ไมตรีจ้องมองผมด้วยสีหน้าเคร่งขรึมผมเพิ่งปล่อยคำถามโง่ ๆ ออกไป
“โอจีดี ก็ Official Government Declaration หรือการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการไง ทำไมท่านถึงไม่รู้จัก”
“ขอโทษครับ เราเบลอ ๆ นิดหน่อย” ผมยิ้มกลบเกลื่อนความผิด
“ท่านอาจจะต้องทำการบ้านหน่อยนะจริงอยู่ที่นโยบายบริษัทสนใจผลงานมากกว่า แต่พวกความรู้พื้นฐานในเครดิตแบงก์ก็สำคัญเหมือนกันไม่งั้นท่านทำงานไม่ไหวหรอก” ไมตรีหันไปสนใจการสัมภาษณ์ต่อแล้ว ผมถอนหายใจต่อไปนี้คงต้องระวังตัวเพิ่มอีก ผมแอบกดถามเอไอในมือถือ ไอรินบอกว่าเป็นการตอบคำถามของรัฐบาลที่เป็นทางการมีผลผูกมัดทั้งในเรื่องคะแนนการเมือง และสามารถใช้ในชั้นศาลได้ เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการตอบแบบน้ำท่วมทุ่งไม่ตรงคำถามของนักการเมืองโดยสื่อมวลชนที่จดทะเบียนอย่างน้อยสามสำนักจะรวมกันเสนอไปยังนักการเมืองให้นัดหมายวันสัมภาษณ์ภายในสองวันพอเสร็จสื่อก็จะร่วมกันตัดสินว่าคำตอบเหมาะสมหรือไม่ เช่น โกหก ตอบคำถามไม่ตรงไม่ครบ หากไม่เหมาะสมก็จะเปิดการโหวตตัดคะแนนการเมืองฝ่ายนักการเมืองจะไปขอสื่อมาสัมภาษณ์รูปแบบโอจีดีตั้งแต่แรกเลยก็ได้ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์นักการเมืองคนนั้นดูมีความพร้อมและจริงใจมากขึ้นผมมารู้ภายหลังว่าสำนักข่าวบางสำนักหลีกเลี่ยงการสัมภาษณ์แบบธรรมดาโดยสิ้นเชิงเพราะกลัวนักการเมืองจะอ้างว่าเป็นแค่ความเห็นส่วนตัวไม่ใช่มติพรรคได้ทำให้เสียเวลาเปล่าธรณีเล่าให้ฟังทีหลังว่าถ้าบริษัทเขาทำเช่นนั้นบ้างคงเหนื่อยมากขึ้นอีกเท่าตัว
“สงสัยคุณประนอมคงไม่รอด เท่าที่ตอบมาเหตุผลยังไม่หนักแน่นพอ” ไมตรีเปรย
“อาจจะโดนตัดคะแนนการเมือง”ผมพยายามมีส่วนร่วม ใช้ข้อมูลที่เพิ่งค้นเมื่อครู่ ไม่รู้ว่าคะแนนการเมืองคืออะไรเหมือนเคยได้ยินผ่าน ๆมาทีหนึ่งแต่จำไม่ได้
“ใช่” ไมตรีตอบก่อนหันไปสนใจบรรยากาศในห้องต่อดูเหมือนเขาจะไม่สะกิดใจ ถือเป็นความสำเร็จเล็ก ๆน้อย ๆ ผมได้ศึกษาเรื่องนี้ในภายหลัง คะแนนการเมืองคือ สิ่งที่ทุกคนมีติดตัวเต็ม 100 คะแนนตั้งแต่เกิดมีมาเพื่อเป็นมาตรฐานคุณสมบัติขั้นต่ำของตำแหน่งนักการเมือง เช่น นายก และรัฐมนตรี ต้องคะแนนเกิน 90, ทำงานราชการคะแนนต้องเกิน 50 เราสามารถเพิ่มคะแนนได้จากการมีกิจกรรมการเมืองเช่น ไปเลือกตั้งจะได้เพิ่มหนึ่งคะแนน หรือบำเพ็ญประโยชน์และจะถูกหักคะแนนได้หลายทาง เช่น ไม่ไปเลือกตั้งจะเสียสองคะแนน ทำงานราชการแล้วพูดโกหกเป็นต้น แน่นอนว่ามีคนที่ไม่สนใจคะแนนการเมืองปล่อยให้ลดจนเหลือศูนย์
