ชีวิตบัดซบเพราะถูกส่งมาต่างโลก เลยสร้างปาร์ตี้สุดโหดไปตบเกรียนพระเจ้ามันซะเลย (Juti: Cheaters Party)

    ตอนที่ 40 :  การเสวนาของเหล่าเพื่อนสนิท

     

    ตอนที่ 40 : การเสวนาของเหล่าเพื่อนสนิท

     

             สายลมฤดูร้อนพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง ทำให้ผ้าม่านในห้องพยาบาลสำหรับทหารในกองอัศวินโบกสะบัด แล้วพอลมสงบ ก็ปรากฏร่างของเด็กสาวนั่งเหยียดขาตรงอย่างเรียบร้อยอยู่ใต้ผ้าห่ม เอนหลังพิงกับหัวเตียง มองออกไปทางหน้าต่างที่เพิ่งมีลมพัดผ่านโดยไม่แม้แต่จะกระพริบตาซักนิด

             เด็กสาวที่แม้จะเพิ่งตื่นจากการหลับใหล อยู่ในชุดเดรสติดระบายสีขาวหลวมๆ แต่เนื้อผ้าไม่ได้โปร่งถึงขนาดจะส่องเห็นเนื้อหนังมังสาได้

     

             เด็กสาวที่ได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจ ถึงจะไม่มากนัก แต่ก็ทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปนิดหน่อย แต่เดิมที่ขี้อาย ก็ค่อนข้างเงียบขรึมและเยือกเย็นขึ้นมา แม้ลมจะพัดเข้ามาเป็นครั้งที่สองของวัน มากระทบกับเปลือกตา แต่เธอก็ยังไม่ยอมหลับตา และจ้องมองออกไปยังอีกฟากหนึ่งของท้องฟ้า เพื่อรอคอยการกลับมาของชายที่ตัวเองรักด้วยความรู้สึกหลายๆอย่างทับถมกันอยู่ในอก อย่างกระวนกระวายและทรมาน

     

    ก๊อกๆๆ!

    〝ริน! พวกเราเข้าไปนะ! 〞

    〝อื้ม!〞

             หลังสิ้นคำขออนุญาตด้วนน้ำเสียงที่ฟังแล้วสุภาพและค่อนข้างเป็นทางการ ชาญที่เป็นต้นเสียง อลิซและโชตก็เดินเข้ามาในห้องพยาบาลส่วนตัวที่มีแค่รินอยู่ข้างในตามลำดับ แล้วรีบมุ่งไปที่เตียงของรินอย่างรวดเร็ว

     

    〝ได้พักบ้างรึเปล่าเนี่ยริน〞

    〝อื้ม! แน่นอนอยู่แล้ว... ว่าแต่ที่สำคัญกว่านั้น...〞

    〝อืม... ถ้างั้นก็ไม่ต้องอ้อมค้อมกันหล่ะ〞

             อลิซถามอาการของรินออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง ทั้งที่ตัวเองก็ล้าพอกัน รินเองก็พยายามตอบกลับอย่างร่าเริงเช่นกัน แต่ก็ซ่อนความร้อนรนไว้ไม่ไหว เธอจึงรีบตัดเข้าประเด็นสำคัญอย่างรวดเร็ว ชาญเองก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว เลยพูดประเด็นสำคัญของเรื่องก่อนที่จะเริ่มการอธิบาย

     

    〝กรหน่ะ ยังมีชีวิตอยู่หล่ะ!〞

             รินยิ้มออกมาทันทีที่ได้ยินแบบนั้น... แต่นั่นก็เป็นเรื่องก่อนที่รินจะได้ฟังอย่างละเอียด

     

    ❖❖❖❖❖

     

             ทั้งสามคนหาเก้าอี้ไม้มานั่งข้างเตียง ก่อนที่จะเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดที่รู้ให้รินฟัง

     

             ฮันซี่ทำการค้นหาตัวกรขึ้นไปข้างบน เริ่มจากชั้นที่ 23 และสิ่งที่พบในจุดเกิดเหตุก็มีแค่ แขนซ้ายของกรเท่านั้น พอเล่ามาถึงตรงนี้ รินแสดงอาการช็อคออกมาอย่างชัดเจน จนแทบจะสลบอีกครั้งเลยทีเดียว

     

             นอกจากศพของฮาวลี่ ก็ไม่มีหลักฐานอื่นที่ใช้สาวไปหาตัวกรได้ ด้วยการที่เหลือแค่แขน จึงไม่แปลกที่จะคิดว่ากรได้ตายไปแล้ว แต่หากยังรอด กรก็คงเดินทางขึ้นไปข้างบนเพื่อหาทางออกหรือไม่ก็อยู่เฉยๆในชั้นเพื่อรอการช่วยเหลือ แต่ก็ไม่พบร่องรอยของกรตั้งแต่ชั้นที่ 1-23 เลยซักนิด มันเลยช่วยไม่ได้ที่จะคิดว่ากรตายไปแล้ว

     

    〝เอ๋! แล้วทำไมถึงบอกว่ากรยังมีชีวิตอยู่หล่ะ?〞

             รินที่ตั้งใจฟังมาตลอด สงสัยในเรื่องนั้นเป็นอันดับแรก เพราะคิดว่าเพื่อนๆอาจจะโกหกตัวเอง รวมถึงหลักฐานที่บ่งบอกในเรื่องนั้นก็ไม่มี แม้จะเจ็บปวด แต่รินต้องการความจริงมากกว่า แล้วก็เป็นอีกครั้งที่ชาญอธิบายให้ฟัง

