิญญาณของเขาไม่สามารถจะไล่ตามความเร็วที่น่ากลัวของเย่เฉินได้
เมื่อเห็นดังนั้นลวี่จื้อก็พลิกตัวขึ้นมา ประสานมือทำมุทราอย่างรวดเร็วจากนั้นแสงของกระบี่หลายสิบเส้นก็ปรากฏออกมา บังคับให้มุ่งตรงไปยังเย่เฉิน
พัฟ!
พัฟ!
พัฟ!
เพียงแต่เย่เฉินที่กำลังพุ่งตรงเข้ามาก็ไม่ได้หลบหลีกแต่อย่างใดปล่อยให้แสงของกระบี่นั้นกรีดเฉือนลงบนร่างกายจนเลือดไหลอาบ
“เจ้า...”ลวี่จื้อถอยออกไปโดยไม่รู้ตัว เขารู้สึกเพียงว่าพลังของมารร้ายที่อยู่เบื้องหน้านั้นมีกำลังดุจคลื่นซัดสาดและยังรู้สึกได้ว่าคนที่เขากำลังเผชิญหน้าอยู่ด้วยนี้ไม่ใช่คนแต่เป็นจอมมารที่ยิ่งใหญ่ เป็นจอมมารที่กำลังบ้าคลั่ง
“ฆ่า”เสียงตะโกนดังลั่น เย่เฉินตบเหวี่ยงฝ่ามือออกไป
เมื่อลวี่จื้อเห็นดังนั้นจึงพลิกกระบี่วางแนวราบไว้เบื้องหน้าตนเอง
แกรก!
ในตอนนี้ กระบี่ยาวของเขาปะทะเข้ากับฝ่ามือของเย่เฉินทำให้เขาได้รับแรงสะท้อนจนถึงกับกระอักเลือด
“ดัชนีตัดวสันต์”แม้ว่าเขาจะถูกแรงสะท้อน แต่ลวี่จื้อก็ได้ใช้เคล็ดวิชาลึกลับเป็นครั้งแรก
พัฟ!
ในตอนนี้เย่เฉินไม่ได้ป้องกันตนเอง ทำให้ร่างกายของเขาเกิดบาดแผลมีเลือดไหลออกมา
และในขณะที่กำลังพุ่งมานี้เขาก็ได้โบกแขนขึ้นอีกครั้ง ใช้ฝ่ามืออสุนีบาตทุบตีลวี่จื้ออย่างบ้าคลั่ง
การต่อสู้เริ่มขึ้นอีกครั้ง
ในครั้งนี้ผู้ถูกบดขยี้กลับกลายเป็นลวี่จื้อ หลังจากที่เย่เฉินเปลี่ยนรูปร่างของตนไปไม่ว่าจะเป็นความเร็วหรืออานุภาพของพลัง ก็ล้วนแต่เพิ่มขึ้นจนเหนือกว่าอย่างมาก
สิ่งสำคัญที่สุดคือเย่เฉินไม่ได้เพิ่มการป้องกันอะไรเลยแม้แต่น้อย มีแต่เพียงการโจมตีอย่างบ้าคลั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าและเขาก็เริ่มสะทกสะท้านขึ้นมา ด้วยความกลัวต่อรูปร่างมารร้ายของเย่เฉินจนสูญเสียจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่ขั้นพลังหยางควรจะมี
พัฟ!
จากนั้นคมกระบี่ของเย่เฉินก็แทงจากหน้าอกทะลุไปยังแผ่นหลังของลวี่จื้อการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ฉากนี้ก็เป็นอันจบสิ้นลง
เมื่อมองไปยังเย่เฉินที่อยู่ตรงหน้าดวงตาของลวี่จื้อก็เด่นชัดขึ้น เต็มไปด้วยความหวาดกลัวเลือดไหลออกมาจากปากของเขาตลอดเวลา
บางทีเขาอาจจะรู้สึกเสียใจขึ้นมาจริงๆ เสียใจที่ไม่ควรจะตามไล่ล่าจีหนิงซวง จนกระทั่งตนเองต้องมาจบชีวิตลงอย่างอนาถที่ภูเขาแห้งแล้งแห่งนี้
“อยากรู้ไหมว่าข้าเป็นใคร”เมื่อเผชิญหน้ากับลวี่จื้อ เย่เฉินก็ยิ้มขึ้นอย่างแปลกประหลาดดูเหมือนว่าเขาจะค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับรูปร่างของมารได้แล้ว ทำให้สติของเขาค่อยๆฟื้นขึ้นมาระลึกถึงความแค้นที่ลวี่จื้อทำลายจุดตันเถียนของตน
เมื่อพูดจบเขาก็ค่อยๆ ถอดหน้ากากผีออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ชวนมอง
“เจ้า...เป็นไปได้อย่างไร ข้าทำลาย...จุดตันเถียนของเจ้า” รูม่านตาของลวี่จื้อเบิกกว้างสีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
