ไป๋ลู่ จอมยุทธข้ามแดนสีชาด

    ตอนที่ 45 เรียนรู้อย่างขันแข็ง

            ด้านในโรงเตี้ยมที่เงียบสงัดมีเพียง องค์ความรู้เพียงอย่างเดียวที่กำลังทยอยเข้าซึมซับเด็กหนุ่มที่มุมานะฝึกฝนอ่านเขียนอย่างเอาเป็นเอาตาย เฉินซินที่เก็บกวาดรอบข้างเสร็จสิ้นก็เริ่มอบรมบางอย่างจริงจัง พวกเค้าสลัดความเศร้าโศกแม้ไม่อาจฟื่นสภาพจิตใจเต็มที่แต่ก็ยังพยายามที่ก้าวไปด้านหน้าพร้อมกัน ชายหนุ่มเดินมาอยู่มุมตรงข้ามก่อนเคาะโต๊ะดึงสติของเด็กหนุ่มเข้าหาตัวเค้าก่อนจะเริ่มพูดหัวข้อที่เด็กหนุ่มต้องรู้



            "ฟังนะไป๋ลู่ ปรานของมนุษย์นั้นนะเป็นสายพลังที่สามารถกักเก็บจากธรรมชาติ" ว่าแล้วชายหนุ่มที่ค่อยๆลากนิ้วมาชี้ที่บนสะดือ "จุดนี้เรียกว่าตันเถียนหรือประตูคลังปรานที่คอยทำหน้าที่กักเก็บหรือเรียกใช้ตามแต่ความต้องการของชาวยุทธทุกคน เสหมือนหัวใจดวงที่สองที่ต้องปกป้องอย่างสุดความสามารถ หากจุดนี้ดับสลายไปเท่ากับอนาคตชาวยุทธของเจ้าตั้งสิ้นสุดลงเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเดินเท้าปกติเพียงเท่านั้น"



            "การกักเก็บพลังปราน เจ้าไม่ต้องทำสิ่งใดเพียงแค่หายใจก็เทียบเท่ากับการดูดซับตัวพลังให้เข้ามาวนกระแสชีพจรไล่เลียงดั่งโลหิตมาล่อเลี้ยงจุดตันเถียนแล้วแต่ทว่าวิธีการใช้พลังต้องมีพลังธรรมชาติเป็นตัวเหนี่ยวนำพลังจึงจะสามารถใช้มันได้อย่างไร้ขีดจำกัดแล้วยิ่งถ้าเจ้าสามารถคัดสรร จุดเด่นปรานประจำกายของเจ้าก็จะยิ่งทำให้ความสามารถในขอบเขตที่เจ้าเป็นต่อยิ่งมีประสิทธิภาพเป็นเท่าตัว"



            ว่าแล้ว เฉินซิน ก็ชี้นิ้วชี้ ชันขึ้นเกิดลมหมุนเล็กจุดๆหนึ่งที่ควบรวมด้วยกระแสลมบางเบาอย่างมาก เพียงนิ้วเดียวก่อนพลังลมจากจุดปิดกั้นภายในโรงเตี้ยมก็ปลดล้อคเหนี่ยวนำพลังธรรมชาตที่เป็นสายธารธาตุลม เกิดแรงลมกรรโชกเป็นเส้นๆ หลากหลายสายโค้งวิ่งเข้าหาควบรวมบริเวณหัวนิ้วชี้เป็นวังวนวายุที่ปรากฏขึ้นให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ ก๋อนจะดีดนิ้วสลายพลังลมรอบทิศเด็กหนุ่มเกือบหงายหลังตามเเรงลมที่พัดผ่านตนไปพร้อม จุดปิดกั้นเสียงภายนอกจะถูกกลับมากลบอีกครั้ง 


            

            "จุดเด่นปรานของข้าแต่กำเนิด คือธาตุลม การชักนำพลังธาตุของข้าเหมาะกับที่โล่งโปร่งยิ่งพื้นที่กว้างขวางมากเท่าไหร่ ไร้ซึ่งสิ่งที่กักขังกระแสลมมากเท่าไหร่ อนาเขตกักเก็บมวลอากาศที่ใช้เหนี่ยวนำเป็นพลังยิ่งมีประสิทธิภาพและทำให้ความสามารถนั้นแสดงออกมาได้อย่างไร้ขีดจำกัด เจ้าพอจะเข้าใจหรือไม่ไป๋ลู่?



