ภายในความมืดมิด หลิวเวยอันเป็นเหมือนวิญญาณตนหนึ่งที่ค่อย ๆ เข้าใกล้สุสานด้วยความเงียบสงัด เขาเห็นคนสองคนที่เฝ้ายามใช้หลังพิงกัน กำลังคุยกันแก้เบื่ออยู่เสียงเบา เพราะเขาอยู่ตำแหน่งที่ลมพัดมา จึงได้ยินเสียงที่ส่งผ่านมาติด ๆ ขาด ๆ
“แกว่า...หญิงสาวคนนี้...โง่รึเปล่า...บอกว่า...อยู่ด้านใน...ก็เชื่อ...จริง ๆ ...หลายพัน...คน...เธอก็ยังกล้าบุกเข้าไปด้านใน...”“โง่ก็จริง...แต่ก็เก่งจริง ๆ เหมือนกัน...ฆ่า...คนของเราไปหลายสิบคน...ยังหนีออกไปได้...ไม่รู้ว่าจับได้หรือยัง...ทั้งวันแล้ว...ยังไม่ส่งข่าวมาเลย...”
“จับได้แล้วแน่นอน...ก็ไม่ดูว่าคนที่ลงมือ...เป็นใครบ้าง...ยอดฝีมือระดับทองแดง...”
หลิวเวยอันเข้าใจขึ้นมาทันทีว่าทำไงหลูเยี่ยนถึงได้โกรธมากขนาดนี้ ทุกอย่างนี้เป็นเพราะเขา ถ้าเขาเป็นหลูเยี่ยน เขาต้องโกรธมากกว่านี้แน่นอน พอนึกถึงหลูเยี่ยนที่ถูกตามฆ่ามาทั้งวัน ในใจหลิวเวยอันทั้งเสียใจทั้งซาบซึ้ง สุดท้าย ความรู้สึกทั้งหมดก็เปลี่ยนเป็นไฟความโกรธที่ลุกโชนขึ้น ในดวงตาเขาส่องประกายรังสีสังหารมากมายออกมา
ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ในใจเขาตัดสินใจจะสู้ให้ตายกันไปข้างหนึ่งกับขบวนรถเฟยหม่า แย่งที่ดั่งขุมสมบัติที่เต็มไปด้วยมอนสเตอร์ไป ฆ่าเพื่อนของเขา สุดท้ายแม้แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยไป หากเขายังมีความคิดเพ้อฝันอยู่ละก็ เขาต้องตายแน่นอน
จู่ ๆ ทหารเฝ้ายามคนหนึ่งรู้สึกถึงอะไรได้ เขาเงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน เห็นลูกศรที่ฉายประกายความเย็นยะเยือกปรากฏขึ้นตรงหน้า ความอันตรายเพิ่งถูกส่งไปถึงสมอง ตอนที่ปฏิกิริยาโต้ตอบของเขากำลังจะส่งสัญญาณออกมาด้วยความเร็วมากที่สุดนั้น ลูกศรก็ยิงเข้าปากที่อ้าออกก่อนจะทะลุออกหลังหัวเขาผ่านไปยิงเข้าที่หลังหัวของทหารเฝ้ายามอีกคน
ตอนศพสองศพล้มลง หลิวเวยอันก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าพวกเขา ก่อนจะค้นตัวพวกเขาด้วยความรวดเร็วที่สุด พลางเดินเข้าไปยังด้านใน พอเดินไปได้สักพักก็เจอทหารเฝ้ายามอีกสองคน ดูท่าแล้วขบวนรถเฟยหม่าน่าจะให้ความสำคัญกับสุสานมาก จึงจัดให้มีคนของขบวนเฝ้ายามไว้หนาแน่นเช่นนี้
ในสายตาคนธรรมดา ตระกูลใหญ่อยู่สูงส่ง สวมใส่เครื่องเงินเครื่องทอง กินแต่อาหารรสเลิศหายาก อาศัยในบ้านอาคารใหญ่โต แต่ที่จริงแล้วตระกูลใหญ่เองก็มีความลำบากใจและความเจ็บปวดที่คนธรรมดาไม่เข้าใจ ขบวนรถเฟยหม่าเป็นตระกูลที่เพิ่งโผล่ออกมาเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ ถึงแม้จะมีเงินทองไม่น้อย แต่ในหมู่ชนชั้นสูงด้วยกันกลับเป็นเพียงกลุ่มคนเล็ก ๆ เท่านั้น ไม่มีสัมพันธมิตรที่มากมาย ความสัมพันธ์ไม่ใหญ่โต แต่พวกเขาก็ยังนับว่าฉลาดที่ไม่ยื่นมือเข้าไปทำหลายอาชีพเกินไป เพื่อเลี่ยงไม่ให้ไปทับกับผลประโยชน์ของคนอื่นเข้า ตั้งใจทำขบวนรถของพวกตนไป ส่วนร้านค้าก็ทำในสิ่งที่ตระกูลใหญ่ตระกูลอื่น ๆ ไม่อยากจะทำ
