หนีความวุ่นวายมาเป็นผู้ใหญ่บ้านในต่างโลก แต่ลูกบ้านดันมีตั้งแต่มอนสเตอร์ยันมังกรบรรพกาล ภาค 1

    บทที่ 38: เสื้อผ้าชุดใหม่และการแลกเปลี่ยน

            บทที่ 38: เสื้อผ้าชุดใหม่และการแลกเปลี่ยน

            เสียง กึก... กรับ...ฟิ้ววว... ดังกังวานเป็นจังหวะสม่ำเสมอล่องลอยมาตามสายลมยามเช้าตรู่จากทิศตะวันออกของรัฐอิสระเฮเซลบรุคมันไม่ใช่เสียงของสัตว์อสูรที่กำลังออกล่าเหยื่อและไม่ใช่เสียงของธรรมชาติอันดิบเถื่อน แต่มันคือเสียงของ 'ฟันเฟืองอารยธรรม' ที่กำลังขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลัง

            ณ โซนที่อยู่อาศัยความหนาแน่นสูง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก แสงแดดยามเช้าสีทองอร่ามสาดส่องลอดผ่านหมู่แมกไม้ทาบทับลงบน 'บ้านไม้กึ่งสำเร็จรูปยกใต้ถุนสูง ' ทั้งห้าหลังที่อีไลอัสเพิ่งจะลงเสาเข็มและประกอบร่างเสร็จไปเมื่อวันก่อนโครงสร้างที่ถูกยกสูงพ้นพื้นดินช่วยตัดขาดความชื้นสะสม  ได้อย่างหมดจดทำให้สภาพแวดล้อมโดยรอบแห้งสบายและปลอดโปร่ง

            ใต้ถุนบ้านที่เปิดโล่งรับกระแสลมธรรมชาติ บัดนี้ถูกจับจองพื้นที่โดยเหล่า 'เอลฟ์สายช่างทอ ' ทั้งสิบชีวิตพวกเขากำลังนั่งประจำการอยู่ที่ 'กี่ทอผ้ากึ่งอัตโนมัติ'ซึ่งเป็นผลงานวิศวกรรมงานไม้ชิ้นเอกที่อีไลอัสใช้วิชาสถาปนิกออกแบบและสร้างฟันเฟืองขึ้นมาตรึงไว้ให้ หลังจากได้อาบน้ำชำระล้างคราบเขม่าและโคลนที่ติดตัวมาหลายวัน 

            ภาพของเหล่าเอลฟ์ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเส้นผมสีเงินและสีทองที่เคยพันกันยุ่งเหยิง บัดนี้ถูกจัดทรงอย่างเรียบร้อย ผิวพรรณที่เคยหมองคล้ำกลับดูเนียนใสและสะท้อนแสงอ่อนๆ ใต้แดดยามเช้า

            เสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่… ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องนุ่งห่มธรรมดา แต่เป็นผ้าทอที่แฝงไปด้วยศิลปะเส้นด้ายสีเขียวลึกสลับทองถูกถักทอเป็นลวดลายพฤกษาพันเกี่ยว  พลิ้วไหวไปกับการเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ บางคนสวมผ้าคลุมบางเบาที่สะท้อนแสงราวกับหยาดน้ำค้าง  ขณะที่บางคนประดับเครื่องเงินชิ้นเล็กๆอย่างเรียบหรูภาพของ “ผู้ลี้ภัย” ในวันก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วย “เผ่าพันธุ์แห่งศิลปะและความสง่างาม” อย่างสมบูรณ์

            เอลดริน ผู้นำกลุ่มเอลฟ์วัยกลางคนเหยียบแป้นกลไกด้านล่างอย่างนุ่มนวล ตะกอไม้สลับขึ้นลงอย่างลื่นไหลไร้แรงเสียดทานมือของเขาสะบัดส่ง 'กระสวยไม้' ที่ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักสมดุลตามหลักอากาศพลศาสตร์พุ่งผ่านช่องด้ายยืนด้วยความเร็วที่ตามองแทบไม่ทัน

            "วิเศษ...วิเศษเหลือเกิน!" เอลดรินรำพึงด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย"กลไกที่ท่านผู้ใหญ่บ้านสร้างให้นี้ มันช่างเบาแรงและเที่ยงตรงยิ่งนัก!ด้ายทุกเส้นถูกกระทบเข้าหากันด้วยแรงที่เท่ากันเป๊ะทำให้เนื้อผ้าแน่นและเรียบเนียนยิ่งกว่ากี่ทอผ้าเวทมนตร์ของบรรพบุรุษเสียอีก!"