     

    〝กรทิ้งสัญลักษณ์บางอย่างไว้ที่แขนข้างที่ขาดหน่ะ…เป็นรูปโพธ์ดำแบบเดียวกับบนหน้าไพ่ แล้วก็มีรูปกากบาทขีดทับสัญลักษณ์นั้นอีกที〞

    〝เอ๋!? แล้วมันหมายความว่าไงเหรอ?〞

    〝นั่นสิ ฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน 〞

             ทั้งรินและโชต ต่างก็ทำหน้าไม่เข้าใจ ส่วนอลิซกลับทำหน้าเหมือนรู้อยู่แล้ว แต่ชาญก็ต้องเป็นคนอธิบายอยู่ดี เขาจึงขยับแว่น ก่อนที่จะเริ่มอธิบาย

     

    〝ไม่มีอะไรซับซ้อนหรอก... ความหมายของโพธ์ดำก็คือ ความตาย... ที่ขีดกากบาททับก็เข้าใจได้ง่ายๆว่า... ยังไม่ตายยังไงหล่ะ ใช่ไหมหล่ะอลิซ!〞

    〝ใช่เลย ตามนั้นแหล่ะ!!!〞

             อลิซยืนยันอีกเสียงด้วยท่าทีกระตือรือร้น พร้อมทั้งแววตาเป็นประกาย อันเป็นการยืนยันจากใจจริงอีกครั้ง รินที่ได้ยินแบบนั้นก็โล่งอกไปเปราะนึง

     

    〝เรื่องทั้งหมดที่สำคัญๆ ก็มีเท่านี้... 〞

    〝แต่เรื่องที่สำคัญกว่าคือต่อจากนี้ไปหล่ะสินะ...〞

    〝อื้ม! ผมเองก็คิดเหมือนกัน〞

             โชตพูดเป้าหมายที่ควรทำออกมาต่อจากนี้ ชาญที่เห็นด้วยจึงเริ่มหารือกันอย่างจริงจังกับเรื่องที่จะทำต่อจากนี้

     

    〝แล้วชาญ... นายได้บอกคุณฮันซี่รึเปล่า... เรื่องที่กรยังไม่ตายหน่ะ〞

    〝โทษทีริน... แต่ผมยังไม่ได้บอก〞

             สำหรับชาญ ที่มั่นใจว่ากรต้องมีเหตุผล เพราะแทนที่จะทิ้งสัญลักษณ์ขอความช่วยเหลือ กลับเป็นแค่ข้อความที่บอกว่า ยังไม่ตาย เท่านั้น เลยเลือกที่จะเชื่อใจ ทั้งที่เป็นห่วงเขาไม่แพ้คนอื่นๆ

             ตามนิสัยของกร เขาคงกำลังคิดจะทำอะไรบางอย่างอยู่แน่นอน แต่หากหายไปเฉยๆ พวกเราก็จะเป็นห่วง กรคงไม่อยากให้เราเศร้า... เลยใช้วิธีครึ่งๆกลางๆแบบนี้แทน

     

    〝ฉันคิดว่ากร กำลังคิดทำอะไรบางอย่างอีกแน่เลย...〞

             อลิซเป็นอีกคนที่สนับสนุนความคิดของกรออกมาในรูปของคำพูด

     

    〝ตะ แต่ว่านั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะปล่อยให้กรอยู่ในอันตรายคนเดียวนี่นา... แถมตอนนี้กรก็ยังอาการสาหัสด้วยไม่ใช่เหรอ〞

    〝มันก็... จริงหล่ะนะ〞

    〝อืม... เรื่องนั้นฉันเห็นด้วยนะ 〞

             พอรินพูดแบบนั้นออกมา เลยทำให้ความคิดของโชตและอลิซเปลี่ยนไป เพราะคำพูดของรินเน้นย้ำความจริงที่ว่ากรเหลือแขนเพียงข้างเดียว แถมยังอยู่ในดันเจี้ยนระดับสูงอยู่เพียงลำพังอีก แล้วพอเทียบกันในด้านสเตตัสของกรเอง ก็น้อยกว่าพวกตัวเองตั้งหลายสิบเท่า

             โชตนั้นรู้ดี ว่าเบื้องหลังการกระทำของกรย่อมมีเหตุผลเสมอ เลยพยายามเชื่อใจเขา ส่วนอลิซที่รู้จักนิสัยกรดี ก็พยายามคิดแบบเดียวกัน เพราะคิดว่าการตอบสนองความรู้สึกของกรคือสิ่งที่ควรทำ ทั้งที่ตอนนี้เธอเองก็กระวนกระวายพอๆกับหรือมากกว่ารินเลยทีเดียว

     

             แต่ชาญนั้นต่างออกไป....

     

              เนื่องจากเหตุการณ์หนึ่งในอดีต…ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ทำให้นักเรียนเกือบทั้งโรงเรียนเกลียดกร เขาเป็นคนเดียวที่กรจะพูดคุยในเรื่องนี้ได้ รวมถึงได้รับการขอร้องบางอย่างจากกรด้วย...

