หลังค่ายกลชั้นแรกแตก โม่เหอเงียบจนได้ยินเลือดหยด
หยดจากปลายกระบี่ของผู้เฒ่าโม่
หยดจากหางตาของเยี่ยซิงเหอ
หยดจากมือชาวบ้านซึ่งดึงเชือกจนฝ่ามือปริ
เหนือศีรษะ อักขระสีดำของค่ายกลชั้นที่สองหมุนช้า ๆในเศษฟ้าแดง มันไม่ดูดเลือดต่อ ไม่ดึงวิญญาณ และไม่ส่งเสียงความเงียบนั้นเหมือนสัตว์ร้ายซึ่งถอยไปหมอบก่อนกระโจน
เยี่ยซิงเหอใช้กระบี่พยุงตนขึ้น
รอบลาน คนเจ็บถูกย้ายเข้าร่มชาวบ้านช่วยกันพันแผลด้วยผ้าที่เหลือ ผู้ดูแลคลังขุดไหข้าวออกจากซากหลังคาเมล็ดข้าวส่วนหนึ่งเปื้อนหิมะและดิน แต่ไม่มีผู้ใดทิ้งพวกเขาเก็บทุกเมล็ดใส่ตะกร้า เพราะไม่รู้ว่าการล้อมจะนานเพียงใด
ผู้ใหญ่บ้านเดินนับคนตามวงทั้งห้าแล้วกลับมา “ยังมีชีวิตทุกคนแต่ยี่สิบกว่าคนยืนไม่ไหว จุดป้องกันตะวันตกเสียหาย เรือนเก็บเสบียงใช้การไม่ได้”
ผู้เฒ่าโม่นั่งพิงเสาลาน เสื้อด้านในชุ่มเลือด“ค่ายกลชั้นสองยังไม่ทำงาน เพราะมันรอสิ่งใด?”
เยี่ยซิงเหอมองเนินกลางผ่านช่องกำแพง “รอให้พวกมันโจมตีจากนอก”
“เช่นนั้นมันไม่ใช่เพียงพิธี” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว“มันเป็นกรงสำหรับตอนเราถอย”
ไม่มีทางออกใดเหลือสะอาด
ถ้ายืนที่กำแพง กองทัพนับพันจะโจมตี หากถอยเข้าวงในค่ายกลชั้นสองจะทำงาน หากหนีใต้ดิน จุดเชื่อมซึ่งศัตรูเจาะไว้ย่อมรออยู่
เยี่ยซิงเหอเดินขึ้นบันไดกำแพงทีละขั้นทุกก้าวทำให้รอยแตกใต้แกนเจ็บลึก แต่เขาไม่ใช้ปราณ
จากด้านบน เขามองเห็นโม่เหอทั้งหมู่บ้าน
หลังคาฟางขาวด้วยหิมะ ควันจากเตาบางเรือนยังลอยขึ้นบ่อน้ำซึ่งเพิ่งถูกขุดรอบฐานมีดินกองอยู่ข้าง ๆ เรือนเก็บเสบียงยุบครึ่งหลังลานซึ่งเด็กเคยปั้นตุ๊กตาหิมะเต็มไปด้วยเชือก อาวุธ และผ้าพันแผล
นี่ไม่ใช่สถานที่ยิ่งใหญ่
ไม่มีประตูเมือง ไม่มีทหารประจำการ ไม่มีสำนักคอยคุ้มครองมีเพียงกำแพงดินซึ่งชาวบ้านซ่อมทุกฤดูหนาวและประตูไม้ซึ่งบานหนึ่งบิดเพราะความชื้น
แต่เป็นบ้าน
เขามองแต่ละตำแหน่งและจำสิ่งที่ต้องเสียหากแนวหนึ่งแตก
ทิศตะวันตกมีเรือนคนเจ็บเพราะพื้นตรงนั้นสูงและแห้งกว่าส่วนอื่น ทิศใต้เป็นทางลงใต้ดินหากศัตรูเห็นประตูตรงนั้น คนซึ่งกำลังหนีจะถูกตัดทางทิศตะวันออกมีกำแพงที่ถูกขุดเปิดเพื่อทำลายจุดเชื่อม ต้องใช้คนค้ำไว้ตลอดส่วนวงกลางมีบ่อน้ำเพียงแห่งซึ่งยังไม่ปนเลือด
การป้องกันจึงไม่ใช่ยืนรอบกำแพงเท่ากัน
เยี่ยซิงเหอใช้ปลายกระบี่ขีดแผนหยาบบนหิมะเหนือเชิงเทินเขากำหนดให้คนถือโล่ส่วนใหญ่ไปประตูเหนือ แต่เก็บคนไว้ค้ำตะวันออกห้ามถอนผู้ดูแลทางใต้ และจัดคนสองชุดคุมบ่อน้ำ หากไฟเกิดพร้อมกันคนจะต้องเลือกดับเรือนที่อยู่เหนือลมก่อนเพื่อไม่ให้ควันปิดลาน
หญิงผู้ถือคันธนูฟังแล้วถาม “ถ้าศัตรูแกล้งโจมตีประตูแต่บุกกำแพงตะวันออก?”
