บทที่46ผ่านด่านแรก
จ้าวเฟยหลงนำหยุนฟู่และไช่ลู่เดินทางต่อไปในเขาวงกตช่วงระยะทางที่เหลือ กลุ่มของพวกเขาโดนดักทำร้ายอีกสามครั้งและทุกๆครั้งถูกจ้าวเฟยหลงทำลายฝ่ายตรงข้ามแบบรวดเร็วเด็ดขาดไม่แม้แต่จะเอ่ยถามที่ไปที่มา หรือจุดประสงค์แค่เพียงคนพวกนั้นพูดว่าต้องการฆ่า จ้าวเฟยหลงก็จะจัดการทันที
“เฟยหลง เจ้าคิดว่าพวกมันเป็นใคร”หยุนฟู่ผู้ที่นิ่งสงบมาพักใหญ่เอ่ยปากถามออกมา
จ้าวเฟยหลงครุ่นคิดครู่หนึ่ง“ข้าคิดว่าน่าจะเป็นคนที่ตระกูลเซี่ยส่งมาเพื่อฆ่าข้า”
“เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น”ไช่ลู่สงสัย
“เพราะข้าได้ยินชื่อของหัวหน้ากลุ่มแรกที่เข้ามาดักฆ่าข้ามันชื่อว่า เซี่ยอู่หนิง” จ้าวเฟยหลงกระซิบบอกเบาๆ
“เรื่องนี้น่าจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆแล้วนะหากมีคนต้องการฆ่าเจ้าแล้วยังสามารถส่งศิษย์สายนอกมาดักฆ่าได้ด้วยดูท่าจะไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว” ไช่ลู่วิเคราะห์เรื่องราวทั้งหมด
“ไม่ต้องตกใจไปหรอกคราวนี้เขาพลาด อีกไม่นานเขาต้องลงมืออีกเป็นแน่”จ้าวเฟยหลงเดินนำสหายทั้งสองมุ่งหน้าอย่างสบายใจ
ไม่ว่าใครก็ตามที่วางแผนสังหารเขามันผู้นั้นต้องลงมืออีกอย่างแน่นอนและคราวนี้คงต้องหนักกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัวและเมื่อถึงตอนนั้นโฉมหน้าผู้บงการก็จะเผยตัวออกมาเอง ตัวเขารอแค่เพียงปลากินเบ็ดเท่านั้น
เดินทางในเขาวงกตอีกครึ่งชั่วยามทั้งสามจึงพบทางออกและเมื่อออกจากเขาวงกต สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าพวกเขาก็คือ ทุ่งกว้างสีเขียวสดใสที่ตอนนี้แสงแดดยามเย็นสาดส่องลงมาทำให้บรรยากาศอาบไล้ไปด้วยสีเหลืองทอง ดูแล้วทิวทัศน์นี้ช่างสวยงามจับใจ
แต่ตอนนี้ทุ่งกว้างเป็นคล้ายกับโรงหมอเคลื่อนที่บรรดาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บกำลังรักษาตนเองเต็มไปหมดทั้งทุ่งนี้
“เขาวงกตนี้มีทางเข้าหนึ่งร้อยทางทางออกก็หนึ่งร้อยทาง การเดินทางในเขาวงกตไม่ได้เป็นสิ่งที่ลำบากเท่าใดนัก” หยุนฟู่พูดเบาๆ
“ถูกต้อง! สิ่งที่เป็นอุปสรรคถูกสร้างมาเพื่อคัดกรองเอาคนที่ไม่เข้มแข็งพอออกไป”
ไช่ลู่กล่าวอย่างเหม่อลอย วันนี้นางพบเจอเหตุกาณ์ที่น่าตกใจมามากมายคนที่ตายเพราะไม่อาจเอาชนะสัตว์อสูรหรือค่ายกล ร่างกายพวกเขายังคงกลาดเกลื่อนบนทางเดินในเขาวงกต
