บทที่37 ทดลองปุ๋ยคอก
สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของเดือนห้าแล้วเดือนหน้าจะเริ่มเข้าสู่หน้าฝนสถานศึกษาของอันหยางได้แจ้งให้เหล่าบัณฑิตที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองไม่ต้องไปเรียนในฤดูนี้ เพราะการเดินทางนั้นลำบาก แต่คงจะไม่ลำบากสำหรับเหล่าคนที่บ้านมีรถม้าอันผิงก็หวังว่าท่านพ่อจะซื้อรถม้าสักคัน แต่ขอคาดเดาเอาไว้ว่าอีกไม่นานถ้ารายได้ครอบครัวดีและมีมากขึ้นเรื่อยๆ ของดีๆ ก็ต้องย่อมมีตามมา
เท่ากับว่า สัปดาห์หน้าอันหยางไม่ต้องไปเรียนแล้ว และโรงเรียนของท่านพ่อก็หยุดตามไปด้วยเหตุผลก็ไม่ต่างกัน แต่สำหรับอันผิง เธอย่อมต้องดีใจ ถือว่าเป็นการพักผ่อนสมองดีนะที่โลกนี้ก็มีปิดเทอมกับเขาด้วย ทั้งที่ความเป็นจริงนั้นเธอเรียนแค่ครึ่งวันเท่านั้น
เอานะ มีปิดเทอมถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุด
เท่ากับสัปดาห์หน้าเธอจะมีคนร่วมขบวนการหาต้นผิงกั่ว และชื่อจึเพิ่มก็คืออันหยางนั่นเอง และอาจจะมีจางชิวเหมยมาร่วมด้วยเป็นบางครั้ง ส่วนจางเหล่าผู้ค้นพบตัวเองได้ไวได้ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ช่างไม้ในหมู่บ้านแล้ว ช่วงเช้าเขามาเรียนช่วงบ่ายก็ไปฝึกฝนงานไม้
คราแรกเธอก็คิดว่าอันหยางผู้เป็นพี่จะมาเป็นลูกน้องของเธอแต่ผิดคาดเขากลับตามจางเหล่าไปเรียนรู้เรื่องของงานไม้แทนนี่ทำให้อันผิงนึกถึงแบบข้อต่อไม้ไผ่ที่อันหยางเคยวาดไว้
แม้จะเสียดายแต่ความสนใจใฝ่รู้ของอันหยางไม่ควรถูกเธอชักจูงไปในเรื่องอย่างการหาต้นผิงกั่วและชื่อจึเธอยอมก็ได้ อย่างไรก็มีพี่สาวสือ กับจางชิวเหมย อีกตั้งสองคน
ตอนบ่ายๆ หลังจากเรียนรู้เรื่องการปักผ้าแล้วเด็กหญิงสามคนจึงรวมตัวกันที่สวน ตอนที่ผ่านคอกวัว และเล้าไก่สามีสะใภ้จางกำลังตักพวกมูลสัตว์ไปทิ้ง ด้วยความเสียดายมูลสัตว์พวกนี้อันผิงจึงหมายมาดว่าคืนนี้จะต้องให้ท่านเทพเข้าฝันอันหยางเรื่องปุ๋ยคอกสักหน่อยแล้ว
เพราะคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่เธอทำได้ตอนนี้ ในเรื่องของการชี้เป้าแต่คิดไปคิดมา หรือว่าเธอจะเดินไปบอกท่านพ่อดีว่า มูลสัตว์ถ้าเอามาผสมดินก่อนจะปลูกพืชผักถือว่าเป็นปุ๋ยธรรมชาติที่ดีอย่างหนึ่ง เอาแบบนี้ดีกว่าโดยที่ตัวเธอเองทำเป็นตัวอย่างให้เห็นก่อน
