ตอนที่ 5 สาวปุ๊ผู้แสนดี
ด้วยความช่วยเหลือจากสาวปุ๊เลยทำให้ผมได้รับอนุญาตจากสำนักงานใหญ่ให้พักอยู่ที่สาขาอ.ยางตลาดได้เลย ผมดีใจมากรีบขอบคุณสาวปุ๊เป็การใหญ่ ทีนี้กูไม่ต้องเสียเงินไปเช่าห้องพักอีกแล้วดีจริงๆแล้วอีกอย่างจะได้อยู่ใกล้ชิดกับสาวปุ๊คนงามด้วย...ฮ้าๆๆๆ (ใช่ไหมวะไอ้สติ - เออ!..แล้วแต่มึง)
เื่การทำงานเป็ไปด้วยความเรียบร้อยและราบรื่น ผมเรียนรู้เื่การทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำภายในเวลาเพียง2 สัปดาห์ ทุกคนต่างก็ชื่นชมในความสามารถของผม (ก็คนมันฉลาดนี่หว่า...หึๆๆๆ - เอาอวยตัวเองเข้าไปไอ้ฟาย– ไอ้สติมึงอย่ามายุ่งเื่ของกูได้ไหมวะกูรำคาญ - เออ..ขาดกูแล้วมึงจะรู้สึก) การงานเริ่มไปได้ดีแต่เื่ความรักคงต้องติดตามกันต่อไป พูดถึงเื่ความรักแล้วทำให้ผมอดนึกถึงกุ๊กไก่ไม่ได้ถึงผมจะคิดกับเธอว่าเป็น้องสาว แต่สาวเ้าคงไม่คิดอย่างนั้น นี่ก็ 3 เดือนกว่าแล้วที่ผมจากมา เฮ้อ!..ป่านนี้น้องสาวคนสวยของพี่จะเป็ยังไงบ้างหนอ กุ๊กไก่...พี่ขอโทษนะ...ขอโทษจากใจจริง ขอให้คิดซะว่าเราไม่มีวาสนาต่อกันก็แล้วกันนะกุ๊กไก่ผมได้แต่พึมพำในใจแล้วก็หลับไปพร้อมกับขวดเหล้าที่อยู่ข้างกาย
เริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสดใสสดชื่นเื่การทำงานเป็ไปด้วยความเรียบร้อยและราบรื่น ส่วนเื่ความรักนั่นนะรึกำลังจะเป็ไปได้สวย...หึๆๆๆ...จากการที่ผมได้พักอยู่ในสำนักงานสาขายางตลาดแห่งนี้ ทำให้ปุ๊กับผมได้พูดคุยทำความรู้จักกันมากขึ้นซึ่งทำให้เราสนิทสนมกันมาก ที่เราพูดคุยกันถูกคอกันเป็อย่างดีนั้นอาจเป็เพราะเรามาจากสภาพครอบครัวที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เป็ชนชั้นกลางไม่รวยแล้วก็ไม่จนบ้านของปุ๊มีอาชีพทำไร่ทำสวนส่งสินค้าเข้าไปขายในตลาด เพื่อเป็ค่าใช้จ่ายในครอบครัวและส่งลูกๆเรียนหนังสือ แต่เื่ที่หน้าเศร้าก็เกิดขึ้นเมื่อพ่อของปุ๊ได้เสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุตอนที่ปุ๊เรียนอยู่ชั้นปวช.3 แผนกการบัญชี ปุ๊จึงหมดโอกาสที่จะเรียนต่อ จึงต้องออกมาช่วยแม่ทำงานหาเงินช่วยแม่เพื่อส่งให้น้องๆได้เรียนต่อครั้นจะไปทำงานต่างพื้นที่ก็ห่วงแม่ ส่วนผมนะเหรอฐานะทางบ้านก็ไปต่างไปจากปุ๊เท่าไหร่ ผมเป็ลูกโทนบางคนอาจคิดว่าลูกโทนสบายแต่กับพ่อกับแม่ของผมไม่มีให้สบายต้องช่วยงานบ้านทุกชนิด ในวันหยุด่เรียนประถมก็จะให้ผมไปทำงานรับจ้างที่โรงงานผลิตข้าวเกรียบกุ้งในหมู่บ้านได้ค่าจ้างวันละ5 