            เอลฟ์สาวที่นั่งทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้านถัดไปพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง"จริงด้วยเจ้าค่ะท่านเอลดริน! แถมใต้ถุนบ้านนี้ก็เย็นสบายแสงแดดเช้าส่องเข้ามาพอดีให้มองเห็นเส้นด้ายชัดเจนแต่พอสายหน่อยร่มเงาของตัวบ้านก็บังแดดให้ พวกเรานั่งทอผ้ามาตั้งแต่ย่ำรุ่งยังไม่รู้สึกเหนื่อยหรือมีเหงื่อตกเลยสักหยด!"

            รอยยิ้มแห่งความสุขเบ่งบานบนใบหน้าของเหล่าผู้อพยพที่เคยสิ้นหวังพวกเขาไม่เพียงแต่รอดพ้นจากความตาย แต่ยังได้รับมอบ 'สถานที่ทำงาน ' ที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ช่างทอผ้าคนหนึ่งจะจินตนาการได้

            ขณะเดียวกันที่ลานอเนกประสงค์ใจกลางหมู่บ้านอีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปีกำลังยืนบิดขี้เกียจอยู่หน้า 'บ้านหินแกนกลางความร้อน' มือเล็กๆ ของเขายกขึ้นมาเกาบริเวณต้นคอและหัวไหล่อย่างหงุดหงิด

            "ให้ตายสิ...ไอ้ชุดกระสอบนี่มันหมดสภาพแล้วจริงๆ" อีไลอัสก้มลงมองเสื้อผ้าสีตุ่นๆที่เขาสวมใส่มาตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในป่าต้องห้ามเนื้อผ้าที่เคยหยาบกระด้างอยู่แล้ว บัดนี้ผ่านการลุยโคลน แบกไม้ ก่อกำแพงหินและซักล้างแบบแกนๆ มาหลายสัปดาห์มันเริ่มเปื่อยยุ่ยและเกิดขุยที่เสียดสีกับผิวหนังเด็กจนเป็นรอยแดงเถือกไปทั้งตัว

            "ถ้าในทางวิศวกรรมอาคารการเลือกใช้วัสดุกรุผิว  ที่ไม่เหมาะสมจะทำให้อาคารเสื่อมโทรมและผู้ใช้งานทรมาน..." อีไลอัสบ่นอุบอิบ"ชุดนี่ก็เหมือนผนังที่ไม่ได้มาตรฐานนั่นแหละ ระบายความชื้นก็ไม่ได้กันรอยขีดข่วนก็ไม่ได้ แถมยังสร้างความระคายเคือง  ตลอดเวลาอีกสภาพแวดล้อมสโลว์ไลฟ์ของฉันกำลังถูกคุกคามด้วยปัญหาเครื่องนุ่งห่ม!"

            "เจ้านายคันเหรอ!ให้ฉันช่วยเกาไหม! เล็บฉันแหลมมากเลยนะ!"

            ฟินน์ จิ้งจอกอสูรจมูกเรดาร์ ที่เพิ่งตื่นนอนวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาหาพร้อมกับชูตีนหน้าที่มีกรงเล็บคมกริบขึ้นมาเสนอตัว

            "หยุดความคิดนั้นเดี๋ยวนี้เลยฟินน์ขืนให้แกเกา หลังฉันได้เหวอะเป็นรอยไถแน่ๆ" อีไลอัสรีบถอยฉาก

            ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าเบาๆ ก็เดินเข้ามาใกล้ เอลดรินพร้อมด้วยเอลฟ์ช่างตัดเย็บอีกสองคนเดินข้ามลานกว้างมาหยุดอยู่ตรงหน้าอีไลอัสในมือของพวกเขามีสายวัดที่ทำจากเถาวัลย์เส้นเล็กๆและม้วนผ้าไหมสีขาวประกายมุกที่ถูกพับไว้อย่างประณีต

            "อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านผู้ใหญ่บ้าน!"เอลดรินโค้งคำนับด้วยความเคารพอย่างสูงสุด"พวกข้าเห็นท่านยืนเกาผิวหนังมาหลายคราแล้ว คงจะเป็นเพราะชุดผ้าหยาบๆนั่นแน่ๆ... วันนี้ พวกเราชาวเอลฟ์จึงขออนุญาตมา 'วัดตัว'ท่าน เพื่อตัดเย็บชุดใหม่ให้สมฐานะผู้นำแห่งเฮเซลบรุคขอรับ!"