อันผิงจึงเดินไปหาสามีสะใภ้หลิว และเอ่ยขอมูลสัตว์ใส่กระบะเล็กๆสามีสะใภ้หลิวคราแรก อธิบายว่ามันไม่ใช่ของเล่นนะ แต่อันผิงก็ยังจะยืนกรานเอาไปอีกอย่างพี่สาวสือก็ร้องขอให้สามีสะใภ้หลิวตามใจอันผิงด้วยเมื่อเห็นพี่สาวสือทำจางชิวเหมยก็ขอร้องบ้าง กลายเป็นว่าสามีสะใภ้หลิวถูกเด็กๆรบเร้า เขาเลยต้องตักมูลสัตว์ให้เด็กๆไปในกระบะเล็กๆ
ส่วนอันผิงเตรียมถือไปหาพวกต้นผิงกั่วที่ตัวเองล้อมไว้ แต่ท่าถือที่ทุลักทุเลของอันผิงทำให้พี่สาวสือแย่งไปถือเสียเอง โดยให้เหตุผลว่า
“ข้ากลัวเจ้าทำหกใส่ตัวเอง กลิ่นมูลพวกนี้ยิ่งหอมๆ อยู่”
แน่นอนว่าอันผิงไม่ใช่พี่สาวสือ ที่ถูกแย่งหน้าที่จะหน้างอเธอย่อมเต็มใจ
“จะเอาไปไว้ที่ไหน” พี่สาวสือถามขึ้นมาอีกครั้ง
“เอาไปใส่ต้นผิงกั่ว เจ้าค่ะ”
แม้จะสงสัยในการกระทำของคนเป็นน้องแต่พี่สาวสืออาจจะโดนอันหยางเป่าหูบ่อยครั้ง ว่าอันผิงหยิบจับอะไรมักเป็นโชคพี่สาวสือจึงไม่ได้ถามต่อ พอไปถึงต้นผิงกั่วชุดแรกที่พวกเธอได้ล้อมไว้พี่สาวสือจึงวางกระบะมูลสัตว์นั้นวางไว้บนพื้น
อันผิงมองมูลพวกนี้ สมัยนี้ไม่มีถุงมือ เธอจะต้องใช้มือตัวเองจับมันและโรยไปในบริเวณของต้นผิงกั่วชุดแรกใช่ไหมนะ ไม่มีใครตอบเพราะถามตัวเองอยู่ในใจ เสี่ยวหลงเป่าคงไม่คิดตอบอยู่แล้ว
เอานะ มาถึงขั้นนี้แล้ว ดีว่ามูลสัตว์นั้นแห้งแล้ว แต่ก่อนจะโรยลงไปอันผิงเพื่อความชัวร์จึงใช้การค้นหาที่เคยขอไว้นานแล้วว่าให้ค้นหาสิ่งที่เธออยากรู้เพื่อให้รู้ว่าสัดส่วนเท่าไหร่ที่ใส่มูลสัตว์ลงไปแล้วต้นผิงกั่วตรงหน้าจะเจริญงอกงาม ไม่ใช่ว่าใส่เยอะไปมันตายไปเสียก่อน
เมื่อค้นหาสิ่งที่ต้องการได้แล้วก็ตัดใจใช้มือตัวเองจับมูลสัตว์นั้นโรยไปในดินทำไมคราวนี้จางชิวเหมยไม่เล่นโรยมูลสัตว์ด้วยกันนะอย่างกับรู้ว่าของพวกนี้เล่นไม่ได้ และไม่รู้เพราะคิดนานหรือจดจ่อกับงานตรงหน้านานไปหรือไม่ พอทำเสร็จเงยหน้าขึ้นมาพี่สาวสือก็ตักน้ำมาให้ล้างมือแล้ว
อ้า ช่างเป็นพี่สาวที่น่ารักจริงๆ
“ข้าเอามารดต้นผิงกั่วต่างหาก” เมื่อได้ยินพี่สาวสือพูดเช่นนั้นอันผิงก็คอตกโดยอัตโนมัติ พี่สาวสือจึงหัวเราะ
“ข้าแกล้งเล่น นี่เจ้าล้างมือซะล้างเสร็จก็จะได้เอาน้ำรดต้นผิงกั่วต่อ”
“เจ้าทำอะไรเหรออันผิง” เป็นจางชิวเหมยที่สงสัยถามขึ้นมา
