บทที่ 34 ความแค้น
เมื่อคำพูดของเจียงหลานจบลง ทุกคนที่โต๊ะก็ตกตะลึง
ห้าพัน แปดพัน นี่มันต่างกันถึงสามพันหยวนเลยนะ
อย่าคิดว่าฟังดูไม่มาก แต่พวกเขาออกไปทำงานข้างนอกทั้งเดือนก็มีรายได้ประมาณนี้เอง
“เดี๋ยวผมลองนับดูอีกที” แม้ไป๋เยี่ยจะรู้ว่าแม่ของเขาไม่น่าจะนับผิด แต่ก็อดไม่ได้ที่จะนับดูอีกครั้ง
แปดพัน ถูกต้อง แปดพันจริง ๆ
ไป๋เยี่ยมองไปที่พ่อของเขา “เมื่อวานผมก็ยุ่งจนไม่ได้นับดูอีกที คิดว่าพวกเขาน่าจะให้ผิดหรือเปล่า?”
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบโทรหาเขาสิ พวกเธอไม่ได้มีอะไรที่โอนเงินผ่านมือถือได้เหรอ? รีบเอาไปคืนเขาซะ อย่าไปเอาเกินมาเชียว!”
“ครับ!” ไป๋เยี่ยรีบโทรหาจ้าวถงหู่ เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น “พี่จ้าว พี่ช่วยถามเลขบัญชีของคุณเฉินให้หน่อย เดี๋ยวผมจะโอนเงินคืนให้เขา!”
ปลายสายหัวเราะเบา ๆ พอพูดคุยกันถึงได้รู้ว่าเปลี่ยนคนคุยแล้ว เป็นคุณเฉิน
“ไป๋เยี่ย เงินนั่นไม่ผิดหรอก แปดพันนั่นให้นายนั่นแหละ นายนี่ไว้ใจคนง่ายจริง ๆ รับเงินแล้วไม่นับดูสักหน่อย ไม่กลัวว่าฉันจะจ่ายไม่ครบหรือไง?”
“จะเป็นไปได้ยังไงครับ แต่ว่าคุณเฉิน เราไม่ได้ตกลงกันไว้ห้าพันเหรอครับ ทำไมถึงกลายเป็นแปดพันไปได้? ทำเอาพ่อกับแม่ผมตกใจหมด”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ตามที่ฉันตกลงกับนายไว้ก็ห้าพันนั่นแหล่ะ แต่เมื่อวานนี้เพราะความผิดพลาดของทางเรา ทำให้ผู้ช่วยพ่อครัวหลายคนมาไม่ได้ โชคดีที่มีนายอยู่ถึงได้ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น”
คุณเฉินที่ปลายสายดูเหมือนจะถอนหายใจด้วย “อีกอย่าง เมื่อวานงานเลี้ยงก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ตอนนี้ใคร ๆ ต่างก็พูดกันว่าตระกูลเฉินของเราใจกว้าง อาหารก็อร่อย แม้แต่ผักแกะสลักก็ยังอร่อย ฮ่า ๆ ไป๋เยี่ย แปดพันนั่นรับไว้เถอะ มันเป็นสิ่งที่นายสมควรได้รับแล้ว”
แปดพันหยวน ไม่ว่าจะเป็นสำหรับคุณปู่เฉิน หรือพี่น้องทั้งสามคนของตระกูลเฉินก็ไม่ถือว่าเป็นอะไร
“ถ้าอย่างนั้น...” ไป๋เยี่ยไม่รู้จะพูดอะไร
“ฉันยังคิดอยู่เลยว่า เพิ่มอาหารไปอีกหนึ่งโต๊ะ เช้าวันนี้จะเพิ่มเงินให้อีกหน่อย ไม่คิดว่านายจะกลับเร็วขนาดนี้ คุณปู่ให้ซองแดงนายก็ไม่รับ เงินก้อนนี้ถ้านายยังจะคืนมาอีก คราวหน้าฉันก็ไม่กล้าเรียกนายมาแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นผมรับไว้นะครับ คุณเฉิน คราวหน้าถ้ามีอะไรก็เรียกผมอีกได้ รับรองว่าจะทำงานให้ดีอย่างแน่นอนครับ!” ไป๋เยี่ยรีบพูด
คุณเฉินเป็นลูกค้ารายใหญ่ เขาจัดงานเลี้ยงครั้งเดียวได้เงินตั้งแปดพันหยวน แถมยังมีของขวัญมากมาย บวกกับรางวัลจากภารกิจอีก รวม ๆแล้วเขาได้เงินเกือบสองหมื่นหยวนเลยทีเดียว
