ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    เจ้ายังยืนยันคำเดิมหรือไม่? 3

            “เขาไปแล้วหรือ?” ไห่จินจูเดินมาพร้อมกับเสี่ยวไป๋ที่เกาะอยู่ที่ไหล่กำลังกินขนมที่นางป้อนให้อย่างมีความสุข

            “ไปแล้ว” ซูเจินตอบ เสี่ยวไป๋บินมายืนที่โต๊ะก้มกินขนมจากจานที่ไห่จินจูวางไว้ให้“ขอบใจเจ้ามากนะ”

            “ไม่เป็นไร เสี่ยวไป๋น่ารักดีไม่คิดว่าเจ้าจะมีสัตว์ในพันธะแล้ว ข้าก็อยากได้บ้างจังเลย” ไห่จินจูพูดขณะนั่งลงตรงข้าม

            “ยังไม่ต้องรีบค่อยๆหาตัวที่เข้ากันได้มากที่สุดนั่นแหละดีด้วยพลังของเจ้าตอนนี้คงทำพันธะได้เพียงตัวเดียว อย่างไรก็คิดให้ถี่ถ้วนเถอะ”ซูเจินแนะนำ

            “อือ” ไห่จินจูพยักหน้า “อ่อแล้วเมื่อไหร่พวกเจ้าจะได้เข้าไปยังเขตในล่ะ?”

            “คิดว่าคงไม่ใช่เร็วๆนี้” ซูเจินบอกสั้นๆ“เรื่องนั้นช่างเถอะ นี่จินจูหากข้าจะออกไปนอกสำนักได้หรือไม่?”

            “ข้าคิดว่าได้นะ แต่รายละเอียดข้าไม่รู้”ไห่จินจูส่ายหน้า “อ้าวจือเหลียง มากินขนมสิ”

            ไห่จินจูเรียกจือเหลียงที่เพิ่งเดินมาจือเหลียงนั่งลงยังเก้าอี้อีกที่หยิบขนมกินหนึ่งชิ้นแล้วชมว่าอร่อยจากนั้นก็ส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้ซูเจิน

            ซูเจินรับมาเปิดอ่านข้อความเป็นจดหมายให้คนในหมู่บ้านระวังตัวและเตรียมพร้อมในกรณีเลวร้ายอาจจะต้องให้พวกเขาย้ายที่ซ่อนตัวเร่งด่วน ทั้งหมดเป็นรหัสลับ ซูเจินสามารถใช้กระดาษเวทได้แต่มันจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุกระดาษเวทมีจำกัดถึงนางจะยังมีอยู่มาก แต่ตราบใดที่นางไม่ใช่ผู้ใช้อักขระหรือมีผู้ใช้อักขระอยู่กับตัวสักวันมันจะต้องหมดไปอย่างแน่นอน ควรจะเก็บมันไว้ใช้ยามฉุกเฉินเท่านั้น

            “ข้าอาจจะออกไปนอกสำนัก เจ้าจะไปกับข้าหรือไม่?”ซูเจินถามไห่จินจู

            ไห่จินจูครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ซูเจินเองก็ไม่ได้เร่งรัดเอาคำตอบ ปล่อยให้นางคิดไปเงียบๆ หยอกล้อเสี่ยวไป๋ไปพลางๆในที่สุดไห่จินจูก็ตัดสินใจได้

            “ข้าคิดว่าจะอยู่ที่สำนักนี่แหละ ขอบใจเจ้าที่ชวนแต่ข้าอยากจะใช้เวลาฝึกตนให้มากที่สุด ข้าอยากจะเข้าเขตในไปหาพวกเจ้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”ไห่จินจูคิดไตร่ตรองดีแล้ว นางไม่รู้ว่าซูซูจะออกไปไหนแต่คงเป็นการถ่วงแข้งถ่วงขาสหายเสียเปล่าๆ

            ซูเจินพยักหน้าเข้าใจ“ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปสอบถามเรื่องการออกนอกสำนักสักหน่อย ในตอนที่ข้าออกจากสำนักไปแล้วเจ้าก็ย้ายไปอยู่กับพวกซิ่นทงซิ่นจงเถอะ อยู่รวมกันไว้จะปลอดภัยมากกว่า”

            “เจ้ากลัวว่าพวกไป๋เซวี่ยจะลงมือกับพวกข้าหรือ?”

