ตอนที่47 เหล้ารสชาติสวรรค์
“อืม!”หลิวเย่พยักหน้ารับรู้ความรู้สึกของพวกเขาทุกคน
เขาเข้าใจดีว่าใครก็ตามเมื่อพบคนหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ในยามเจ็บปวดและอ้างว้าง
ความรู้สึกตื้นตันและซาบซึ้งใจย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา!
เมื่อหลิวเย่รักษาพวกเขาครบทุกคนแล้ว
เขาเดินกลับไปที่ห้องหนังสือและเริ่มขั้นตอนการเสริมความแข็งแกร่งของอาวุธด้วยน้ำอมฤตขวดสีชมพู
แล้วทำการหลอมรวมน้ำอมฤตนั้นเข้ากับอาวุธด้วยไฟนิรมิต
แสงไฟสว่างวาบเป็นระยะในห้องหนังสือ
ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลานานถึงสองชั่วโมง
โจวเริ่นและลูกน้องอีกสามคนยืนเฝ้าระวังความปลอดภัยที่หน้าห้องหนังสือ
เขารู้สึกมีความหวังในการแก้แค้นให้กับลูกน้องของตนที่เสียชีวิตจากเงื้อมมือขององค์กรซีเคร็ต
เนื่องจากตั้งแต่ได้ฝึกฝนกับแบบฝึกทักษะการต่อสู้ของหลิวเย่
พละกำลังของพวกเขาเพิ่มขึ้นมากและมันแตกต่างจากการฝึกของกองทัพปกติ
“แอ๊ด”เสียงเปิดประตูดังขึ้น หลิวเย่เดินออกมาเห็นพวกเขาทั้งสี่คนยืนเฝ้าระวังอยู่หน้าห้อง
เขาพยักหน้าเบาๆด้วยความพอใจและสั่งการกับโจวเริ่นพร้อมลูกทีมว่า
“ก่อนที่พวกคุณจะแยกทีมไปทำงานตามที่ฉันบอกไว้ให้นำข้าวสารเหล่านี้ไปมอบแก่คนยากไร้ในเมืองต่างๆ
พยายามกระจายให้ทั่วประเทศมากที่สุด”
“และค้นหาชายหรือหญิงที่มีความสามารถแต่ไม่สามารถเข้าทำงานเป็นพนักงานของรัฐหรือกองทัพได้”
“ต่อไปบริษัทซ่งเจียงของเราจะไม่ได้ทำแค่เรื่องรักษาความปลอดภัยเท่านั้น เราจะสร้างคนดีมีคุณภาพ”
“รับทราบบอสหลิว!”โจวเริ่นและลูกน้องทุกคนมีแววตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
เขาไม่คิดว่าบอสหลิวจะคิดและมองการณ์ไกลเช่นนี้!
ใช่แล้ว! องค์กรหรือประเทศจะพัฒนาต่อไปได้ดีมันจะต้องเริ่มต้นที่ “คน!”และต้องเป็น “คนดีมีคุณภาพ!”
สิ้นคำพูดของหลิวเย่เขาโบกมือนำข้าวสารออกจากมิติพื้นที่สามล้านตัน
กองกระสอบข้าวสารสูงท่วมเต็มพื้นที่ของวิลล่าเป็นภูเขาขนาดย่อม
“.....”ทุกคนที่อยู่ในวิลล่าต่างอ้าปากค้างด้วยความตื่นตกใจที่พบว่ากระสอบข้าวสารจู่ๆโผล่ออกมาจากอากาศ
..........
เวลา 17.50 น.หลิวเย่จอดรถหน้าภัตตาคารเม่ยซวง
เขาหยิบเหล้านมม้าและนมแพะออกมาเตรียมใส่ถุงไว้ในรถอย่างละ10 โถ
พนักงานต้อนรับของภัตตาคารเม่ยซวงรีบเดินมาทักทายเขาอย่างกระตือรือร้น
“ลูกค้าท่านนี้ต้องการทานข้าวห้องพิเศษไหม?”