             เพราะสาเหตุทั้งสองเรื่องนี้มันคล้ายคลึงกัน อันมาจากการที่กรคิดจะแก้ปัญหาและพุ่งเป้าปัญาหารอบตัวมาที่ตัวเองคนเดียว ชาญเองก็ปฏิเสธตั้งแต่ครั้งนั้นไปแล้ว... ครึ่งหนึ่งก็เห็นด้วย เพราะทำให้คนอื่นไม่โดนลูกหลงจากอดีตของกร อีกครึ่งนึงก็ไม่เห็นด้วย จากความรู้สึกส่วนตัว เพราะคนที่จะเจ็บปวดเมื่อกรโดนพุ่งเป้าไม่ได้มีแค่กรคนเดียว เพราะทั้งริน โชต อลิซและตัวชาญเองก็พาลโมโหและเศร้าตามไปด้วยเช่นกัน

     

             ในตอนนั้นเรื่องที่ถูกกรขอร้องมีสองอย่าง... หนึ่งก็คือ การสืบข้อมูลบางอย่าง... เนื่องด้วยพ่อของชาญเป็นถึงอธิบดีกรมตำรวจ แถมแม่ของเขายังเป็นข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยที่มีเส้นสายพอสมควรกรเลยไหว้วานให้สืบข้อมูลของคนๆนึง… กรรู้ดีว่า ถึงแม้ชาญจะเป็นลูก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้สิทธิพิเศษของพ่อแม่ได้... แต่ยังไงก็มีเรื่องที่ชาญทำได้สะดวกกว่ากรแน่นอน เขาจึงไหว้วานชาญให้ทำเท่าที่ทำได้ ด้วยประการฉะนี้

             ส่วนคำขออีกอย่างของกร... เป็นสิ่งที่เรียบง่าย แต่ก็ทำให้ชาญลำบากใจมาก... นั่นก็คือ...

             〝ปล่อยให้ฉันจัดการเอง... เชื่อใจฉันเถอะนะชาญ 〞 แค่นี้แหล่ะ... กรพูดเสริมในทำนองว่า 〝ฉันที่เป็นคนขอร้องนายพูดแบบนี้มันก็ยังไงอยู่... แต่ให้ฉันรับผิดชอบทุกอย่างเองเถอะนะชาญ อย่าทำให้ฉันรู้สึกสมเพชตัวเองมากไปกว่านี้เลย〞 อีก ด้วยน้ำเสียงจริงจัง พอถูกพูดแบบนั้นชาญก็ไม่กล้าพูดต่อ แถมยังถูกขอร้องไม่ให้พูดเรื่องนี้กับพวกรินด้วย ชาญถึงปฏิเสธไม่ลง

             และด้วยเรื่องที่ว่านี้แหล่ะ จึงทำให้ความคิดของชาญแตกต่างไปจากคนอื่น

     

    〝ขอโทษนะทุกคน... แต่ยังไงผมก็ขอยื่นคำขาดว่า ควรจะเชื่อใจกร 〞

    〝〝〝เอ๋!!!!〞 〞 〞

             และแน่นอนว่าทุกคนตกใจจนตะลึงไปเลย แต่ชาญก็ยังคงนิ่งสงบ พร้อมกับดันแว่นตัวเองขึ้นอีกครั้งเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือในการโน้มน้าวทุกคน

     

    〝ผมรู้ว่าเรื่องความปลอดภัยของกรต้องมาก่อน... แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่สามารถช่วยกรได้หรอก 〞

    〝ทำไมกันหล่ะ... การช่วยเหลือนักเรียนผู้กล้าไม่ใด้อยู่ในการดูแลของกองอัศวินหรอกเหรอ... 〞

             ชาญที่ได้ยินคำถามของรินกลับมายังคงใจเย็น พลางดันแว่นขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่จะพูดสิ่งที่ตัวเองคิดราวกับอ่านสคริปต์อยู่

     

    〝ลืมไปรึเปล่าริน... ที่นี่ไม่ใช่ประเทศไทยหรือโลกใบเดิม แต่เป็นต่างโลกนะ... ผมมั่นใจเลยว่าเรื่องจริยธรรมกับค่านิยมต้องแตกต่างจากโลกเดิมแน่นอน 〞

    〝เรื่องนั้นมัน...〞

             รินพูดไม่ออกต่อความเป็นจริงที่พยายามลืม เลยทำให้ทั้งสามคนที่ฟังอยู่ก้มหน้าลงมองพื้นอย่างช่วยไม่ได้

     

    〝แล้วถ้าผมเป็นกองอัศวินหล่ะก็... ผมคงไม่มีวันเสี่ยงเอาคนจำนวนมากลงไปช่วยคนไร้ประโยชน์ที่สเตตัสน้อยที่สุดในกลุ่มผู้กล้าแค่คนเดียวหรอก 〞

    〝ชาญ... พูดแบบนั้นเกินไปหน่อยรึเปล่า 〞

    〝ขอโทษที... แต่ผมไม่อยากเสียเวลาพูดอ้อมค้อม 〞

             อลิซพูดแทรกออกมาแบบนั้นทันที ที่กรถูกสบประมาท ถึงจะเป็นเพื่อนสนิท... แต่คำพูดแบบนั้นมันแรงเกินไป ชาญแค่ไม่อยากเสียเวลา ถึงได้ใช้คำพูดที่สื่อให้เห็นภาพไวที่สุดเท่านั้น อลิซเองก็รู้ดี... แต่โกรธยังไงมันก็โกรธนั่นแหล่ะ อลิซถึงไม่ได้ยับยั้งตัวเอง

     

    〝เพราะงั้นทางเดียวที่เหลืออยู่ก็คือ... การออกตามหากรด้วยตัวเองยังไงหล่ะ! 〞

             รินที่ก้มหน้าอยู่ตลอดเงยหน้าขึ้นมาราวกับติดสปริง เพื่อฟังความเป็นไปได้ที่จะช่วยเหลือกร ชาญจึงพูดต่อในทันที