บาท พอโตขึ้นมาหน่อยตอนเรียนมัธยม ก็จะรับจ้างทำสวนแล้วแต่นายจ้างเขาจะให้ทำอะไรได้ค่าจ้างวันละ40 บาท แต่รายได้ของผมแม่จะไม่มายุ่งเลยนอกจากผมจะเอาให้แม่เอง ส่วนพ่อของผมทำงานเป็ลูกจ้างโรงพิมพ์แห่งหนึ่งในตัวอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ต้องปั่นจักรยานไป-กลับประมาณ 10 กิโลเมตร ทุกวันเว้นวันหยุด พอผมเรียนจบมัธยมปลายผมเข้ามาสอบเรียนต่อในกรุงเทพฯ สอบติดที่โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์ โดยมีญาติผู้ใหญ่ของเพื่อนผมที่สอบติดเรียนต่อในสถาบันเดียวกันนำเพื่อนกับผมไปฝากเป็ลูกศิษย์ของท่านพระครูสุพินหรือหลวงพ่อสุพิน วัดไผ่ตัน สะพานควาย ท่านเมตตารับผมกับเพื่อนไว้เป็ลูกศิษย์อุปถาก ซึ่งทำให้ผมประหยัดค่าใช้จ่ายในขณะที่อยู่กรุงเทพฯเป็อันมาก ระหว่างอยู่ที่กรุงเทพฯผมเก็บเงินซื้อกีตาร์ไว้ซ้อมหัดเล่นหนึ่งตัวซึ่งผมรักมาก หัดเล่นจนชำนาญจะเดินทางไปที่ไหนก็ต้องเอากีตาร์ติดตัวไปด้วยเสมอ ผมชอบเล่นกีตาร์ให้ปุ๊ฟังบ่อยๆซึ่งเธอเองก็ชอบเอามากๆ
วันเวลาผ่านไปจากความสนิทสนมแบบเพื่อนร่วมงานกันธรรมดาแต่แล้วมันก็มีความรู้สึกบางอย่างที่มันไม่ธรรมดาซะแล้ว นี่มันคงจะเป็บุพเพสันนิวาทไหมนะที่ทำให้เราสองคนมาพบกัน หลังเลิกงานเราสองคนมักจะชวนกันไปกินข้าวแกงหรือไม่ก็ก๋วยเตี๋ยวแถวร้านอาหารโต้รุ้งที่อยู่ข้างๆสำนักงาน หรือไม่ก็จะซื้อของมาทำกับข้าวร่วมกับพวกพี่ๆพนักงานใครอยากกินอะไรก็จัดหากันมาเอง ผมเป็แผนกสร้างความบันเทิงเล่นกีตาร์ร้องเพลงเป็ที่สนุกสนาน ่เวลานั้นเป็่เวลาที่ดีที่สุดสำหรับผมจริงๆ ในวันหยุดปุ๊มักจะชวนผมไปเที่ยวที่บ้านของเธอเสมอซึ่งก็อยู่ไม่ห่างจากสำนักงานมากนักประมาณ 5 กิโลเมตรเห็นจะได้แต่ทางค่อนข้างเปลี่ยวมาก “ถึงว่าซิปุ๊ถึงไม่อยากกลับบ้านตอนกลางคืนเพราะเป็แบบนี้นี่เอง”ผมคิดในใจ มาถึงบ้านของปุ๊แล้วปุ๊ได้แนะนำให้รู้จักสมาชิกในครอบครัว ประกอบด้วย แม่น้อย แม่ของปุ๊ น้องสาวชื่อปลาย และน้องชายคนเล็กชื่อปอ โดยปุ๊เล่าให้ฟังว่าหลังจากพ่อของปุ๊เสียชีวิตไปได้หลายปีแล้ว แม่ก็แก่แล้ว น้องๆก็ยังอยู่ในวัยเรียน ปุ๊จึงต้องทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวแทนพ่อไปโดยปริยาย ผมได้ฟังปุ๊เล่าแล้วอดสงสารไม่ได้ แม่เ้าประคุณเอ๊ย!..ช่างน่าสงสารจริงๆถ้าเป็ไปได้ผมขออาสาเป็ช้างเท้าหน้าให้ปุ๊เองนะ(ไอ้ฟายมึงฝันกลางวันอยู่รึไงวะ...