ผมมองผ่านกระจกเงาทางเดียวท่าทางที่สามนักข่าวรุมสัมภาษณ์ประนอมดูดุเดือดพอสมควรในโค้งสุดท้ายไมตรีขอหูฟังไร้สายมาจากพนักงานสองอันแล้วยื่นให้ผมอันหนึ่งผมจึงได้ยินเสียงที่ถ่ายทอดมาจากในห้องส่ง
{ “ขอถามเรื่องต่อไปที่ท่านไม่ได้แสดงตนในการประชุมรัฐสภาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาท่านจะอธิบายอย่างไร”นักข่าวสาวที่ชื่อกัญรันต์เปิดประเด็นพลางยื่นหน้าไปหาประนอมเล็กน้อยรอฟังคำตอบ
“เราเข้าใจดีว่ามีประชาชนส่วนหนึ่งมองว่ารมต. ซึ่งเป็น สส. ด้วยมีหน้าที่ต้องเข้าร่วมประชุมทุกครั้งถ้ามาไม่ได้ก็ต้องให้ตัวแทนมาแล้วไปเล่าให้ฟังทีหลังแต่ในขณะเดียวกันก็มีความคิดอีกแบบหนึ่งเพราะว่ากรณีที่แบ่งหน้าที่กันแล้วไม่ต้องลงประชุมก็ได้ เพราะวาระในที่ประชุมไม่เกี่ยวโดยตรงกับเราเราเลยเลือกทำงานบริหารของเราแทน แน่นอนว่าเราส่งคำขอให้คณะกรรมการสภาแล้ว”
“แต่ท่านก็จะไม่ได้ทำหน้าที่ของสส. ซึ่งอาจส่งผลถึงจำนวนองค์ประชุม” นักข่าวชายถาม
“อย่างที่เราบอกวาระไม่ได้มีการพูดถึงกระทรวงเราโดยตรงเราทำถูกระเบียบแล้ว วันนั้นองค์ประชุมก็เกือบครบอยู่แล้วแต่ถ้าท่านยังสงสัยว่าเราไม่ทำงานอีก ก็เช็คได้ง่าย ๆจากเข็มกลัดนักการเมืองอยู่แล้ว” ประนอมตอบ มีเหตุผล พร้อมด้วยรอยยิ้มอย่างสงบดูไม่สะทกสะท้าน ผมรู้สึกว่าโกรธแทนประนอม คำถามนักข่าวคนนั้นดูซ้ำซ้อนไม่สร้างสรรค์ ผมดู list คำถามที่ผ่านในตารางบนหน้าจอฉากหลังมีประมาณห้าถึงหกข้อส่วนใหญ่เป็นเรื่องข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำงานที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาเดือนสองเดือนเช่น ถ้าไม่เข้าประชุมสภา แล้วไปทำอะไร ถ้าเข้าประชุมเรื่องหนึ่งมีข้อสรุปในที่ประชุมอย่างไรประโยชน์ที่ได้จากการมาราชการที่จังหวัดพฤฒธานีของเรา ผมว่าหล่อนตอบได้ดีประนอมยังตอบข้อสงสัยเรื่องการทะเลาะกับนักการเมืองอีกพรรคที่ชื่อพรรคพีเพิลชอยส์ในโซเชียลมีเดียทั้งคู่โต้แย้งกันเรื่องสวัสดิการประชาชนควรมากน้อยแค่ไหนซึ่งหล่อนบอกว่าเป็นการแสดงความเห็นต่างในระบบประชาธิปไตยปกติไม่ได้ทะเลาะกันมีหลักฐานคือ เพิ่งเจอกันหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น และก็ยังคุยกันด้วยดี
“เรื่องสุดท้ายมีข่าวลือในเรื่องนโยบายของท่าน ที่จะยกเลิกยูบีไอเปลี่ยนไปให้เฉพาะกลุ่มรายได้น้อยแทน ว่าจะไม่ผ่านตัวชี้วัดความสำเร็จขั้นที่สามในฐานะที่ท่านเป็น รมต.กระทรวงความมั่นคงของมนุษย์และสวัสดิการผู้รับผิดชอบโดยตรงท่านมีความเห็นว่าอย่างไร” อิสราจี้ถาม ผมพอรู้อยู่บ้างว่าตอนนี้รัฐบาลตั้งมาหนึ่งปีแปดเดือนแล้วแสดงว่าประนอม ซึ่งเป็น รมต. ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับสวัสดิการของประชาชนต้องผ่านการประเมินตัวชี้วัดมาแล้วสองครั้ง นั่นคือหกเดือนและหนึ่งปีหลังรับตำแหน่งผมดูภาพประกอบบน screen ด้านหลังซึ่งแสดงรายละเอียดของตัวชี้วัด