“อืม มีห้องที่จองไว้เวลาสิบแปดนาฬิกาไหม?”หลิวเย่พยักหน้าตกลงและถามถึงห้องที่อาจมีการจองไว้ล่วงหน้า
“ใช่ มีจองไว้ที่ห้องพิเศษ5” พนักงานรีบคว้าถุงใส่เหล้าที่หลิวเย่ถือลงมาจากรถแทน
ในห้องพิเศษหมายเลข5
หลิวเย่กวาดสายตามองเห็นลูกทีมทั้งเก้าคนที่ได้ร่วมปฏิบัติภารกิจและพบว่าอาหารเริ่มทยอยเสิร์ฟกันแล้ว
“โอ้! กัปตันมาถึงแล้ว!” หูตงกล่าวทักทายด้วยความยินดี
คนอื่นพยักหน้าและส่งรอยยิ้มอบอุ่นให้กับเขา
“อืมฉันมีเหล้ารสชาติสวรรค์มาให้ลองชิม” หลิวเย่มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ให้กับพวกเขา
บรรยากาศการรับประทานอาหารร่วมกันของพวกเขาเป็นกันเองและมีความสุข
“โอ้! กัปตัน!นี่มันเหล้าอะไรกัน!ทำไมมันหอมหวานเช่นนี้?”เสียงโวยวายอย่างแปลกใจดังมาจากโจวหง
“ใช่ๆฉันไม่เคยกินเหล้าที่รสละมุนแบบนี้มาก่อน” ว่านเต๋อฉีพยักหน้ารัวๆเห็นด้วย
“รสชาติมันทำให้ฉันล่องลอยบนสวรรค์! อ่า....”ฉีจูเอ๋อหลับตาพริ้มดื่มด่ำกับรสชาติอย่างมีความสุข
“กัปตันคุณไปเอาเหล้ามาจากที่ไหน?” เจ้าอ้วนหันหน้ามาถามหลิวเย่พลางขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ
ต้องอย่าลืมว่าเขาเป็นแฮ็คเกอร์อันดับสามของโลกดังนั้นเขาสามารถสืบค้นข้อมูลใดๆได้อย่างง่ายดาย
ขณะที่พวกเขากำลังดื่มเหล้าอยู่นั้นเจ้าอ้วนประหลาดใจกับรสชาติและกลิ่นอันหอมหวน จึงทำการค้นหาข้อมูลของเหล้าดังกล่าว
พบว่าข้อมูลอ้างอิงของเหล้าแบบนี้มีมาจากบางประเทศแต่ไม่พบการอ้างอิงถึงรสชาติหรือกลิ่นที่คล้ายคลึงกับเหล้าตรงหน้า
“.....”หลิวเย่มองหน้าเจ้าอ้วนและยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
ค่ำคืนนี้พวกเขาทุกคนทานอาหารร่วมกันอย่างมีความสุขและสนุกสนาน
เวลา 21.00 น.พวกเขาแยกย้ายกันกลับที่พัก
อย่างไรก็ตามคำสั่งของหลิวเย่มีผลอย่างจริงจังในการปฏิบัติ
เมื่อหลิวเย่กำชับถึงการดื่มกินอย่างเป็นระเบียบและรักษาวินัยอย่างเคร่งครัด
ดังนั้นเมื่อเหล้านมม้าและนมแพะหมดลงพวกเขาก็จบงานเลี้ยงกันอย่างชื่นบาน
หลิวเย่ส่งเขาพวกเขาเดินทางกลับที่หน้าภัตตาคาร
และหันหน้าไปถามพนักงานต้อนรับ“คุณจ้าวหวางห่าวอยู่ที่นี่ไหม?”