เขาจะไปคาดคิดได้อย่างไรว่าผู้ฝึกตนขั้นรวมพลังที่ต่อสู้อยู่กับเขาจะกลายเป็นศิษย์ของสำนักเจิ้งหยางคนนั้นที่เขาได้ทำลายจุดตันเถียนไปก่อนหน้านี้ และยังคิดไม่ถึงว่าคนที่ถูกทำลายจุดตันเถียนไปแล้วคนหนึ่งไม่เพียงแต่จะสามารถบ่มเพาะการฝึกตนได้อีกครั้ง แต่เขายังเปลี่ยนรูปร่างเป็นมารได้อีกด้วย
ทุกอย่างล้วนแต่เป็นสิ่งที่เขาไม่อยากจะเชื่อเลย
เย่เฉินสวมหน้ากากผีอีกครั้งราวกับว่าเมื่อเขาได้สวมใส่หน้ากากผีนี้ ก็จะกลายเป็นเหมือนกับมารร้ายที่มาจากนรก
“ในชาติหน้าอย่าไปยั่วโมโหใครเขาอีกก็แล้วกัน” ดวงตาของเย่เฉินเย็นชาพลังปราณที่ผสมผสานกับพลังของมารร้ายได้ถูกหลอมรวมเข้าไปยังกระบี่เมฆแดงจนทำให้หัวใจของลวี่จื้อต้องแตกดับ
ลมหนาวที่แสนขมขื่นพัดกระทบร่างกายร่างกายของลวี่จื้อได้ล้มลงไป แม้จะตายแล้วแต่ดวงตาของเขาก็ยังแสดงออกถึงความงุนงง
หลังจากสังหารลวี่จื้อแล้วร่างกายของเย่เฉินก็โซเซ
ทั่วร่างของเขาเปียกโชกไปด้วยเลือดการต่อสู้กับลวี่จื้อนั้นทำให้เขาได้รับบาดเจ็บหนักหากเขาไม่ได้ทำการปลุกเลือดมารที่อยู่ในร่างกายขึ้นมาเขาก็คงจะต้องถูกฆ่าตายไปแล้วอย่างแน่นอน
พัฟ!
ลมหนาวยังคงพัดเข้ามาทำให้เขาร่วงลงจากฟ้า
ผืนฟ้าและแผ่นดินตอนนี้กลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง หลังจากเย่เฉินหมดสติไป รูปร่างของมารก็ค่อยๆสลายไป ผมสีเลือดของเขาก็เปลี่ยนกลับมาเป็นสีดำดังเดิม พลังของมารร้ายก็หายไปรอยสลักแห่งมารตรงระหว่างคิ้วก็ค่อยๆ สลายไป รูปร่างทุกอย่างของเขากลับมาดังเดิม
ไม่รู้ว่าเป็นเวลาเท่าไรแล้วมีเสียงกรอบแกรบดังออกมาจากส่วนลึกของป่า
เมื่อมองดูให้ละเอียดนั่นคือจีหนิงซวงที่กำลังเดินกุมไหล่ของตนเองไว้เดินโซเซเข้ามาทางนี้เมื่อมองเห็นว่าเป็นเย่เฉินและลวี่จื้อ นางจึงรีบเข้ามา
เมื่อเห็นการตายของลวี่จื้อจีหนิงซวงก็ตกตะลึง ลวี่จื้อผู้อยู่ในขั้นพลังหยาง นึกไม่ถึงว่าจะมาถูกผู้ฝึกตนขั้นรวมพลังฆ่าตายจากประสบการณ์ที่มีของนาง มันก็ยากที่จะอธิบายเรื่องทั้งหมดนี้
เมื่อมองไปยังร่างของลวี่จื้อจีหนิงซวงก็เดินมาหาเย่เฉิน
“ยังมีลมหายใจอยู่”เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวตรงหน้าอกของเย่เฉิน จีหนิงซวงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ถ้าวันนี้เจ้าไม่ช่วยข้าเอาไว้ข้าก็คงต้องตายไปแล้ว” นางกล่าวคำขอบคุณอย่างซาบซึ้งมองไปยังเย่เฉินที่นอนอยู่บนพื้น และยังคงใส่หน้ากากผีเอาไว้ทำให้จีหนิงซวงรู้สึกสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย
ความสงสัยในใจของนางยิ่งเพิ่มขึ้นทำให้นางอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไป และค่อยๆ ถอดหน้ากากผีออกจากใบหน้าของเย่เฉินเปิดออกดูเพื่อแสดงเคารพต่อผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตของนาง
“เจ้าที่ช่วยข้าไว้สรุปว่ามีรูปลักษณ์อย่างไรกันแน่”