            ชายหนุ่มกล่าวถามเด็กหนุ่มที่พยายามตะเกียดกายเข้าหาโตะ ร่างที่เริ่มเอนไปด้านหลังไม่อาจเข้าประจำจุดได้ก่อนเกิดแรงพลักเบาบางยันร่างเด็กหนุ่มเข้าหาโต๊ะประจำ พร้อมหงกหัวขานตอบ เด็กหนุ่มในตอนนี้ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก หากเป็นเมื่อก่อนเด็กน้อยคงทำได้เพียงแค่เอียงหัวสงสัยกับคำพูดและไม่สามารถตอบสนองสิ่งที่คู่สนทนาพยายามที่จะสื่อได้ หากแต่ตอนนี้ไป๋ลู่ที่เรียกได้ว่า อยู่ในสถานการณ์ที่โชกโชนไปด้วยกลิ่นคาวเลือดการสังหาร และการต่อสู้ของจริงมวลพลังที่ชาวยุทธปลดปล่อยออกมาล้วนแล้วสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า แม้ไม่อาจมองตามความเร็วการเคลื่อนที่ของพวกเค้าได้ทันแต่ยิ่งเคยชินมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นบางอย่างได้ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น



            "หากแต่เมื่อใดที่เจ้านั้น อยู่ในสภาพที่เป็นรองหรือเจ้าถูกพัธนาการด้วยของวิเศษ หรือรูปแบบปรานบางเฉพาะหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสียเปรียบขีดสุดก็มีเพียงใช้ปรานสะสมและประสบการณ์เฉพาะตัวของเจ้าเท่านั้นที่จะช่วยเจ้าได้ จึงได้มีสิ่งที่เรียกว่าการพลิกแพลงกลยุทธการใช้เพื่อทดแทนจุดด้อยที่เกิดขึ้นมาใช้เป็นหลักประกันว่าเจ้านั้นจะไม่ตายเพียงเพราะ จุดอ่อนแบบนี้ อีกทั้งทุกวิทยายุทธไม่ว่าจะเป็นการปลดปล่อย หรือเสริมพลังจำเป็นต้องใช้สมาธิอย่างมากเป็นแรงขับเคลื่อน เมื่อไหร่ที่เจ้าสูญเสียสมาธิ พลังที่หล่อหลอมเร่งความสามารถจะตีกลับมาทำร้ายเจ้าทันที สิ่งนี้ต้องใช้ความเข้าใจในวิชาอย่างท่องแท้ทำให้สามารถรีดเข้นพลังได้สูงสุดและเต็มประสิทธิภาพ"



            "ถึงข้าจะพูดอย่างงั้นแต่มันก็ยังมีเงื่อนไขอยู่เช่นกันหากตนอยู่สภาวะสองอย่างนี้มันอาจจะช่วยให้เจ้าพลิคโชมจากผู้แพ้เป็นผู้ชนะทันทีหรือไม่ก็อาจจะทำให้เจ้าเป็นเถ้าธุลีเร็วขึ้น สองสิ่งที่ว่าล้วนแล้วอยู่ที่ผู้ใช้ทั้งสิ้นได้แก่ความโกรธแค้น ที่จะปลดปล่อยพลังออกมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนแต่แลกมากับที่ว่า เจ้าอาจจะสูญเสียสติความเป็นคนและใช้มันเพียงประสงค์เดียวคือการทำลายซึ่งอาจจะส่งผลต่อคนรอบข้างได้"



            ไป๋ลู่ที่นั่งพลันนึกภาพตามก็ฉุดคิดเหตุการณ์ของ อสูรตัํกแตนที่โดดเด่นเอาชนะเหล่าบรรดาสัตว์อสูรที่พยายามเข้าจับกุมมันอย่างเอาเป็นเอาตายไม่ให้เข้าสังหารเหล่าเหยื่อของพวกมันอย่างสิ้นเปลือง "ยิ่งโกรธมากเท่าใด ปัญญาล้วนแล้วถูกปิดกัน ข้าเคยได้ยินอาวุโสหมางต้าพูดไว้"