“คุณลูกค้ามีอะไรไหม?”พนักงานถามเขาอย่างระมัดระวัง
“ฉันต้องการขายเหล้านมม้านมแพะให้กับภัตตาคารแห่งนี้”เขาตอบกลับอย่างเป็นธรรมชาติ
“อ่อ บอสจ้าวทำงานอยู่ชั้นบนพอดี” พนักงานต้อนรับนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ
จากนั้นส่งสัญญาณให้กับพนักงานคนหนึ่งนำทางหลิวเย่ขึ้นไปบนชั้นห้าของภัตตาคาร
ในห้องทำงานของจ้าวหวางห่าว
ตอนนี้เขากำลังเคร่งเครียดกับงานที่ถูกมอบหมายจากพ่อของตน
นั่นคือการทำลายค่ายกลพันปีที่ถูกจัดวางในวิลล่าเก่าแก่ของตระกูลบนเนินเขาลูกหนึ่งในเขตมณฑลเหลียวหนิง
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
“นั่นใคร?” เสียงดังจากในห้องดังขึ้น
“อ่า บอสจ้าว มีคุณชายท่านหนึ่งต้องการขายเหล้ากับภัตตาคารเม่ยซวง”เลขานุการชายวัยกลางคนร้องบอกเขา
“อืม เข้ามา”บอสจ้าวขมวดคิ้วเล็กน้อยและสงสัยว่าเป็นคู่ค้าคนใด?
เมื่อเลขานุการเปิดประตูให้หลิวเย่และเดินนำเขาเข้าไปในห้อง
“อ๊ะ!”บอสจ้าวพึมพำด้วยความแปลกใจที่พบว่าเป็นหลิวเย่
“สวัสดีคุณมีอะไรเหรอ?” เขาสงสัยว่าหลิวเย่มาทำอะไรที่นี่
เขาเชิญให้หลิวเย่นั่งบนโซฟาในห้องทำงาน
“วันนี้ฉันมีเหล้ารสชาติพิเศษมาเสนอขายให้กับคุณคุณสามารถทดลองชิมก่อนได้”
หลิวเย่หยิบเหล้าที่เตรียมใส่ถุงไว้ล่วงหน้าจำนวน2 โถมายื่นให้กับจ้าวหวางห่าว
เลขานุการของบอสจ้าวเห็นสัญญาณจากเจ้านายของตน
จึงเดินออกจากห้องไปหยิบแก้วเหล้ามาสองใบเพื่อเปิดให้เจ้านายทดลองชิม
เมื่อเลขานุการเทเหล้าแต่ละชนิดใส่ในแก้วต่างใบกัน
พลันกลิ่นหอมเหมือนผลไม้กึ่งนมหมักโชยกลิ่นกระตุ้นต่อมน้ำลายออกมาทันที
“อืม หอม หอมมากไม่รู้รสชาติจะเป็นอย่างไร?”บอสจ้าวพยักหน้าพอใจกับกลิ่นเริ่มแรกของเหล้า
“อึ๊ก อึ๊ก”เมื่อบอสจ้าวชิมเหล้าอย่างละจิบ
ทันใดนั้นกลิ่นบางเบาของแอลกอฮอล์พุ่งใส่จมูกรสชาตินุ่มละมุนออกขมปนหวานเล็กน้อยคลุ้งในปาก
ให้ความรู้สึกสดชื่นซาบซ่าจากความร้อนแรงที่กระจายไปทั่วร่างกาย
“อ่า เหล้าดี! เหล้าดีจริงๆ!”บอสจ้าวที่เป็นผู้บริหารภัตตาคารได้เคยลิ้มลองเหล้าและไวน์มาหลายชนิด
วันนี้ได้ทดลองชิมเหล้าที่แปลกใหม่แต่ให้ความรู้สึกเหมือนล่องลอยในสวรรค์
เขาหลับตาพริ้มเพื่อซึมซับความรู้สึกหอมกรุ่นและร้อนรุ่มที่ยังคงอยู่ติดปลายจมูกปลายลิ้น
หลิวเย่มองเห็นท่าทางของบอสจ้าวเขายิ้มเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ
ส่วนเลขานุการชายของบอสจ้าวจ้องมองเจ้านายของตนด้วยความประหลาดใจ
ตัวเขาเองก็เคยลิ้มลองรสชาติของแอลกอฮอล์มาหลากหลายชนิด
แต่ถึงขนาดที่ว่าทำให้มีอาการเคลิบเคลิ้มเช่นนี้จากนายท่านของตนนั้น
มันหาได้ยากยิ่งนัก!
นั่นคือเหล้าอะไรกันแน่?!
เหล้ารสชาติจากสวรรค์จริงเหรอ!