     

    〝ตอนนี้เราอยู่ในต่างโลก... ไม่มีความน่าเชื่อถือซักนิด จะขอความร่วมมือกับใครก็ไม่ได้... 〞

    〝 เพราะงั้น... เลยต้องสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้เนื้อเชื่อใจกับอาณาจักร... ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความแข็งแกร่ง เพื่อตามหากรให้ได้เร็วที่สุดงั้นสิ 〞

    〝ใช่แล้ว... แถมพอมีชื่อเสียง ก็ยังสามารถหาข่าวสารจากหลายๆแหล่งเพื่อร่นระยะเวลาได้อีกมากด้วย 〞

             โชตเป็นคนขยายความให้กับชาญพลางขยับมือขวามาเท้าคางในท่านั่ง ชาญที่พยักหน้าตอบก็อธิบายเสริมไปอีก นั่นเลยทำให้เป้าหมายของทั้งสี่คนชัดเจนขึ้นเป็นรูปร่างเสียที

     

    〝แต่แบบนั้นมันจะใช้เวลาเยอะเกินไปรึเปล่า 〞

    〝คิดว่าคงไม่ขนาดนั้นหรอก... ผมเชื่อว่ายังไงกรต้องอยู่รอดจนกว่าจะเจอเราแน่นอน... เพราะถ้าหมอนั่นไม่คิดว่าตัวเองจะรอดจากดันเจี้ยนนั่นได้ หมอนั่นคงไม่ทำเรื่องเสี่ยงตายขนาดนี้หรอก... มั้งนะ! 〞

    〝ไม่มั่นใจเหมือนกันสินะ...〞

    〝ก็นิดนึงแหล่ะน่า〞

             อลิซถามออกมาด้วยความร้อนรน เพราะอยากใช้เวลาที่สั้นที่สุดในการตามหากร พอชาญอธิบายให้ฟังก็โดนเหน็บแนมโดยโชตอีก

     

    〝ถ้างั้นก็ตกลงตามนี้... เป้าหมายอันดับหนึ่งของเราในตอนนี้ก็คือ การออกตามหากร... โดยก่อนอื่นคือต้องสร้างผลงานกับอาณาจักร เพื่อให้ได้สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร... บางทีนี่คงจะเป็นแผนระยะยาวพอสมควรหล่ะนะ... เพราะงั้นหลังจากที่กองอัศวินจัดงานศพให้กรแล้ว เราก็ควรเริ่มแผนทันที... 〞

    〝ระยะยาวงั้นเหรอ? ว้า... ฉันจะอดทนรอถึงตอนนั้นไหวไหมน้า〞

    〝หุหุ! อลิซนี่หล่ะก็... เพิ่งจะคิดแผนกันเองนะ... แต่ฉันเข้าใจอลิซนะ เพราะฉันเองก็อยากเจอกรเร็วๆเหมือนกัน...〞

    〝ริน! งือ... อย่างน้อยเธอก็ยังอยู่ด้วย... ฉันหล่ะดีใจจริงๆ!!!!〞

             บรรยากาศในการพูดคุยดูผ่อนคลายลง หลังจากตัดสินใจในสิ่งที่จะทำต่อจากนี้ได้แล้ว

             จากการที่อลิซเปลี่ยนวิธีพูดจากลับมาเป็นปกติ และรินตอบกลับด้วยท่าทางสมเป็นกุลสตรี ยามหัวเราะก็ยกมือขึ้นมาป้องปากอย่างเรียบร้อย แถมพอตอบกลับคำพูดของอลิซไปแล้ว อลิซก็โผเข้าไปกอดรินที่นอนอยู่บนเตียงแทบจะทันที แต่คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของโชตต่อจากนี้กลับทำให้ทั้งสองคนที่กำลังร่าเริงอยู่หยุดชะงักแทบจะทันทีเลยทีเดียว

     

    〝ฮะฮะ! จะทนไม่ไหวก็ไม่แปลกไม่ใช่เหรอ... ก็ทั้งสองคนชอบกรขนาดนั้นนี่นา อุ๊บ!〞

    〝〝!!!!〞〞

             สาวๆสองคนที่กอดกันอยู่อย่างสนิทสนม หันสายตามายังโชติที่เผลอพูดสิ่งที่คิดออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจพร้อมกัน

             เพราะบรรยากาศตรงหน้าผ่อนคลายลง... เลยทำให้โล่งใจมากไปหน่อย โชตจึงรีบเอามือปิดปากตัวเองในทันที แต่หน้าเสียดายที่มันสายไปแล้ว เพราะคำพูดของเขาดังชัดแจ้งทั้งสองรูหู แถมชาญที่อยู่ด้วยก็ไม่ได้แสดงท่าทีตกใจซักนิด นั่นแสดงให้เห็นว่าชาญเองก็รู้เหมือนกันว่าทั้งสองคนชอบกรอยู่ นั่นเลยทำให้บทสนทนาวกกลับมายังเรื่องของกรอีกครั้งนึง

     

    〝มะ มะมะ หมายความว่ายังไง.... ทะ ทำไมถึงได้รู้หล่ะโชต〞

    〝นะ... นั่นสิ ฉันจำไม่เห็นได้เลยว่าเคยปากโป้งบอกพวกนาย....〞

             เมื่อความลับถูกแพร่งพราย การเค้นปากคำจึงเริ่มคิด พอมาถึงตรงนี้ชาญที่เงียบมาตลอดก็ทนเห็นโชตอยู่ในสภาพจนมุมไม่ไหว เลยร่วมการสนทนาอีกครั้ง