            ดวงตาของอีไลอัสเบิกกว้างประกายแห่งความหวังเจิดจ้าขึ้นมาทันที "ในที่สุด!โปรเจกต์เปลี่ยนเครื่องกรุผิวอาคาร (ตัวเอง) ก็มาถึงสักที! เอาเลยเอลดริน!วัดให้เป๊ะทุกมิลลิเมตรเลยนะ ฉันต้องการความสบายระดับพรีเมียม!"

            เอลฟ์ช่างตัดเย็บไม่รอช้าพวกเขาเดินเข้ามาล้อมรอบตัวเด็กชายเริ่มต้นใช้สายวัดเถาวัลย์วัดความกว้างของช่วงไหล่ รอบอก ความยาวของแขนและช่วงขาอย่างคล่องแคล่วและเป็นมืออาชีพ

            "สัดส่วนของท่านผู้ใหญ่บ้าน...ช่างดูเยาว์วัยยิ่งนักขอรับ"เอลฟ์ช่างตัดเย็บคนหนึ่งพึมพำขณะจดตัวเลขลงบนแผ่นไม้"แต่ท่วงท่าการยืนและการวางหลังของท่านกลับดูผ่าเผยและทรงพลังราวกับผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมานับร้อยปีมันช่างเป็นความขัดแย้งที่น่าพิศวงจริงๆ"

            "ไม่ต้องมาวิเคราะห์กายวิภาคฉันหรอกน่าเอาเป็นว่าตัดให้มันหลวมนิดๆ เผื่อโต  ด้วยก็แล้วกัน"อีไลอัสกระแอมไอแก้เขิน วิญญาณชายวัยสามสิบห้าปีในร่างเด็กมักจะเผลอแสดงท่าทีวางก้ามแบบสถาปนิกซีเนียร์ออกมาเสมอ

            เอลดรินคลี่ม้วนผ้าสีขาวนวลในมือออกให้สถาปนิกน้อยดู"นี่คือ 'ผ้าไหมพฤกษา ' ที่พวกเราเพิ่งจะทอเสร็จจากกี่ทอผ้าที่ท่านสร้างให้ขอรับท่านลองสัมผัสดูสิขอรับ"

            อีไลอัสยื่นมือออกไปลูบไล้เนื้อผ้าทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส ดวงตาของเขาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง!

            เนื้อผ้านั้นนุ่มลื่นและเย็นสบายราวกับสายน้ำมันไม่เหมือนผ้าไหมธรรมดาในโลกเดิม แต่มันมีน้ำหนักที่เบาหวิวทว่ากลับให้ความรู้สึกเหนียวแน่นและยืดหยุ่นสูง  เมื่อเขาลองออกแรงดึงเบาๆ เส้นใยก็ไม่มีการปริแตกหรือเสียรูปทรง

            "พระเจ้าช่วย...นี่มันนวัตกรรมวัสดุศาสตร์  ชัดๆ!"อีไลอัสอุทาน เขามองดูเส้นใยที่สะท้อนแสงแดดเป็นประกาย "ความหนาแน่นของการทอ  สูงมาก แต่กลับโปร่งแสงเล็กน้อย...นี่คือสุดยอดวัสดุที่ระบายอากาศได้ดีเยี่ยม  แต่ยังคงคุณสมบัติในการปกป้องผิวหนัง!"