“ข้าเคยเห็นรอบๆ ที่เอานี่” ชี้ไปที่มูลสัตว์“ไปทิ้ง มันมีหญ้าขึ้นต้นใหญ่” ก็ว่าไปนั่นเพราะเด็กพวกนี้คงไม่ให้เธอพาไปตรงที่สามีสะใภ้หลิวเอามูลสัตว์ไปทิ้งหรอก “ข้าเลยอยากทำบ้าง”
“ใส่แค่ตรงนี้พอ จะได้เป็นการพิสูจน์ด้วยว่ามันดีจริงไหม” พี่สาวสือพูดขึ้นมาเพื่อรับกับสมมติฐานของอันผิง
อันผิงพยักหน้า จากนั้นก็ทิ้งกระบะมูลสัตว์ไว้ตรงนี้และเข้าสู่ภารกิจหลักคือตามหาต้นผิงกั่วกันต่อไป ซึ่งวันนี้อย่างไรนั้นก็ไม่มีทางเจอหรอก แต่การได้เห็นจางชิวเหมยตื่นเต้นกับพวกหญ้าพวกวัชพืชก็สนุกดีและมีพี่สาวสือคอยอธิบายว่ามันคือวัชพืช เพราะก่อนหน้านั้นพี่สาวสือก็เคยตื่นเต้นไปแล้วทีหนึ่ง แต่เป็นสามีสะใภ้หลิวที่เดินตามเด็กๆมาด้วยเป็นคนอธิบาย และถอนมันทิ้งไป
แน่นอนว่าพี่สาวสือก็ทำแบบสามีสะใภ้หลิว คือถอนมันทิ้งวันนี้ทั้งสามจึงได้ถอนวัชพืชระหว่างภารกิจหาผิงกั่ว ก็สนุกไปอีกแบบ
มารู้ตัวอีกที ก็ใกล้ตอนเย็นแล้ว สามีสะใภ้หลิวจึงตะโกนเรียกเด็กๆให้กลับบ้าน เมื่อมาถึงหน้าบ้านของอันผิง พวกเขาก็แยกย้ายกันพี่สาวสือเข้าไปในบ้านโจว จางชิวเหมยกลับบ้านพร้อมอาจางฝาย
เพราะดินที่ต้นผิงกั่วขึ้นนั้น เป็นดินที่ดีอยู่แล้ว ทำให้อันผิงกลัวไม่เห็นความแตกต่างของการใช้ปุ๋ยคอกกับดินที่อุดมสมบูรณ์อยู่แล้วเธอจึงถามเสี่ยวหลงเป่าในใจ
แต่เป็นว่าเสี่ยวหลงเป่าปรากฏตัวขึ้นมาในท่านอนคว่ำเอาหน้าเกยเท้าหน้าสองข้างเอาไว้หางแกว่งไปมา น่ารักยิ่ง อันผิงจึงอยากจะลูบหัวมันสักที แต่จากสายตาของระบบที่มองทำให้อันผิงชักมือกลับ มองอย่างเดียวก็ได้จ๊ะ
‘ลำต้นของผิงกั่วก็จะแข็งแรงและใหญ่กว่าพวกที่ไม่ได้ใส่ปุ๋ยคอกขอรับ เพราะถือว่าดินได้รับการบำรุงเพิ่มขึ้น’
เมื่อคำตอบได้อย่างที่ในใจของอันผิงนึกคิดไว้ อันผิงก็โล่งใจ
‘ขอบใจ เสี่ยวหลงเป่า’
เสี่ยวหลงเป่าก็ยังไม่หายไปทันที ยังคงนอนในท่าน่ารักหางกวัดแกว่งไปมา เหมือนรอให้ท่าเธอ ประมาณอยากจับฉันล่ะสิ แต่เธอทำไม่ได้แน่นอนอันผิงก็จ้องด้วยความเอ็นดูอยู่อย่างนั้น ตาไม่กะพริบเพราะกลัวภาพข้างหน้าจะหายไป และมันก็หายไปจริงๆ