     

    〝บอกตรงๆนะ... รุกใส่กรขนาดนั้น... ถ้าผมเป็นหมอนั่นผมก็ดูออกแหล่ะ〞

    〝〝วะ ว่าไงนะ!!!!〞〞

     

    〝มะ มันง่ายกว่านั้นอีกน่าชาญ... ก็ยัยพวกนี้ไม่เห็นจะชายตามองผู้ชายคนอื่นเลยนี่นา... เวลามีคนมาสารภาพรักก็ปฏิเสธตลอด... จะดูยังไงมันก็... นะ!〞

    〝อึก!!〞

    〝เรื่องนั้นมันก็....〞

             ทั้งรินและอลิซต่างก็ต้องตกตะลึง เพราะมาคิดดูแล้ว มันก็ดูออกง่ายขนาดนั้นจริงๆนั่นแหล่ะ เลยทำให้ทั้งสองคนเบือนหน้าหลบชาญและโชตที่พูดแทงใจดำแบบนั้นด้วยความเขินอายอย่างน่ารักน่าชัง

     

    〝แล้วก็อลิซ.... เธอหน่ะ ยังมีเรื่องที่ไม่ได้บอกทุกคนอยู่ไม่ใช่เหรอ? ...เรื่องของเธอกับกรหน่ะ?〞

    〝หา!!!?〞

             และด้วยความสามารถของชาญ ที่พูดเรื่องคลุมเครืออย่างที่ว่าไป เลยทำให้คราวนี้ทุกคนมุ่งจุดสนใจไปยังอลิซแทน และดูเหมือนอลิซเองก็เข้าใจได้ในทันทีว่าชาญหมายถึงเรื่องอะไร เธอเลยพยายามทำท่าเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่การกางมือโบกไปมามันไม่ได้ช่วยอะไร แถมยังเป็นการเพิ่มพิรุธให้ตัวเองจนรินและโชตสงสัยเพิ่มขึ้นไปอีก

     

    〝เรื่องอะไรกันเหรออลิซ.... 〞

    〝เดี๋ยวๆ ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลยหล่ะ... เล่ามาให้หมดเปลือกเลยนะยัยนี่!〞

    〝ทะ ทั้งสองคนก็เป็นไปด้วยเหรอเนี่ย! วะ ว่าแต่เรื่องนี้มันไม่เห็นจะเกี่ยวเลยนี่ชาญ!!!〞

     

    〝เกี่ยวสิ... ต่อจากนี้เราต้องออกเดินทางในฐานะพวกพ้องร่วมเป็นร่วมตายนา... ถ้ามีความลับปิดบังกัน จะทำให้ความเชื่อใจแย่ลงในตอนหลัง เพราะงั้น... ถ้าไม่รีบเล่าหล่ะก็... เดี๋ยวผมแฉเองนะ 〞

    〝นะนะนะ นายนี่มัน!!!!!!!!!〞

             เมื่อเป็นไปดังที่ว่า อลิซก็ถูกรินและโชตยื่นหน้าเข้ามาใกล้ด้วยความสงสัย พร้อมทั้งถูกกดดันจากชาญอีก จนเธอถึงกับถอนหายใจออกมาดังๆ เพราะยอมแพ้ทั้งสามคน แล้วเริ่มเล่าความจริงออกมาทันที แต่ก่อนหน้าจะเล่าอลิซก็เอานิ้วชี้ทั้งสองข้างมาม้วนกันไปมา พร้อมกับทำหน้าแดงแจ๋ก่อนเล่า นั่นยิ่งสร้างพิรุธเข้าไปใหญ่ แต่ก็สมควรแล้ว เพราะสิ่งที่ออกจากปากอลิซนั่นก็คือ...

     

    〝ยอมแล้วๆ กะ ก็ได้น่า.... คือว่า... เอ่อ! จะ จริงๆแล้ว... ตอน ม.3 หน่ะ... ฉันกับกร เคย.... คบกันมาก่อนแล้วหน่ะ….〞

    〝〝เอ๋!!!!〞 〞

             ทั้งรินและโชตที่ไม่รู้เรื่อง ทำได้แค่อ้าปากค้างกับคำตอบของอลิซที่พูดแบบนั้นในขณะที่บิดตัวไปมาด้วยความอาย ก่อนที่จะเริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟัง

     

    ❖❖❖❖❖

     

             นั่นเป็นช่วงหลังจากที่กรเสียพ่อแม่ไปจากอุบัติเหตุ 1 ปี เป็นช่วงที่กรเพิ่งกลับมาเรียนตามปกติเพราะการบังคับหลายต่อหลายครั้งของเพื่อนสนิททั้ง 4 ซึ่งอลิซก็คือหนึ่งในนั้นเช่นกัน

             ไม่ใช่แค่รินเท่านั้นที่แอบมีใจให้กรตั้งแต่สมัยเด็ก... อลิซที่เข้ากลุ่มมาหลังจากโชตเองก็ได้แอบชื่นชมวีรกรรมของกรในตอนเด็ก และมองแผ่นหลังของเขามาโดยตลอด โดยหวังว่าซักวันจะเป็นคนที่สุดยอดพอที่จะอยู่เคียงข้างเขาได้

     