“ให้คนบนหลังคาเฝ้าธง ไม่เฝ้าคนหน้าแนว ธงใดเปลี่ยนทิศกำลังหลักอยู่ตรงนั้น”
“ถ้าธงเป็นของลวง?”
“ดูคนถือหลักค่ายกลด้วยพวกมันต้องตามกำลังจริงเพื่อเปิดชั้นสอง”
นางพยักหน้าแล้วไปส่งคำสั่งเยี่ยซิงเหอไม่แน่ใจว่าแผนจะหยุดศัตรูได้แต่ทุกคำถามทำให้ความพ่ายแพ้มีทางช้าลงอีกหนึ่งทาง
นอกกำแพง กองทัพนิกายกำลังจัดแนวใหม่ หลักที่ถูกตัดถูกลากออกศพกับคนเจ็บของฝ่ายนั้นถูกนำไปด้านหลังโดยไม่มีพิธีผู้นำระดับสูงที่เสียมือยังมีชีวิต เขานั่งข้างเกี้ยวขณะคนอื่นพันแผลส่วนจ้าวนิกายยืนดูการเตรียมทั้งหมดอย่างสงบ
การแตกของค่ายกลชั้นแรกไม่ได้ทำให้ศัตรูเสียแผน
มันเพียงบอกว่าต้องใช้กำลังบุกประตู
หญิงผู้ถือคันธนูขึ้นมายืนข้างเยี่ยซิงเหอ“ลูกธนูเหลือไม่ถึงห้าสิบ ลูกที่ผูกเชือกดึงกลับมาได้บางส่วน แต่ปลายบิ่นหมด”
“เก็บไว้ยิงคนถือหลักกับคนตีกลอง”
“ถ้าคนถือโล่ขึ้นก่อน?”
“ปล่อยเข้าระยะหอก อย่าเสียลูกธนูใส่โล่”
นางมองผ้าพันไหล่เขา “แล้วเจ้าจะอยู่ตรงใด?”
เยี่ยซิงเหอมองประตูเหนือ “ตรงที่พวกมันต้องผ่าน”
“ผู้เฒ่าโม่จะยอม?”
“ไม่”
“ผู้ใหญ่บ้าน?”
“ไม่”
“เช่นนั้นเหตุใดพูดเหมือนตัดสินแล้ว?”