ผู้เข้ารับการคัดเลือกที่สามารถผ่านด่านเขาวงกตได้พวกเขาได้พบเจอกับความโหดร้ายเหล่านี้ทุกคนส่งผลให้บางคนแทบรั้งสติไม่ได้หลายคนที่รับมือไหวนิสัยก็เปลี่ยนเป็นเคร่งครึมไม่พูดไม่จาความน่ากลัวในเขาวงกตส่งผลทางจิตใจของพวกเขาอย่างหนัก ยังเหลือเพียงไม่มากที่ยังคงไม่สะทกสะท้านสามารถทำตัวเป็นปรกติได้พวกเขาเหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัวตนผู้เยี่ยมยุทธ์หรือไม่ก็บรรดาเหล่าอัจฉริยะทั้งหลาย
เซี่ยหลี่เฉียงและคังจ้านสองคุณชายจากตระกูลใหญ่แคว้นหมิงโจวยังดูสดชื่นไม่ได้รับอันตรายใดๆ จื่อโม่ โหย่วลี่จง อิงชิงหรูและเหยาหมิงลู่ อัจฉริยะจากต่างแคว้นทั้งหมดมีสภาพสมบูรณ์ไร้รอยบาดเจ็บใดๆ
“ฟังทางนี้”เสียงที่เปี่ยมล้นด้วยพลังกระจายไปทั่วเรียกสติของบรรดาผู้เข้ารับการคัดเลือกให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวอีกครั้ง
“วันนี้พวกเจ้าทุกคนที่อยู่ตรงนี้ทำได้ดีมากถือได้ว่าผ่านด่านแรกแล้ว คืนนี้พักผ่อนเอาแรงเยียวยาบาดแผลของตนเองเสีย อีกสามวันการทดสอบที่หนักกว่าเดิมยังรอคอยพวกเจ้าทุกคนอยู่”
เมื่อเสียงอันทรงพลังของผู้อาวุโสจางเสี่ยวตงจบลงหนุ่มสาวทั้งหลายก็เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น หลายคนเริ่มทำการหุงหาอาหาร ตั้งกระโจม หรือจับกลุ่มคุยกันทั่วไป
ห้องส่วนตัวภายในสำนักตงหยาง
“ปัง!!!”
เสียงฝ่ามือตบลงบนที่พักแขนของเก้าอี้ทำให้ลูกศิษย์สายนอกหลายคนถึงกับต้องสะดุ้งสุดตัว จิตสังหารที่แผ่ออกมาปกคลุมไปทั้งห้องศิษย์หลายคนถึงกับหายใจไม่ออก บางคนต้องทรุดตัวนั่งบนพื้นอย่างไร้ทางต่อต้าน
“พวกไม่ได้เรื่อง!!”
เสียงของชายคนหนึ่งที่กำลังโมโหสุดขีดเพราะงานที่เขาตั้งใจทำกลับไม่สามารถเป็นไปอย่างที่ต้องการได้
“เป็นถึงศิษย์สายนอกสำนักตงหยางอีกทั้งระดับฝีมือยังแก่กล้ากว่า จำนวนคนก็มากกว่าจนเปรียบเทียบไม่ได้แต่ก็ยังทำพลาดฆ่ามันไม่ตาย”สายตาแข็งกร้าวกวาดมองเหล่าลูกศิษย์ไปทั่วทำให้หลายคนต้องก้มหน้าลงเพราะไม่กล้าสบตา
“บอกข้าที ว่าทำไมแค่สังหารนักยุทธ์ขั้นเก้าคนเดียวพวกเจ้าจึงล้มเหลว”ผู้อาวุโสเซี่ยเส้าฉง สืบหาความจริงว่าเหตุใดลูกศิษย์ของเขาจึงล้มเหลวในวันนี้