กลับมารายงานเรื่องร้านหลงเปาจึ ซึ่งตอนนี้กิจการเป็นไปด้วยดีโดยเฉพาะน้ำถั่วเหลืองได้รับความนิยมมาก ถามว่าเธอรู้ได้ไงเมื่อไม่ได้ติดสอยห้อยตามท่านแม่ไปในเมืองนั่นก็เพราะว่าจำนวนการสั่งทำกระบอกไม้ไผ่ที่ท่านแม่ได้จ้างลูกชายคนโตของลุงโจวเป็นคนตัด จนตอนนี้ลุงโจวต้องมาช่วยตัดด้วย
ส่วนท่านแม่ก็ทำไส้ซาลาเปาใหม่ ซึ่งก็คือไส้ผักดองสูตรอันผิงนั่นเองอันผิงคิดว่าเธอก็แทบจะอยู่กับท่านแม่ตลอดนะ แต่ท่านแม่ไปแอบดองผักตอนไหนล่ะนี่มารู้อีกทีก็ตอนที่ท่านแม่เอาซาลาเปาไส้ผักดองมาให้ลูกๆ กิน ถึงแม้เธอจะรู้ว่ามีซาลาเปาไส้นี้และถือเป็นหนึ่งในอาหารเจ แต่ก็ไม่คิดว่าพอใช้สูตรผักดองของระบบมันก็จะอร่อยเข้ากันได้อย่างกลมกล่อม และเธอกินไปคนเดียวถึงสองลูกความรู้สึกก็คงแทนแป้งซาลาเปาเหมือนข้าวต้มร้อนๆ และกินกับผักดองนั่นแหละ
พูดถึงไส้ผักดอง ก็นึกถึงซาลาเปาหมูสับไข่เค็มขึ้นมาตอนนี้บ้านเธอไม่ต้องซื้อไข่ไก่แล้วนะ นอกจากจำนวนไก่จะเพิ่มขึ้น จำนวนไข่ก็ด้วยถึงขนาดที่ต้มกินหนึ่งฟองต่อหนึ่งมื้อได้ครบทั้งสี่คน
เพราะนึกถึงซาลาปาหมูสับไข่เค็ม ตอนกินซาลาเปาไส้ผักดองเธอก็เลยทำเป็นสงสัยถามท่านแม่ว่า
“ท่านแม่ ข้าอยากกินแบบมีไข่เค็มสีแดงข้างในด้วยเจ้าค่ะ”
เมื่ออันผิงพูดจบ ท่านแม่เหมือนชะงักไป ราวกับว่า จริงด้วย
“ใช่แล้วขอรับ ท่านแม่ ผักดองยังมาทำไส้ได้ไข่เค็มของน้องสาวต้องทำได้” เป็นอันหยางที่กระตุ้นต่อ “แต่เราไม่มีไข่เป็ด”
“ลองใช้ไข่ไก่ไหม ตอนนี้บ้านเรามีไข่ไก่เยอะขึ้น”เป็นท่านพ่อที่เสริมอีกทีหนึ่ง
ช่างเป็นครอบครัวที่สมัครสามัคคีกันจริงๆ เธอเปิด พี่ชายเสริมท่านพ่อเสนอแนะ
ท่านแม่จึงยิ้มรับ พร้อมพยักหน้า
“ซาลาเปาไข่เค็ม ไข่เค็ม” อันผิงเพิ่มแรงกดดันให้ท่านแม่เพิ่มไปอีกนิด
เรื่องนี้จึงจบที่ตอนเช้า อันผิงได้เห็นท่านแม่ลงมือดองไข่ไก่หนึ่งไหจากนี้ก็นับเวลารออีก 7 วัน ซาลาเปาไข่เค็มก็จะถือกำเนิดด้วยความเชี่ยวชาญการทำอาหารของท่านแม่การผสมหมูเข้าไปด้วยน่าจะไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องเปิดประเด็นเป็นแน่
จากนี้ก็แค่ตั้งตารอ ซาลาเปาไส้ใหม่ที่มาต่อจากไส้ผักดอง เท่ากับที่ร้านหลงเปาจึจะมีไส้ซาลาเปา 3ไส้เชียวนะ และเธอหวังว่ามันจะขายดี พอๆ กับซาลาเปาไส้หมูสับ พอมีซาลาเปาก็นึกถึงขนมจีบขึ้นมาแต่ด้วยวัตถุดิบที่เป็นเนื้อหมูล้วนๆ ซึ่งเหมาะเป็นอาหารเหลาเสียมากกว่า
ก็คงต้องพับเรื่องนี้ไว้ก่อน