             เหมือนกับริน... ความรู้สึกของเธอชัดเจนขึ้น เมื่อตอนที่กรเก็บตัวอยู่ในบ้านของตัวเอง... ตอนนั้นเธอคิดเพียงอย่างเดียวว่า อยากจะช่วยกรให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม... ให้เขากลับมาเจิดจ้าในฐานะของหัวหน้ากลุ่ม เพื่อเดินตามแผ่นหลังไปเคียงข้างเขาอีกครั้ง

     

             หลังจากเหตุการณ์กลับมาเป็นปกติ... เธอเริ่มรู้สึกได้ว่าตัวเองเปลี่ยนไปนิดหน่อย... นั่นคือความสนิทสนมกว่า 7 ปีระหว่างเธอกับกร มันร่นระยะเข้ามาเรื่อยๆ จนเธอเริ่มรู้สึกหวั่นไหว

             มันก็เหมือนกับเพื่อนสมัยเด็กที่เมื่อก่อนเคยอาบน้ำด้วยกัน... แต่พอโตมาแล้วกลับรู้สึกเก้อเขินนั่นแหล่ะ... เพราะว่าทั้งคู่ต่างก็โตเป็นหนุ่มสาว... เลยทำให้บรรยากาศและความรู้สึกเปลี่ยนไป และด้วยความรู้สึกทับถมที่อยากอยู่เคียงข้างกรมาตั้งแต่เด็กๆ มันเปลี่ยนไป... จากในฐานะเพื่อนสนิท ได้ถูกเปลี่ยนเป็นความรักโดยที่เธอไม่รู้ตัว

     

             ในช่วงก่อนจะปิดเทอม 2 เธอตัดสินใจปลดปล่อยอารมณ์ที่อัดอั้นมานานนี้ ด้วยการสารภาพรักกับกร ในครั้งนั้นกรนั้นบอกว่าดีใจสุดๆ แต่กลับทำหน้าเศร้ากลับมาแทน... ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่อลิซในตอนนั้นไม่เข้าใจ แต่อย่างน้อยคำขอของเธอก็สมหวัง เพราะกรตอบรับคำสารภาพกับเธอแทบจะทันที แล้วอลิซกับกร ก็เริ่มคบหากันตั้งแต่ตอนนั้น…

     

             แต่เพียงแค่สามเดือนเท่านั้น.... วันหนึ่งในช่วงปิดเทอมหน้าร้อน กรได้พูดขึ้นมาว่า〝จะคบกันรึเปล่า... ฉันว่ามันไม่เห็นจะสำคัญเลยนี่〞ตอนนั้นอลิซสับสนไปหมด ได้แต่ถามกลับไปว่า〝นั่นหมายความว่านาย... ไม่ได้รักฉันแล้วงั้นเหรอ?〞เพียงเท่านั้น

             ไม่รู้ว่าอะไรคืออะไร แต่ก็เข้าใจได้ว่านั่นหมายความว่ายังไง... หลังจากนั้นความจำมันค่อนข้างเลือนลาง เพราะอยากจะลืม... แต่หากเพ่งความคิดดีๆเธอก็จะจำได้ขึ้นมา

     

             ตอนที่เราคบกัน... ฉันว่ามันก็ไม่ได้แตกต่างจากที่เป็นเพื่อนสนิทกันเลยนี่... ไปซื้อของด้วยกัน... ไปเที่ยวด้วยกัน... เดินเล่น... ส่งเธอกลับบ้าน... ที่เปลี่ยนไปมันมีแค่สถานะเท่านั้น...

             เมื่อมองจากบุคคลที่สนิทกันอย่างรินและโชต ทั้งสองคนที่คบกันไปแล้ว ไม่ได้ทำอะไรเกินไปกว่าที่เคยเลยซักนิด เพราะงั้นความสัมพันธ์แบบไหน สำหรับพวกเรามันก็ไม่เห็นเกี่ยวเลยนี่นา...

             กรต้องการจะสื่อว่าอย่างงั้น…

     

             แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่กรต้องการจะสื่อไปถึงอลิซมันผิดไปหน่อย เลยทำให้อลิซเข้าใจผิดเต็มๆว่านั่นเป็นการบอกเลิก... ซึ่งมันก็ไม่ผิดเสียทีเดียว หากจะผิด ก็คงเป็นปัญหาเรื่องความรู้สึกเสียมากกว่า... แถมความรู้สึกจริงๆของกรนั่น เธอเองก็เพิ่งจะรู้เมื่อตอนขึ้น ม.ปลายอีก เรื่องที่ค้างคาใจมาตลอดเลยทำให้เธอโล่งอกขึ้น พร้อมกับสามารถคงความเป็นเพื่อนสนิทกับกรได้เหมือนเดิม... หรือบางทีอาจจะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

     

    〝ทำไมกัน? กรบอกเลิกอลิซจริงๆงั้นเหรอ...〞

    〝อืม... มันก็ไม่ใช่แบบนั้นซะทีเดียวนะริน〞

             รินถามข้อสงสัยออกมาทันทีด้วยน้ำเสียงปนความไม่พอใจ ตัวเอง ทั้งที่ใจความสำคัญของเรื่องยังไม่ได้เปิดเผย อลิซเลยอ้ำอึ้งนิดหน่อย เพราะคิดว่ากรหักอกเพื่อนสนิทของตัวเอง ทั้งที่เธอรักกรเหมือนกันจึงควรจะรู้สึกอิจฉาอลิซแท้ๆ แสดงให้เห็นว่ารินที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของสองคนมากกว่าความรู้สึกของตัวเอง เป็นเด็กดีมากจริงๆที่คิดเรื่องของคนอื่นก่อนตัวเอง

