ตอนที่ 8
งานเลี้ยงในเหมันตฤดู (3)
เมื่อชวี่ฮุ่ยิสอบถามจบ ก็ลอบมองปฏิกิริยาของคุณหนูตระกูลเฉิน ใบหน้างดงามเพียงเอียงคอแปลกใจ
“ทำไมชวี่ซื่อจื่อถึงมาถามข้ากัน ตัวข้าทำเพียงแค่ช่วยซื่อจื่อขึ้นจากธารน้ำเท่านั้น จะไปรู้คนที่ช่วยท่านทำาแได้อย่างไร” นางตอบอย่างตรงไปตรงมา
เขายิ้มอ่อนจาง ส่งเสริมให้ใบหน้าหล่อเหลาดูสว่างไสว หวังซือเจียที่อยู่ห่างไกลถึงกับตื่นตะลงเมื่อเห็นภาพนี้ ทั้งสองคนสนทนาอันใดกันแน่!
“บางทีข้าก็ลอบคิดไปว่าท่านอาจรู้ตัวคนช่วยอีกคนก็ได้ แต่ก็อย่างท่านกล่าว จะไปทราบอย่างตัวคนง่ายๆ ได้อย่างไร” ครานี้ชวี่ฮุ่ยิเอ่ยอย่างลำบากใจ “แต่บิดาของข้าค่อนข้างเป็คนรู้คุณจนเกินไป กำลังเร่งหาผู้ช่วยชีวิตข้าอยู่ เขาให้มาสอบถามคุณหนูเฉินอีกทาง เผื่อรู้เบาะแส”
อวี้เยี่ยนส่ายหัวน้อยๆ ปิ่นสีเงินที่ปักไว้ผ่านเส้นผมสีดำเงาพลิ้วไหวบางเบา เครื่องประทับที่ห้อยโยงลงมาสีสันสดใส ตัดกับใบหน้านิ่งเฉยของสาวงาม ก่อให้เกิดทัศนียภาพแปลกตาไม่น้อย
“ข้าแค่ช่วยท่านขึ้นมา แต่ไม่รู้คนที่ช่วยก่อนหน้านี้คือผู้ใด ท่านคงต้องให้คนค้นหาสืบเสาะอย่างหนักอีกทีแล้วล่ะเ้าค่ะ” จริงๆ แล้วเดี๋ยวท่านก็จะเจอนางแล้ว ไม่ต้องทำอะไรมากมายหรอก
“เช่นนั้น ขอบคุณคุณหนูเฉิน สำหรับบุญคุณที่ท่านได้ช่วยข้านั้น หากท่าน้าสิ่งใด ขอให้แจ้งมา”
“ข้าย่อมจะแจ้งกับท่านทีหลัง ตอนนี้ข้ายังไม่ได้้าอะไร”
และบทสนทาก็คล้ายหยุดอยู่เพียงเท่านั้น ใต้ศาลาหลังเล็กค่อนข้างร่มรื่น สายลมอ่อนพัดมาเป็ระยะ เย็นสบายชื่นใจ ชาชั้นดีที่ถูกชงต้อนรับก็รสชาติไม่เลว ร่วมด้วยมีทัศนียภาพตรงหน้าที่แม้ใบหน้านิ่งเฉยไปสักหน่อย กิริยาท่าทางของนางก็สมเป็คุณหนูตระกูลชนชั้นสูง ที่พลิ้วไหวสง่างาม มองแล้วเพลินตายิ่ง
อาจเพราะแต่เดิมชวี่ฮุ่ยิก็หาใช่คนที่จะเป็ผู้ชวนคนเอ่ยสนทนา ใบบบรรยากาศเงียบสงบแบบนี้ กลับรู้สึกว่าผ่อนคลายอยู่ในที
ในส่วนของอวี้เยี่ยน นางกลับง่วงงุนไม่น้อย แม้สนทนาลำพังกับชายหนุ่มรูปงาม ก็ดูไม่ช่วยอะไร