เยี่ยซิงเหอเงียบครู่หนึ่งเขาเคยคิดว่าการปกป้องคือยืนข้างหน้าเพียงคนเดียว รับคมทั้งหมดแล้วให้คนข้างหลังมีชีวิตความคิดนั้นง่ายเพราะไม่ต้องถามว่าคนอื่นต้องการเลือกอะไร
แต่เมื่อคืน ชาวบ้านตัดเรือนของตน รื้อคลังของตนและยืนประจำวงด้วยตนไม่มีผู้ใดมอบสิทธิ์ให้เขาใช้ชีวิตของพวกเขาเป็นเหตุผลตายตามลำพัง
“ข้าจะถามทุกคน” เขาตอบ
เขาลงจากกำแพง กลับลานกลาง
ผู้ใหญ่บ้านกำลังแบ่งอาวุธ หอกล่าสัตว์มีไม่พอคนหลายคนจึงใช้คราด ขวานผ่าฟืน ไม้คาน และมีดทำครัวโล่ทำจากบานประตูเก่ากับโต๊ะไม้ผู้ที่บาดเจ็บแต่ยังเดินได้ถูกจัดให้ขนน้ำและหินขึ้นกำแพงคนชราซึ่งมือยังมั่นคงช่วยเหลาไม้ปลายแหลม
ช่างไม้ของหมู่บ้านตรวจกลอนประตูบนสุดแล้วส่ายหน้ารอยแตกจากค่ายกลทำให้เนื้อไม้แยก หากรับซุงกระแทกตรง ๆ ไม่เกินไม่กี่ครั้งกลอนจะหลุด
“เปลี่ยนกลอนได้หรือไม่?” ผู้ใหญ่บ้านถาม
“ไม่มีเหล็กยาวพอ”
เยี่ยซิงเหอมองเกวียนบรรทุกฟืนซึ่งจอดข้างลาน “ถอดเพลาเกวียน”
“ถอดแล้วเราจะขนคนเจ็บไม่ได้” ช่างไม้กล่าว
อีกหนึ่งทางเลือกซึ่งไม่มีคำตอบดี
ผู้ดูแลคนเจ็บเป็นผู้ตัดสิน “เก็บเกวียนหนึ่งคันไว้อีกคันถอดเพลา เราใช้ประตูเรือนทำแคร่แทน”
ช่างไม้ลงมือทันที เพลาหนาเกินช่องกลอนเดิมชาวบ้านจึงใช้ขวานขยายร่อง เสียงขวานกระแทกดังไปถึงนอกกำแพง บอกศัตรูตรง ๆว่าประตูกำลังถูกเสริม แต่ไม่มีวิธีทำงานเงียบในเวลาจำกัด
คนอีกกลุ่มรื้อกระเบื้องจากเรือนว่างมาเรียงบนกำแพงใช้เป็นสิ่งขว้างเมื่อศัตรูประชิด หญิงชราต้มน้ำในหม้อดินไม่พอทำร้ายผู้ฝึกตนระดับสูง แต่พอทำให้คนปีนบันไดเสียจังหวะ
ผู้เฒ่าโม่มองทั้งหมดแล้วกล่าว “อย่าดูถูกสิ่งธรรมดากระบี่สูงเพียงใด ถ้าเท้าลื่นบนบันไดก็ยังตก”
เยี่ยซิงเหอถาม “ท่านเคยตกเพราะน้ำร้อนหรือ?”
“ข้าเคยตกจากที่สูงกว่านั้น จึงรู้ว่าพื้นไม่เลือกฐานะคน”
คำประชดยังอยู่ แต่ความหมายของคำว่า ‘ตก’ไม่เหมือนเดิมหลังศัตรูเรียกเขาว่าเซียนตกสวรรค์
เยี่ยซิงเหอยืนกลางลาน “ข้าจะไม่บอกว่าทุกคนต้องสู้”
เสียงรอบข้างเบาลง
“ทางใต้เรือนข้ายังมีทางเก่าอาจพาคนบางส่วนออกหลังผาน้ำแข็งได้ แต่ศัตรูเคยพบช่องหนึ่งแล้วไม่มีผู้ใดรับรองว่าจะปลอดภัย ใครต้องการพาเด็กและคนเจ็บไป ข้าจะให้คนเปิดทาง”
ผู้เฒ่าโม่เงยหน้ามองเขา ไม่ห้าม
ชายคนหนึ่งถาม “ไปได้กี่คน?”
“ถ้ารีบ ก่อนศัตรูบุก อาจผ่านได้หลายสิบแต่คนเปิดกลไกด้านท้ายอาจกลับไม่ทัน”
“ถ้าอยู่?”