     

    〝แล้วไม่โกรธรึไงอลิซ?〞

    〝หืม... ก็ไม่ได้โกรธอะไรขนาดนั้นหรอก ตอนนั้นฉันก็แค่ชกท้องหมอนั่นจนกองกับพื้น แล้วก็วิ่งหนีไปทั้งน้ำตาเอง〞

    〝อึก! อย่าพูดแบบนั้นออกมาทั้งที่ยังยิ้มอยู่สิฟ่ะ!〞

             อลิซกำหมัดแน่นในจังหวะที่ตอบคำถามของโชต พร้อมกับยืนขึ้นจากเก้าอี้แล้วทำท่าต่อยลมให้ทุกคนดูอย่างแข็งขัน

     

    〝แต่ฉันไม่ได้โกรธหมอนั่นจริงๆนะ〞

    〝เอ๋!〞

    〝เพราะเรื่องหลังจากนั้นสินะ...〞

    〝อืม... ว่าแต่... นายแอบดูอยู่รึไงถึงรู้หน่ะ〞

    〝ก็ไม่รู้สินะ〞

             อลิซบอกความรู้สึกของตัวเองอีกครั้งหลังต่อยลมจบ แล้วกลับมานั่งเก้าอี้ เลยทำให้รินแปลกใจนิดหน่อย ชาญที่พูดเสริมราวกับรู้เหตุการณ์ทั้งหมด ก็ถูกอลิซตบมุขอีกจนได้

     

    〝คือหลังจากนั้น... หมอนั่นมาขอขมาฉันอีกครั้งหน่ะ... ก็เลยได้ปรับความเข้าใจแล้วก็คุยกันดีๆ ได้อีกครั้ง... 〞

    〝เหเห๋!——— เหวอ ทำไรฟ่ะ!!〞

    〝เงียบน่า!!!〞

             อลิซถูกโชตแซวอีกครั้ง ด้วยสีหน้ากวนบาทา อลิซเลยเตะไปที่ขาเก้าอี้จนโชตเกือบเสียหลัก ก่อนที่จะเล่าต่อ…

     

     

             ตอนนั้นอลิซถามกรเป็นครั้งที่สองว่า〝นายไม่ได้รักฉันแล้วเหรอ?〞เหมือนกับครั้งที่ทั้งสองเลิกคบกัน แล้วกรก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงและใบหน้าจริงจังแบบสุดๆว่า... 〝บนโลกนี้เหลือคนที่ฉันรักที่สุดอยู่แค่สี่คน นั่นก็คือพวกเธอ... ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ ฉันก็รักพวกเธอที่สุดในโลกเลยหล่ะ...〞

             อลิซเบิกตาโพลงที่ได้ยินคำตอบออกมาแบบนั้น... เธอเลยถามกลับไปอีกว่า〝ถ้างั้น... ทำไม... ถึงเลิกหล่ะ?〞 แล้วคำตอบที่ได้กลับมาก็คือ…

     

             〝ฉันในตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว.... พอได้คบกับเธอ มันยิ่งทำให้รู้สึกตัวว่า ตัวฉันรักพวกเธอมากขนาดไหน... เพราะงั้นแหล่ะ ฉันถึงให้อภัยตัวเองไม่ได้... ถ้ารักกันแล้วอยู่ด้วยกันได้มันก็คงจะดีหรอก... แต่ฉันในตอนนี้หน่ะ... ทำให้เธอมีความสุขไม่ได้หรอก... ตัวฉันในตอนนี้ทำให้พวกเธอมีความสุขไม่ได้... เพราะงั้น... ต่อให้รักพวกเธอมากขนาดไหน... แต่ก็... ทำแบบนั้นไม่ได้... ฉันยอมให้คนที่ฉันรักที่สุดในโลกมากุมมือของคนที่ว่างเปล่าและไร้อนาคตแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!!! 〞

    .

    .

    .

     

    〝เพราะงั้นเลยไม่โกรธหล่ะสินะ....〞

             ชาญถามแบบนั้นออกมาเพื่อยืนยันความรู้สึกของอลิซที่ก้มหน้าลงเล็กน้อย

     

    〝หมอนั่นพูดแบบนั้นออกมา... ใครมันจะไปโกรธลงกันเล่า! แถมยัง...〞

    〝ฮั่นแน่! รักยิ่งกว่าเดิมอีกหล่ะสิ!——— อ๊อก!!!!〞

             อลิซพูดออกมาด้วยเสียงที่ดูเก้อเขินและบิดตัวไปมาพร้อมกับหน้าแดงเล็กน้อย โชตที่พูดล้อเล่นออกมาอย่างไม่รู้กาลเทศะเลยถูกอลิซประเคนหมัดเข้าที่ท้องเพื่อแก้เขินอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก่อนที่จะกลับมานั่งเก้าอี้เหมือนเดิม

     

    〝กรเค้า... คิดถึงเรื่องของเราขนาดนั้นเลยสินะ...〞

    〝ใช่เลยหล่ะ... คิดมากไปด้วยซ้ำ.... ทั้งๆที่ฉันหน่ะ... หวังแค่ได้อยู่ด้วยกันกับหมอนั่นเองแท้ๆ〞

