เส้นด้ายสีทองที่ชิงเฟิงได้แผ่ออกมานั้นค่อยๆชอนไชลงสู่พื้นดินอย่างช้าๆและได้เข้าไปโอบล้อมบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ภายใต้พื้นดิน
สิ่งๆนี้เป็นกลุ่มก้อนแสงพลังงานสีขาวนวลราวกับน้ำนม ในเวลานี้กลุ่มก้อนแสงพลังงานนั้นกระเพื่อมไหวเป็นจังหวะราวกับจังหวะการเต้นของหัวใจก็มิปาน
เส้นด้ายสีทองได้เข้าไปโอบล้อมกลุ่มก้อนแสงสีขาวนวลนั้นอย่างจะช้าๆ ราวกับงูเหลือมที่กำลังค่อยรัดร่างของเหยื่อ ใช้เวลาเพียงไม่นานเส้นด้ายสีทองก็โอบล้อมจนมิดทั่วทั้งกลุ่มแสงสีขาวนวลนั้นทั้งหมด
ฟุบ!
ชิงเฟิงได้เรียกเส้นด้ายของตัวเองกลับมา และในเวลานี้กลุ่มก้อนแสงสีขาวนวลก็ได้ปรากฏขึ้นมาบนมือของเขา ชิงเฟิงพลิกฝ่ามือเล็กน้อยก่อนที่ไม่นานก้อนเเสงสีขาวนวลนั้นจะหายไปในพริบตา ในกระบวนการทั้งหมดนี้ชิงเฟิงใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจเท่านั้นเอง
"ศิษย์น้องชิง! เจ้าไม่ควรแสดงพฤติกรรมแบบนั้นออกมา ตอนนี้เจ้าลำบากแล้วล่ะ"ในเวลานั้นเสียงที่ฟังดูเป็นกังวลก็ได้ดังขึ้นมาด้านหลังของชิงเฟิง แน่นอนว่าคนที่พูดก็คือเซิงกวง
"หมายความว่ายังไง?"ชิงเฟิงก้าวเท้าออกจากเรือนของผู้อาวุโสโห่วพร้อมกันนั้นเขาก็ได้หันกลับมามองเซิงกวง
"เอาไว้หลังจากที่ข้าพาเจ้าไปที่เรือนที่เจ้าได้รับเจ้าก็จะรู้เอง"เซิงกวงตอบกลับมาพร้อมกับมองไปที่ชิงเฟิงด้วยท่าทางที่สงสารเละเห็นใจ
ผู้อาวุโสโห่วได้มอบเรือนหลังเขาให้กับชิงเฟิง ฟังดูแล้วอาจเป็นเรื่องที่ดี เพราะมันอาจเป็นสถานที่ที่ดูจะน่าจะสงบและอาจเหมาะแก่การบ่มเพาะ
แต่ความจริงนั้นไม่เลย! ในเรือนหลังเขาแห่งนั้นเป็นสถานที่ที่คนส่วนมากมักจะพยายามหลีกเลี่ยงมัน ส่วนเหตุผลนั้นมันก็เป็นเพราะว่าเรือนหลังเขาแห่งนั้นเป็นสถานที่ที่ถูกสาป!