            "ท่านช่างตาแหลมคมยิ่งนักขอรับ!"เอลดรินยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ "ผ้าไหมพฤกษาของเรา ทอขึ้นจาก 'ต้นฝ้ายเวทมนตร์ ' ซึ่งเป็นพืชพรรณเศรษฐกิจชั้นยอดเส้นใยของมันสามารถปรับอุณหภูมิได้ตามสภาพอากาศ  หากอากาศหนาว มันจะกักเก็บความร้อน หากอากาศร้อนมันจะระบายความเย็น และที่สำคัญ...มันมีความทนทานต่อรอยขีดข่วนและของมีคมระดับเบาได้ด้วยขอรับ! เหมาะอย่างยิ่งสำหรับท่านที่ต้องเดินลุยป่าและคุมงานก่อสร้าง!"

            "แต่วัตถุดิบคุณภาพสูงขนาดนี้พวกนายเอาฝ้ายเวทมนตร์มาจากไหนกัน? หมู่บ้านเดิมของพวกนายถูกไฟป่าเผาไปหมดแล้วนี่นา?"อีไลอัสเลิกคิ้วถาม

            "อ๋อ!เรื่องนั้นต้องยกความดีความชอบให้ 'ท่านเดซี่' หัวหน้าแผนกเกษตรกรรมของเราเลยขอรับ!"

            เอลดรินผายมือไปทางทิศใต้บริเวณโซนเกษตรกรรม  ที่ตั้งของแปลงผักยกแคร่ 

            ที่ตรงนั้น เดซี่กระต่ายอสูรสายพฤกษาตัวอ้วนกลม กำลังกระโดดดึ๋งๆ อยู่บนแปลงเพาะปลูกที่ถูกกันพื้นที่ไว้เป็นพิเศษมันกำลังกระทืบเท้าหลัง  ส่งคลื่นมานาสีเขียวมรกตแผ่กระจายลงสู่หน้าดินอย่างต่อเนื่อง

            "ก่อนที่พวกข้าจะหนีตายมาข้าได้ซ่อนเมล็ดพันธุ์ต้นฝ้ายเวทมนตร์เอาไว้ในกระเป๋าเสื้อสองสามเมล็ดขอรับ"เอลดรินเล่าต่อ "เมื่อวานนี้ ข้าได้มอบมันให้ท่านเดซี่... และเพียงแค่ข้ามคืนด้วยพลังเวทมนตร์สายพฤกษาที่เร่งการเจริญเติบโตได้ถึงสามเท่าผสมผสานกับปุ๋ยเย็นชั้นดีจากกองทัพกระต่ายของท่านเดซี่ต้นฝ้ายเวทมนตร์ก็งอกเงยและเบ่งบานจนพวกเราสามารถเก็บเกี่ยวมาปั่นเป็นเส้นด้ายได้แล้วขอรับ!"

            ภาพความร่วมมือระหว่างเผ่าพันธุ์เอลฟ์และสัตว์อสูรทำให้อีไลอัสถึงกับลอบยิ้มด้วยความอิ่มเอมใจ

            "ให้เวลาพวกข้าไม่เกินหนึ่งชั่วยามขอรับท่านผู้ใหญ่บ้าน!พวกข้าจะนำชุดที่ดีที่สุดมามอบให้ท่าน!" เอลดรินโค้งคำนับอีกครั้งก่อนจะนำทีมช่างตัดเย็บกลับไปที่โซนที่อยู่อาศัยเพื่อเริ่มปฏิบัติการ

            ระหว่างที่รอการตัดเย็บอีไลอัสก็เดินสำรวจความเรียบร้อยของหมู่บ้านเขาเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบและทรงพลัง

            รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุคไม่ได้เป็นเพียงแค่ค่ายพักพิงที่มีการแจกจ่ายอาหารฟรีอีกต่อไปแต่มันกำลังวิวัฒนาการเข้าสู่การมี 'ระบบเศรษฐกิจ ' ที่ขับเคลื่อนด้วยการแลกเปลี่ยนคุณค่าที่แท้จริง!