[ตัวชี้วัดนโยบายยกเลิก UBI เปลี่ยนไปให้กลุ่มที่มีรายได้น้อยแทน
ขั้นที่ 5 ตกหล่นน้อยกว่า 1% 100 คนและจำนวนเงินไม่ขาด นั่นคือต้องได้กำไรครบถ้วน
ชั้นที่ 4 ตกลงน้อยกว่า 1%และค่าบริการการคัดกรองเสีย รัฐบาลต้องเสียไม่เกินกี่บาท
ขั้นที่ 3 ตกหล่นไม่เกิน 1%
ขั้นที่ 2 มีการ ประกาศใช้
ขั้นที่ 1 มีการวางแผนรายชื่อครบถ้วน ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรับรู้หมด]
“ผลการดำเนินงานของเราเป็นไปได้ด้วยดี หลังจากที่ยกเลิก เราได้เงินคืนมา ราว ๆ 2.5 แสนล้านบาท จากประชากรที่รายได้เกินเกณฑ์ที่ตั้งไว้ทั่วประเทศคิดว่าระยะเวลาที่เหลืออีกหกเดือน น่าจะตามเก็บได้ครบ ทำให้ตกหล่นไม่เกิน 1%”ประนอมตอบด้วยรอยยิ้มเหมือนภาคภูมิใจไม่น้อย
ผมกดหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายยูบีไอหรือสวัสดิการรายได้พื้นฐาน เงินที่แจกจ่ายจะมากกว่าเส้นความยากจนซึ่งมีจุดตัดที่11,052 บาทต่อเดือน แนวคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่ยุคผมแต่ตอนนั้นยังเป็นแค่ทฤษฎีตอนที่ได้ยินว่ายุคนี้ทำได้สำเร็จผมเลยถามธรณีถึงข้อต่อต้านสุดคลาสสิกที่เจอมาตั้งแต่ยุคก่อน คือกลัวว่าคนที่ได้สวัสดิการนี้จะขี้เกียจไม่ยอมทำงาน เพื่อนผมหัวเราะเบา ๆแล้วยกงานวิจัยหลายชิ้นขึ้นมาอ้าง ผมจำไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง สรุปรวม ๆว่าการว่างงานไม่ได้เพิ่มมากขึ้น เพราะเงินไม่พอใช้อยู่ดีแต่กลับทำให้อัตราการเปลี่ยนงานในช่วงห้าปีแรกลดลงซึ่งสะท้อนว่าผู้คนมีโอกาสลองผิดลองถูกในการเลือกงาน หรือศึกษาเพิ่มได้มากขึ้นประนอมบอกว่าในอนาคตหากกดเกณฑ์ให้ต่ำกว่านี้ก็จะลดค่าใช่จ่ายได้อีกมหาศาลผมเข้าใจดี นโยบายสวนทางประชานิยมเช่นนี้ไม่มีทางหักดิบได้ ต้องค่อย ๆปรับลดทีละน้อย
ไอรินให้ข้อมูลว่ายูบีไอจะใช้งบประมาณราว ๆ 9.55% ของจีดีพี ซึ่งถือเป็นงบประมาณรายจ่ายภาครัฐในส่วนอื่นประมาณ 30% ของจีดีพี ซึ่งสามารถประหยัดงบประมาณได้มากหากเปลี่ยนเป็นสวัสดิการเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อยแทนแต่มีเงื่อนไขคือรัฐบาลต้องมีความสามารถในการตรวจสอบที่ดีพอ ไม่ให้เกิด การตกหล่นและรั่วไหล ในรายละเอียดของนโยบาย ประนอมจะใช้การสำรวจคนไม่ให้ตกหล่นผ่านแอปซิติเซนเนื่องจากทุกคนต้องเสียภาษีผ่านแอปพลิเคชันนี้เช่นกัน
“แล้วท่านจะทราบได้อย่างไรว่าจะมีคนที่ตกหล่น หรือ ได้เกินหรือไม่” ชายที่ชื่ออัศว์เรศวิ์วิศว์ยิงคำถาม