แม้การพนันถุงเนื้อจะไม่ได้ผิดกฏหมายใน “แดนสัตว์อสูร” แต่ยังไงก็ไม่ใช่อาชีพบริสุทธิ์อยู่ดี สำหรับอาชีพหมิ่นเหม่กฏหมายเช่นนี้ ชนชั้นสูงที่แท้จริงไม่อยากจะเกี่ยวพันแน่นอน อย่างน้อยดูจากภายนอกแล้วเป็นอย่างนั้น
ขบวนรถเฟยหม่ารู้เรื่องพวกนี้ดี ดังนั้นเมื่อเจอที่ที่มีทรัพยากรดีเยี่ยมขนาดนี้ ดังนั้นจึงไม่คิดจะยึดครองที่แห่งนี้เอาไว้เองเป็นเวลานาน แต่รีบจัดการใช้ประโยชน์ให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นหากมีตระกูลอื่นรู้เรื่องนี้เข้า ก็ต้องแบ่งทรัพยากรส่วนหนึ่งออกไป นี่คือสิ่งที่พวกเขาไม่อยากจะยอมรับแต่ก็ไม่อาจเลี่ยงได้ ขบวนรถเฟยหม่าลงทุนกับสถานที่ห่างไกลอย่างเมืองสือโถวน้อยเกินไป ดังนั้นจึงไม่อาจยึดครองที่ดี ๆ อย่างสุสานแห่งนี้เอาไว้ได้นาน
นี่ก็คือสาเหตุที่พวกเขาแม้รู้ทั้งรู้ว่าผีดิบเจียงซือจะเก่งขึ้นมากในตอนกลางคืน แต่ก็ยังส่งคนมาโจมตีอยู่ดี เพราะพวกเขากำลังแข่งกับเวลาอยู่ เป้าหมายของพวกเขาคือผีดิบเจียงซือเท่านั้น ไม่อย่างนั้นถึงหลูเยี่ยนจะมีสามหัวหกมือก็ไม่สามารถบุกเข้าไปแล้วหนีออกมาได้แน่นอน
เสียงตะโกนเข่นฆ่าดังขึ้น เสียงดาบฟันกันและเสียงลูกศรผ่าอากาศดังเข้ามา ยังมีเสียงร้องอย่างอนาถและเสียงของหล่นบนพื้นอีก ลมพัดโชยผ่านไประลอกหนึ่งพัดพาไอหมอกด้านหน้าออกไป ทำให้เห็นการต่อสู้ที่ดุเดือดปรากฏขึ้นตรงหน้า รอบ ๆ รัศมีเจ็ดแปดร้อยเมตร มีแต่ผู้คนและผีดิบเจียงซือเต็มไปหมด สู้กันเอ็งทีข้าที ทั่วทิศมีแต่ลูกศรบินผ่านไปในอากาศ แสงคมดาบสะท้อนสู่ท้องฟ้าที่มืดมิด ราวกับไข่มุกที่แวววาวเป็นประกาย
คนที่อยู่ในนี้มีคนอย่างน้อยสี่พันคน นี่เป็นครั้งแรกที่หลิวเวยอันได้เจอการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ นี่เป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดถึงขั้นที่ระหว่างรุกและรับมีผีดิบเจียงซือ หลายสิบตัวล้มลงบนพื้น ทำให้เขารู้สึกตกใจเป็นพัก ๆ สิ่งบางสิ่งที่อยู่ไม่สุขในสายเลือดเขากำลังค่อย ๆ ตื่นขึ้นมา
คนเกิดมาชาติหนึ่ง ทั้งชีวิตผ่านไปรวดเร็วเช่นนี้ หากไม่เหลืออะไรไว้บ้างเลย ก็เสียแรงที่เคยมาใช้ชีวิตบนโลกครั้งหนึ่ง ภาพตรงหน้าจุดประกายความทะเยอทะยานในส่วนลึกของหัวใจหลิวเวยอันขึ้น เป็นคนก็ควรจะเป็นเช่นนี้ สะบัดมือสั่งครั้งเดียวก็มีทหารม้าเป็นพันหมื่นคอยติดตามไปทุกที่ที่ข้ามผ่าน บุกทะลวงทุกสิ่งอย่างไม่รั้งรอ