“ประตูจะถูกโจมตี ค่ายกลชั้นสองยังรออยู่และเราไม่มีกำลังชนะคนทั้งกองทัพ”
เขาไม่ได้ให้ความหวังปลอม
ชาวบ้านมองหน้ากัน หญิงคนหนึ่งกอดเด็กไว้แน่น คนชราสองคนกระซิบลูกชายกับบิดาเถียงกันว่าใครควรออก ใครควรอยู่ การตัดสินใจไม่เกิดพร้อมกันและไม่มีทางเลือกใดดูสูงส่งกว่าอีกทาง
ในที่สุด คนราวสามสิบคนเลือกทางใต้ดิน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก คนเจ็บและผู้ดูแล พวกเขาไม่ได้ถูกเรียกว่าหนี ผู้ใหญ่บ้านส่งคนรู้ทางสองคนไปด้วยพร้อมตะเกียงและน้ำเพียงเท่าที่มี
หญิงชราคนหนึ่งปฏิเสธจะไป นางยื่นที่ให้เด็กซึ่งไม่มีญาติแล้วรับไม้คานจากกองอาวุธ
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งอยากอยู่ แต่ขาข้างหนึ่งบาดเจ็บจากค่ายกลเขาจึงถูกบิดาสั่งให้พาเด็กไป เขาโกรธจนร้องไห้ ทว่าสุดท้ายรับกุญแจทางใต้ดินไว้
ทุกคนจ่ายราคาของตนเอง
เยี่ยซิงเหอมอบกุญแจเหล็กซึ่งผู้เฒ่าโม่เคยยื่นให้แก่คนเปิดทาง“เมื่อผ่านรากสนให้ดับไฟ เดินตามลมเหนือ อย่าแตะผนังซ้าย”
คนผู้นั้นถาม “แล้วเจ้าจะตามมาหรือไม่?”
“ข้าจะปิดประตูด้านนี้”
คำตอบไม่ได้แปลว่าจะตาม
คนกลุ่มแรกหายลงบันได แผ่นไม้ปิดกลับเสียงกลไกเก่าทำให้เยี่ยซิงเหอนึกถึงก้าวที่ตนเคยลงไปก่อนเลือกอยู่บัดนี้ทางเดียวกันไม่ได้เป็นทางหนีของเขาหากเป็นโอกาสซึ่งเขาส่งต่อให้ผู้อื่นเลือก
ยังไม่ทันที่กลไกเข้าที่ เสียงเคาะสามครั้งก็ดังจากใต้พื้น
คนเปิดทางยกแผ่นไม้กลับ สีหน้าซีด “มีเสียงขุดจากผนังด้านซ้ายไกลออกไป แต่กำลังเข้าใกล้”
ค่ายกลพบทางใต้ดินบางส่วนแล้ว
ผู้เฒ่าโม่คุกเข่าฟังพื้น เขาวางนิ้วบนขอบหินนับจังหวะครู่หนึ่ง “ไม่ใช่คนขุด เป็นปราณโลหิตกัดหิน มันตามรอยสัตว์อสูรกลับมา”
ผู้ใหญ่บ้านถาม “ปิดทางหรือส่งคนกลับ?”
ถ้าปิดตอนนี้ คนสามสิบกว่าคนจะติดในอุโมงค์ หากเรียกกลับโอกาสเดียวของเด็กกับคนเจ็บจะหาย
เยี่ยซิงเหอหยิบกุญแจคืน เปิดกลไกส่วนล่างอีกชั้น“ทางมีช่องหลบหลังรากสน ก่อนพวกเขาถึงตรงนั้นยังไม่ควรถล่ม ให้คนหน้าเดินต่อคนท้ายโรยเถ้าถ่านบนพื้นแล้วปิดช่องหินทุกช่วง ปราณจะตามกลิ่นเลือดแต่เถ้าถ่านจะทำให้รอยเท้ากับหยดเลือดมองเห็น เราจะรู้ว่ามันใกล้เพียงใด”
ผู้เฒ่าโม่มองเขา “ถ้ามันใกล้ถึงช่วงท้าย?”
เยี่ยซิงเหอกำกุญแจ “ข้าจะถล่มทางหลังคนสุดท้ายผ่าน”
“เจ้าต้องออกจากประตูเหนือมาถึงเรือน”
“จึงต้องมีคนอื่นถือกุญแจสำรอง”
เขามอบหน้าที่นั้นแก่ผู้ดูแลทางใต้ไม่เก็บทุกการตัดสินใจไว้กับตน คนผู้นั้นรับกุญแจแล้วทวนเงื่อนไขให้ชัด:จะถล่มเมื่อเห็นเส้นเลือดผ่านเถ้าถ่านช่วงที่สามและเมื่อได้รับสัญญาณว่าคนสุดท้ายพ้นรากสนแล้วเท่านั้น
คำสั่งมีผู้ตัดสิน มีหลักฐาน และมีเงื่อนไขมิใช่ความกล้าหาญลอย ๆ
กลุ่มใต้ดินเดินต่อ เสียงเคาะจากผนังยังตามมาแต่แผ่นไม้เหนือบันไดปิดลงอีกครั้ง
เมื่อกลับลาน ผู้เฒ่าโม่รออยู่
“เจ้าจำทางได้ทุกช่วง?” คนแก่ถาม
“จำได้”
“ใบหน้าเด็กที่ปั้นหิมะ?”