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หลังจากฟื้นขึ้นมาใหม่ ร่างกายนางกลับคล้ายอ่อนแอลง เคลื่อนไหวได้ไม่นานหรือทำสิ่งใดเพียงชั่วครู่ ก็อยากนั่งพักไปดื้อๆ น่าจะเป็ผลจากการจมน้ำ แต่ในกาลก่อนเหมือนนางจะไม่มีอาการแบบนี้ ทำไมในตอนนี้จึงเกิดขึ้นได้กัน
อวี้เยี่ยนตั้งอกตั้งใจสังเกตอาการของตัวเอง โดยไม่รู้สักนิดว่าความง่วงงุนของนาง ในสายตาของบางคนกับกลายเป็ทัศนียภาพบางอย่างไปเสียแล้ว
“ชวี่...ชวี่ซื่อจื่อ”
และชวี่ฮุ่ยิก็ต้องแปลกใจที่มีเสียงแ่เบาอ่อนโยนดั่งสายน้ำเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย หันไปมองก็พบกับสาวน้อยท่าทางอ่อนแอบอบบาง นางเดินเข้ามาที่ศาลา พอเจอเขาก็ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ ริมฝีปากอิ่มเม้มปากน่ามอง
ชวี่ฮุ่ยิหันไปมองบ่าวรับใช้นอกศาลา ไม่ใช่เขาให้คนเฝ้าไว้หรอกหรือ ทำไมมีคนเดินผ่านเข้ามาอย่างง่ายดาย
และเมื่อมองออกไป ก็เจอเข้ากับใบหน้าลำบากใจของเหล่าบ่าวรับใช้ ก่อนเสียงง่วงงุนสายหนึ่งจะดังขึ้น “ขออภัยชวี่วื่อจื่อ ข้าอนุญาตให้นางเข้ามาเอง”
ชวี่ฮุ่ยิหันไปมองอวี้เยี่ยน พบว่านางปรือตามองเขาอย่างง่วงงุนเล็กน้อย ดูไปมาราวกับถูกสาวน้อยออดอ้อน ช่วยไม่ได้ที่ทำให้ความคุกรุ่นที่เริ่มก่อตัวขึ้น มอดดับลงไปอย่างรวดเร็ว
เฉินเวยหนิงมองเหตุการณ์ตรงหน้า มืดเรียวกำหมัดแน่น ก็คิดว่าทำไมคราแรกที่นางประสงค์จะพบเจอกับชวี่ซื่อจื่อ บ่าวพวกนี้ทำท่าไม่เห็นหัวนางด้วยซ้ำ คิดไม่ถึงว่าที่ทำให้นางเข้ามาหาชวี่ซื่อจื่อได้กลับเป็เพราะอวี้เยี่ยน
บ่าวรับใช้ชวี่วื่อจื่อถึงกับต้องฟังอวี้เยี่ยน? นางเป็ฮูหยินของพวกเ้าหรืออย่างไร!
เพลิงแค้นหลายต่อหลายครั้งที่เกิดขึ้น แม้เกิดขึ้นบ่อยเพียงใด กลับไม่สามารถหาที่ระบายได้ ท้ายที่สุดจำต้องฝืนกลืนความพ่ายแพ้นั้นไป เฉินเวยหนิงปรับสีหน้าท่าทาง โอกาสอยู่ตรงหน้าแล้ว ห้ามทำพลาดเด็ดขาด
ชวี่ซื่อจื่อมองมาที่นางด้วยความสงสัย เขาไม่มีท่าทีกรุ่นโกรธอันใด ทำให้นางใจชื้นอยู่บ้าง
นางลอบมองเขาอย่างหลงใหล มองผ่านไกลๆ ในครั้งนั้นนับโดดเด่น ครานี้พบเห็นระยะประชิด หัวใจสาวน้อยร้อนผ่าวคล้ายเปลวเพลิงอัดแน่นอยู่ในหัวใจ กิริยาใดๆ จึงดูลนลานไปอยู่บ้าง