ชายหนุ่มรูปร่างบึกบึนคนหนึ่งหันหลังกวาดสายตาผ่านพื้นที่รกร้างอย่างฉับพลัน แต่กลับไม่พบอะไรเลย บนใบหน้าเขาเผยความแปลกใจขึ้นแวบหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับไป
ในที่ที่ลึกลงไป ร่างของหลิวเวยอันแทบจะแนบติดกับพื้นแล้วปีนออกไปด้วยความเร็วที่มองไม่เห็นอย่างเงียบเชียบ ชายร่างบึกบึนคนนี้ทำให้เขามีความรู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก มองเพียงแวบเดียวเขาก็รู้สึกได้ทันที หากไม่ใช่เพราะฟ้ามืด หากไม่ใช่เพราะไอพิษจากศพในสุสานกลบกลิ่นอายเขาเอาไว้ ถ้าไม่ใช่เพราะสีของเสื้อผ้าเขาใกล้เคียงกับสีพื้นดิน ชายร่างบึกบึนอาจจะเห็นเขาไปแล้วก็ได้
ชายร่างบึกบึนรูปร่างไม่สูง อย่างมากก็สูงร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรเท่านั้น เขายังสูงกว่าชายบึกบึนครึ่งหัวเลย แต่กลิ่นอายที่ส่งออกมาจากอีกฝ่าย เป็นราวกับเขาสูงชัน มองเพียงแวบเดียวก็แทบจะหายใจไม่ออกแล้ว หากใช้ชายดาบไขว้ที่เป็นยอดฝีมือระดับทองแดงมาเปรียบเทียบละก็ คน ๆ นี้อย่างน้อยก็เป็นยอดฝีมือระดับทองแดงขั้นสุดยอดหรือเป็นถึงขั้นระดับเงินเลย
หลังจากได้ผลสรุปนี้ หลิวเวยอันก็เคลื่อนไหวด้วยความระมัดระวังมากกว่าเดิม ระยะทางห้าสิบเมตรเขาใช้เวลาตั้งสิบนาทีกว่าจะปีนออกมาได้ พอออกจากการรัศมีการหยั่งรู้ของยอดฝีมือระดับเงินผู้นั้นแล้วแล้ว จึงกระโดดลุกขึ้นมาวิ่งอย่างรวดเร็วแล้วอ้อมไปอีกทางหนึ่ง
การตั้งขบวนรบ เป็นสิ่งหลักที่ทหารต้องศึกษาแตกฉานมาแต่ไหนแต่ไร ทหารม้าของขบวนรถเฟยหม่ายังห่างชั้นจากการตั้งขบวนรบที่แท้จริงอยู่ไกลมากก็จริง แต่การฝึกฝนอย่างเข้มงวดและการสั่งการที่เด็ดขาดก็สามารถทำให้เหล่านักรบทำงานได้อย่างเต็มความสามารถ การร่วมมือกันระหว่างทหารทุกคนนั้นเป็นสิ่งที่ผู้เล่นต่างมีประสบการณ์มาแล้วบ้างเพื่อให้มีกำลังมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผีดิบเจียงซือตัวหนึ่งกรีดร้องเสียงแหลมด้วยความอนาถออกมา เสียงที่ส่งออกมาฟังดูน่าขนลุกเหมือนนำก้อนหินไปถูบนแผ่นเหล็ก นักรบคนหนึ่งใช้สองมือจับโล่ดันมันออกไป ตอนที่เขารวบรวมพลังให้มากที่สุดนั้น ลูกศรที่ไม่รู้ว่าถูกยิงออกมาจากทางไหนก็พุ่งทะลุหัวใจเขาจากด้านหลัง พละกำลังทั้งตัวเขาลดหายไปในทันทีทำให้ผีดิบเจียงซือสามารถชนเขากระเด็นออกไปได้อย่างง่ายดาย พลางพุ่งเข้ามาในขบวนรบ กรงเล็บมันฟาดผ่าน ร่างกายท่อนบนของทหารถือหอกก็ถูกผ่าออกทื่อ ๆ แยกออกเป็นซ้ายขวาสองท่อน ตามด้วยนายพรานที่ถูกฉีกออกเป็นสองท่อนเช่นกัน ชิ้นส่วนร่างกายเขาชนเข้ากับนักรบทำให้เกิดเสียงดังกรุงกรังขึ้น กระดูกของนักรบหักไปครึ่งหนึ่งก็ล้มลงไปช้า ๆ
