สุดยอดบอดี้การ์ดอหังการ

    สุดยอดบอดี้การ์ดอหังการ_49_พี่เจิ้งเจ๋งสุด ๆ!

    พี่จ้งสั่งให้คนหามพี่ตงที่ลุกยืนไม่ไหว แต่สายตากลับเหลือบมองเซียวเจิ้งโดยไม่มีใครสังเกตเห็น ในแววตามีความโหดร้ายวาบผ่านอย่างเลือนราง ดูท่าจะนำความคับแค้นใจนี้ไปลงกับเซียวเจิ้ง


    หลังจากทุกคนเดินออกไป วิลล่าอันใหญ่โตโอ่อ่าก็เงียบสงบลงอีกครั้ง สีหน้าเยือกเย็นของเย่ซื่อกวนกลับคืนดังเดิม เขาคลี่ยิ้มพลางกล่าวกับเซียวเจิ้งว่า


    “คนที่อยู่ข้างล่างไม่ได้เรื่องเลย ปล่อยให้นายเห็นเรื่องตลกซะแล้ว”


    “นายก็พูดเกินไป”


    เซียวเจิ้งส่ายหัว แล้วพูดอย่างมีเลศนัย “ถ้าไม่ใช่เพราะนายออกหน้า คงไม่มีใครกู้หน้าให้หลี่เฟิงได้”


    “ทุกคนเป็นพี่น้องของฉันมาตั้งนมนาน พูดแบบนี้ก็ดูห่างเหินเกินไป ตอนนี้คงมีกะจิตกะใจดื่มสักแก้วสองแก้วแล้วสินะ?” เย่ซื่อกวนฉีกยิ้มพร้อมกับยกแก้ว เขาดูอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง


    “ดื่ม” เซียวเจิ้งยกแก้ว


    ทั้งสามคนดื่มสุราลงท้องไปหลายแก้ว ขณะกำลังหวนนึกถึงวันวานด้วยการชักนำของเย่ซื่อกวน จู่ ๆ เสียงตะโกนราวกับคนแก่ก็ดังขึ้นมาจากทางด้านนอกประตู


    “พี่เจิ้ง พี่เจิ้งของฉันอยู่ที่ไหน!?”


    ยังไม่ทันสิ้นเสียง ชายหนุ่มร่างใหญ่กำยำคนหนึ่งก็บุกเข้ามาในห้องรับรอง ชนดะเข้ามาราวกับไม่มีใครอยู่


    “ตะโกนเอะอะเสียงดังอะไรกัน?” เย่ซื่อกวนพูดแกมบ่น “นายรู้จักกลับมาด้วยเหรอ? พี่เจิ้งของนายอิ่มแล้ว กำลังจะกลับแล้วเนี่ย”


    เฮยสงจ้องมองไปที่เซียวเจิ้ง พร้อมกับกล่าวด้วยความตื่นเต้น


    “พี่เจิ้ง ฉันคิดถึงพี่แทบแย่!”


    พอพูดจบก็โผตัวเข้ามากอดเซียวเจิ้งราวกับเสือตะครุบเหยื่อ


    “เฮ้ ปล่อย นายทำฉันเจ็บนะ”


    เซียวเจิ้งแยกเขี้ยวยิงฟัน บนใบหน้าเผยรอยยิ้มกว้างออกมาโดยไม่รู้ตัว


    เฮยสงเป็นพี่น้องที่ออกไปต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ภายนอกร่วมกันในตอนนั้น เป็นชายที่พูดจาโผงผางที่สุดในบรรดาคนทั้งห้า ทั้งยังใกล้ชิดสนิทสนมกับเซียวเจิ้งมากที่สุด เรียกได้ว่าความเคารพของเขาที่มีต่อเซียวเจิ้งมากกว่าที่มีต่อเย่ซื่อกวนผู้เป็นพี่ใหญ่เสียอีก


    ทั้งสองคนไม่เจอกันห้าปี เฮยสงไม่ได้ห่างเหินเท่าหลี่เฟิง แต่ก็ไม่ได้ทักทายด้วยความสุภาพอย่างเย่ซื่อกวน เขาแสดงความคิดถึงที่มีต่อเซียวเจิ้งด้วยการกระทำที่ตรงไปตรงมาที่สุด


    เซียวเจิ้งถูกชายผู้สูงราวหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรกอดเอาไว้ จนแทบจะทับเอวของเขาหัก


    “แหะ ๆ”


    เฮยสงคลายกอดจากเซียวเจิ้ง เกาหัวพลางยิ้มแหย ๆ แล้วเอ่ยออกมาว่า


    “พี่เจิ้ง หลายปีมานี้พี่ไปอยู่ที่ไหนมา? ทำไมไม่ติดต่อกับพวกพี่น้องเลย ฉันเกือบประกาศตามหาคนหายแล้ว!”