“เรียนท่านผู้อาวุโส” หนึ่งในลูกศิษย์คนหนึ่งรวบรวมความกล้าเอ่ยออกมา
“จ้าวเฟยหลงคนนี้ แม้จะอยู่ระดับนักยุทธ์ขั้นเก้าแต่ว่าพลังรบกล้าแกร่งยิ่งนักเพียงหมัดเดียวก็สังหารระดับจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งได้อย่างสบาย”
“ถูกแล้วขอรับเขาตวัดดาบเพียงครั้งเดียวสามารถสังหารจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งได้อย่างง่ายดายราวเชือดไก่”ลูกศิษย์อีกคนเสริมขึ้น
เซี่ยเส้าฉงได้ยินเช่นนั้นรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก เมื่อไรกันที่นักยุทธ์ขั้นเก้าสามารถสังหารจอมยุทธ์ได้และที่สำคัญไม่ใช่จอมยุทธ์เพียงคนเดียวแต่เป็นสิบๆคน
“เห็นทีต้องจัดการให้เด็ดขาดในคืนนี้เสียแล้ว”เขาคิดในใจ
จากนั้นสายตาโหดเหี้ยมมองไปที่ลูกศิษย์สายนอกทุกคน
“ห้ามแพร่งพรายเรื่องโดยเด็ดขาดตอนนี้พวกเจ้าไปได้แล้ว” ดั่งได้รับอภัยโทษลูกศิษย์ทั้งหลายต่างรีบประสานมือทำความเคารพแล้วออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่อยู่ตามลำพังเซี่ยเส้าฉงจึงหันไปที่มุมห้องด้านหลังของเขา
“ต้องให้เจ้าทำงานน่าเบื่อนี้แล้ว”การลงมือครั้งนี้เขาได้นำคนจากตระกูลเซี่ยมาด้วยเผื่อการทำงานล้มเหลวแต่ไม่คิดว่าจะได้ใช้งานจริง
“ขอแค่ท่านมีคำสั่งข้าน้อยพร้อมลงมือทุกเมื่อ”
เงาจากมุมห้องส่งเสียงแหบแห้งตอบกลับมาอย่างแผ่วเบาจากนั้นหายตัวไปแบบไร้ซุ่มเสียงชายคนนี้อยู่ระดับจอมยุทธ์ขั้นห้าเป็นยอดฝีมืออีกคนจากตระกูลเซี่ยต้องนับว่าเซี่ยเส้าฉงลงทุนไปไม่น้อยสำหรับงานนี้จริงๆ
ทุ่งโล่งที่ตั้งกระโจม
“เฟยหลง นี่ก็ผ่านมานานแล้วเหตุใดทางสำนักจึงยังไม่ตามหาคนที่สังหารศิษย์สายนอกกัน”
หยุนฟูกระวนกระวายใจ และกำลังเดินกลับไปกลับมาภายในกระโจม
“ถูกต้อง! ปรกติแล้วหากมีศิษย์ตายในระหว่างการทดสอบย่อมต้องมีการสอบสวน”
ไช่ลู่คอยระแวดระวังเหตุการณ์ต่างๆจากด้านนอก เอ่ยเสริมขึ้นมา
จ้าวเฟยหลงรู้สึกดีมากที่มีสหายทั้งสองคนอยู่เป็นเพื่อนคอยห่วงใยและเป็นกังวลแทนเขา เพราะการมีสหายเช่นนี้ทำให้ชีวิตช่างมีความสุขและมีความหมายยิ่งนัก
“อย่ากลัวไปเลย”จ้าวเฟยหลงเอ่ยออกมา ทำให้สายตาของสหายทั้งสองเกิดความยากรู้อยากเห็นขึ้นมา
“เพราะเหตุใดจึงไม่ต้องกลัว”ทั้งสองถามขึ้นพร้อมกัน
“ข้อแรกหากสำนักจะมาเอาเรื่องข้าคงมาตั้งแต่ตอนที่เราออกจากเขาวงกตแล้ว ไม่รอให้นานขนาดนี้หรอก”