“ข้า...ข้าคือเฉินเวยหนิง ข้ากับท่านเคยพบกันในงานเลี้ยงสกุลจางเ้าค่ะ ไม่แน่ใจว่าท่านจำได้หรือไม่”
จำไม่ได้สักนิด ชวี่ฮุ่ยิขมวดคิ้ว อยากเถรตรงเช่นอวี้เยี่ยนสักหน่อย แต่อย่างไรก็จำต้องอดใจไว้ เขาตอบกลับว่า “พอคุ้นหน้าคุ้นตาคุณหนูเฉินอยู่บ้าง”
และเมื่อตอบกลับไปแบบนี้ เป็ชวี่ฮุ่ยิเองที่ชะงัก ให้เรียกคุณหนูเฉินต่อหน้าเด็กสาวทั้งสองก็ดูจะไม่ระบุตัวคนชัดเจน พอเห็นความลำบากของชวี่ฮุ่ยิ อวี้เยี่ยนก็ตอบกลับเพื่อความไม่สับสน “นางคือบุตรีคนที่สามในจวนแม่ทัพ”
“คุณหนูสาม” ชวี่ฮุ่ยิเปลี่ยนคำเรียก “พอคุ้นตาท่านอยู่บ้าง”
เฉินเวยหนิงมองเหม่อไปยังชายตรงหน้าอย่างล่องลอย แม้นางจะเป็บุตรอนุ เขาก็ยังสนทนาอย่างให้เกียรติ ไม่เหมือนพวกบุรุษข้างนอกจวนกากเดนพวกนั้น ที่รูปงามหรือก็ไม่ ตระกูลหรือก็เป็เพียงขุนนางปลายนาง กลับขยันในการทำสีหน้าดูถูกบุตรของอนุเช่นนางเหลือเกิน
ส่วนอวี้เยี่ยนกลับมองอย่างสนอกสนใจ จนกระทั่งเห็นเฉินเวยหนิงส่งสายตามาให้ สื่อความหมายเหลือแสนว่า ‘ไสหัวไปจากตรงนี้เสีย’ ทำให้นางถึงกับหัวเราะออกมา ก่อนร่างงามจะค่อยๆ ผุดลุกขึ้น
“คุณหนูเฉิน?”
“ข้าคงต้องขอตัวก่อน” อวี้เยี่ยนรับเตาอุ่นอันเล็กมาจากเถียนเถียน ที่พอเห็นนางลุกขึ้น สาวใช้ตัวน้อยก็รีบนำของมาให้เพราะกลัวเ้านายจะเหน็บหนาว “เหมือนน้องสาวข้ามีเื่อยากพูดคุยกับท่าน ส่วนข้าต้องขอตัวก่อน เชิญพวกท่านเลย”
กล่าวจบนางก็เดินไป กลิ่นหอมกลิ่นเดิมที่เคยพัดผ่านในครั้งนั้น วนเวียนให้เขาลอบสูดดมเข้าไปอีกรอบ
“ชวี่วื่อจื่อ?” เฉินเวยหนิงเอ่ยเรียกเมื่อเห็นเขานิ่งไป ครั้นเมื่อเขาหันมาสบสายตา เฉินเวยหนิงก็ชะงักเพราะบรรยากาศรอบตัวชวี่ซื่อจื่อดูไม่ปกติเลย เหมือนย้อนกลับไปใน่งานเลี้ยงครั้งนั้น รังสีรอบตัวเขาเหมือนแผ่ออกมาเพื่อบอกกล่าวกับทุกๆ คน ว่าอย่างมายุ่งกับข้า
ก่อนหน้านี้เขายังดูสุนทรีย์อารมณ์ผ่อนคลายไม่น้อย จึงทำให้นางใจกล้า ขอเข้ามาเจอเขาสักหน่อย
ทว่าพออวี้เยี่ยนละตัวจากไป ชายหนุ่มก็กลับมาเป็ตัวตนเดิมที่นางเคยเจอ