    “เอิกเกริกไปหน่อยไหม?” เซียวเจิ้งกลอกตาใส่เฮยสง “นายที่รู้ตัวอักษรไม่กี่ตัวก็สามารถเขียนประกาศตามหาคนหายได้แล้วเหรอ?”


    เฮยสงยิ้มใสซื่อ จากนั้นกล่าวพลางถูฝ่ามือ “ฉันเขียนไม่ได้ แต่พี่เย่ทำได้นี่ ฉันไม่สน ครั้งนี้จะไม่ยอมให้พี่หนีไปอีกแล้ว ไม่งั้นฉันจะสั่งให้ทั้งวงการไล่ล่าพี่ ต่อให้ต้องไล่ล่าจนสุดหล้าฟ้าเขียว ก็ต้องทำให้พี่ไม่มีที่ซ่อนตัวให้ได้”


    “น้ำเน่าชะมัด” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยความรังเกียจ


    เฮยสงหัวเราะเสียงดังออกมาจากก้นบึ้งหัวใจ ก่อนจะนั่งแหมะลงตรงข้างเซียวเจิ้ง โดยไม่ได้สนใจอารมณ์ของหลี่เฟิงและเย่ซื่อกวน เขายกแก้วสุราขึ้นมาแล้วพูดเสียงอู้อี้ว่า


    “พี่เจิ้ง พวกเราดื่มด้วยกันเถอะ วันนี้ไม่เมาไม่กลับ!”


    เซียวเจิ้งชนแก้วสุรา ดื่มจนหมดแก้วด้วยท่าทางสุดเท่


    ทุกคนกินดื่มกันอย่างสนุกสนาน แต่พอเฮยสงรู้ว่าเซียวเจิ้งทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัทแห่งหนึ่ง เขาก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นกล่าวออกมาว่า


    “ผู้หญิงโง่ที่มีตาแต่ไม่มีแววคนไหนกันให้พี่เจิ้งเป็นคนเฝ้าประตู เบื่อหน่ายชีวิตหรือนึกสนุกกัน? กลับไปฉันจะตามหาบ้านเธอแล้วเก็บเธอซะ!”


    “ปากของนายพูดอะไรดี ๆ ไม่เป็นรึไง”


    เซียวเจิ้งถลึงตามองเฮยสงปราดหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์


    “นี่คืองานแรกหลังจากฉันกลับประเทศ ถ้านายทำมันพัง ดูสิว่าฉันจะถลกหนังนายหรือเปล่า”


    เฮยสงหดคอลง แล้วเอ่ยออกมาด้วยความเกรงกลัว “พี่เจิ้ง พี่คงไม่คิดจะทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไปทั้งชีวิตใช่ไหม? ต่อไปเรามาทำงานด้วยกันเถอะ ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น ลองมองไปในเมืองหมิงจูสิ ตอนนี้มีแค่คนเดียวที่ท้าทายพวกเราได้ ก็คือไอ้แก่สารเลวจ้าวซื่อ ส่วนคนอื่นถ้าไม่พึ่งพาพวกเรา ก็ถูกพวกเราฆ่า! มีอนาคตสุด ๆ!”


    “ตีรันฟันแทงน่ะไม่เหมาะกับฉันแล้ว”


    เซียวเจิ้งจุดบุหรี่ แล้วกล่าวพลางส่ายหัว “ฉันแค่อยากใช้ชีวิตอย่างสงบ นายอย่าโน้มน้าวฉันอีกเลย ไม่งั้นถ้าเจอนายอีกฉันจะหลบหน้า”


    เฮยสงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกกังวลขึ้นมาทันที เขาตะโกนเสียงดังออกมาว่า “อย่านะพี่เจิ้ง ฉันไม่พูดก็โอเคแล้วใช่ไหม? อย่างมากหลังจากนี้ฉันจะไปหาพี่เพื่อกินดื่มด้วยกันเท่านั้น จะไม่พูดจาไร้สาระแม้แต่นิดเดียว!”