“ข้อสองเมื่อไม่มีคนมาเอาเรื่องแสดงว่าคนที่ลงมือกำลังปกปิดเรื่องนี้อยู่เป็นแน่”
“และข้อสามหากให้สำนักเข้ามายุ่งเกี่ยวเกรงว่าจะจัดการกับข้าก็ต้องยุ่งยากมากขึ้นไปอีก”
จ้าวเฟยหลงวิเคราะห์จากสถานะการณ์ทั้งหมดให้สหายทั้งสองฟังแต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่ได้บอกกับเพื่อนทั้งสองก็คือคืนนี้คนที่บงการเรื่องนี้ย่อมต้องลงมืออีกเป็นแน่ คงไม่รามือไปโดยง่าย
จ้าวเฟยหลงมอบยาฟื้นฟูลมปราณให้แก่ไช่ลู่และหยุนฟู่ให้ทั้งสองได้ทำการฟื้นฟูตนเอง จากนั้นขอตัวออกไปเดินเล่นข้างนอก
เมื่อออกมานอกกระโจมแล้วจ้าวเฟยหลงเดินเลาะไปทั่วราวกับว่าต้องการนับจำนวนกระโจมในตอนนี้ว่ามีอยู่เท่าไหร่ หลังจากที่เดินไปจนทั่วแล้วเขาจึงมุ่งหน้าไปยังชายป่าใกล้ๆหลายคนที่มองก็นึกว่าชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินเข้าป่าไปทำธุระส่วนตัวหาได้ใส่ใจมากนัก
บรรยากาศในป่าตอนนี้มืดมิดแล้วเนื่องจากป่าแถวนี้เป็นป่าโบราณต้นไม้สูงใหญ่แสงแดดยามเย็นยากที่จะลอดผ่านใบไม้ลงมายังพื้นดินที่นี่ได้จ้าวเฟยหลงเดินมาเพียงราวหนึ่งร้อยก้าวก็หยุดลง
“ตามข้ามาตั้งนานแล้วเหตุใดสหายจึงไม่ออกมาคุยกันซึ่งหน้าเล่า” สิ้นเสียงของจ้าวเฟยหลง
ปรากฏร่างสูงของชายหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ทำให้สง่าราศีของเขาช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนักและด้วยใบหน้าที่หล่อเหลา ย่อมเป็นที่ต้องตาต้องใจของหญิงสาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เดินออกมาจากหลังต้นไม้
“ถูกจับได้เสียแล้วน่าอายยิ่งนัก”
ชายหนุ่มรู้สึกเช่นนั้นจริงเขารู้จักจ้าวเฟยหลงชายหนุ่มที่มีการบ่มเพาะระดับนักยุทธ์ขั้นเก้าแต่เขาอยู่ระดับจอมยุทธ์ขั้นสามกลับโดนผู้ที่มีระดับต่ำกว่าตนเองจับได้ว่าสะกดรอยตาม
“จื่อโม่ จากตระกูลจื่อแห่งแคว้นซูโจวยินดีที่ได้พบสหายผู้เก่งกล้า”
จื่อโม่ประสานมือทักทาย เห็นได้ชัดว่าเขาให้เกียรติจ้าวเฟยหลงอย่างมาก
จ้าวเฟยหลงมองท่าท่างที่เป็นมิตรของจื่อโม่ก็ไม่อยากเสียมารยาทประสานมือและแนะนำชื่อตนเอง
“ข้าชื่อจ้าวเฟยหลงเป็นคนแคว้นหมิงโจว”
“ขอถามสหายจื่อใยต้องสะกดรอยข้าด้วยข้านั้นล่วงเกินคนมามากแต่แน่ใจมากกว่าไม่เคยล่วงเกินท่านหรือตระกูลของท่านเลย”