ฮ้าๆๆๆ - ไอ้สติมึงมากวนตีนกูอีกแล้วนะไปไกลๆเลย...ไอ้เวร) หลังจากวันนั้นปุ๊ก็มักจะพาผมมาเยี่ยมครอบครัวของเธออีกบ่อยครั้งใน่วันหยุดจนคุ้นเคยกับครอบครัวของเธอเป็อย่างดี โดยเฉพาะกับแม่น้อยผมสังเกตเห็นว่าท่านจะชอบใจผมเป็อย่างมาก มีอยู่วันหนึ่งผมกับปุ๊ก็เข้าไปเยี่ยมครอบครัวของปุ๊ตามปกติ แต่แล้วจู่ๆแม่น้อยก็เข้ามากระซิบกับผมบอกว่า“หนึ่ง...ถ้าอยากเป็ลูกเขยของแม่ล่ะก็ให้รีบยกขันหมากมาสู่ขอปุ๊ได้เลยนะ...แม่ยกให้” แล้วแม่น้อยก็หัวเราะชอบใจพร้ะโกนบอกปุ๊ว่า“ปุ๊เอ๊ย!...ทำกับข้าวเสร็จรึยังลูกรีบๆหน่อย...ว่าที่ลูกเขยของแม่หิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว” แม่น้อยหัวเหราะชอบใจ ปุ๊ได้ยินรีบออกมาจากห้องครัวหน้าแดงแบบอายๆ“แม่...พูดอะไรหนะ...ลูกเขยอะไรกันไม่ใช่ซะหน่อย” แล้วเดินจากไปแบบเขินอาย ผมก็ได้แต่นั่งยิ้มแห้งๆ ส่วนแม่น้อยและน้องๆต่างหัวเราะชอบใจในอาการเขินอายของหญิงสาวเป็ที่ขบขัน หลังจากรับประทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้วผมกับปุ๊จึงขอตัวกลับสำนักงานเพราะเริ่มจะมืดค่ำแล้วการเดินทางอาจจะไม่สะดวกทางค่อนข้างเปลี่ยวกลัวจะเกิดอันตราย ออกจากบ้านแม่น้อยได้ไม่นานนักก็ถึงสำนักงานแล้วใน่โพล้เพล้ ผมชวนปุ๊ไปที่ม้านั่งใต้ร่มไม้หน้าสำนักงาน บรรยากาศ่หัวค่ำช่างดีเหลือเกิน ลมพัดเย็นๆ ตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว มองเห็นพระจันทร์กำลังโผล่ขึ้นมาจากแนวหุบเขา ผมเลยพึมพำในใจ “แม่งเอ๊ย!!! โคตร โรแมนติกจริงๆเลยโว้ย!!!” ผมเข้าไปหยิบกีตาร์มาเล่นชวนปุ๊ร้องเพลงเราสองคนร้องเพลงไป แล้วก็นั่งพูดคุยหยอกล้อกันไปตามประสา และแล้วพอสบโอกาสผมเลยยิงคำถามกับสาวปุ๊แบบตรงๆไปเลย“ปุ๊ครับ...เราก็สนิทสนมและก็คบหากันมานานพอสมควรแล้ว ผมมีความประทับใจในตัวของปุ๊มาก...มากเสียจนอาจจะเรียกว่าความรักก็เป็ได้...ปุ๊ครับ...ปุ๊จะรังเกียจไหมถ้าผมจะขอปุ๊เป็แฟนกับผม” ผมเกร็งหน้ากลัวโดนตบ “หนึ่ง”เธอตอบสั้นๆ กูโดนตบแน่ๆมาขอความรักจากหญิงสาวหน้าสำนักงานนี่นะคิดได้ไงวะ...ไอ้ฟาย “หนึ่งคะ...จากที่เราได้คบหากันมาซักระยะหนึ่งแล้ว ปุ๊เห็นความเป็สุภาพบุรุษและความเป็ผู้นำในตัวของคุณ ซึ่งปุ๊คิดและมั่นใจว่าผู้ชายคนนี้น่าจะเป็ผู้นำในชีวิตของปุ๊ได้...ปุ๊ยินดีเป็แฟนกับคุณคะ” เธอตอบแบบแ่เบา เฮ้ย!!!..นี่กูหูฝาดไปป่าววะ“ปุ๊...