“ถ้าอย่างนั้นก็แค่นี้นะ” คุณเฉินหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแล้ววางสายไป
ไป๋เยี่ยถอนหายใจ เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ครอบครัวฟัง
“ในเมื่อเป็นอย่างนี้ก็รับไว้เถอะ ไป๋เยี่ยโชคดี ออกไปข้างนอกก็เจอแต่คนเอ็นดู” เจียงหลานพูด พ่อของไป๋เยี่ยก็พยักหน้า
ทั้งสามคนกินอาหารเช้ากันจนอิ่ม ไป๋เยี่ยพาพ่อของเขาและเจียงฮ่าวเตรียมตัวไปขายหมูหมักซอส
ตอนนี้ใกล้ถึงวันตรุษจีนแล้ว แม้แต่ในตลาดเล็ก ๆ เดิมทีก็มีผู้คนมากกว่าปกติมาก หลายครอบครัวพากันออกมาทั้งบ้าน ใช้จ่ายเงินมากกว่าปกติอย่างมาก
หมูหมักซอสของบ้านไป๋เยี่ยตอนนี้ก็ถือว่าเริ่มมีชื่อเสียงแล้ว หลัก ๆ คือรสชาติดี ราคาไม่แพง แถมตอนนี้นอกจากหมูหมักซอสแล้วก็ยังมีโครงไก่หมักซอสอีกด้วย
วันหนึ่งขายโครงไก่หมักซอสได้หลายร้อยตัว เพราะราคาถูกและรสชาติดี จึงขายได้เร็วกว่าหมูหมักซอสเสียอีก
เพียงแค่สองชั่วโมงพวกเขาก็ขายหมดเกลี้ยง
หลังจากเก็บของใส่รถแล้ว พวกเขาก็ไปซื้อของสำหรับเทศกาลตรุษจีนอีกหน่อย
ตอนกลับมา ไม่เพียงแต่ซื้อเนื้อหมูมาด้วย แต่ยังไปซื้อโครงไก่มาเพิ่มอีกโครงไก่ขายดี ครั้งนี้ไป๋เยี่ยจึงสั่งมาหนึ่งร้อยลัง
แต่รถคันเล็กของพวกเขานั้นไม่สามารถบรรทุกกลับมาได้หมดในคราวเดียว จึงเตรียมจะไปเอาอีกรอบในตอนบ่าย
ชาวบ้านในหมู่บ้านเห็นบ้านตระกูลไป๋เริ่มมีกลิ่นหอมโชยออกมาอีกครั้งก็พากันมารวมตัวพูดคุยกัน
“ช่วงนี้บ้านตระกูลไป๋ทำหมูหมักซอสเหรอ? ฉันเดินผ่านหลังบ้านพวกเขา ได้กลิ่นหอมเชียว”
“ฉันก็ได้ยินมาเหมือนกัน ได้ยินว่าที่หมู่บ้านหลี่นั่น วันหนึ่งใช้หมูอ้วนตัวใหญ่หนึ่งตัว ธุรกิจต้องดีมากแน่ ๆ”
“ถ้าอย่างนั้นบ้านตระกูลไป๋ก็ถือว่าผ่านพ้นช่วงลำบากมาได้แล้ว บ้านตระกูลไป๋ลำบากมาไม่น้อย โชคดีที่ลูกสาวลูกชายกตัญญู”
“ใช่ ไป๋เยี่ยและอันอันเรียนเก่งทั้งคู่ ตอนแรกฉันยังรู้สึกเสียดายที่ไป๋เยี่ยไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย แต่ตอนนี้ดูสิ เด็กที่มีความสามารถทำอะไรก็สำเร็จ”
“สองวันก่อนฉันเห็นพวกเขาขายหมูหมักซอสที่ตลาด คนมุงกันเต็มเลย วันหนึ่งต้องขายได้เป็นพันหยวนแน่ ๆ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องทำเงินได้ไม่น้อยเลยล่ะ!”
“เดี๋ยวพวกเราก็ไปซื้อมาบ้างดีกว่า”
ชาวบ้านต่างพูดคุยกัน มีเพียงแต่ลุงจางเท่านั้นที่เงียบขรึม หันหลังกลับบ้าน
หลังจากกลับถึงบ้าน ลุงจางก็เริ่มดื่มเหล้าแก้กลุ้ม
“ตั้งแต่เช้า คุณจะดื่มเหล้าอะไรนักหนา นี่ก็ใกล้จะถึงวันตรุษจีนแล้ว ในบ้านยังมีของอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ซื้อ คุณก็ไม่ไปเดินตลาดซื้อมาบ้าง?”
