“ เอส กินข้าวเสร็จแล้วจะกลับบ้านใช่ปะ” เอแคร์ เพื่อนในกลุ่มของฉันถามขึ้นหลังจากที่เรากินข้าวเสร็จ
“ วันนี้คงไม่ได้ไปไหนอ่ะ ว่าจะเข้าไปหาหนังสืออ่านในห้องสมุดรอเวลา” ฉันตอบ
“ อ้าว ทำไมไม่กลับบ้านละเอส ปกติเห็นกลับบ้านตลอดเลยนิ” เอเดนแซว ก็จริงอย่างที่เอเดนบอกนั่นแหละถ้าฉันมีเวลาว่าระหว่างคาบสองชั่วโมงขึ้นไปคือไม่เห็นฉันอยู่ในคณะแน่นอน
“ ก็วันนี้เอสไม่มีรถนิ วันนี้เห็นนั่งรถมากับใครก็ไม่รู้เป็ผู้ชายด้วย” ก็อปปี้แซวบ้าง
“ อย่าว่าเพื่อน ก็เพื่อนมือเจ็บเนอะจะให้ขับรถได้ไง” พลอยพูดขึ้นบ้าง แต่ดูเหมือนว่าพลอยจะพูดแก้ต่างให้ฉันนะแต่ความจริงแล้วคือไม่เลย ยัยพลอยนี่แหละแซวเก่งกว่าเพื่อน สังเกตได้จากอาการที่ยิ้มจนตาเป็สระอิ
“ ก็ตอนนั้นมันวุ่นวายมาก แล้วเขายังไม่เอารถมาคืนให้นิ ไม่ได้อ่อนแอขนาดจะขับรถไม่ได้ซักหน่อยแผลแค่นี้ไกลหัวใจหรอกเดี๋ยวอีกแปบเดียวก็หาย”
“ แต่ว่าเมื่อกี้เอสว่าอะไรนะ จะไปรออยู่ในห้องสมุดหรอ ขุ่นพระ” เอเดนทำท่าเอามือปิดปากเหมือนใมาก
“ อะไร”
“ เอสจะเข้าห้องสมุด” เอเดนยังคงเล่นใหญ่ต่อไป
“ จะใอะไรขนาดนั้น ถึงเขาจะไม่ชอบอ่านหนังสือเรียนแต่หนังสืออย่างอื่นเขาก็อ่านนะ” ฉันอธิบาย
“ ก็คงจะจริงแหละเห็นเอสบอกว่าแต่ก่อนบ้านเอสทำร้านหนังสือนิ” เฌอเบลล์พูดขึ้นบ้าง เฌอเบลล์เป็คนที่ฉันค่อนข้างสนิทมากพอสมควร ฉันชอบพูดเื่ที่บ้านให้เฌอเบลล์ฟังมากที่สุดเพราะอย่างน้อยเฌอเบลล์ก็ช่วยฟังความทุกข์ของฉันและชี้ทางแก้ไขให้ได้ดีมากที่สุด
“ เอาจริงแค่ได้เดินเข้าไปในที่ๆ มีหนังสือก็มีความสุขแล้ว” ฉันยืนยันในสิ่งที่เฌอเบลล์พูด และหลังจากนั้นเราก็แยกย้ายกัน เพื่อนๆกลับหอส่วนฉันเดินหงอยไปห้องสมุดคนเดียว แต่ก็ดีได้ใช้เวลากับตัวเองบ้าง อยู่กับคนอื่นตลอดเวลาจนตอนนี้ฉันรู้สึกว่าแทบจะไปไหนคนเดียวไม่เป็แล้วทั้งๆ ที่ปกติก็ไปได้ไม่ต้องง้อใครวันนี้ฉันมีเวลาพักระหว่างคาบประมาณสองสามชั่วโมงและฉันไม่ได้ไปไหนเพราะฉันไม่มีรถเว้ย พูดแล้วหงุดหงิด ถ้าเป็ปกติป่านนี้ฉันคงจะกลับไปนอนเล่นอยู่บ้านระหว่างรอเวลาเรียนคาบต่อไปแล้ว แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วลองเข้าไปนั่งรอในห้องสมุดของคณะก็ได้ ฉันเดินเข้าไปในห้องสมุดเดินผ่านเหล่าหนังสือวิชาการต่าง เข้าไปข้างในสุดซึ่งสำหรับห้องสมุดส่วนใหญ่แล้วมุมพวกนี้จะเก็บพวกหนังสือเก่าๆและหนังสือประเภทสาระทั่วไปรวมไปถึงวารสาร นิตยสารฉบับเก่า หนังสือพิมพ์รายวันฉบับเก่า และนิยาย หนังสือเหล่านี้แหละคือประเภทหนังสือที่ฉันโปรดปราน ฉันสูดดมกลิ่นหนังสือเ่าั้ฉันรู้ว่ามันอันตรายเพราะฝุ่นมันเยอะแต่ฉันก็ชอบ หนังสือเหล่านี้ทำให้ฉันคิดถึงวัยเด็กของฉัน แต่ก่อนบ้านฉันทำธุรกิจเปิดร้านขายหนังสือทำให้ฉันมีหนังสือมากมายอ่านโดยไม่ต้องเสียตังค์ซักบาท ตอนนั้นฉันจำได้ว่าฉันมีความสุขมากกับการอ่านหนังสือเ่าั้แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทำให้ทุกอย่างค่อยๆเปลี่ยนไป จากปกติที่คนเราต้องซื้อหนังสืออ่านเราก็สามารถเช็คข่าวรายวันได้ง่ายๆด้วยการใช้โทรศัพท์ทำให้หนังสือค่อยๆลดบทบาทลงไปจนในที่สุดครอบครัวของฉันก็ต้องยุติการทำกิจการนี้ไป