จะบอกว่าอวี้เยี่ยนทำให้ชวี่ซื่อจื่อรู้สึกผ่อนคลายยามเมื่ออยู่ใกล้งั้นหรือ เป็ไปไม่ได้ ไม่น่าจะมีใครชื่นชนสตรีที่ปากร้ายและนิสัยไม่อยู่ในจารีตแบบอวี้เยี่ยนนักหรอก
“คุณหนูสามมีอะไรจะเอ่ยกับข้างั้นหรือ” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ใบหน้ากลับมานิ่งเฉย เป็ความเ็าที่ทุกคนมักพบเจอ
เฉินเวยหนิงพยายามรวบรวมความกล้า ชีวิตนี้นางแทบไม่มีอะไรจะเสียแล้ว
“...ชวี่ซื่อจื่อ้าฮูหยินที่มาจากตระกูลเฉินหรือไม่” เสียงหวานเอ่ยจบ ก็เรียกใบหน้าหล่อเหลาที่เคร่งเครียดให้หันมามอง เขากวาดสายตานิ่งมองร่างบางตรงหน้าอย่างครุ่นคิด ทำให้เฉินเวยหนิงมีความใจกล้าทะยานอีกครั้ง
“ข้าทราบมาว่าชวี่ซื่อจื่อ้ากำลังกองทัพบางส่วนอยู่ไม่น้อย แต่เพราะการเจรจากับท่านพ่อมักจะล้มเหลว น่ากลัวว่าใต้เท้าชวี่และท่านพ่อจะไม่ถูกกันเท่าใด ทำให้กองทัพที่พวกท่าน้าได้มาค่อนข้างลำบาก”
เป็สิ่งที่ไม่น่าเอ่ยมาจากปากของสาวน้อยเลยจริงๆ กระนั้นชวี่ฮุ่ยิยังคงนิ่งฟัง เฉินเวยหนิงเริ่มใจชื้นขึ้นมา ดูท่าชวี่ซื่อจื่อสนใจอยู่บ้าง นางจึงรีบกล่าวต่อ
“หากท่าน้าอำนาจกองทัพจากตระกูลเฉิน ข้าพอมีวิธี” และหากตัดอวี้เยี่ยนที่ไม่สนใจเื่กองทัพแม้แต่น้อย กับนิสัยผีเข้าผีออกที่ไม่น่าจะต้องตาใครออกไป ก็เป็ตัวนางแน่แล้วที่เหมาะสม
“ฉะนั้นข้าอยากให้ท่านพิจารณาข้า ถึงข้าจะเป็บุตรของอนุ ไม่คู่ควรกับตำแหน่งฮูหยินของท่าน” เฉินเวยหนิงเม้มปาก เอ่ยคำที่กล่าวยากออกมาจนในที่สุด “แต่ข้าจะทำให้ท่านได้อำนาจกองทัพนั้นมาให้ได้ ไม่ว่าจะใช้วิธีการใด แบบนี้คู่ควรในการเป็ฮูหยินของท่านแล้วหรือไม่”
เฉินเวยหนิงในฐานะบุตรของอนุ ภายในจวนแม่ทัพที่มีอนุงดงามอยู่หลายคน มารดาของนางโดดเด่นไม่น้อยและคาดหวังตัวนางมากกว่าสิ่งใด
มีคนนับถือไหมก็ใช่ แต่คนดูถูกก็ไม่น้อย แต่ก่อนเฉินเจิงเหยียน มารดาของอวี้เยี่ยนก็เป็เพียงอนุ กระนั้นกลับส่งเสริมบุตรสาวอย่างหนักหน่วง จน่ชิงตำแหน่งฮูหยินรองขึ้นมาได้ ฐานะของอวี้เยี่ยนดีขึ้นถนัดตา พี่ชายของนางก็ได้เป็ถึงรองแม่ทัพ ทำให้จากที่ผู้คนล้วนดูแคลน กลับแปรเปลี่ยนมาเป็ประจบประแจง
เหตุใดนางจะมุ่งหวังให้ตนเองฐานะสูงส่งขึ้นอย่างอวี้เยี่ยนไม่ได้?