            “ไป๋เซวี่ยอาจไม่ทำแต่น้องชายของเขามีนิสัยอันธพาลเร็วๆนี้คนในสำนักและอาจารย์กว่าครึ่งอาจมีเหตุออกนอกสำนักข้ากลัวว่าจะมีคนฉวยโอกาสนั้นกระทำสิ่งไม่ดี หากเกิดเรื่องใดขึ้นให้พวกเจ้ารีบออกจากสำนักกลับไปยังบ้านของพวกเจ้าเสียและหากเกินกว่าจะรับมือได้จริงๆ ให้เจ้าใช้กระดาษเวทที่ข้าให้ทันทีหรือไม่ก็ติดต่อไปยังสกุลเฉินยื่นเครื่องประดับชิ้นเล็กที่ข้าเคยให้เจ้าเป็นของกำนัลให้พวกเขาดู”ซูเจินบอกกับไห่จินจูอย่างจริงจัง

            ในช่วงเวลานั้น อาจเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของพวกนางได้ยิ่งในตอนที่ทั้งห้าแคว้นมุ่งเป้าไปยังสุสานบรรพกาล การป้องกันในทุกด้านจะต้องลดลงและอาจมีคนฉวยโอกาสได้โดยง่าย

            ไห่จินจูยกมือจับปิ่นเล็กที่เสียบอยู่บนผมนางรีบดึงออกมาเก็บใส่อกเสื้อทันที มันเป็นของสำคัญหรอกหรือนี่? “ได้ข้าจะทำตามที่เจ้าบอก แล้วเจ้าจะออกจากสำนักไปเมื่อไหร่?”

            “หากทำการขออนุญาตออกไปได้ข้าก็ว่าจะออกไปทันทีเลย”

            “อ๋อ”ไห่จินจูคิดว่าจะต้องเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้สหายของนางรีบร้อนออกไปจึงไม่ทำการรั้งอีกฝ่ายเอาไว้แต่พลันนึกเรื่องบางอย่างได้ “คือ...ซูซู”

            “หืม?”

            “นี่” ไห่จินจูวางของบางอย่างลงบนโต๊ะเบื้องหน้าสหายแล้วก้มหน้าลง

            ซูเจินเห็นของสิ่งนั้นแล้วชะงัก จ้องมองมันด้วยสายตาคาดเดายากสายหนึ่งอยู่นานความเงียบพลันทำให้ไห่จินจูอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง

            “ข้า ข้าเห็นว่ามันอาจเป็นของสำคัญ ข้าเลย...”ไห่จินจูบอกแล้วช้อนตาขึ้นมองสหายของตนที่เอาแต่นั่งเงียบ เห็นนางไม่ได้มีอารมณ์เกรี้ยวกราดอย่างในวันนั้นก็โล่งใจ

            ของสิ่งนี้เป็นป้ายที่มากับดอกไม้สีม่วงดอกหนึ่งที่ทำให้ซูซูเกิดพลังแปรปรวนในตอนที่จะเดินทางมายังสำนักมันลอยไปปักอยู่ที่ต้นไม้ ในตอนที่ทุกคนไม่ได้ให้ความสนใจนางได้เก็บมันไว้กับตัวและนำมันมาด้วยหมายใจว่าจะหาโอกาสเหมาะส่งคืนให้ซูซู ตัวอักษร ‘โจว’ ที่อยู่บนแผ่นป้ายจะต้องเป็นของราชวงศ์โจวอย่างแน่นอนของเช่นนี้ไม่อาจปล่อยมันทิ้งไว้อย่างนั้นได้จริงๆ

            “ข้าเข้าใจแล้ว” ซูเจินเปิดปากพูดในที่สุดเอื้อมมือไปหยิบแผ่นป้ายนั้นคืนมา

             

            “เสี่ยวไป๋เด็กดีกลับเข้าห้วงจิตวิญญาณก่อนนะ”ซูเจินบอก เสี่ยวไป๋แม้ไม่อยากแต่ก็ยอมเข้าไปแต่โดยดี

            “คุณหนูจะไปเมื่อไหร่หรือขอรับ?” จือเหลียงถาม

            “ก็...ถ้าไม่มีปัญหาอะไรเราก็เดินทางได้พรุ่งนี้เลย เจ้าถามทำไม?” ซูเจินหันมองแต่ไหนจือเหลียงไม่เคยถามเรื่องพวกนี้กับนาง เขาจะทำตามที่นางบอกเสมอ

            “ข้าคิดว่า...เรารออีกสักสองสามวันดีกว่านะขอรับ?”จือเหลียงพูดอย่างกังวล

            ซูเจินเลิกคิ้ว “หืม?”