สักครู่หนึ่ง บอสจ้าวลืมตาขึ้นมาและมีแววตาที่ตื่นเต้นยินดีเปล่งประกาย
“เอ่อ.....คุณ!”
“หลิวเย่!” หลิวเย่แนะนำชื่อตนเองให้กับเขาเขาจำได้ว่าการพบกันคราวก่อนนั้นพวกเขาให้ความสนใจกับภาพวาดและการซื้อขายที่ดินมากกว่าจึงละเลยส่วนนี้ไป
“ใช่ คุณหลิวเหล้าดีมาก มันยอดเยี่ยม มันคือเหล้าอะไร?” บอสจ้าวถามด้วยความสงสัย
“อ่อมันคือเหล้านมม้าและนมแพะ” หลิวเย่ตอบอย่างเป็นธรรมชาติ
“ถ้าเช่นนั้นคุณจะขายให้พวกเราเท่าไร?” บอสจ้าวถามอย่างตื่นเต้น
“อืม โถละ 3,000หยวน” เขาคิดคำนวณในใจครู่หนึ่งก่อนตอบ
เนื่องจากเขาซื้อมาโถละหนึ่งเหรียญทองประมาณ 2,000 กว่าหยวน เอากำไรนิดหน่อยพอ
“ตกลงคุณมีเท่าไหร่ ?ฉันรับซื้อพวกมันทั้งหมด!” บอสจ้าวตกลงทันที เขาขายต่ออย่างน้อย4,000-5,000 หยวนได้อย่าง
ไม่มีปัญหา นั่นเป็นเพราะว่าภัตตาคารเม่ยซวงแห่งนี้มีชื่อเสียงในด้านราคาและคุณภาพ
เหล้ารสชาติสวรรค์เช่นนี้หาไม่ได้ง่ายๆอย่างแน่นอน
“ตกลง! ฉันมีพวกมันอย่างละ 1,800 โถ”หลิวเย่กันไว้ส่วนหนึ่งสำหรับเป็นของฝากให้กับลูกน้องและคนรู้จัก
“ดี ดีฉันจะโอนเงินให้คุณหลิวตอนนี้เลย และหากอนาคตข้างหน้ามีอีกก็สามารถนำมาขายให้ฉันได้โดยตรง”
บอสจ้าวตอบตกลงพลางกล่าวเพิ่มคล้ายต้องการผูกขาดเหล้านี้ให้มีเฉพาะตนเท่านั้น
หลิวเย่ไม่คิดอะไรมากเขาบอกเลขที่บัญชี และบอกให้พวกเขาลงไปรับเหล้ากับเขาที่ด้านล่าง
“ติ๊ด ติ๊ด” เสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าโทรศัพท์มือถือของหลิวเย่
เขาหยิบมาดูเห็นตัวเลขจำนวนเงิน5,400,000 หยวนเข้าบัญชีตนเอง
และเมื่อวานนี้ก็มีเงินโอนเข้าบัญชีอีกสิบล้านหยวน
มันมาจากส่วนแบ่งและเงินปันผลในการขายสูตรยาเสริมความงามและยาอายุวัฒนะจากหานจง
“พวกคุณรอที่นี่ก่อนฉันจะเดินไปตรวจสอบดูว่าลูกน้องเอาเหล้ามาไว้ให้แล้วหรือยัง”หลิวเย่ทำทีเดินไปยังตรอกเล็กๆข้าง
ภัตตาคารเม่ยซวง ซึ่งเขาใช้โทรศัพท์มือถือแฮ็คระบบเฝ้าระวังกล้องวงจรปิดไว้เรียบร้อยแล้ว
ครู่หนึ่งเขาโบกมือนำเหล้านมม้านมแพะออกจากมิติพื้นที่
จากนั้นตะโกนส่งเสียงดังให้บอสจ้าวและพนักงานของเขาได้ยิน
ขณะที่พนักงานของบอสจ้าวกำลังลำเลียงโถเหล้าไปเก็บในโกดังเก็บของของภัตตาคาร
“เอ่อ! คุณหลิว!คุณพอจะมีเวลาว่างอีกสักครู่ไหม?”บอสจ้าวถามหลิวเย่ด้วยท่าทางกังวลใจ
เขากำลังเดิมพันว่าหลิวเย่จะสามารถช่วยภารกิจของเขาที่ได้รับมอบหมายจากครอบครัวได้หรือไม่?