ตอนนี้จ้าวเฟยหลงต้องรู้ให้ได้ว่าชายหนุ่มผู้นี้มีจุดประสงค์อะไรเพราะคนที่เขารอคอยยังไม่ยอมปรากฏตัว
“ที่ข้าทำเช่นนี้เพราะว่าหวังที่อยากจะรู้จักท่านและต้องการเป็นคู่แข่งกับท่านยิ่งนัก”จื่อโม่กล่าวตอบอย่างสงบ
“แปลกคน”จ้าวเฟยหลงไม่คิดว่าตนเองจะมาพบเข้ากับคนพิลึกพิลั่นเช่นนี้อยากรู้จักเพื่อเป็นคู่แข่ง
“คุณชายจื่อให้เกียรติเกินไปแล้วข้าเป็นเพียงคนไร้ชื่อเสียงจะคู่ควรเป็นคู่แข่งกับท่านได้อย่างไร”จ้าวเฟยหลงด้อยค่าตนเองเพราะไม่อยากข้องแวะกับจื่อโม่ให้มากนัก
“คุณชายจ้าวกล่าวเช่นนี้ก็ไม่ถูกต้อง ข้าติดตามท่านมาพักหนึ่งแล้วตั้งแต่ที่ท่านช่วยเด็กชายคนหนึ่งที่ตลาดน้อยตอนนั้นเองข้าตั้งใจแล้วว่าท่านต้องเป็นคู่แข่งของข้าได้อย่างแน่นอน”จื่อโม่ยืนยันหนักแน่น
“พบคนลำบากข้าย่อมต้องยื่นมือช่วยเหลือคุณชายจื่อ อย่าได้ถือเป็นเรื่องจริงจัง”
ถึงตอนนี้จ้าวเฟยหลงก็ยิ่งระวังตัวมากขึ้น ชายหนุ่มคนนี้สืบหาข้อมูลเขามาสักพักแล้วทำให้เขารู้ได้ว่าตอนนี้ตัวเขาถูกจับตามองจากสายตาหลายคู่ไปแล้วซึ่งตรงข้ามกับที่ได้ตั้งใจเอาไว้ว่าจะเข้าสำนักตงหยางอย่างเงียบไม่เป็นที่โดดเด่น
จื่อโม่ที่ตอนนี้ยังตื่นเต้นไม่หายที่ถูกจับได้ว่าแอบสะกดรอยและได้มีโอกาสพูดคุยกับจ้าวเฟยหลงตัวจริงแล้วทำให้บางคำพูดชัดเจนเกินไปและอาจทำให้จ้าวเฟยหลงเข้าใจผิด
“คุณชายจ้าว!” ขณะที่จะพูดต่อจ้าวเฟยหลงก็ชิงพูดตัดบทเสียก่อน
“เรียกข้าว่าคุณชาย ข้าไม่คุ้นเคยหากไม่รังเกียจเรียกข้าว่าเฟยหลงก็ได้”
“ดี...เช่นนั้นเรียกข้าว่าจื่อโม่ ก็ได้” จื่อโม่เองก็ไม่ได้ถือตนแต่อย่างใด
“เฟยหลงข้าเพียงต้องการหาคู่แข่งเพื่อพัฒนาตนเองให้เร็วขึ้นเท่านั้นเพราะหากฝึกฝนในสถานที่เช่นสำนักตงหยางที่อุดมไปด้วยทรัพยากรการฝึกแต่ไร้คู่แข่งเช่นนั้นแล้วย่อมบรรลุผลได้ช้าที่ข้าจากบ้านมาไกลขนาดนี้เพื่อขัดเกลาตนเองให้ดียิ่งขึ้นหากมีเจ้าเป็นคู่แข่งข้าเชื่อว่าต้องเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก”
หลังจากฟังจื่อโม่พูดมาจ้าวเฟยหลงเชื่อเพียงสองส่วนเท่านั้นแต่ในเมื่อเจตนาของจื่อโม่นั้นชัดเจนเขาก็ไม่รังเกียจ ดีเสียอีกหากมีคู่แข่งพัฒนาตนเองมันย่อมได้ผลดีกว่าฝึกอยู่คนเดียวเป็นไหนๆ
“ได้! ข้าตกลงหากข้าสามารถเข้าสำนักตงหยางได้เรามาเป็นคู่แข่งกัน” จ้าวเฟยหลงเอ่ยปาก