            ที่ลานอเนกประสงค์หน้าบ้านหินอีไลอัสเห็นเอลฟ์สาวคนหนึ่งกำลังนำตะกร้าหวายที่บรรจุ 'ผ้าห่มผืนหนา' ที่เพิ่งทอเสร็จใหม่ๆ เดินเข้าไปหาเดซี่ที่โซนเกษตรกรรม

            "ท่านเดซี่เจ้าคะนี่คือผ้าห่มไหมเวทมนตร์ที่ท่านสั่งทำไว้ข้าทอให้หนาเป็นพิเศษและใส่ใยฝ้ายเสริมความนุ่มลงไปรับรองว่าหน้าหนาวนี้ท่านจะนอนอุ่นสบายแน่นอนเจ้าค่ะ"เอลฟ์สาวยื่นผ้าห่มให้ด้วยรอยยิ้ม

            เดซี่หูตั้งด้วยความดีใจมันยื่นตีนหน้ารับผ้าห่มมาถูไถกับแก้ม "นุ่มสุดๆ ไปเลย! ขอบคุณมากนะ! อ๊ะ!รอเดี๋ยวนะ!"

            กระต่ายอสูรกระโดดเข้าไปใน 'ห้องเก็บเสบียงใต้ดิน ' ที่ขุดโดยทีมงานของดัสตี้ ก่อนจะลากเอาหัว 'มันเทศป่า' ขนาดใหญ่และอวบอ้วนที่สุดจำนวนห้าหัว พร้อมกับกระบะที่ใส่ 'สตูว์มันเทศร้อนๆ' ออกมาส่งให้เอลฟ์สาว

            "นี่คือของแลกเปลี่ยน!มันเทศลอตใหม่นี้ฉันใช้มานาอัดฉีดจนแป้งมันหวานฉ่ำเลยนะเอาไปกินให้อร่อยเลย!"

            เอลฟ์สาวรับมันเทศและสตูว์มาด้วยความดีใจ"ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะท่านเดซี่!พรุ่งนี้ข้าจะเอาพรมปูพื้นไปให้ท่านดัสตี้เพื่อแลกกับหินขัดมีดด้วยล่ะเจ้าค่ะ!"

            ภาพการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำให้อีไลอัสต้องพยักหน้าด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด

            "นี่แหละ... 'ระบบเศรษฐกิจแบบแลกเปลี่ยน ' !" อีไลอัสวิเคราะห์การขับเคลื่อนของเมือง"ในป่าต้องห้ามที่ไม่มีเงินตรา  ไม่มีเหรียญทองหรือเหรียญเงิน...มูลค่าที่แท้จริงคือ 'ทักษะ' และ 'ผลผลิต' เอลฟ์ทอผ้าและตัดชุดแลกกับอาหารจากเดซี่แลกกับความปลอดภัยและบ้านที่ฉันสร้างให้บาร์นีย์ใช้แรงงานแบกหินแลกกับสตูว์หม้อใหญ่ดัสตี้ขุดอุโมงค์และซ่อมแซมทางระบายน้ำแลกกับมันเทศเผาเคลือบน้ำผึ้ง..."

            เด็กชายกอดอกมองดูความมีชีวิตชีวาของประชากร"ฟันเฟืองทุกตัวกำลังขับเคลื่อนเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน  ไม่มีการขูดรีดภาษี ไม่มีการกดขี่แรงงานมีเพียงการแลกเปลี่ยนคุณค่าที่ยุติธรรมตามทฤษฎีอุปสงค์และอุปทาน  นี่สิถึงจะเป็นการบริหารมหานครแห่งสโลว์ไลฟ์ที่สมบูรณ์แบบ!"

            เวลาผ่านไปจนดวงอาทิตย์ลอยเด่นกลางหัวเอลดรินและทีมช่างเย็บก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมาที่ลานหน้าบ้านหินพร้อมกับกล่องไม้ที่บรรจุเสื้อผ้าชุดใหม่

            "เสร็จแล้วขอรับท่านผู้ใหญ่บ้าน!เชิญท่านผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายด้านในบ้านหินได้เลยขอรับ!"

            อีไลอัสรับกล่องไม้มาด้วยหัวใจที่เต้นระรัวเขารีบเดินเข้าไปในบ้านหิน ปิดประตู แล้วจัดการถอดชุดกระสอบหยาบๆที่ทนใส่มาแสนนานทิ้งไปอย่างไม่ใยดี

            เมื่อเขาสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมพฤกษา ลงบนร่างกายความรู้สึกแรกที่ปะทะเข้ามาคือความ 'โล่งสบาย' อย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในโลกนี้!