“พอเรามีฐานข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ของประชากรในประเทศทุกคนอยู่แล้ว ก็จะมีการจัดกลุ่ม และจัดสวัสดิการให้คนที่คิดว่าตนเองควรจะได้รับ แต่ไม่ได้รับสามารถเดินทางมาพิสูจน์ตนเองได้”ประนอมตอบ
“ท่านจะทราบได้อย่างไรว่ามีคนที่ไม่ควรได้รับยูบีไอตามเกณฑ์ แต่ดันได้ไป” กัญรัตน์เป็นฝ่ายสงสัยบ้าง
“ถ้ามีก็น้อยมากซึ่งอาจเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิคยังไงกระบวนการนี้ก็ต้องเปิดเผยแก่คณะกรรมการเฉพาะกิจอยู่แล้วว่าใครมีสิทธิได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จึงมีการช่วยกันตรวจสอบข้อผิดพลาดแต่ยังไงก็เชื่อว่าเมื่อผ่านไปหลายไปความผิดพลาดนี้ก็จะลดลงเรื่อย ๆเพราะอย่างไรรัฐก็ได้ประโยชน์จากการประหยัดงบประมาณอยู่ดี” ประนอมอธิบายอย่างช้า ๆผมคิดว่าหล่อนเป็นหญิงสูงวัยที่ดูภูมิฐาน พูดจาฉะฉาน
“เราขอย้อนกลับมาถามถึงคนที่ตกหล่นท่านจะมีวิธีการจัดการกับคนเหล่านั้นอย่างไรต่อ” นักข่าวสาวอีกคนเอ่ยขึ้น
“ง่าย ๆ ถ้าเขามาร้องเรียนพิสูจน์ความถูกต้องแล้ว เราก็จ่ายให้”
“แล้วเขาจะได้รับการชดเชยจากรัฐบาลอย่างไรจากภาระที่สร้างให้ประชาชนเพิ่มที่ต้องเสียเวลาไปเรียกร้องสิทธิ” อิสราถามจี้หนักขึ้นประนอมนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบ
“มีไม่มากหรอกที่ผ่านมามีมาร้องเรียน แค่เก้าเคส เท่านั้น ระบบแจ้งเตือนผ่านทางแอปซิติเซน คงไม่มีใครอ้างว่าไม่ได้รับข่าวสาร”ประนอมตอบแบบลังเล
“ท่านตอบไม่ตรงคำถาม”เสียงหนึ่งดังขึ้นกลางห้อง สีหน้าประนอมซีดลงอย่างเห็นได้ชัด ผมจำน้ำเสียงได้ดีมันเป็นเสียงของไอริน ผมมารู้ภายหลังว่าจะมีเอไอช่วยตรวจจับว่าคำถามกับคำตอบเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่เพื่อป้องกันตรรกะวิบัติที่เกี่ยวกับการสรุปนอกประเด็นปกติจะตั้งค่าให้มีความไวในการตรวจจับค่อนข้างต่ำ[1]ถ้าไม่เข้าข่ายตรรกะวิบัติ[2]ชัดเจนจริงๆ ก็จะไม่เตือนเพื่อป้องกันไม่ให้บทสนทนาสะดุด
นักข่าวทั้งสามต่างจ้องหน้าท่านรมต.เป็นทางเดียว หมายเค้นคำตอบให้ได้หน้าจอเกิดแสงสว่างมากขึ้นเป็นกรอบสี่เหลี่ยมล้อมรอบบันทึกคำถามและคำตอบที่ไม่สมเหตุผลนั้นให้เห็นชัดประนอมยังนิ่งเงียบอยู่
“ทางรัฐบาลมีนโยบายในการชดเชยให้คนเหล่านั้นได้หรือไม่ถ้าจำนวนคนมีไม่มากอย่างที่ท่านว่าคงไม่ส่งผลกระทบถึงนโยบายกฎแห่งความดีคูณสอง ของรมต.ไกรลพ ใช่ไหม” กัญรัตน์กล่าวถึงนักการเมืองอีกคน ผมรีบค้นข้อมูลรัฐมนตรีคนนี้เป็นอีกคนที่มาจากพรรคอัตตาเช่นเดียวกับประนอม ผมรู้อยู่แล้วว่ากฎแห่งความดีคือนโยบายรัฐที่การให้รางวัลตอบแทนผู้ที่กระทำความดีเช่น การเก็บขยะบนท้องถนนไปทิ้ง นโยบายของรัฐบาลคือการเพิ่มรางวัลในส่วนนี้แต่ยังไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงยุติธรรมหรือเพราะมันคือการบำรุงทุกข์สุขของประชาชน หน้าจอแสดงผลนโยบายที่กล่าวถึงมาคู่กับนโยบายของประนอม