ผมหูฝาดไปรึป่าวนี่ปุ๊ตอบรับรักเป็แฟนกับผมแล้วอย่างนั้นเหรอ? ผมฝันไปรึป่าวนี่” ผมตบหน้าตัวเองอย่างแรงตื่นๆไอ้ฟายตื่น “พอแล้วคะหนึ่ง...หนึ่งไม่ได้ฝันไปหรอกคะ รู้ไหมตอนที่เราเจอกันครั้งแรกๆหนะปุ๊ก็แอบชอบหนึ่งเข้าแล้วชอบความซื่อๆบ๊องๆท่าทางตลกๆ แต่พอได้รู้จักกันนานๆเข้าปุ๊ก็ประทับใจในตัวตนของคุณมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งความฉลาดและความเป็ผู้นำ ปุ๊รู้ตัวอีกทีก็แอบรักหนึ่งเข้าไปแล้ว แต่ปุ๊เป็ผู้หญิงจะให้แสดงออกแบบออกหน้าออกตาได้ยังไงล่ะ ได้แต่ภาวนาว่าเมื่อไหร่นะหนึ่งจะขอปุ๊เป็แฟนซะที แล้วตอนนี้ปุ๊ดีใจมากเลยที่ได้ยินคำนี้ออกมาจากปากของคุณ”เธอตอบแบบเขินอายสุดๆ ส่วนผมนะรึเหมือนกับคนบ้าะโโลดเต้นอย่างดีใจ “โอ้...แม่เ้า เป็วาสนาของไอ้เด็กวัดไผ่ตันแล้ว หลวงพ่อครับผมขอบพระคุณมากขอรับ ดีใจจังโว้ย!!!...กูมีแฟนแล้วโว้ย!..” ผมะโลั่นจนปุ๊ต้องมาตีแขน“หนึ่ง...เบาๆหน่อยซิอายชาวบ้านเขาะโอยู่ได้”“ก็ผมดีใจนี่นามีแฟนสวยขนาดนี้จะสั่งให้ไปบุกป่าลุยไฟที่ไหนก็ยอมล่ะ”“บ้า...พูดเพ้อเจ้อไปได้” แล้วผมก็โอบกอดหญิงสาวผู้เป็ที่รักเข้าไว้แนบกายแล้วพึมพำกับตัวเอง“ในที่สุดก็มีวันนี้จนได้นะ...ไอ้เด็กวัดไผ่ตัน”
ตอนที่ 5 สาวปุ๊ผู้แสนดี
ด้วยความช่วยเหลือจากสาวปุ๊เลยทำให้ผมได้รับอนุญาตจากสำนักงานใหญ่ให้พักอยู่ที่สาขาอ.ยางตลาดได้เลย ผมดีใจมากรีบขอบคุณสาวปุ๊เป็การใหญ่ ทีนี้กูไม่ต้องเสียเงินไปเช่าห้องพักอีกแล้วดีจริงๆแล้วอีกอย่างจะได้อยู่ใกล้ชิดกับสาวปุ๊คนงามด้วย...ฮ้าๆๆๆ (ใช่ไหมวะไอ้สติ - เออ!..แล้วแต่มึง)
เื่การทำงานเป็ไปด้วยความเรียบร้อยและราบรื่น ผมเรียนรู้เื่การทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำภายในเวลาเพียง2 สัปดาห์ ทุกคนต่างก็ชื่นชมในความสามารถของผม (ก็คนมันฉลาดนี่หว่า...หึๆๆๆ - เอาอวยตัวเองเข้าไปไอ้ฟาย– ไอ้สติมึงอย่ามายุ่งเื่ของกูได้ไหมวะกูรำคาญ - เออ..ขาดกูแล้วมึงจะรู้สึก) การงานเริ่มไปได้ดีแต่เื่ความรักคงต้องติดตามกันต่อไป พูดถึงเื่ความรักแล้วทำให้ผมอดนึกถึงกุ๊กไก่ไม่ได้ถึงผมจะคิดกับเธอว่าเป็น้องสาว แต่สาวเ้าคงไม่คิดอย่างนั้น นี่ก็ 3 เดือนกว่าแล้วที่ผมจากมา เฮ้อ!..ป่านนี้น้องสาวคนสวยของพี่จะเป็ยังไงบ้างหนอ กุ๊กไก่...พี่ขอโทษนะ...ขอโทษจากใจจริง ขอให้คิดซะว่าเราไม่มีวาสนาต่อกันก็แล้วกันนะกุ๊กไก่ผมได้แต่พึมพำในใจแล้วก็หลับไปพร้อมกับขวดเหล้าที่อยู่ข้างกาย
เริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสดใสสดชื่นเื่การทำงานเป็ไปด้วยความเรียบร้อยและราบรื่น ส่วนเื่ความรักนั่นนะรึกำลังจะเป็ไปได้สวย...หึๆๆๆ...จากการที่ผมได้พักอยู่ในสำนักงานสาขายางตลาดแห่งนี้ ทำให้ปุ๊กับผมได้พูดคุยทำความรู้จักกันมากขึ้นซึ่งทำให้เราสนิทสนมกันมาก ที่เราพูดคุยกันถูกคอกันเป็อย่างดีนั้นอาจเป็เพราะเรามาจากสภาพครอบครัวที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เป็ชนชั้นกลางไม่รวยแล้วก็ไม่จนบ้านของปุ๊มีอาชีพทำไร่ทำสวนส่งสินค้าเข้าไปขายในตลาด เพื่อเป็ค่าใช้จ่ายในครอบครัวและส่งลูกๆเรียนหนังสือ แต่เื่ที่หน้าเศร้าก็เกิดขึ้นเมื่อพ่อของปุ๊ได้เสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุตอนที่ปุ๊เรียนอยู่ชั้นปวช.3 แผนกการบัญชี ปุ๊จึงหมดโอกาสที่จะเรียนต่อ จึงต้องออกมาช่วยแม่ทำงานหาเงินช่วยแม่เพื่อส่งให้น้องๆได้เรียนต่อครั้นจะไปทำงานต่างพื้นที่ก็ห่วงแม่ ส่วนผมนะเหรอฐานะทางบ้านก็ไปต่างไปจากปุ๊เท่าไหร่ ผมเป็ลูกโทนบางคนอาจคิดว่าลูกโทนสบายแต่กับพ่อกับแม่ของผมไม่มีให้สบายต้องช่วยงานบ้านทุกชนิด ในวันหยุด่เรียนประถมก็จะให้ผมไปทำงานรับจ้างที่โรงงานผลิตข้าวเกรียบกุ้งในหมู่บ้านได้ค่าจ้างวันละ5 บาท พอโตขึ้นมาหน่อยตอนเรียนมัธยม ก็จะรับจ้างทำสวนแล้วแต่นายจ้างเขาจะให้ทำอะไรได้ค่าจ้างวันละ40 บาท แต่รายได้ของผมแม่จะไม่มายุ่งเลยนอกจากผมจะเอาให้แม่เอง ส่วนพ่อของผมทำงานเป็ลูกจ้างโรงพิมพ์แห่งหนึ่งในตัวอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ต้องปั่นจักรยานไป-กลับประมาณ 10 กิโลเมตร ทุกวันเว้นวันหยุด พอผมเรียนจบมัธยมปลายผมเข้ามาสอบเรียนต่อในกรุงเทพฯ สอบติดที่โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์ โดยมีญาติผู้ใหญ่ของเพื่อนผมที่สอบติดเรียนต่อในสถาบันเดียวกันนำเพื่อนกับผมไปฝากเป็ลูกศิษย์ของท่านพระครูสุพินหรือหลวงพ่อสุพิน วัดไผ่ตัน สะพานควาย ท่านเมตตารับผมกับเพื่อนไว้เป็ลูกศิษย์อุปถาก ซึ่งทำให้ผมประหยัดค่าใช้จ่ายในขณะที่อยู่กรุงเทพฯเป็อันมาก ระหว่างอยู่ที่กรุงเทพฯผมเก็บเงินซื้อกีตาร์ไว้ซ้อมหัดเล่นหนึ่งตัวซึ่งผมรักมาก หัดเล่นจนชำนาญจะเดินทางไปที่ไหนก็ต้องเอากีตาร์ติดตัวไปด้วยเสมอ ผมชอบเล่นกีตาร์ให้ปุ๊ฟังบ่อยๆซึ่งเธอเองก็ชอบเอามากๆ