ส่วนตัวของฉันแล้วฉันเป็คนที่ค่อนข้างหัวโบราณและเป็คนประเภทย้อนแย้งสุดๆ ถึงฉันจะชอบเล่นเกมจากโทรศัพท์แต่ฉันก็ไม่ชอบที่จะอ่านข่าวหรือE-BOOKจากโทรศัพท์ ฉันเดินใช้มือกรีดตามของหนังสือเพื่ออ่านชื่อหนังสือแต่ก็ยังไม่มีเล่มไหนถูกใจ ฉันเดินถอยหลังออกมาจากชั้นหนังสือจนชนกับชั้นอีกฝั่งหนึ่งเพื่อพยายามเขย่งเท้าอ่านชื่อหนังสือที่อยู่ชั้นข้างบน แต่ด้วยความสูงแค่หนึ่งร้อยหกสิบเซนของฉันมันไม่เอื้ออำนวยเอาซะเลย แอบรู้สึกโกรธตัวเองที่ตอนเด็กๆ แม่บอกให้กินนมเยอะๆแต่ไม่ยอมกิน ฉันไล่สายตาไปเรื่อยๆ จนสายตาไปสะดุดกับหนังสือเล่มหนึ่ง ‘วีรสตรี โลกจารึก’ ฉันมองหนังสือเล่มนั้นด้วยสายตาที่เป็ประกาย เท่าที่ฉันรู้มาในอดีตผู้หญิงไม่เป็ที่ยอมรับในอดีตมากเท่าไร การที่คนเขียนนำพวกเธอมาไว้ในหนังสือที่เขียนว่าโลกจารึกแบบนี้แสดงว่าพวกเธอต้องมีความสำคัญกับประวัติศาสตร์มากแน่ๆ งั้นก็แสดงว่าพวกเธอต้องเจ๋งมากแน่ๆ เลย ฉันอดใจที่จะอ่านประวัติของพวกเธอไม่ไหวแล้ว ฉันพยายามเขย่งเท้าแล้วเอื้อมมือดึงหนังสือเล่มนั้นออกจากชั้น แต่ก็อย่างที่บอกว่าฉันสูงแค่หนึ่งร้อยหกสิบเซนเท่านั้นเว้ย หงุดหงิดความเตี้ยของตัวเอง ฉันยังคงพยายามอย่าสุดความสามารถในการเอาหนังสือเล่มนั้นลงมาจากชั้น ทันใดนั้น ฮั่นแน่ ฉันรู้นะว่าพวกเธอแอบคิดอะไรอยู่ถ้าเป็นิยายเื่อื่นคงจะมีชายหนุ่มลึกลับหรือพระเอกมาเอื้อมหยิบหนังสือให้จากข้างหลังใช่ไหมล่ะ แต่ไม่ใช่กับเื่นี้! เพราะทันใดนั้นเองหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ฉันไม่ได้หมายตาไว้ั้แ่แรกก็หล่นลงมาใส่หัวฉันพร้อมกับฝุ่นที่เกาะอยู่บนหนังสือเล่มนั้นจนฝุ่นฟุ้งไปหมด ฉันลูบหัวแกรกๆเพื่อหวังว่ามันจะช่วยบรรเทาความเ็ปของฉันลงไปได้บ้าง ก็มันก็ได้นิดหน่อย นิดหน่อยจริงๆ ฉันหยิบหนังสือเล่มที่ตกอยู่ข้างๆฉันขึ้นมาดู ดูท่าทางแล้วมันน่าจะไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไรนักเพราะฝุ่นที่เกาะดูหนามากราวกับว่าไม่มีใครมาจับมันเลย ฉันลูบฝุ่นบริเวณหน้าปกหนังสือออกเพื่ออ่านชื่อของหนังสือเล่มนั้น ‘ ตำนานของด้ายแดงและเฒ่าจันทรา ’ ฉันมองหนังสือเล่มนี้ด้วยความสนใจ เอาวะไหนก็เจ็บตัวเพราะหนังสือเล่มนี้แล้วขออ่านหน่อยเหอะ ฉันปัดฝุ่นออกจากหนังสือเล่มนั้นจนหมดแล้วเดินหามุมสงบๆ เพื่อนั่งอ่านหนังสือเล่มนี้ แต่เอาจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้หายากหรอกเพราะปกติแล้วโซนนี้ก็ไม่ค่อยมีคนมาอ่านหนังสือกันเท่าไรจึงทำให้บริเวณนี้เสียงรบกวนน้อยเป็พิเศษ ฉันค่อยๆเปิดหนังสือเล่มนี้ด้วยความระมัดระวังแล้วฉันก็ได้รู้อีกว่าหนังสือเล่มนี้ไม่มีใครสนใจมันจริงๆ นั่นแหละเพราะสภาพกระดาษภายในเล่มคือใหม่มาก โถ่เ้าหนังสือผู้หน้าสงสาร ไม่มีใครสนใจแกเลยงั้นไม่เป็ไรฉันจะอ่านแกให้เอง ฉันคิดในใจและเริ่มลงมืออ่านหนังสือเล่มนี้ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาของใครคนหนึ่งแอบจ้องมองมาอยู่ เขาคนนั้นค่อยๆคลี่ยิ้มออกมาที่มุมปากโดยที่เธอไม่รู้ตัวเลย...
เป็กำลังใจให้นักเขียนได้ง่ายๆด้วยการ กดให้ติดตาม กดให้กำลังใจ หรือ คอมเมนต์แสดงความคิดเห็น
หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยผู้อ่านทุกคนด้วย