เยี่ยซิงเหอชะงัก
ภาพนั้นยังพร่าเพราะหอคอยดึงวิญญาณในตอนทะลวงเขาจำเสียงหัวเราะ จำถุงมือสีซีด และจำตุ๊กตาหิมะ แต่ใบหน้ากลับไม่ชัดเท่าที่ควร
“ยังไม่ครบ” เขาตอบ
ผู้เฒ่าโม่ถอนหายใจ “ดวงตรากินความทรงจำเมื่อเจ้าใช้มากเกินไปแกนทองคำก็กำลังพาร่างไปเร็วเกิน หากเจ้ายังคิดว่าตนจ่ายได้ทุกอย่างวันหนึ่งเจ้าจะเหลือพลังไว้ปกป้องคนซึ่งจำไม่ได้ว่าเป็นใคร”
“ข้าควรทำอย่างไร?”
“ให้คนอื่นจำร่วมกับเจ้า”
ผู้เฒ่าพยักหน้าไปทางชาวบ้านซึ่งกำลังแบ่งหน้าที่“อย่าแบกบ้านไว้ในหัวคนเดียว บ้านไม่ได้มีไว้ให้คนหนึ่งคนถือ”
เขาหยิบแผ่นไม้ไผ่เปล่ามาให้ “เขียนชื่อคนที่ลงทางใต้ดินชื่อคนที่ยืนแต่ละวง และชื่อคนที่บาดเจ็บ หากความทรงจำเจ้าพร่า แผ่นไม้นี้จะเตือนแต่ถ้าเจ้าตาย แผ่นไม้นี้จะบอกคนอื่นว่าใครยังต้องตามหา”
เยี่ยซิงเหอรับพู่กันจากโต๊ะ เตรียมจุ่มหมึกแต่หมึกแข็งเพราะอากาศหนาว หญิงชราคนเดิมนำถ้วยน้ำอุ่นมาให้โดยไม่ต้องร้องขอนางหยดน้ำเพียงเล็กน้อยแล้วบดหมึกกับแท่น
ชื่อถูกเขียนทีละชื่อ
เยี่ยซิงเหอไม่ได้รู้ทุกตัวอักษรบางคนใช้เพียงชื่อเรียกในหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านกับคนรอบลานช่วยแก้และเติมไม่มีผู้ใดถูกลดเป็นจำนวนสามสิบหรือคนบาดเจ็บยี่สิบกว่าอีกต่อไป
เมื่อเขียนถึงเด็กที่ปั้นตุ๊กตาหิมะผู้ดูแลเด็กบอกลักษณะใบหน้าและรอยแผลเล็กข้างคิ้ว เยี่ยซิงเหอฟังอย่างตั้งใจภาพซึ่งพร่าจากการใช้หอคอยยังไม่กลับทันทีแต่ชื่อกับคำบอกทำให้ช่องว่างมีสิ่งยึดไว้
ดวงตราอาจเผาความทรงจำได้
แต่ไม่อาจห้ามผู้คนช่วยกันจำ
เยี่ยซิงเหอมองใบหน้ารอบลานทีละคนเขาพยายามจำไม่ใช่เพราะกลัวสูญเสียเพียงอย่างเดียวแต่เพื่อยอมรับว่าชีวิตเหล่านั้นไม่ใช่น้ำหนักนิรนามข้างหลังเขา
“ท่านพูดเหมือนจะไม่อยู่ช่วยจำ”
ผู้เฒ่าโม่หัวเราะเบา “ในที่สุดก็ถามถูกเรื่อง”
เขาลุกขึ้นช้า ๆ บาดแผลทำให้ไหล่ด้านหนึ่งต่ำลงกระบี่หม่นกลับซ่อนในเปลือกไม้ แต่รอยเลือดบนไม้เท้ายังเห็นชัด
“ฟังให้ดี เยี่ยซิงเหอ”
นี่เป็นไม่กี่ครั้งที่เขาเรียกชื่อเต็มโดยไม่มีคำประชด
“ถ้าค่ายกลชั้นสองเปิด อย่าใช้ดวงตราชนตรง ๆ มันรอพลังของเจ้าถ้าข้าออกไปอีก อย่าตามจนประตูเสีย และถ้าข้าบอกให้ถอยจงดูคนที่ยังช่วยได้ก่อนดูว่าข้ายังยืนหรือไม่”
เยี่ยซิงเหอกำมือ “ท่านกำลังเตรียมตาย?”