ไม่รู้ว่ามารดาทะเยอทะยานไม่พอหรือนางไร้ความสามารถเกินไป ทำให้ไม่สามารถเอาชนะสองแม่ลูกจิ้งจอกคู่นั้นได้สักที และการมองหาบุรุษชนชั้นสูง ที่หวังในการอำนาจของบิดา ก็คือคำตอบที่เฉินเวยหนิง้า
อีกทั้งบุรุษผู้นั้นคือชวี่ฮุ่ยิที่แสนโดดเด่น แม้ในภายหลังนางจะถูกเรียกว่าขายชิ้นเนื้อให้หงส์ทาน ก็ไม่ปฏิเสธพร้อมเชิดหน้ายอมรับ ข้ามีวาสนาเป็ถึงฮูหยินของชวี่ซื่อจื่อ แล้วพวกเ้าเล่า ได้แต่ริษยาต่อไปแบบนั้นนั่นแหละ
เมื่อได้ฟังข้อเสนอของเฉินเวยหนิง ชวี่ฮุ่ยหวิงก็ยังคงนิ่งเงียบ แท้จริงแล้วนับั้แ่อวี้เยี่ยนเดินออกไป เหมือนชวี่ฮุ่ยิจะพูดอยู่ไม่เกินสองประโยค
เฉินเวยหนิงกัดฟันอย่างไม่ยินยอม “ชวี่ซื่อจื่อคิดเห็นเป็อย่างไร”
ชวี่ซื่อจื่อเงยหน้าขึ้นมามองนางแล้ว เฉินเวยิทำใจกล้าไม่หลบสายตาเหมือนที่ผ่านมา มองสบตากับเขา ใจเต้นระรัวทั้งตื่นเต้นทั้งขวยเขิน ชวี่ซื่อจื่อช่างมีดวงตาที่สวยงามนัก
และนางอยากจะเป็เ้าของดวงตานี้ อยากเป็ผู้ที่ดวงตานี้ถูกจดจ้องมองตรงมาแต่เพียงผู้เดียว
ทันใดเสียงทุ้มนิ่งเฉยก็ตอบกลับมา “ต้องขออภัย ที่คุณหนูสามกล่าวออกมา ข้าไม่สามารถให้ตำแหน่งฮูหยินแก่ท่านได้”
เฉินเวยหนิงได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มแข็งค้าง ข้อเสนอของนางดูไม่น่าสนใจหรอกหรือ ตามข่าวที่มารดาแจ้งมา ไม่ใช่ว่าในตอนนี้ชวี่วื่อจื่อกำลัง้าอำนาจกองทัพบางส่วนอยู่หรอกหรือ?
นางสูดหายใจลึกๆ พยายามถามไถ่เหตุผล “ไม่ใช่ว่าชวี่ซื่อจื่อ้าอำนาจกองทัพอยู่หรอกหรือ?”
“กล่าวไม่ผิด” ชวี่ฮุ่ยิพูดอย่างนิ่งเฉย “ไม่แน่ใจว่าคุณหนูสามทราบความคิดข้าได้อย่างไร แต่ในตอนนี้ข้ายังไม่คิดเกี่ยวดองกับใคร”
เฉินเวยหนิงที่กำลังสอบมองชายหนุ่มอยาถึงกับสะดุ้ง เมื่อดวงตาคมตวัดมามอง เขากวาดตาขึ้นลง หรี่ตาเล็กน้อย พร้อมขมวดคิ้วคมมุ่น “และข้าก็คิดว่า ถึงข้า้าอำนาจกองทัพจริงๆ ท่านก็คงยังให้สิ่งนั้นกับข้าไม่ได้หรอก รบกวนเวลาคุณหนูสามแล้ว ต้องขอตัวก่อน”
พูดจบชายหนุ่มไม่รอให้นางเอ่ยตอบรับแม่แต่น้อย เขาเดินออกจากศาลาไปอย่างรวดเร็ว
เฉินเวยหนิงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ใจนางปวดแสบไปหมด ทั้งอับอายทั้งโกรธา แม้สักเสี้ยว เขาดูยังไม่อยากจะมองนางเสียด้วยซ้ำ ดูสายตาสุดท้ายที่เขากวาดตามองร่างนางนั่นสิ คล้ายความคิดเผยออกมาเป็การกระทำหมดแล้ว
เขาคงกำลังคิดว่าอย่างนางน่ะหรือจะมาช่วยเขาได้
ทั้งๆ ที่ตอนสนทนากับอวี้เยี่ยนเขากลับสามารถอยู่คุยได้อย่างผ่อนคลายอยู่นานสองนาน
แต่กลับนางเขาพูดคุยด้วยแค่ไม่กี่ประโยคเท่านั้น และเร่งรีบจากไป
เฉินเวยหนิงหันไปมองอวี้เยี่ยนที่กลับไปนั่งที่เดิมอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อนแบบนั้น จิ้งจอกมารแบบนั้นก็แค่ทำให้คนหลงใหลเพียงครู่เดียวเท่านั้นแหละ คิดว่าตัวเองทรงเสน่ห์กุมใจใครได้ด้วยงั้นหรือ ไม่มีวันเสียหรอก!