            เนื้อผ้าสัมผัสกับผิวหนังอย่างนุ่มนวลราวกับไม่มีแรงเสียดทานใดๆมันปรับอุณหภูมิตามร่างกายของเขา  ให้ความรู้สึกเย็นสบายไม่อึดอัดแม้จะอยู่ในบ้านหินที่กักเก็บความร้อนจากเตาผิงไว้ก็ตามการตัดเย็บของเผ่าเอลฟ์นั้นประณีตขั้นสุด รอยตะเข็บถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนไม่มีส่วนไหนรัดรั้งการเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย

            อีไลอัสผลักประตูบ้านหินก้าวออกมาสู่ลานกว้างแสงแดดยามสายสาดส่องลงมากระทบตัวเขา

            ภาพที่ปรากฏต่อหน้าเหล่าสัตว์อสูรและเผ่าเอลฟ์ทำเอาทุกคนถึงกับต้องกลั้นหายใจด้วยความชื่นชม!

            ภาพเด็กชายวัยสิบสองปีในชุดกระสอบมอมแมมหลุดลุ่ยหลงเหลือเพียงในความทรงจำบัดนี้เขาได้รับการแปลงโฉมใหม่อย่างหมดจดจนแทบจำไม่ได้!ร่างเล็กหยัดยืนอย่างมั่นใจในชุดเสื้อทรงทูนิก  และกางเกงที่ตัดเย็บอย่างประณีตแบบ Tailored Fit รับกับช่วงไหล่และลำตัวอย่างพอดีตัว

            ตัวเสื้อเป็นผ้าสีขาวมุกดูสะอาดตาบริเวณขอบแขนและชายเสื้อถูกขลิบด้วยเส้นด้ายสีเขียวเข้มสลับเงินถักทอเป็นลวดลายพฤกษาพันเกี่ยวที่ดูเรียบหรูแต่ในความอ่อนช้อยนั้นกลับแฝงสัญลักษณ์แห่งความน่าเกรงขามทับด้วยผ้าคลุมตัวนอกทรงกระชับสีน้ำเงินเข้ม บริเวณอกของเขามีจี้หินสีฟ้าถูกยึดไว้ด้วยกรอบโลหะอย่างเรียบหรูซึ่งเป็นของกำนัลจากเผ่าเอลฟ์ มันสะท้อนแสงแดดเป็นประกายอ่อนๆทุกครั้งที่เขาขยับตัว  ราวกับเป็นสัญลักษณ์เล็กๆ ของ “ผู้ควบคุมอาณาเขตแห่งนี้”  ผ้าคลุมถูกออกแบบมาเพื่อความทะมัดทะแมงโดยเฉพาะชายผ้าคลุมไม่ยาวเกะกะ เอื้อให้เขาสามารถก้าวกระโดด ปีนป่ายนั่งร้านหรือคุมงานก่อสร้างได้อย่างคล่องตัว

            และที่น่าอัศจรรย์คือยามที่แสงแดดตกกระทบ เนื้อผ้าสีขาวมุกจะสะท้อนแสงระยิบระยับราวกับมีชีวิตบ่งบอกถึงวัสดุระดับพรีเมียมที่ไม่ได้มีดีแค่ความสวยงามแต่ยังทนทานต่อรอยขีดข่วนจากกิ่งไม้หรือเศษหินได้เป็นอย่างดีส่วนท่อนล่างเป็นกางเกงสีน้ำตาลเข้มซึ่งเกิดจากภูมิปัญญาการทออันเป็นเอกลักษณ์ของเอลฟ์ทำให้เนื้อผ้ามีความแข็งแรงเหนือชั้นย้อมด้วยเปลือกไม้ธรรมชาติจนได้สีน้ำตาลเข้มอบอุ่น

            แม้สรีระจะยังคงเป็นเพียงเด็กชายวัยสิบสองปีแต่ท่วงท่าการยืนหลังตรง การท้าวสะเอวอย่างมั่นใจ และประกายตาที่เฉียบคมผสมผสานกับชุดที่ถูกรังสรรค์มาอย่างประณีต... มันได้ขับเน้น 'ออร่า' ของผู้ปกครองออกมาจนหมดจด!