ชิงเฟิงสังเกตสีหน้าที่แสดงถึงความเห็นใจของเซิงกวงเขาก็พอจะจินตนาการได้ว่าเรือนหลังเขาที่เขาได้รับมานั้นน่าจะไม่ใช่สถานที่ที่น่าอยู่เท่าไหร่แน่นอน
ไม่นานทั้งสองคนก็ได้มุ่งหน้าไปยังเรือนหลังเขา และในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังมุ่งหน้าไปยังเรือนหลังเขานั้น
ทางด้านผู้อาวุโสโห่ว
หลังจากที่ถูกชิงเฟิงทำให้อารมณ์เสีย เขาในตอนนี้กำลังรถน้ำดอกไม้อยู่ที่เรือนของตัวเองอย่างสบายใจ เขามองไปที่มวลดอกไม้ที่ตัวเองปลูกและอดไม่ได้ที่ยิ้มออกมา"อ่าา เรือนแห่งนี้มันช่างดีจริงๆ ข้าเริ่มที่จะติดใจที่จะอยู่ที่นี่และไม่อยากออกไปไหนอีกเลย"
ด้วยพลังปราณที่หนานแน่นของเรือนแห่งนี้เป็นธรรมดาที่เขาจะกล่าวเช่นนี้ออกมา
เรือนแห่งนนี้มีพลังปราณที่ค่อนข้างหนาแน่นซึ่งมันสามารถช่วยเพิ่มความเร็วในการบ่มเพาะของคนๆหนึ่งได้ และไม่เพียงแค่นั้นมันยังช่วยปรับบรรยากาศให้สภาพแวดล้อมของเรือนให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น
ผู้อาวุโสโห่วรดน้ำอย่างสบายใจและค่อยๆลืมเรื่องของชิงเฟิงที่ทำตัวไร้มารยาทกับตัวเองอย่างช้าๆ
และในขณะนั้นเองในระหว่างที่ผู้อาวุโสโห่วกำลังรดน้ำอย่างสบายใจนั้นจู่ๆเขาก็เหมือนจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
"หืม เกิดอะไรขึ้น?ทำไมข้ารู้สึกเหมือนกับว่าพลังปราณภายในเรือนของข้าค่อยๆเบาบางลง เรื่องนี้มันจะเป็นไปได้ยัง!"ผู้อาวุโสโห่วหยุดรดน้ำดอกไม้และใช้สัมผัสของตัวเองเพื่อที่จะสัมผัสถึงพลังปราณที่อยู่ภายในเรือน
ในขณะนั้นเองใบหน้าของผู้อาวุโสโห่วก็ค่อยๆเคร่งขรึมมากยิ่งขึ้นและไม่นานหลังจากนั้นมันก็เปลี่นกลายมาเป็นน่าเกลียดขึ้นเรื่อยๆ
"บัดซบ!!! มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!! ทำไมพลังปราณของเรือนข้าถึงได้ค่อยๆเบาบางลง"
"เป็นไปไม่ได้ จู่ๆมันเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง? หรือว่า..."
ผู้อาวุโสโห่วเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาพุ่งตัวออกไปยังสถานที่หนึ่งด้วยความรวดเร็วจนเกิดเป็นกระแสลมกรรโชกขึ้นมา และทำให้ดอกไม้ที่เขาปลูกนั้นกระจัดกระจายเนื่องจากถูกลมพัด
หลังจากมาถึงด้านหน้าสนามหญ้าผู้อาวุโสโห่วก็ลงมือใช้พลังปราณของตัวเองขุดพื้นดินขึ้นมาราวกับว่ากำลังหาบางสิ่งบางอย่าง
หลังจากที่ขุดมาได้สักพักใบหน้าที่น่าเกลียดอยู่แล้วของผู้อาวุโสโห่วก็ได้เพิ่มความน่าเกลียดมากยิ่งขึ้นไปอีก!
"ห..หายไป!..ชีพจรปราณของข้าหายไปแล้ว!!!"
"อ๊าก..!! ใคร!!! ใครมันบังอาจมาขโมยชีพจรปราณของข้า!!"
"หัวขโมยหน้าไหนโผล่ออกมาเดี๋ยวนี้!!! ชีพจรปราณของข้า...อ๊ากก!!!"
ในเวลานี้ผู้อาวุโสโห่วราวกับได้เสียสติไปหลังจากพบว่าชีพจรปราณที่ฝังอยู่ใต้พื้นดินของตัวเองได้หายไปแล้ว
ชีพจรปราณนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรือนของเขามีพลังปราณที่หนาแน่นมากกว่าที่อื่น แต่ในตอนนี้มันได้หายไปแล้ว
อารมณ์ความโกรธของผู้อาวุโสโห่วพุ่งขึ้นสูงจนเกือบจะเสียสติไปอย่างสมบูรณ์
"อ๊าก!!!"