    “งั้นก็ไม่มีปัญหา”


    เซียวเจิ้งมองพิจารณาเฮยสงที่สวมนาฬิกาทองแบรนด์ดัง ก่อนจะหรี่ตาพร้อมกล่าวว่า “ไม่เลวนี่ แต่งตัวตามสไตล์พวกเศรษฐีใหม่ ต่อไปค่าเหล้าก็ให้นายเลี้ยงแล้วกัน”


    เฮยสงโบกมือหนาแล้วกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “ไม่มีปัญหา!” พอกล่าวจบก็ถามเซียวเจิ้งอย่างขาดความมั่นใจ “พี่เจิ้ง ฉันแต่งตัวแบบนี้แล้วดูเหมือนเศรษฐีใหม่จริง ๆ เหรอ ฉันรู้สึกหล่อขึ้นมาเลย”


    “เหมาะกับสไตล์ของนายจริง ๆ” เซียวเจิ้งพยักหน้ายิ้ม ๆ


    “นั่นก็ถูกแล้วล่ะ!”


    เฮยสงหัวเราะคิกคัก ก่อนจะเปิดเหล้าเหมาไถอีกขวด แล้วแข่งกันดื่มกับเซียวเจิ้ง


    แต่คนทั้งหมดกลับไม่ได้สังเกตว่า ตอนที่เซียวเจิ้งประเมินเฮยสงซึ่งแต่งตัวเหมือนเศรษฐีใหม่ เย่ซื่อกวนกลับชำเลืองมองด้วยความไม่ชอบใจ คล้ายอ่อนไหวกับคำพูดที่ว่าอย่างมาก ฟังแล้วไม่เข้าหูเอาเสียเลย


    เวลาบ่ายสองโมง หลังจากคนทั้งสี่กินข้าวดื่มสุราจนอิ่มก็ดื่มชากลิ่นหอมละมุนในห้องรับรอง พร้อมกับกินผลไม้สองสามชิ้น จากนั้นเซียวเจิ้งจึงลุกขึ้นแล้วกล่าวลา “ฉันควรกลับไปทำงานได้แล้ว”


    “ลาสักวันเถอะน่า” เย่ซื่อกวนเอ่ยพร้อมกับคลี่ยิ้มบางเบา “พวกเราไม่ได้เจอกันตั้งหลายปี ยังไม่ได้คุยกันเลยว่าหลายปีมานี้นายไปทำอะไรมาบ้าง”


    “ใช่แล้ว!”


    เฮยสงพูดด้วยความตื่นเต้นถึงขีดสุด “พี่เจิ้ง พี่ทำงานอยู่บริษัทไหน ฉันจะไปลางานให้พี่เอง! เย็นนี้พวกเราดื่มกันต่อเถอะนะ”


    “ฉันเพิ่งทำงานได้สองวันก็ลางานแล้ว นายอยากทำให้ฉันถูกเจ้านายไล่ออกรึไง?”


    เซียวเจิ้งถลึงตาใส่เฮยสง แล้วจึงกล่าวพลางส่งยิ้มให้กับเย่ซื่อกวน “เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง เชิญพวกนายทานให้อร่อย วันนี้ฉันต้องรีบกลับไปทำงานจริง ๆ”


    เย่ซื่อกวนแสดงสีหน้าไม่เต็มใจ แต่ก็ไม่ได้ยื้อต่อ กลับเป็นเฮยสงที่รบเร้าให้เซียวเจิ้งลาออก แต่ก็ถูกเซียวเจิ้งเตะกระเด็นแทน


    “อย่าคิดว่านายตัวใหญ่แล้วฉันจะกลัวนายนะ!” เซียวเจิ้งพูดจาเหน็บแนม “ขืนยังบังคับฉันอีก ฉันจะต่อยนายลงไปนอนกองกับพื้นจนหาฟันไม่เจอแน่!”


    เฮยสงลูบก้นตัวเอง พร้อมกับเอ่ยด้วยความทุกข์ทรมาน “พี่เจิ้ง พี่ไม่เปลี่ยนไปเลยจริง ๆ ยังบ้าพลังเหมือนเดิม”


    “นายเองก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเหมือนกัน ยังดื้อด้านเหมือนเคย!” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ


    หลังจากพูดคุยกันสองสามประโยค เซียวเจิ้งก็ลุกขึ้นแล้วเอ่ยปากขอตัวกลับไปทำงาน เฮยสงและเย่ซื่อกวนไปส่งถึงนอกวิลล่า ก่อนจะโบกมือลา


    “พี่เจิ้ง บอกที่อยู่ของที่ทำงานพี่ให้ฉันทีหลังแล้วกัน ฉันจะได้ไปหาพี่เพื่อดื่มด้วยกันได้ง่าย ๆ!” เฮยสงฝืนใจกล่าวออกมา