ไม่รู้ทำไมจู่ๆ อวี้เยี่ยนก็รู้สึกขนลุกซู่ ไอ้หยา นางโดนใครหมายมั่นโกรธแค้นอีกแล้วหนอ มาวันนี้นางไปทำอะไรให้ใครกัน
เมื่อกลับมานั่งที่เดิม ทุกสายตาของทุกคนยังคงจ้องมองแต่นางเพียงผู้เดียว อวี้เยี่ยนดึงวิชามารยาทขั้นสูงออกมา เพื่อให้ใบหน้าตัวเองไม่กระตุก และไม่ละลายหลอมไปกับรังสีแห่งความริษยาของหญิงสาวน้อยใหญ่
ั้แ่ในกาลก่อนจนถึงตอนนี้ ชวี่ฮุ่ยิก็ยังคงทำให้นางโดนโกรธแค้นอย่างไม่มีความผิด อวี้เยี่ยนอยากจะล้างความผิดที่ไม่ได้ก่อให้ตนเองนัก
แต่อาจต้องทนไปสักระยะ เพราะยามเมื่อเฉินชิงเหลียนกลับมา เด็กสาวจะยิ่งถูกริษยาจากหญิงสาวทั่วเมืองมากกว่านี้อีกหลายเท่าตัว อวี้เยี่ยนที่โดนเพียงเท่านี้จะนับเป็อะไรได้
“ชวี่ซื่อจื่อแค่มีธุระสำคัญที่้าบอกให้ถึงท่านพ่อ จึงฝากข้าไปบอกกล่าว ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น” นางกล่าวเอ่ยกับสหายที่นั่งร่วมโต๊ะ
“ปกติบุรุษพวกนั้นเขาไม่ค่อยบอกกล่าวธุระสำคัญผ่านสตรีหรอก นับว่าหายากจริงๆ” กวนเฟยโหรวเอ่ยยิ้มๆ นึกไม่ถึงเลยว่างานรื่นเริงวันนี้มีแต่เื่ราวน่าสนใจ ดูหวังซือเจียกับเสี่ยวฟางตรงนั้นสิ สีหน้าดูไม่ได้ถึงขนาดนั้น น่าหัวเราะนัก
โต๊ะร่วมที่มีทั้งหวังซือเจียและเฉินวี้เยี่ยน นั่นเป็เพราะกวนเฟยโหรยตั้งใจจัดให้สองคนนี้อยู่ร่วมกัน สองสาวงามคล้ายน้ำกับไฟที่จะอยู่โต๊ะเดียวกันไม่ได้ แต่หากอยู่ร่วมกันทีไรมักมีแต่เื่น่าสนใจให้กวนเฟยโกรวรับชม
กวนเฟยโหรวชื่นชอบการชมเื่น่าสนุก ละวันนี้ก็ไม่มีอะไรทำให้นางเบื่อเหน่ายเลยแม้แต่น้อย
“ใช่แล้ว น้องชายข้าที่กำลังเตรียมสอบเคอจวี่ ปกติข้าจะเป็คนทวนบทเรียนให้เขาอยู่บ้าง แต่พอมีอาจารย์มาสอนที่จวน ถึงกับไม่พูดคุยบทเรียนกับข้าแล้ว บอกแต่ว่ากลัวพี่สาวปวดหัว ช่างน่าตีจริงๆ” หวังซือเจียรำพึงรำพันว่าน้องชายแต่ก่อนมีอะไรมักจะบอกนาง พอโตขึ้นก็เริ่มไม่ค่อยพูดแล้ว สงสัยกลัวพี่สาวปวดหัว
อวี้เยี่ยนกินผลส้ม เคี้ยวแก้มตุ่ย กลืนอย่างเอร็ดอร่อย “ก็ไม่ใช่ธุระสำคัญถึงขนาดนั้น แต่ก็ไม่ใช่ที่ข้าต้องบอกพวกเ้าเช่นกัน”
อวี้เยี่ยนมาตรว่าภาพลักษณ์ก็ไม่มีอยู่แล้ว ทีนี้จะกระทำหรือจะพูดสิ่งใดก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไปกระทบจิตใจใครเข้า
นางก็นิสัยเสียแบบนี้มานาน จะมาให้นางเรียบร้อยเอ่ยคำหวานกล่าวอ้อมค้อม ดูเหนื่อยหน่ายเกินไป
หวังซือเจียยิ้มค้างอีกครา เหมือนจะไม่สามารถล้วงความรับได้เลยจริงๆ ว่าชวี่ซื่อจื่อเอ่ยอะไรกับอวี้เยี่ยน
ทันใดนั้นเฉินเวยหนิงก็เดินกลับมานั่งที่เดิม หญิงสาวที่สดใสในตอนแรกตอนนี้กลับเงียบนิ่งขรึม ท่าทางดูอดกลั้นไม่น้อย กระนั้นก็ไม่กล้าระบายอารมณ์ หวังซือเจียเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยถาม “น้องเวยหนิงเป็อะไรไป สีหน้าดูไม่ดีเลย”
“ไม่มีอันใดเ้าค่ะ” เฉินเวยหนิงฝืนยิ้มตอบ อยู่ต่อหน้าหวังซือเจียทีไร นางมักจะรู้สึกตัวเองตัวเล็กอยู่ตลอดเวลา
หวังซือเจียคือหญิงสาวตระกูลสูงศักดิ์เก่า งดงามดั่งเซียน ในเมืองหลวงแทบจะไม่มีใครเทียบเคียงนางได้ นางคิดเช่นนั้นก่อนจะตวัดตามามองอวี้เยี่ยน
แท้จริงแล้วคนเทียบเคียงก็อาจจะมีอยู่ แต่ยังไม่สามารถเรียกว่าเทียบเคียงได้อย่างเต็มปาก อวี้เยี่ยนแม้งดงาม กลับไร้มโนธรรม ลำดับขั้นก็เป็เพียงบุตรของฮูหยินรองที่ถูกเลื่อนขั้นมาจากการเป็อนุ
แต่สิ่งที่เหนือกว่า คืออวี้เยี่ยนกลับสามารถดึงดูดชายหนุ่มที่ไม่สนใจหญิงสาวอย่างชวี่ฮุ่ยิได้ เฉินเวยหนิงยังคงคับแค้นใจ
ทันใดนั้นก็เห็นเถียนเถียนเดินเข้ามากระซิบกระซาบอวี้เยี่ยน ที่เฉินเวยหนิงลอบได้ยินก็ใและยินดี “คุณหนูเ้าคะ ท่านแม่ทัพเดินทางมาถึงจวนอย่างปลอดภัยดีแล้วเ้าค่ะ”
“อืม” อวี้เยี่ยนเงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าที่อาทิตย์เริ่มตกดิน ท้องฟ้าเป็สีทอง อาบย้อมไปทั่วเต๋อหวายฉาง งดงามจนยากละสายตา
โชคชะตากำลังไหลเวียนกลับมาสู่จนเดิม
----------------------------------
เฉินชิงเหลียน ตัวไม่อยู่แต่ชื่อน้องโผล่มาทุกตอน ใครคือนางเอกนะ
เฉินอวี่เยี่ยน : นางยัดเงินคนเขียน!
เฉินชิงเหลียน : ข้าไม่เคยทำอะไรเช่นนั้นเลยนะเ้าคะท่านพี่!
ชวี่ฮุ่ยิ : ข้าสามารถจ่ายเงินให้คนเขียนเพิ่มบทคุณหนูเฉินได้
ซ่งหลิวหยาง : ข้าก็จ่ายเงินให้คนเขียนเพิ่มบทชิงเหลียนเพิ่มขึ้นอีกได้เช่นกัน
บักซิน : โทษทีไอ้หนูทั้งหลาย พี่ไม่รับเงินสินบน!