            " ถูกต้องแล้ว ยิ่งเจ้าโกรธแค้นมากเท่าใดต่อให้ชักนำพลังออกมาเกินความสามารถ ต่อให้เจ้าสามารถจัดการศัตรูตรงหน้าได้เพียงหมัดเดียวหากแต่ถ้าเจ้าไม่สามารถเอาชัยในช่วงเวลานั้นได้ อารมณ์ร้อนจะยิ่งโหมลุกลามเผาพลาญสติของเจ้าอย่างไม่สิ้นสุด และช่วงเวลานั้นเจ้าจะสูญเสียความยั้งคิดและอาจทำร้ายตัวเจ้าเอง แทนที่จะเป็นศัตรูกลับกันเจ้าจะเป็นเหยื่อและแพ้ภัยของตนเองในที่สุด อย่าว่าแต่มนุษย์เลยแม้แต่อสูรเองก็ไม่เว้น หากพวกมันสามารถควบคมสติปัญญาแทนสัญชาตญาณของมันได้ ความสามารถทางกายภาพที่โดดเด่นกว่ามนุษย์อยู่แล้วพวกเราที่เป็นมนุษย์ย่อมเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด เพราะฉะนั้นจงจำให้ขึ้นใจไว้ กายเจ้าต้องร้อนพาวพร้อมเคลื่อนไหวฉับไวและเฉียบคมที่สุดแต่หัวเจ้าต้องเยือกเย็นดั่งขุนเขาน้ำแข็งที่ไม่สลายต่อคำยั่วยุหรือท่าทีมุทะลุโดยง่าย"



            "ข้าจะจดจำไว้ขอรับ เฒ่าแก่" เด็กน้อยล้วนแล้วผ่านสิ่งที่ชายหนุ่มว่ามาทั้งหมด เจอะเจอสิ่งที่ว่ามาอย่างชัดเจนนี้ก็เป็นอีกบทเรียนที่เด็กหนุ่มต้องฝ่าไปให้ได้ "ควบคุมอารมณ์โกรธ? "เฒ่าแก่ขอรับแล้วที่ข้าโดนรังแกทุกครั้งนั้นเรียกว่าควบคุมได้หรือไม่ เด็กหนุ่มพลางจิ้มไปที่ตัวเองไม่เชิงถาม ในขณะที่เฉินซินนิ่งเงียบครู่นึง



            "สถานการณ์นั้นเจ้าไม่อาจทำสิ่งใดได้เลยแม้แต่น้อย เจ้าถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวเสมอมามันเป็นความเคยชินในพฤติกรรมอารมณ์ที่เจ้าค่มกลั่นไว้เพียงเท่านั้น การควบคุมนั้นจะว่าง่ายก็ง่ายยาก ก็ยากเช่นกันยามที่เจ้าเสียเปรียบล้วนแล้วเกิดโกรธเกลียดเป็นว่าเล่นแล้วยามที่เจ้าได้เปรียบคู่แข่งของเจ้าเล่า เจ้าจะกระหน่ำทำร้ายพวกมันด้วยความโกรธเกลียดของเจ้ารึเปล่า?



            เด็กหนุ่มนั่งแข็งโง่งมไม่สามารถหาคำตอบสิ่งใดต่อไปได้ เฉินซินก็เพียงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาสอนเรื่องเดิมต่อ



             "อย่างที่สอง การเผาไหม้พลัง เป็นการรีดพลังก้นหีบครั้งสุดท้ายยิ่งขอบเขตพลังของเจ้าที่สูงขึ้นสิ่งที่ได้รับล้วนแล้วมหาศาลและเช่นกัน กฏการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม แม้แต่ผู้เยี่ยมยุทธหรือผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่เว้ณ การที่เจ้าจะได้สิ่งใดมาตอบแทนจำเป็นต้องจ่ายสิ่งที่มีมูลค่าที่เท่าเทียมกันเสมอ โดยการยอมสละพลังของตนอย่างถาวรเพื่อรีดเข้นพลังที่ใช้ในช่วงเวลาขับขันสั้นๆ ซึ่งอาจตัดสินแพ้ชนะในเวลานั้นได้ทันที  แต่ก็แลกมากับพิการยุทธ์ที่ไม่อาจมีพลังปรานที่สามารถใช้ได้อีกเลยเหมือนเจ้าเมื่อก่อนที่ไม่มีพลังปรานแต่กำเนิด และไม่ได้อยู่ในเงือนไขการเผาไหม้พลังเช่นกันทว่า....ตอนนี้พลังปรานของเจ้าถูกปลูกตื่นขึ้นมาแล้ว จากที่ข้าตรวจสอบเจ้าข้าสัมผัสได้ถึงพลังปรานเบาบางที่จุดตันเทียนของเจ้ามีร่องรอยการถูกกลั่นสภาพพลังมาก่อน เป็นไปได้ว่ามีผู้ใดที่เคยยิบยื่นพลังให้กับเจ้าอย่างเต็มใจหรือไม่?

    คล้ายกับเรื่องไป๋ลู่ จอมยุทธข้ามแดนสีชาด ที่คุณอ่าน