            “หากเรารีบร้อนเกินไปจะเป็นที่ผิดสังเกตได้น่ะขอรับ”จือเหลียงรีบพูดต่อ ซูเจินชะงัก

            “ก็จริงนะ เอาอย่างที่เจ้าว่าก็ได้อย่างไรคืนนี้เรียกคนของเราที่สำนักมารวมตัวกันหน่อยสถานที่เอาเป็นที่พักของหนิงจูก็แล้วกัน” ซูเจินบอกพอดีกับมาถึงหอคัมภีร์ที่เป็นเป้าหมายพอดีนางเดินเข้าไปโดยไม่ทันได้สังเกตสีหน้าของจือเหลียง

            จือเหลียงแสดงความกังวลอย่างชัดเจนแต่นายหญิงได้เดินไปแล้วทำให้เขาไม่ทันได้พูดอะไร ได้แต่เดินตามนางไปเท่านั้น

            “ท่านผู้เฒ่าเจ้าคะ”ซูเจินเรียกชายตาบอดที่อยู่หลังโต๊ะ เขาหันมามองตามเสียงเขาเลิกคิ้วก่อนจะทำหน้าเบื่อหน่าย

            “เจ้าคงอยากจะออกจากสำนักด้วยละสิ?”

            “ท่านรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ?ช่วงนี้มีคนออกจากสำนักเยอะหรือ?” ซูเจินพูดทำทีเป็นแปลกใจ

            “ที่บ้านเจ้าก็คงเรียกตัวกลับเหมือนกันสินะ”ชายตาบอดถอนหายใจ “อยากจะออกจากสำนักไม่ยากเพียงเจ้ายื่นป้ายหยกประจำตัวของเจ้าให้คนเฝ้าประตูลงบันทึกไว้ก็ออกไปได้แล้ว คิดว่าเจ้าคงรู้อยู่แล้วแต่หากมีเรื่องด่วนทางสำนักจะแจ้งเจ้าผ่านป้ายหยก”

            ซูเจินพยักหน้าเข้าใจ “ขอบคุณเจ้าค่ะเช่นนั้นข้าขอตัวลา”

            ซูเจินกล่าวลาแล้วเดินออกมาพร้อมจือเหลียงนางแปลกใจเล็กน้อยที่ทางสำนักให้ศิษย์ออกจากสำนักได้ง่ายดายมากอาจเป็นเพราะช่วงนี้มีหลายคนถูกเรียกตัวกลับบ้านของตนเยอะมากศิษย์ส่วนใหญ่ของสำนักสวรรค์ล้วนมาจากสกุลใหญ่โต บางคนเป็นถึงองค์หญิงองค์ชายพวกเขาจะไม่รู้ข่าวเรื่องประตูที่กำลังจะปรากฏได้อย่างไร

            แม้บางคนเป็นศิษย์หลักที่ทางสำนักตั้งใจจะพาพวกเขาไปอยู่แล้วแต่จะมีสิ่งใดสำคัญไปกว่าตระกูลของพวกเขา พวกเขากลัวว่าหากเข้าไปในนามของสำนักแล้วสิ่งของที่ได้มาจากสุสานบรรพกาลจะถูกแบ่งให้กับทางสำนักเมื่อเป็นเช่นนั้นไปในนามตระกูลของตนเองไม่ดีกว่าหรือ

            ศิษย์บางคนที่ไม่ใช่ศิษย์ในแต่มีตระกูลหนุนหลังที่ดีก็เป็นโอกาสทองของพวกเขามีเวลาอีกเพียงเล็กน้อยก่อนที่ประตูจะปรากฏซูเจินเองก็ต้องเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้เช่นกัน สุสานบรรพกาลเป็นสถานที่อันตรายที่เต็มไปด้วยสมบัติการจะเข้าไปและออกมาได้อย่างปลอดภัย นางจะต้องเตรียมการเอาไว้ให้พร้อมที่สุด

            อีกประการนางเองก็อยากจะทำการเลื่อนระดับพลังของตนเองด้วยทรัพยากรของสำนักสวรรค์และปราณอันเข้มข้น ทำให้นางมาถึงจุดสูงสุดของระดับสีน้ำเงินขั้นกลางแล้วอีกเพียงก้าวเดียวก็จะเลื่อนระดับเป็นสีน้ำเงินขั้นสูงทว่าการที่ผู้ฝึกยุทธ์สีน้ำเงินเลื่อนระดับมันจะเกิดการปะทุของพลังขึ้นมาชั่วจังหวะหนึ่งเสี่ยงต่อการถูกผู้อื่นล่วงรู้อย่างยิ่งและยังเป็นช่วงเวลาอันตรายที่ห้ามถูกรบกวนโดยส่วนมากแล้วผู้คนจะทำการปิดด่านเงียบๆในสถานที่หนึ่ง

            ซูเจินต้องการจะทำการเลื่อนระดับภายนอกสำนักและยังต้องการสมุนไพรเพื่อเตรียมโอสถจำนวนมากให้แก่คนของนางที่จะทำการเข้าไปในสุสานบรรพกาลด้วย

    คล้ายกับเรื่องตำนานยอดหญิงซูเจิน ที่คุณอ่าน