วันเวลาผ่านไปจากความสนิทสนมแบบเพื่อนร่วมงานกันธรรมดาแต่แล้วมันก็มีความรู้สึกบางอย่างที่มันไม่ธรรมดาซะแล้ว นี่มันคงจะเป็บุพเพสันนิวาทไหมนะที่ทำให้เราสองคนมาพบกัน หลังเลิกงานเราสองคนมักจะชวนกันไปกินข้าวแกงหรือไม่ก็ก๋วยเตี๋ยวแถวร้านอาหารโต้รุ้งที่อยู่ข้างๆสำนักงาน หรือไม่ก็จะซื้อของมาทำกับข้าวร่วมกับพวกพี่ๆพนักงานใครอยากกินอะไรก็จัดหากันมาเอง ผมเป็แผนกสร้างความบันเทิงเล่นกีตาร์ร้องเพลงเป็ที่สนุกสนาน ่เวลานั้นเป็่เวลาที่ดีที่สุดสำหรับผมจริงๆ ในวันหยุดปุ๊มักจะชวนผมไปเที่ยวที่บ้านของเธอเสมอซึ่งก็อยู่ไม่ห่างจากสำนักงานมากนักประมาณ 5 กิโลเมตรเห็นจะได้แต่ทางค่อนข้างเปลี่ยวมาก “ถึงว่าซิปุ๊ถึงไม่อยากกลับบ้านตอนกลางคืนเพราะเป็แบบนี้นี่เอง”ผมคิดในใจ มาถึงบ้านของปุ๊แล้วปุ๊ได้แนะนำให้รู้จักสมาชิกในครอบครัว ประกอบด้วย แม่น้อย แม่ของปุ๊ น้องสาวชื่อปลาย และน้องชายคนเล็กชื่อปอ โดยปุ๊เล่าให้ฟังว่าหลังจากพ่อของปุ๊เสียชีวิตไปได้หลายปีแล้ว แม่ก็แก่แล้ว น้องๆก็ยังอยู่ในวัยเรียน ปุ๊จึงต้องทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวแทนพ่อไปโดยปริยาย ผมได้ฟังปุ๊เล่าแล้วอดสงสารไม่ได้ แม่เ้าประคุณเอ๊ย!..ช่างน่าสงสารจริงๆถ้าเป็ไปได้ผมขออาสาเป็ช้างเท้าหน้าให้ปุ๊เองนะ(ไอ้ฟายมึงฝันกลางวันอยู่รึไงวะ...ฮ้าๆๆๆ - ไอ้สติมึงมากวนตีนกูอีกแล้วนะไปไกลๆเลย...ไอ้เวร) หลังจากวันนั้นปุ๊ก็มักจะพาผมมาเยี่ยมครอบครัวของเธออีกบ่อยครั้งใน่วันหยุดจนคุ้นเคยกับครอบครัวของเธอเป็อย่างดี โดยเฉพาะกับแม่น้อยผมสังเกตเห็นว่าท่านจะชอบใจผมเป็อย่างมาก มีอยู่วันหนึ่งผมกับปุ๊ก็เข้าไปเยี่ยมครอบครัวของปุ๊ตามปกติ แต่แล้วจู่ๆแม่น้อยก็เข้ามากระซิบกับผมบอกว่า“หนึ่ง...ถ้าอยากเป็ลูกเขยของแม่ล่ะก็ให้รีบยกขันหมากมาสู่ขอปุ๊ได้เลยนะ...แม่ยกให้” แล้วแม่น้อยก็หัวเราะชอบใจพร้ะโกนบอกปุ๊ว่า“ปุ๊เอ๊ย!...ทำกับข้าวเสร็จรึยังลูกรีบๆหน่อย...ว่าที่ลูกเขยของแม่หิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว” แม่น้อยหัวเหราะชอบใจ ปุ๊ได้ยินรีบออกมาจากห้องครัวหน้าแดงแบบอายๆ“แม่...พูดอะไรหนะ...ลูกเขยอะไรกันไม่ใช่ซะหน่อย” แล้วเดินจากไปแบบเขินอาย ผมก็ได้แต่นั่งยิ้มแห้งๆ ส่วนแม่น้อยและน้องๆต่างหัวเราะชอบใจในอาการเขินอายของหญิงสาวเป็ที่ขบขัน หลังจากรับประทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้วผมกับปุ๊จึงขอตัวกลับสำนักงานเพราะเริ่มจะมืดค่ำแล้วการเดินทางอาจจะไม่สะดวกทางค่อนข้างเปลี่ยวกลัวจะเกิดอันตราย