“ข้ากำลังเตรียมให้เจ้าไม่ทำเรื่องโง่หลังเห็นคนแก่ล้ม”
“ข้าไม่รับคำสั่งที่ไม่มีเหตุผล”
“เช่นนั้นรับเหตุผลนี้” ผู้เฒ่าโม่มองประตูหมู่บ้าน“ชีวิตของเจ้ามีสิ่งต้องทำต่อจากโม่เหอ ไม่ใช่เพราะชาติกำเนิด ไม่ใช่เพราะดวงตราแต่เพราะหากบ้านนี้ล้ม จะต้องมีผู้จำว่าคนที่นี่เลือกอย่างไร”
“ข้าไม่ยอมให้บ้านล้ม”
“ความตั้งใจไม่ใช่คำรับรอง”
ผู้เฒ่าโม่วางมือบนบ่าเขาน้ำหนักเบากว่าทุกครั้งที่เคยกดให้ฝึก “หากพรุ่งนี้ข้าตาย จงมีชีวิตต่อ”
เยี่ยซิงเหอมองดวงตาคนแก่ คำถามเกี่ยวกับสิบหกปี เซียนตกสวรรค์ผนึก และผู้ที่ฝากเขาไว้ยังคงอยู่ทั้งหมดผู้เฒ่าโม่ยังเป็นผู้ปกป้องซึ่งปิดบังความจริงและการยอมเปิดพลังเมื่อคืนไม่ได้ลบหนี้คำตอบ
แต่ความโกรธกับความรักสามารถอยู่ในใจเดียวกันได้
“ถ้าท่านตายเพราะไม่บอกแผน ข้าจะขุดขึ้นมาถาม”เยี่ยซิงเหอกล่าว
ผู้เฒ่าโม่ยิ้ม “เด็กไม่กตัญญู”
“คนแก่ชอบปิดบัง”
“เช่นนั้นเรายังเป็นเรา”
เสียงกลองจากนอกหมู่บ้านดังขึ้น
ครั้งนี้ไม่มีจังหวะตั้งค่ายกล เป็นจังหวะรวมพล
ชาวบ้านหยุดมือเพียงครู่ ก่อนกลับไปเตรียมต่อผู้ถือธนูขึ้นกำแพง คนถือหอกเข้าประจำหลังประตู หม้อน้ำร้อนถูกยกขึ้นจุดสูงก้อนหินวางตามช่องกำแพง เด็กกลุ่มสุดท้ายลงทางใต้ดินแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านเดินมาพร้อมหอกเก่า “แนวเหนือพร้อมเท่าที่พร้อมได้ทิศตะวันตกซ่อมเส้นผนึกชั่วคราว ทิศใต้มีคนเฝ้าทางเก่า”
เขามองเยี่ยซิงเหอ “เจ้าจะยืนตรงไหน?”