เสียงคำรามของเขาได้ดังสนั่นไปทั่วจนศิษย์ที่อยู่รอบๆต่างก็มองไปที่ทิศทางของเรือนผู้อาวุโสโห่วอย่างสงสัย
ในขณะเดียวกันในตอนนี้ชิงเฟิงได้มาถึงบริเวณหลังเขาเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่มาถึงเขาก็ได้มองเห็นเรือนไม้แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางพื้นป่าที่ล้อมรอบโดยรอบ
หลังจากมองไปที่เรือนนั้นอย่างพิจารณาแล้วชิงเฟิงก็ได้ขมวดคิ้วของตัวเองขึ้นมาเล็กน้อย
"ถึงแล้ว ตอนนี้เจ้าคงจะเข้าใจแล้วสินะถึความลำบากที่ข้าได้เคยกล่าวเอาไว้"เซิงกวงกล่าวออกมาจากนั้นเขาก็กล่าวต่อ"เจ้าคงจะสัมผัสได้ว่าที่แห่งนี้มีพลังปราณที่เบาบางเป็นอย่างมากซึ่งหลังจากที่เจ้าบ่มเพาะในสถานที่แห่งนี้แล้วเป็นเรื่องที่ยากมากที่เจ้าจะเพิ่มระดับการบ่มเพาะของตัวเองขึ้น"
"ความลำบากที่เจ้าหมายถึงมีแค่นี้เองอย่างงั้นหรอ?"แน่นอนว่าชิงเฟิงสัมผัสได้ว่าสถานที่แห่งนี้มีพลังปราณที่เบาบางเป็นอย่างมาก แต่เขาก็คิดว่ามันไม่น่าจะมีเพียงแค่นี้
และก็เป็นเช่นนั้น หลังจากได้ยินคำถามของชิงเฟิงเซิงกวงก็แสดงสีหน้าที่ลังเลออกมาเล็กน้อยราวกับว่ากำลังชั่งใจว่าควรจะเล่าออกมาดีหรือไม่
ชิงเฟิงเห็นสีหน้าที่ลังเลของเซิงกวงเขาก็ได้กล่าวออกมา"เจ้าพูดออกมาเถอะ"
เซิงกวงถอนหายใจออกมาเล็กน้อยจากนั้นก็กล่าวออกมา"ศิษย์น้องชิงอันที่จริงแล้วสถานที่แห่งนี้มีบางอย่างที่แปลกประหลาด"
"อะไรอย่างงั้นหรอ"ชิงเฟิงอดไม่ได้ที่จะถามออกมาอย่างสงสัย
"เมื่อก่อนนั้นได้มีศิษย์คนหนึ่งเคยมาอาศัยอยู่ในเรือนไม้หลังนี้ ในตอนแรกศิษย์คนนั้นก็ไม่ได้เป็นอะไรสามารถบ่มเพาะได้ตามปกติ เพียงแต่ว่าหลังจากนั้นประมาณไม่กี่วันหลังจากที่เขาได้เข้ามาอยู่ในเรือนไม้หลังนี้ ไม่เพียงแค่ศิษย์คนนั้นไม่สามารถเพิ่มระดับการบ่มเพาะของตัวเองได้แล้วในทางกลับกันพลังบ่มเพาะของศิษย์คนนั้นกลับลดลงมาเรื่อยๆอย่างแปลกประหลาด"
"ศิษย์คนนั้นได้รายงานเรื่องนี้กับผู้อาวุโสซึ่งหลังจากที่ผู้อาวุโสมาตรวจสอบเขาก็ไม่พบสิ่งใดที่ผิดปกติ เมื่อศิษย์คนนั้นได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสเขาก็พยายามฝืนอยู่ที่เรือนหลังนี้ต่อไป จนกระทั่งวันหนึ่งได้มีคนมาพบว่าศิษย์ที่อาศัยอยู่ที่เรือนไม้หลังนี้ได้ตายไปแล้ว โดยสภาพศพของเขานั้นผอมแห้งเหลือแต่กระดูกราวกับถูกบางสิ่งบางอย่างดูดซับร่างกายไป"
"ซึ่งแน่นอนว่าผู้อาวุโสก็สันนิษฐานว่าเรื่องทั้งหมดอาจเป็นความผิดพลาดที่เกี่ยวข้องกับวิชาบ่มเพาะ จนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเหตุการณ์เช่นเดิมก็เกิดซ้ำขึ้นมา มีคนพบศพที่ผอมแห้งเหลือแต่กระดูกภายในเรือนไม้หลังนี้อีกครั้ง"
"ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเรือนไม้หลังเก่าแห่งนี้ก็ถูกผู้คนขนามนามว่าเป็นเรือนต้องสาป ใครก็ตามอาศัยอยู่ที่นี่จะต้องถูกสาป"
#ขอโทษที่หายไปนานครับ เนื่องจากว่าติดปัญหาเรื่องเรียนนิดหน่อยและถือโอกาศพักผ่อนด้วย ต่อจากนี้จะพยายามอัพลงเรื่อยๆนะครับ ขอบคุณที่ติดตามครับ