[ตัวชี้วัดนโยบาย กฎแห่งความดีคูณสอง
ขั้นที่ 5 มีคนทำความดีเพิ่มขึ้น 50%จากค่าเฉลี่ย 4 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ช่วงรัฐบาลก่อน
ขั้นที่ 4 มีคนทำดีเพิ่มขึ้น 30%และความพึงพอใจโดยรวมของประชาชนเกี่ยวกับ สังคมนี้เป็นสังคมที่ดีขึ้นหรือไม่มากกว่า 80%
ขั้นที่ 3 นโยบายไม่มีปัญหาไม่มีตกหล่น แถมยังเพิ่มโครงการอีกอันนึง คือจิตอาสา (โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการอย่างน้อย1 ล้านคน และออกปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ แล้วเกิน 1 หมื่นคน)
ขั้นที่ 2 เริ่มใช้นโยบายเพิ่มค่าตอบแทนกฎแห่งความดี
ขั้นที่ 1 วางแผน]
“เราจะชดเชยค่าเสียโอกาสให้แต่เป็นจำนวนเท่าไหร่ ต้องให้เอไอคำนวณอีกที ตามหลักฐานจริง” ประนอมยอมตอบในที่สุดทนแรงกดดันไม่ไหว ถ้าผมเป็นหล่อนก็คงเครียดไม่ต่างกัน
“การคำนวณของเอไอต้องใช้ปัจจัยอะไรบ้าง” อิสราโจมตีด้วยคำถามอย่างต่อเนื่องสีหน้าเธอดูดุดันจริงจัง“หรือโครงการของท่านเข้าข่ายวัตถุประสงค์ดีแต่ไม่มีแผนการที่ชัดเจนพอ”
“เราคิดมาแล้วเดี๋ยวปลัดกระทรวงก็จะประสานกับกระทรวงวิทยาศาสตร์เอง” ประนอมตอบเลี่ยง ๆเหมือนเสียงเตือนของเอไอ เรื่องตรรกะวิบัติกำลังจะดัง แต่อิสรารีบกดปิดก่อน แล้วพูดแทน
“ถ้าท่านคิดมาแล้วก็ต้องบอกได้ทันทีตามกฎของการเซอร์ไพรส์หรือท่านกำลังจะขอไปศึกษาผลกระทบก่อน” นักข่าวสาวยังคงกัดไม่ปล่อยแววตาดูแน่วแน่ไม่ไว้หน้าใคร
“แต่การศึกษาผลกระทบควรจะเกิดขึ้นไปแล้วเพราะท่านผ่านตัวชี้วัดที่หนึ่งซึ่งตั้งชื่อว่า ‘การวางแผน’ แล้ว” กัญรัตน์พูดเชิงประชดเย้ยหยัน
“คำตอบที่ท่านตอบเหมือนกำลังโยนภาระไปให้ข้าราชการไปคิดมาซึ่งเคยมีเหตุการณ์แบบนี้หลายครั้งสุดท้ายก็จะเกิดปัญหาจนประชาชนกดดันให้เพิ่มตัวชี้วัดแล้วก็จะนำมาสู่การไม่ผ่านตัวชี้วัด” นักข่าวชายที่ชื่ออ่านยาก ๆ เสริมตอนนี้สีหน้าอันมั่นใจในตัวเองของประนอมจ๋อยลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อโดนสามรุมหนึ่ง
“เรายังไม่รู้แต่เราสัญญาว่าจะให้คำตอบท่านให้เร็วที่สุด พวกท่านมีคำถามอะไรอีกไหมนี่ก็เลยเวลามามากพอแล้ว เรามีงานต้องทำ”ประนอมพูดแล้วมองหาทั้งสามคนสลับกันเป็นเชิงว่าพอใจรึยัง
นักข่าวต่างมองหน้ากันแล้วพยักหน้าผมมารู้ภายหลังว่าอีกสองสัปดาห์หล่อนจะต้องขอแถลงโอจีดีอีกครั้งตามมารยาทเพื่อตอบปัญหาที่ค้างคานี้โดยเฉพาะ