             รินถามย้ำอลิซที่ยังคงนั่งเหม่อเพราะหวนนึกถึงเวลาในตอนนั้นอีกครั้ง

             〝ไม่ใช่แบบนั้นซักหน่อย... นายนั่นแหล่ะที่สุดยอดกว่าใคร ฉันที่มองตามแผ่นหลังของนายมาตลอดรู้เรื่องนี้ดีที่สุด!!!〞เธออยากจะตอบกรกลับไปว่าอย่างงั้น... แต่เพราะคิดว่าคำพูดของตัวเองคงสื่อไปไม่ถึง ด้วยระยะห่างที่กรบอก... ยิ่งรักก็ยิ่งทำให้กรเจ็บปวด เธอเลยเลือกที่จะไม่พูด แล้วเก็บความคิดแบบนั้นไว้คนเดียว

             จากนั้นอลิซก็ปรับอารมณ์ตัวเองโดยการส่ายหน้าไปมาหลายๆครั้ง ก่อนที่จะเริ่มพูดกับรินอีกครั้งในเชิงท้าทายเพื่อนสนิทสาวที่เธอสนิทที่สุดคนนี้

     

    〝เฮ้อ! แต่จะว่าไปแล้ว... ถึงจะรู้อยู่บ้างก็เถอะนะ... แต่พอรู้เข้าจริงๆก็อดร้อนใจไม่ได้เลยหล่ะนะ... ที่เธอกลายมาเป็นคู่แข่งหน่ะริน!〞

    〝เอ๋!〞

             รินตกตะลึงอีกครั้ง หลังจากที่ถูกท้าทางอ้อม เพราะสำหรับอลิซ รินเป็นเพื่อนสมัยเด็กของกรมานานที่สุด ทั้งยังเป็นผู้หญิง แถมยังน่ารักมากอีกก็เลยค่อนข้างหวั่นๆ

             นั่นเลยทำให้รินพูดไม่ออกไปชั่วขณะและทำได้แค่อ้าปากพะงาบๆ ตอบกลับไปเพียงเท่านั้น แต่พอคิดว่าไม่อยากแพ้ขึ้นมาพริบตานึง ไฟในตัวของรินก็ลุกโชนทันที เธอจึงทำการโต้ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงจริงจังไม่สมนิสัยขี้อายของตัวเอง

     

    〝อะ อลิซเองก็เหมือนกันนั่นแหล่ะ! ขี้โกงนี่นา... แอบคบกับกรไปก่อนแล้วหน่ะ!!!〞

    〝โอ๊ะโอ๋! รินที่ขี้อายคนนั้นเถียงกลับด้วยแฮะ ความรักเนี่ยน่ากลัวจริงๆ〞

    〝งือ! อลิซอ่ะขี้โกง!〞

             รินที่ทำแก้มป่องอย่างน่ารัก กับอลิซที่ยิ้มออกมาอย่างร่าเริงหันหน้าเข้าหากัน แล้วก็ทำการต่อล้อต่อเถียงกัน ด้วยน้ำเสียงกึ่งเล่นกึ่งจริงด้วยความสนิทสนม

     

    〝ริน... ฉันหน่ะไม่คิดจะยอมแพ้เรื่องกรซักนิด... ก็ชอบไปแล้วนี่นา... ยังไงก็ไม่ยอมแพ้เด็ดขาด〞

    〝อลิซ...〞

    〝แต่ว่า... เรื่องตอนนั้นมันเป็นอดีตไปแล้ว... เรื่องที่ฉันคบกับหมอนั่นก็เหมือนถูกรีเซ็ทนั่นแหล่ะ... เพราะงั้นก็...〞

    〝!!!!!〞

             อลิซยื่นมือข้างขวาออกมาข้างๆรินที่นอนอยู่บนเตียงอย่างกะทันหันอีกครั้ง เลยทำให้รินตะลึงเป็นครั้งที่สามแสนแปดของวัน

     

    〝เริ่มจากหนึ่งด้วยกันใหม่... มาแข่งกันอย่างยุติธรรมดีกว่านะริน...〞

    〝อลิซ.......... อื้ม! เข้าใจแล้ว มาแข่งกันอย่างยุติธรรม...〞

    หมับ!

             รินยื่นมาขวาของตัวเองไปจับมือขวาของรินทันที เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพลูกผู้หญิง ในสงครามความรักที่มีเป้าหมายเป็นชายคนเดียวกัน

     

    〝แต่ฉันหน่ะไม่ออมมือหรอกนะริน... เตรียมใจไว้ได้เลย〞

    〝ฉะ ฉันก็ด้วย!!! ฉันเองก็ไม่ออมมือเหมือนกัน〞

     

    〝ร่าเริงกันจริงน้าทั้งสองคน〞

    〝เอาเถอะๆ ดูท่าตอนที่หัวหน้าเรากลับมา... คงต้องป่วนกันอีกแหงแซะเลย〞

             ทั้งสี่คนผ่อนคลายลงทีนที หลังการเชื่อมสัมพันธ์และประกาศตัวเป็นคู่แข่งความรักจบลง หลังจากหยอกล้อกันด้วยคำพูด ทั้งสี่คนก็หัวเราะออกมาพร้อมกันด้วยเสียงดังลั่น เสียจนข้างนอกหนวกหูเลยทีเดียว....

     

    ❖❖❖❖❖


    คล้ายกับเรื่องชีวิตบัดซบเพราะถูกส่งมาต่างโลก เลยสร้างปาร์ตี้สุดโหดไปตบเกรียนพระเจ้ามันซะเลย (Juti: Cheaters Party) ที่คุณอ่าน