“ดี...ดี เรามาเป็นคู่แข่งกันข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังแน่นอน”
จื่อโม่ยินดียิ่งนักที่จ้าวเฟยหลงรับคำ เพราะเคยได้เห็นแล้วว่าจ้าวเฟยหลงจัดการปัญหาอย่างไรบ้างที่ผ่านมาทำให้จื่อโม่คิดว่าจ้าวเฟยหลงต้องไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปจะต้องส่งเสริมตนเองได้แน่นอน
“ข้ามีธุระของตัวก่อนแล้วเจอกันคราวหน้า”จ้าวเฟยหลงเอ่ยลาทันทีเขายังมีสิ่งที่ต้องทำในคืนนี้มัวโอ้เอ้ไม่ได้
“เช่นนั้น ข้าไม่ขอรบกวนเจ้าแล้วขอให้เดินทางปลอดภัย” จือโม่ประสานมือกล่าวอำลา
“เช่นกัน”จ้าวเฟยหลงหันหลังกลับเดินเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็วส่วนจื่อโม่ก็กลับไปที่กระโจมของตนเอง
จ้าวเฟยหลงหยุดเดินเมื่อมาถึง ลานดินเล็กๆแห่งหนึ่งที่มีต้นไม้ล้อมรอบ
“ออกมาเถอะ! หลบอยู่อย่างกับเต่าหดหัวไม่น่าสนใจแม้แต่น้อย”
“เหอะ!”เสียงร้องเบาๆดังขึ้นก่อนที่ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำจะก้าวเดินออกมาจากเงามืดของต้นไม้
“ทีแรกข้าเห็นเจ้าจับเด็กหนุ่มที่สะกดรอยได้ก็นับถือเจ้าส่วนหนึ่งแล้วแต่ไม่คิดเลยว่าจะสามารถรับรู้การคงอยู่ของข้าได้”
นักฆ่าจากตระกูลเซี่ยทักทายจิตสังหารแผ่ทั่วลานดินหากคนที่อยู่ระดับต่ำกว่าจอมยุทธ์ขั้นห้าต้องรู้สึกอึดอัดจนทนไม่ได้จิตจนหวาดผวาในความจนไม่กล้าสบตากับนักฆ่าคนนี้
นักฆ่าคนนี้เมื่อมองดูจ้าวเฟยหลงทำให้เขารู้สึกผิดปรกติอย่างมากเพราะแต่ไหนแต่ไรการสังหารของเขาทุกครั้งเมื่อเหยื่อถูกพลังของเขากดดันจะอึดอัดจนทำอะไรไม่ถูกแต่มันไม่เกิดขึ้นเลยกับชายหนุ่มผู้นี้ที่กำลังยืนเอามือไพล่หลังแหงนหน้าดูท้องฟ้ายามค่ำคืน
“ข้าผิดหวังยิ่งนักนึกกว่าเซี่ยเส้าฉงจะลงทุนมากกว่านี้หน่อยได้แค่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจอมยุทธ์ขั้นห้ามาเท่านั้นเองหรือ”สีหน้าที่บ่งบอกว่าผิดหวัง ฉายบนใบหน้าของจ้าวเฟยหลงทำให้นักฆ่ารู้สึกเดือดดาลขึ้นมาทันที
“จะตายอยู่แล้วยังจะมาเล่นลิ้นอะไรอีกยังไม่รีบมาคุกเข่ารับความตายซะ”
“เป็นเช่นนั้นจริงๆเซี่ยเส้าฉงส่งเจ้ามาจริงสินะ” นักฆ่ารู้สึกได้ว่าจ้าวเฟยหลงปะติดปะต่อเรื่องราวได้จึงต้องการลงมือให้เร็วที่สุด
“ใครบอกให้เจ้ามาทำให้ตระกูลเซี่ยของข้าเสียหน้ากันเล่า”