“เราทั้งสามคนในฐานะตัวแทนของสภาวิชาชีพนักข่าวและตัวแทนของประชาชน ก็ขอจบกระบวนการโอจีดีแต่เพียงเท่านี้ขอบคุณท่านประนอมมากที่อุตส่าห์สละเวลามาที่สตูดิโอแห่งนี้”อิสรากล่าวสรุปก่อนที่ทั้งสี่คนจะไหว้ขอบคุณกัน การสัมภาษณ์จบแล้วประนอมลุกเดินออกไป โดยมีผู้ติดตาม กับคนของสำนักข่าวออกไปส่งเมื่อพ้นจากขอบเขตภาพของกล้องไปแล้วผมแอบเห็นสีหน้าบึ้งตึงของนักการเมืองหญิงเธอคงเครียดและรู้ชะตากรรมของตัวเองล่วงหน้า }
อิสรากับผู้สื่อข่าวอีกสองคนเดินคุยกันออกมา เปิดประตูเข้ามาห้องที่พวกเรายืนอยู่ซึ่งไฟเปิดสว่างจ้าเพราะการสังเกตเสร็จสิ้นแล้ว
“สรุปว่าพวกเราสามคนเห็นตรงกัน ให้เปิดโหวตตัดคะแนนการเมือง คุณประนอม นะ”ชายที่ชื่ออัศว์เรศวิ์วิศว์พูดขึ้น เมื่อครู่ผมค้นข้อมูลมาแล้วแสดงว่าสื่อทั้งสามลงมติว่าคำตอบที่ได้ไม่เหมาะสมนำไปสู่การเปิดโหวตการตัดคะแนนการเมืองผ่านแอปซิติเซนภายในหนึ่งสัปดาห์ โดยเอไอจะสุ่มเลือกประชาชนทั้งประเทศมาส่วนหนึ่งแล้วทำตามเสียงส่วนใหญ่
“ใช่จ้า งั้นเดี๋ยวเราขอตัวไปทำงานก่อนนะ” หญิงร่างท้วมกัญรัตน์เอ่ยทุกคนรวมทั้งไมตรีและผมยกมือไหว้สวัสดีกัน ก่อนที่นักข่าวต่างสำนักสองคนจะแยกออกไปอีกประตูตอนนี้เหลือแต่ผม ไมตรี กับอิสรา ในห้องสังเกตการณ์
“ทำได้ดีมาก” ไมตรีกล่าวชื่นชม
“ขอบคุณค่ะ” อิสรายกมือไหว้เธอดูมีสัมมาคารวะดีกว่าคนทั่วไป ตอนนี้ผมได้เห็นรูปร่างของหญิงสาวเต็มตัวแล้วเธอเตี้ยกว่าผมราว 5 ซม.แต่มีรูปร่างเพรียว ผิวที่ขาวเนียนปกปิดไว้ใต้เครื่องแต่งกายที่ดูเรียบร้อย ผมยังจำท่าทางที่ดูมั่นใจกับสายตาเฉียบคมดุจเหยี่ยวซึ่งเธอใช้โจมตีนักการเมืองคนนั้นได้
วินาทีที่อิสราหันมาสบตาผมเต็ม ๆโลกทั้งใบก็พลันหยุดหมุน เสียงของไมตรีเบาลงจนกลายเป็นเสียงกระซิบจากสายลม ตอนนี้แสงไฟบนเพดานสาดส่องให้เห็นวงหน้าที่แจ่มชัดเป็นครั้งแรกด้วยระยะใกล้เท่านี้ทำให้หัวใจผมเต้นระส่ำ ไม่ใช่เพราะว่าเธอสวยแต่เป็นเพราะใบหน้าเธอละม้ายคล้ายคลึงกับคนในความทรงจำของผมเหลือเกินคนที่ผมรู้จักดียิ่งกว่าใครทั้งหมดในโลกเก่าที่จากมา
"...อีฟ"ชื่อนั้นหลุดจากริมฝีปากผมอย่างไม่รู้ตัวความรู้สึกทั้งสุขทั้งเศร้าที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ผมตั้งสติระงับอารมณ์เหล่านั้นแล้วหันมาสนใจหญิงสาวตรงหน้า สีหน้าเธอดูประหลาดใจแต่ก็ยังพยักเพยิดเป็นเชิงสวัสดี
"ขอโทษนะจ๊ะเราเคยเจอกันมาก่อนรึเปล่า" เธอถาม
แน่นอนว่าผมไม่มีทางเจอเธอมาก่อนได้แน่
[1]Sensitivity ความไวในการตรวจจับหรือการตอบสนอง
[2]Fallacy ตรรกะวิบัติ คือ ข้อบกพร่องทางตรรกะที่ทำให้ข้อโต้แย้งหรือการสรุปผลนั้นไม่สมเหตุสมผลแม้ว่าข้อสรุปนั้นจะดูเหมือนน่าเชื่อถือก็ตาม