    “โอเค”


    เซียวเจิ้งพยักหน้าพลางคลี่ยิ้ม แล้วโบกมือให้กับเย่ซื่อกวน “ฉันไปก่อนนะ”


    “เดินทางระวัง ๆ ด้วยล่ะ” เย่ซื่อกวนยิ้มพลางโบกมือ


    “อื้ม”


    เนื่องจากหลี่เฟิงไม่มีรถ เซียวเจิ้งจึงถือโอกาสไปส่งเขากลับบ้าน พอคนทั้งสองออกจากวิลล่า เซียวเจิ้งก็นวดหว่างคิ้วที่เกิดอาการปวดเล็กน้อยจากการดื่มหนักจนเกินไป แล้วเอ่ยพึมพำขึ้นมาว่า “เจ้าเฮยสงนี่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ยังดื่มหนักเหมือนเดิม”


    “นายเองก็เหมือนกัน ยังคอแข็งเหมือนเดิมเลย ถ้าเปลี่ยนเป็นฉัน คงถูกเฮยสงล้มไปนานแล้ว” หลี่เฟิงจุดบุหรี่ สายตาของเขาพร่ามัวเล็กน้อย


    เซียวเจิ้งหัวเราะ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน เขาเอ่ยถามออกมาว่า “ตอนนี้นายยังติดต่อกับเฮยสงอยู่หรือเปล่า?”


    หลี่เฟิงส่ายหน้าพร้อมกับกล่าวว่า “เขาชวนฉันมาดื่มที่บ้านเป็นครั้งคราว แต่ไม่ได้เจอกันบ่อย”


    เซียวเจิ้งพยักหน้า แล้วค่อย ๆ หุบยิ้ม “อย่าหาว่าฉันคิดมากเลยนะ ฉันรู้สึกว่านายตั้งใจตีตัวออกห่างจากพวกเขา”


    หลี่เฟิงหยุดสูบบุหรี่ แล้วเอ่ยพลางหัวเราะขมขื่น “ตอนนี้พี่เย่เป็นผู้มีอิทธิพลของเมืองหมิงจู ส่วนเฮยสง เป็นสุดยอดนักเลงที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ แม้แต่จ้าวซื่อก็เลิกดูถูก ส่วนฉันเป็นแค่นักแข่งรถระดับสามที่ขาพิการข้างหนึ่ง ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน ฝืนคบไปก็มีแต่จะทำให้ทุกคนลำบากใจ ฉันรู้ตัวเองดี แล้วก็ไม่ได้คิดจะอาศัยผลประโยชน์จากพวกเขา ตอนนี้ก็สบายมากแล้ว ลงแข่งเป็นครั้งคราว เงินรางวัลที่ได้มาก็เพียงพอให้ฉันใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยไปครึ่งปี แต่ละวันก็ใช้ชีวิตอย่างอิสระ”


    เซียวเจิ้งเม้มปากแล้วกล่าวออกมาว่า “หลี่เฟิงในความทรงจำของฉัน ฝีมือการขับรถเป็นหนึ่ง ทำอะไรไม่เคยลังเล ไม่ว่าคู่แข่งจะแข็งแกร่งขนาดไหน นายก็ยังมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม แถมยังไม่เคยแพ้แม้แต่ครั้งเดียว แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้นายยอมรับความพ่ายแพ้ของตนเองไปง่าย ๆ นี่ไม่เหมือนนายเลย”


    “พี่เจิ้ง ดูเหมือนพี่จะลืมไปว่าฉันพิการ ยังสามารถหาเลี้ยงตัวเองด้วยการแข่งรถก็นับว่าสวรรค์เมตตามากแล้ว” หลี่เฟิงเอ่ยด้วยสีหน้าหม่นหมอง


    “นี่เป็นแค่ข้ออ้างของนาย” เซียวเจิ้งพูดอย่างจริงจัง “ฉันดูการแข่งขันของนายวันนี้ ตอนอยู่โค้งสุดท้าย อีกฝ่ายไม่มีโอกาสนำได้เลย ต่อให้ขานายพิการทั้งสองข้าง แต่อาศัยแค่ความสามารถของนาย เขาก็ไม่มีทางเอาชนะนายได้แล้ว นายกำลังกลัวอะไรอยู่?”