“หือคุณมีอะไรหรือบอสจ้าว?”หลิวเย่ถามอย่างประหลาดใจ
“มันเป็นอย่างนี้เนื่องจากคุณสามารถไขปริศนาภาพวาดนั้นได้พ่อของฉันได้มอบหมายให้ฉันหาวิธีทำลายค่ายกลนั่นอย่างเร่งด่วน”เขาตอบพลางเกาหัวด้วยความกังวลและเขินอาย
“มันสำคัญ?”หลิวเย่กำลังพิจารณาสถานการณ์ตรงหน้าว่าแท้ที่จริงแล้วพวกเขาต้องการแค่นี้จริงหรือ?
“เอ่อ ใช่มันสำคัญสำหรับตระกูลพวกเรามากเราสามารถจ่ายค่าตอบแทนให้คุณได้ตามต้องการและรับรองความปลอดภัยของคุณ” บอสจ้าวเข้าใจความกังวลของหลิวเย่เป็นอย่างดี
นั่นเป็นเพราะว่าค่ายกลพันปีนับได้ว่าเป็นเรื่องภายในตระกูล แต่หลิวเย่เป็นคนนอกอาจทำให้เกิดปัญหาในภายหลังได้
ทางด้านหลิวเย่เขาไม่ได้กังวลเรื่องความปลอดภัยของตนเองแต่สงสัยว่าที่มาของค่ายกลพันปีคืออะไรต่างหาก
หลิวเย่ลูบคางครุ่นคิดครู่หนึ่งจากความทรงจำของจักรพรรดิอมตะหลิวเย่นั้น
การทำลายหรือแก้ไขค่ายกลมีความยากพอกัน!
เนื่องจากค่ายกลพันปีถูกสร้างโดยผู้แข็งแกร่งขอบเขตสวรรค์!
ซึ่งสูงกว่าเขาหนึ่งขอบเขต!
ถึงแม้ว่าจะแค่หนึ่งขอบเขตแต่พลังทางกายภาพและจิตวิญญาณนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว!
แต่ความท้าทายอันยากลำบากนั้นได้กระตุ้นเลือดความอยากรู้อยากเห็นให้เดือดพล่าน!
“แท้ที่จริงแล้วค่ายกลพันปีนั้นถูกจัดวางไว้ที่ใด?”หลิวเย่ถามเพิ่มเมื่อเขาตัดสินใจจะลองดู
“โอ้มันอยู่บนวิลล่าเนินเขาในเขตมณฑลเหลียวหนิง” บอสจ้าวตอบเสียงเบานั่นเป็นเพราะมันห่างจากเมืองเทียนจินนี้มากกว่า 600 กิโลเมตร
“เอ่อถ้าอย่างนั้นฉันจะแจ้งวันที่ว่างกับคุณก็แล้วกัน”หลิวเย่หยิบโทรศัพท์มาตรวจสอบพิกัดคร่าวๆเขาอึ้งทันทีเมื่อพบว่ามันอยู่ห่างไกลไปมาก ขึ้นเครื่องบินใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมง
“ได้! ได้!ตกล!ง” บอสจ้าวมีน้ำเสียงตื่นเต้นยินดีถึงแม้ว่าหลิวเย่จะไม่ได้พูดออกมาโดยตรงว่าเขาสามารถแก้ไขได้แต่จากท่าทางของหลิวเย่อย่างน้อยก็ยังมีความหวังมากกว่าที่เขาจะหาหนทางอื่น
หลังจากนั้นพวกเขาได้แลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์กัน
..........
เวลา 23.00 น.หลิวเย่กลับถึงอพาร์ตเมนท์
เขาวางแผนกลับไปตรวจสอบสถานการณ์ที่โลกโบราณ
และซื้อเหล้านมม้าและนมแพะเพิ่มเติม
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเร่งฝึกฝนตนเองให้ถึงขอบเขตแกนทองคำระดับปลายให้เร็วที่สุด
เพราะเขาไม่แน่ใจว่าในอนาคตจะได้พบเจอคนที่แข็งแกร่งระดับนี้เมื่อใด?
และเขาเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใครเหมือนกัน?
..........
แสงแว๊บสว่างขึ้นในห้องนอนตำหนักหลัก
หลิวเย่ค่อยลืมตาขึ้นมองรอบตัว
เขามองดูท้องแขนและพบว่าพิกัดมีเพิ่มมาอีกหนึ่งแห่งนั่นคือ
พิกัดแรกที่ยังคงกระพริบวาบอย่างต่อเนื่องซึ่งไม่ทราบว่าคือที่ใด?
พิกัดที่สองคฤหาสน์เมืองซู
พิกัดที่สามห้องนอนในอพาร์ตเมนท์
พิกัดที่สี่ห้องนอนในตำหนักหลัก
พิกัดที่ห้าท่าเรือไฮฟอง ประเทศ V
หลิวเย่ตัดสินใจว่าจะลองวาร์ปไปพิกัดแรกที่กระพริบวาบคล้ายเชิญชวนเขาอยู่เสมอ
ไม่ว่ามันจะเป็นที่ใดก็ตาม?
ความอยากรู้อยากเห็นพุ่งพล่านในใจและทำให้เขาหงุดหงิดบางครั้ง
จากนั้นเขาเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวให้เหมาะสม
แล้วเปิดประตูห้องนอนออกมา
“แอ๊ด” เสียงเปิดประตูปลุกให้ทหารที่เฝ้ายามอยู่สะดุ้งตกใจทันที
พวกเขาแปลกประหลาดใจที่พบว่าองค์จักรพรรดิหลิวเย่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
มีแต่ท่านโยวจี้และท่านจินกุ้ยที่คอยควบคุมดูแลการบริหารบ้านเมือง
“คารวะองค์จักรพรรดิ!” ทหารรีบคุกเข่าทำความเคารพหลิวเย่ทันที
“อืม เรียกโยวจี้และเต่าทองคำมาพบข้าที่ห้องหนังสือด้วย”หลิวเย่สั่งการกับขันทีที่วิ่งหน้าตื่นมาหลังจากได้ยินเสียงทหารทำความเคารพ
“น้อมรับคำสั่งองค์จักรพรรดิ!” ขันทีก้มโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
ในห้องหนังสือ
หลิวเย่กำลังพลิกดูรายงานสรุปผลงานที่โยวจี้และเต่าทองคำทำไว้
เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจกับผลงานที่เรียบร้อยและใส่ใจของทั้งสองตัว
“โอ้ นายท่านมาแล้ว!” โยวจี้รีบวิ่งเข้ามาทำความเคารพและทักทายหลิวเย่
“อืม รายงานสถานการณ์มาสิ”
“ด้วยอำนาจบารมีอันสูงส่งของท่าน ทำให้ไพร่ฟ้าล้วนปรองดองและสา.....”มันเอ่ยป้อยอจนดูเกินงาม
หลิวเย่โบกมือห้ามและจ้องมองมันเขม็ง
โยวจี้พลันเปลี่ยนท่าทีทันใด “แฮ่ะ! แฮ่ะ! นายท่าน! ทุกคนพยายามฟื้นฟูบ้านเมืองและเร่งทำการเกษตรแต่ในตอนนี้เข้าสู่ฤดูร้อนและแห้งแล้ง น้ำมีน้อยความอดอยากมีกระจายไปทั่วทั้งเขตเหนือและใต้ ดังนั้นคำสั่งของนายท่าน จึงสามารถทำได้บางอย่างเท่านั้น”
หลิวเย่พยักหน้าเข้าใจกับสภาพแวดล้อมตามความเป็นจริงนั้น
“อืมถ้าเช่นนั้นกระจายข้าวสารนี้ไปส่งมอบให้ถึงมือประชาชนที่ขาดแคลนและอดอยากและเร่งฟื้นฟูการเกษตรเมื่อมีฝนตกลงมามากพอ เอ....อันที่จริงระดับการฝึกฝนของเจ้าสามารถบันดาลฝนได้แล้วนะ” หลิวเย่เหล่ตามองโยวจี้อย่างเจ้าเล่ห์