            ฟินน์ที่เดินวนไปมาอยู่รอบตัวเขาเองก็ไม่ได้อยู่ในสภาพเดิมอีกต่อไปบนร่างของจิ้งจอกอสูรตัวน้อยมีผ้าคลุมสีเขียวเข้มขนาดพอดีตัวคลุมอยู่ มันถูกตัดเย็บให้เข้ากับสรีระสี่ขาอย่างประณีตด้านข้างมีสายคาดหนังเส้นเล็กสำหรับยึดกระเป๋าเครื่องมือจิ๋วผืนผ้าถูกปักลายใบไม้เล็กๆอย่างเรียบง่าย แต่ให้ความรู้สึกคล่องตัวและกลมกลืนไปกับป่าจากจิ้งจอกเร่ร่อนในวันแรกบัดนี้ฟินน์ดูไม่ต่างจาก “หน่วยลาดตระเวนแห่งเฮเซลบรุค” ตัวจริง

            "ท...ท่านผู้ใหญ่บ้าน... ช่างสง่างามเหลือเกินขอรับ!"เอลดรินโค้งคำนับด้วยความตื้นตัน"ชุดนี้คู่ควรกับผู้สร้างและผู้ปกป้องเฮเซลบรุคที่สุดแล้วขอรับ!"

            "ฮู้!เจ้านายหล่อสุดๆ ไปเลย! ดูไม่เหมือนเด็กเร่ร่อนแล้ว!" ฟินน์พูดเสียงใสพร้อมยืดตัวอยากให้มีคนพูดเรื่องชุดของตัวเองบ้าง

            "โฮก...ชุดสวย... นุ่มๆ... บาร์นีย์อยากได้บ้าง... เอาไว้ห่มตอนนอน..."หมียักษ์นั่งมองตาปริบๆ

            อีไลอัสก้มลงมองชุดของตัวเองเขาลองขยับแขนและยืดตัว ทุกการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างอิสระ รอยยิ้มกว้างที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอดีตสถาปนิกซีเนียร์

            "ขอบใจมากนะเอลดรินพวกนายทำงานได้ละเอียดสมกับเป็นช่างฝีมือจริงๆ!ผ้าไหมพฤกษานี่มันคือสุดยอดนวัตกรรมเครื่องนุ่งห่มเลย!"

            อีไลอัสเดินไปหยุดยืนอยู่ตรงกลางลานอเนกประสงค์หน้าบ้านหินแกนกลางความร้อน เขากอดอก ทอดสายตามองไปรอบๆอาณาเขตของรัฐอิสระเฮเซลบรุค

            บ้านหินที่มั่นคงแปลงผักที่เขียวชอุ่ม ระบบระบายน้ำที่สมบูรณ์โซนที่อยู่อาศัยของเอลฟ์ที่เริ่มมีชีวิตชีวาและเหล่าลูกบ้านต่างเผ่าพันธุ์ที่กำลังทำงานและแลกเปลี่ยนทรัพยากรกันอย่างมีความสุขด้วยระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เขาสร้างขึ้น

            ภาพของเด็กชายวัยสิบสองในชุดไหมเวทมนตร์ที่ตัดเย็บอย่างประณีตยืนกอดอกมองดูมหานครขนาดย่อมที่กำลังเจริญเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งท่ามกลางแสงแดดและสายลมแห่งป่าต้องห้าม...

            "สโลว์ไลฟ์ที่แท้จริง...มันต้องมีความสบายระดับนี้แหละถึงจะเรียกได้เต็มปาก"

            อีไลอัสยิ้มบางๆที่มุมปาก จิตวิญญาณของการเป็นผู้สร้างถูกเติมเต็มจนล้นปรี่

            นี่ไม่ใช่แค่การเล่นเกมเอาชีวิตรอดอีกต่อไปแต่มันคือจุดเริ่มต้นของการดำรงตำแหน่ง "ผู้ใหญ่บ้านแห่งเฮเซลบรุค" อย่างเต็มภาคภูมิและสง่างามที่สุด!

    คล้ายกับเรื่องหนีความวุ่นวายมาเป็นผู้ใหญ่บ้านในต่างโลก แต่ลูกบ้านดันมีตั้งแต่มอนสเตอร์ยันมังกรบรรพกาล ภาค 1 ที่คุณอ่าน