    หลี่เฟิงนิ่งชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นจึงพ่นควันบุหรี่ออกจากปากอย่างแรง แล้วเอ่ยด้วยเสียงอันแหบพร่า “พี่เจิ้ง คนเราเปลี่ยนกันได้ อย่างน้อยคนธรรมดาอย่างฉันก็เปลี่ยนแปลงไปตามอายุที่มากขึ้น จริงอยู่ที่ตอนนั้นฉันแข่งรถเป็นบ้าเป็นหลัง แต่นั่นเป็นเพราะฉันยังหนุ่ม ฉันไม่กลัวอะไรทั้งนั้น แต่ตอนนี้ฉันรู้จักความกลัวแล้ว ฉันกลัวตาย กลัวว่าจะไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ก็เหมือนกับพี่แหละ ทำไมตอนนั้นพี่ต้องไป? แล้วทำไมตอนนี้พี่ไม่ยอมกลับมา? พี่กล้าพูดว่าพี่ไม่เปลี่ยนไปแม้แต่นิดเดียวได้หรือเปล่า?”


    เซียวเจิ้งนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาเองก็พูดอะไรไม่ออก


    “พี่เจิ้ง พี่ฉลาดกว่าฉัน มีตั้งหลายเรื่องที่พี่มองครั้งเดียวก็ดูออกอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่ฉันกลับเสียขาหนึ่งข้างถึงจะคิดได้” หลี่เฟิงกล่าวด้วยความเสียใจ “ฉันไม่มีความสามารถปล่อยวางได้เหมือนอย่างพี่ กว่าฉันจะอยากปล่อยมันก็สายไปแล้ว”


    เซียวเจิ้งสูบบุหรี่ต่อ พร้อมกับมองหลี่เฟิงด้วยสายตาที่ซับซ้อน “ตอนนี้ฐานะของฉันก็ไม่ได้สบายนัก ฝากดูแลเจ้าสงด้วย เจ้าหมอนี่ไม่ค่อยฉลาด ฉันไม่สบายใจ”


    “ฉันรู้”


    บนใบหน้าซีดขาวของหลี่เฟิงเผยรอยยิ้มหนึ่งสาย “เจ้าสงเป็นคนดี มีน้ำใจต่อพวกพ้อง หลายปีมานี้เขามักจะให้เงินฉันอยู่บ่อย ๆ ฉันบอกว่าไม่เอาก็โกรธ ยังมีน้ำใจเหมือนแต่ก่อน”


    เซียวเจิ้งหัวเราะ จากนั้นประสบการณ์อันยากจะลืมเลือนก็ผุดขึ้นมาในสมองของเขา แต่บังเอิญที่เขาเองก็ไม่ได้เอ่ยถึงคนที่น่าจะมีความสำคัญมากที่สุดเช่นเดียวกับหลี่เฟิง


    ผู้ชายก็เป็นแบบนี้ จริง ๆ ก็พูดได้ แต่กลับไม่เต็มใจที่จะพูด และไม่พูดออกไปด้วย ต่อให้คนทั้งสองคุยกันเป็นการส่วนตัว ก็ทำได้แค่พูดถึงอย่างคลุมเครือ ไม่ได้อธิบายอะไร


    “ระวังพี่จ้งหน่อยก็ดี เขามีอำนาจในเมืองหมิงจูพอสมควร ถึงจะยอมเป็นลูกน้องพี่เย่แล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะยอมเป็นสุนัขรับใช้ของพี่เย่” ในที่สุดหลี่เฟิงก็พูดออกมาอย่างอดไม่ได้ “เขาไม่กล้าล่วงเกินพี่เย่ก็จริง แต่เดาว่าเขาอาจจะเอาความโกรธมาลงที่พี่”


    “ลงที่ฉันเหรอ?” เซียวเจิ้งกล่าวพลางหรี่ตา “นายเพิ่งรู้จักฉันเซียวเจิ้งวันแรกหรือไง? ถึงฉันจะไม่เกลือกกลั้วด้วยและลาวงการมาห้าปีแล้ว อย่าว่าแต่นักเลงเก่าที่ไม่มีใครคุ้มหัว ต่อให้จ้าวซื่อคิดจะหาเรื่องฉัน ก็ต้องคิดให้ดีด้วยว่าเบื่อชีวิตวัยแก่หรือยัง”


    พอหลี่เฟิงได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของเขาก็เผยความสง่างามเหมือนเมื่อหลายปีก่อนออกมา


    “พี่เจิ้งเจ๋งสุด ๆ”

    คล้ายกับเรื่องสุดยอดบอดี้การ์ดอหังการ ที่คุณอ่าน

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    5.95M 1357
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.77M 1648
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185