“หลังประตู แต่ไม่ยืนคนเดียว”
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า “ดีเพราะคนแก่คนนี้สั่งข้าไว้ว่าถ้าเจ้าเร่งแกน ให้ตีท้ายทอย”
เยี่ยซิงเหอมองผู้เฒ่าโม่
คนแก่ยักไหล่แล้วเจ็บจนหน้าเกร็ง “แบ่งหน้าที่”
แสงแรกของเช้าพยายามลอดผ่านค่ายกลชั้นสองแต่ถูกอักขระดำฉีกเป็นริ้ว โม่เหออยู่ระหว่างคืนกับวัน ไม่มีความมืดพอซ่อนและไม่มีแสงพอให้หวัง
เยี่ยซิงเหอเดินไปหลังประตูเหนือ
เขาวางฝ่ามือลงบนบานไม้ สัมผัสรอยซ่อม รอยขวานและความชื้นซึ่งทำให้บานบิด ประตูนี้ไม่ใช่สมบัติ ไม่ใช่ค่ายกลสูงส่งหากมันกั้นบ้านจากกองทัพอยู่ในขณะนี้
กระบี่เงาดาราถูกชักออกจากฝัก
คมกระบี่สั่นตอบแกนทองคำดารา รอยสะท้อนยังซ่อนอยู่ แขนขวายังชาเนตรมองได้ไม่นาน และรากฐานอาจแตกหากใช้พลังสูงสุดอีกครั้ง
เขารู้ข้อจำกัดทุกอย่าง
แล้วจับกระบี่ให้มั่น
นอกกำแพง โล่สีดำแถวแรกยกขึ้น คนถือหลักค่ายกลเดินตามหลังนักบวชในเสื้อสีเลือดกระจายออกสองปีกผู้นำระดับสูงที่ยังต่อสู้ได้เข้าประจำข้างเกี้ยว
กล่องไม้ซึ่งเคยใช้ย้ายเลือดถูกเปิดออกทีละใบ ภายในไม่ใช่อาวุธหากเป็นดินสีดำปนเลือด คนของนิกายเทดินลงรอบซุงกระแทกประตูอักขระบนฟ้าชั้นสองจึงหันตามซุงราวรอให้ประตูเปิด
ศัตรูไม่ได้ซ่อนวิธีอีก เพราะเชื่อว่าโม่เหอไม่มีแรงหยุด
หญิงผู้ถือคันธนูเห็นเช่นกัน “ถ้าซุงแตะประตูอักขระจะจับแนวไม้”
เยี่ยซิงเหอพยักหน้า “ลูกธนูชุดแรกยิงคนเทดิน ไม่ยิงคนแบกซุงพวกมันเปลี่ยนคนแบกได้ แต่ถ้าดินไม่ครบ ค่ายกลชั้นสองยังตามเข้ามาไม่ได้”
คำสั่งส่งลงแนว นักธนูทุกคนเลือกเป้าหมายของตนไม่มีผู้ใดปล่อยสายก่อนระยะถึง แม้กองทัพตรงหน้าจะทำให้มือสั่น
ผู้เฒ่าโม่ยืนหลังเยี่ยซิงเหอ เขาไม่ชักกระบี่หม่นออกอีกเพียงใช้ไม้เท้ากดพื้นตรวจการสั่น“จ้าวนิกายจะส่งแนวหน้ามาทดสอบว่าแกนเจ้าอยู่ตรงใด อย่าให้พลังตอบทุกการยั่วยุ”
“แล้วเมื่อใดควรตอบ?”
“เมื่อการตอบของเจ้าช่วยคนมากกว่าช่วยให้ศัตรูรู้จักเจ้า”
จ้าวนิกายขึ้นม้าสีดำมองประตูโม่เหอราวมองสิ่งซึ่งถูกกำหนดให้พังอยู่แล้ว
เขายกมือ
กลองศึกหยุด
ความเงียบไหลผ่านหุบเขา
จากนั้นมือก็ลดลง
กองทัพเคลื่อน
พื้นสั่นใต้เท้าชาวบ้าน ลูกธนูชุดแรกจากฝ่ายศัตรูมืดเต็มฟ้าผู้ถือโล่ของโม่เหอยกบานไม้ขึ้น เสียงลูกธนูกระแทกดังรัวหอกทุกเล่มลดปลายไปข้างหน้า
ซุงกระแทกประตูของนิกายถูกหามออกจากแนว
ครั้งแรก มันชนบานไม้จนฝุ่นดินร่วงจากกำแพง
ครั้งที่สอง กลอนบนสุดแตกร้าว
ครั้งที่สาม อักขระดำบนฟ้าสว่างพร้อมกัน
เยี่ยซิงเหอยกกระบี่ ผู้เฒ่าโม่ยืนข้างหลังชาวบ้านทั้งแนวไม่ถอย
ประตูหมู่บ้านถูกโจมตี
วันที่หมู่บ้านโม่เหอจะล่มสลายมาถึงแล้ว