เขาโบกมือนำข้าวสารอีกสิบห้าล้านตันที่เหลือในมิติพื้นที่ออกมากองเต็มลานกว้างหน้าพระราชวัง
โยวจี้สะดุ้งโหยงพลางโบกมือปฏิเสธกล่าวอย่างรวดเร็วว่า “ไม่ ไม่นายท่านพละกำลังของข้าและจินกุ้ยยังไม่มากพอ หากจะทำเช่นนั้นจริงคงต้องมียาวิเศษช่วยฟื้นฟูพลังปราณแบบฉับพลัน เห็นผลทันใด”
“จินกุ้ย?” หลิวเย่แปลกใจที่ได้ยินชื่อนี้
“โอ้ มันคือเจ้าเต่าทองคำ มันเปลี่ยนชื่อเป็น จินกุ้ยเพราะสาวๆชอบชื่อนี้มากกว่าขอรับนายท่าน” โยวจี้เกาหัวเขินอายตอบเขาเสียงเบา
หลิวเย่ส่ายหัวเบาๆให้กับความเจ้าเล่ห์และขี้เล่นของพวกมัน
“พวกเจ้าอย่าทำอะไรให้เกิดปัญหาก็แล้วกัน” เขาปรามพวกนั้นในที
“โอ้ ไม่มี ไม่มีแน่นอนนายท่าน” โยวจี้พยักหน้ารับคำอย่างจริงจัง
“หลินซ่ง?” หลิวเย่ถามหาลูกน้องคนสนิท
“อ่า หลินซ่ง ออกไปตรวจสอบความเรียบร้อยของพระราชวังและเมืองทางเขตเหนือขอรับ”โยวจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบคำถาม
“อืม ในเมื่อหลินซ่งไม่อยู่ถ้าเช่นนั้นเจ้าเป็นคนไปสื่อสารกับทางอาณาจักรลู่ข้าต้องการซื้อเหล้านมม้าและนมแพะมากที่สุดที่พวกเขาสามารถจัดหาให้ได้” เขาสั่งการกับโยวจี้แทน
“ได้ขอรับนายท่าน” มันรับคำอย่างเต็มใจนั่นเป็นเพราะว่ามันเองก็คิดถึงรสชาติหอมหวานของเหล้าพวกนี้เช่นกัน
ทันใดนั้นมีเสียงเดินสับขาอย่างรวดเร็วหลายคู่ดังมาจากภายนอกห้อง
“พระสนมเสด็จ” เสียงตะโกนของขันทีหน้าห้องส่งสัญญาณแก่หลิวเย่
เขายิ้มเล็กน้อยพลางส่ายหัวเบาๆ
“อืม ให้พวกนางเข้ามา”
“คารวะเสด็จพี่” พระสนมทั้งสี่คนทำความเคารพหลิวเย่นี่คือคำเรียกขานที่หลิวเย่บอกให้พวกนางเรียกเขา
“อืม พวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? สุขสบายดีไหม?” หลิวเย่กวาดสายตามองภรรยาทั้งสี่คนของตนด้วยความอ่อนโยน
“พวกเราสบายดีและช่วยกันแบ่งหน้าที่ทำงาน ซุนต้าหลินไปช่วยงานแม่ทัพซุนเหอหยุนไปช่วยงานพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่วนหยางเป่าเจี๋ยไปช่วยงานด้านค้าขายและข้าไปช่วยงานด้านการเกษตร”
พระสนมลู่อิงเป็นตัวแทนอธิบายกับหลิวเย่และพวกนางทุกคนพยักหน้ารัวๆอย่างเห็นด้วยกับคำกล่าวนั้น
“อืมดีแล้ว ดียิ่งนักพวกเราตำแหน่งสูงส่งแต่ใช่ว่าจะทำตัวห่างเหินจากประชาชน”
“เพราะหากวันใดเราไม่มีตำแหน่งหรืออำนาจใดๆเราก็ไม่ต่างจากประชาชนเหล่านั้น”
“น้อมรับคำสั่ง!” เสียงรับปากดังก้องจากพระสนมทั้งสี่คน