ซุนชุ่ยจวน ภรรยาของลุงจางด่าทอสามีที่ไม่ยอมช่วยงาน “อีกสองวันลูกสาวคนโตก็จะกลับมาแล้ว”
“ไม่ไป!” ลุงจางยกเหล้าขึ้นดื่มอีกอึก “แล้วเจ้ารองล่ะ?”
“ยังไม่ตื่น คุณก็รู้ว่าเขานอนตื่นสิบเอ็ดโมงทุกวัน”
“นอนๆๆ วันๆ เอาแต่นอน โตป่านนี้แล้ว กลางวันไม่ตื่น กลางคืนไม่นอน จะทำอะไรได้?” ลุงจางโกรธจัด “ไปเรียกลูกมาเดี๋ยวนี้!”
“จะทำอะไร คุณโมโหอะไรขึ้นมาอีก?” ซุนชุ่ยจวนไม่เข้าใจ
“เธอดูไป๋เยี่ยที่อยู่ข้างบ้านสิ แม้จะไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย แต่ก็สามารถหาเงินได้แล้ว ได้ยินว่าวัน ๆ หนึ่งหาเงินได้เป็นพันหยวน เดือนหนึ่งก็ต้องได้หลายหมื่นหยวน?
เธอลองดูลูกชายสุดที่รักของเธอสิ…”
ลุงจางยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห “ไม่ช่วยหาเงินแล้วยังผลาญเงินอีก! วัน ๆ คิดแต่จะซื้อนู่นซื้อนี่”
“ลูกชายของเราเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยนะ!” ซุนชุ่ยจวนไม่ยอม
“คุณดูสิ ในหมู่บ้านนี้มีนักศึกษามหาวิทยาลัยกี่คน? มีแค่คนเดียวนี้แหละ ต้องมีค่าเป็นหมื่น ๆ หยวนแน่? รอให้ลูกชายคนรองของเราเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วไปทำงาน เงินเดือนจะเทียบกับเด็กมัธยมปลายพวกนั้นได้ยังไง?”
ลุงจางไม่พูดอะไร
“ฮึ ลูกชายสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ทำให้คุณมีหน้ามีตาขนาดไหน คุณยังจะให้เขาลุกขึ้นมาช่วยคุณทำงานอีกเหรอ? มือของลูกชายเรามีไว้ทำงานแบบนั้นเหรอ?”
“แต่ถึงเขาจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยก็ไม่ควรจะขี้เกียจขนาดนี้” ลุงจางลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เธอดูไป๋เยี่ยที่อยู่ข้างบ้านสิ…”
“ถุย! ลูกชายบ้านตระกูลไป๋ดีตรงไหน? มหาวิทยาลัยก็เข้าไม่ได้ เกิดมามีชะตาต้องใช้แรงงาน!”
เมื่อได้ยินสามีพูดถึงบ้านข้าง ๆ ซุนชุ่ยจวนก็โกรธจัด
เธอกับเจียงหลานไม่ถูกกันมานานแล้ว
ซุนชุ่ยจวนและเจียงหลานแต่งงานเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านนี้ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน แถมยังเป็นเพื่อนบ้านกันอีก จึงถูกนำมาเปรียบเทียบกันอยู่เสมอ
แม้ว่าบ้านตระกูลจางจะร่ำรวยกว่าบ้านตระกูลไป๋อยู่มาก แต่ซุนชุ่ยจวนก็รู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าเจียงหลาน
เจียงหลานหน้าตาดีกว่าซุนชุ่ยจวนมาก เป็นคนอบอุ่นและร่าเริง จึงเป็นที่รักของคนในหมู่บ้านมากกว่าซุนชุ่ยจวนมาก ทำให้ซุนชุ่ยจวนอิจฉาริษยาอยู่ในใจ
ต่อมาเจียงหลานแต่งงานมาหลายปีก็ยังไม่มีลูก แต่บ้านของซุนชุ่ยจวนกลับมีลูกสาวตัวน้อยไปแล้ว ในหมู่บ้านจึงมีข่าวลือว่าเจียงหลานเป็นแม่ไก่แก่ที่ไข่ไม่ออก
เมื่อเจียงหลานได้ยินข่าวลือนี้ก็สืบหาต้นตอได้อย่างรวดเร็ว และทะเลาะวิวาทกับซุนชุ่ยจวนอย่างรุนแรง ระหว่างที่ทะเลาะกัน ทั้งสองคนก็ปวดท้องขึ้นมา จึงได้รู้ว่าต่างก็ตั้งครรภ์อยู่