ออกจากบ้านแม่น้อยได้ไม่นานนักก็ถึงสำนักงานแล้วใน่โพล้เพล้ ผมชวนปุ๊ไปที่ม้านั่งใต้ร่มไม้หน้าสำนักงาน บรรยากาศ่หัวค่ำช่างดีเหลือเกิน ลมพัดเย็นๆ ตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว มองเห็นพระจันทร์กำลังโผล่ขึ้นมาจากแนวหุบเขา ผมเลยพึมพำในใจ “แม่งเอ๊ย!!! โคตร โรแมนติกจริงๆเลยโว้ย!!!” ผมเข้าไปหยิบกีตาร์มาเล่นชวนปุ๊ร้องเพลงเราสองคนร้องเพลงไป แล้วก็นั่งพูดคุยหยอกล้อกันไปตามประสา และแล้วพอสบโอกาสผมเลยยิงคำถามกับสาวปุ๊แบบตรงๆไปเลย“ปุ๊ครับ...เราก็สนิทสนมและก็คบหากันมานานพอสมควรแล้ว ผมมีความประทับใจในตัวของปุ๊มาก...มากเสียจนอาจจะเรียกว่าความรักก็เป็ได้...ปุ๊ครับ...ปุ๊จะรังเกียจไหมถ้าผมจะขอปุ๊เป็แฟนกับผม” ผมเกร็งหน้ากลัวโดนตบ “หนึ่ง”เธอตอบสั้นๆ กูโดนตบแน่ๆมาขอความรักจากหญิงสาวหน้าสำนักงานนี่นะคิดได้ไงวะ...ไอ้ฟาย “หนึ่งคะ...จากที่เราได้คบหากันมาซักระยะหนึ่งแล้ว ปุ๊เห็นความเป็สุภาพบุรุษและความเป็ผู้นำในตัวของคุณ ซึ่งปุ๊คิดและมั่นใจว่าผู้ชายคนนี้น่าจะเป็ผู้นำในชีวิตของปุ๊ได้...ปุ๊ยินดีเป็แฟนกับคุณคะ” เธอตอบแบบแ่เบา เฮ้ย!!!..นี่กูหูฝาดไปป่าววะ“ปุ๊...ผมหูฝาดไปรึป่าวนี่ปุ๊ตอบรับรักเป็แฟนกับผมแล้วอย่างนั้นเหรอ? ผมฝันไปรึป่าวนี่” ผมตบหน้าตัวเองอย่างแรงตื่นๆไอ้ฟายตื่น “พอแล้วคะหนึ่ง...หนึ่งไม่ได้ฝันไปหรอกคะ รู้ไหมตอนที่เราเจอกันครั้งแรกๆหนะปุ๊ก็แอบชอบหนึ่งเข้าแล้วชอบความซื่อๆบ๊องๆท่าทางตลกๆ แต่พอได้รู้จักกันนานๆเข้าปุ๊ก็ประทับใจในตัวตนของคุณมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งความฉลาดและความเป็ผู้นำ ปุ๊รู้ตัวอีกทีก็แอบรักหนึ่งเข้าไปแล้ว แต่ปุ๊เป็ผู้หญิงจะให้แสดงออกแบบออกหน้าออกตาได้ยังไงล่ะ ได้แต่ภาวนาว่าเมื่อไหร่นะหนึ่งจะขอปุ๊เป็แฟนซะที แล้วตอนนี้ปุ๊ดีใจมากเลยที่ได้ยินคำนี้ออกมาจากปากของคุณ”เธอตอบแบบเขินอายสุดๆ ส่วนผมนะรึเหมือนกับคนบ้าะโโลดเต้นอย่างดีใจ “โอ้...แม่เ้า เป็วาสนาของไอ้เด็กวัดไผ่ตันแล้ว หลวงพ่อครับผมขอบพระคุณมากขอรับ ดีใจจังโว้ย!!!...กูมีแฟนแล้วโว้ย!..” ผมะโลั่นจนปุ๊ต้องมาตีแขน“หนึ่ง...เบาๆหน่อยซิอายชาวบ้านเขาะโอยู่ได้”“ก็ผมดีใจนี่นามีแฟนสวยขนาดนี้จะสั่งให้ไปบุกป่าลุยไฟที่ไหนก็ยอมล่ะ”“บ้า...พูดเพ้อเจ้อไปได้” แล้วผมก็โอบกอดหญิงสาวผู้เป็ที่รักเข้าไว้แนบกายแล้วพึมพำกับตัวเอง“ในที่สุดก็มีวันนี้จนได้นะ...ไอ้เด็กวัดไผ่ตัน”