ผีดิบเจียงซือกระโดดขึ้นครั้งหนึ่ง มาปรากฏอยู่ตรงหน้าพลธนู ลูกศรในมือพลธนูที่เร็วและแรงไม่มีที่ติ พอยิงโดนตัวมันแล้วกลับเป็นเหมือนยิงใส่เหล็กหนาไม่สะทกสะท้านสักนิด ผีดิบเจียงซือใช้สองมือยกพลธนูขึ้น พลางอ้าปากออก เผยฟันขาวอันแหลมคมของมันกัดลงไปบนตัวพลธนูที่มีสีหน้าตกใจตื่นกลัวเป็นที่สุด
เสียงร้อยด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นไม่ถึงสามวิก็เงียบลงไปแล้ว ตอนผีดิบเจียงซือโยนพลธนูออกไปอีกทีเขาก็ได้กลายเป็นศพแห้งไปแล้ว
สถานการณ์เดียวกันเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ธนูแหลมคมพุ่งฉิวไปมาอย่างลึกลับ เพียงพริบตาเดียวก็ยิงฆ่าไปหลายสิบคนแล้ว ธนูปรากฏขึ้นในเวลาสำคัญเช่นนี้ทำให้เกิดการบาดเจ็บและล้มตายเกินร้อยคน
“ฝีมือกันแน่? ออกมาเดี๋ยวนี้นะ” หัวหน้ากลุ่มนั้นคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด
พลธนูยิงไปทางที่ลูกศรถูกยิงออกมา บีบให้หลิวเวยอันออกมาได้อย่างรวดเร็ว นายพรานคนหนึ่งที่สายตาดี เขาเห็นหลิวเวยอันในทันที จึงตะโกนออกมาดัง ๆ ว่า
“อยู่ตรงนั้น!”
“พวกแก พวกแก และพวกแกด้วย ไปจัดการมันซะ” หัวหน้าชี้กลุ่มย่อยสามกลุ่มติดต่อกัน หนึ่งกลุ่มมีสิบคน ทั้งหมดสามสิบคนพุ่งเข้ามาหาหลิวเวยอัน ที่ตะโกนสียงประหลาดออกมาครั้งหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวหนีไป
“ไม่ต้องหนี แกหนีไม่พ้นหรอก” คนสามสิบคนเพิ่มความเร็วให้มากขึ้น พุ่งเข้าไปในความมืดด้วยความรวดเร็วตอนแรก ๆ ยังพอได้ยินเสียงตะโกนดังออกมาบ้าง แต่ไม่นาน เสียงทั้งหมดนั้นก็เงียบหายไป หัวหน้าเมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงทำให้เขารู้สึกไม่สงบขึ้นมา สามนาที ห้านาที สิบนาทีผ่านไป คนที่ตามออกไปไม่กลับมาเลยสักคน ทำให้รองหัวหน้าขมวดคิ้วขึ้น
“อ้าก”
หัวหน้ารองเงยหน้าขึ้นทันที เห็นพลธนูคนหนึ่งล้มลงพอดี กลางหลังเขามีลูกศรดอกหนึ่งปักคาอยู่ เสียงร้องเสียงที่สองดังขึ้น นายพรานคนหนึ่งถูกลูกศรยิงทะลุคอหอยไป ตามมาด้วยเสียงร้องอีกเสียงที่ดังขึ้น ครั้งนี้เป็นนักรบ โดนยิงที่ขา วินาทีที่เขาล้มลงก็ถูกผีดิบเจียงซือฉีกขาดทันที
“แกอีกแล้ว!” หัวหน้าคำรามครั้งหนึ่ง พลางพุ่งออกไปหลายก้าว เขาคิดอะไรขึ้นมาได้จึงหยุดฝีเท้าลงกล่าว “กลุ่มย่อยที่สอง สาม สี่ ห้าและหก ไปจัดการไอ้เวรนี่ซะ ถ้ามันไม่ตายพวกแกก็ไม่ต้องกลับมาแล้ว”
“รับทราบขอรับ!”
กลุ่มย่อยที่ห้าและหกเป็นพลธนูทั้งหมด
ศัตรูปรากฏตัวขึ้น แต่กลุ่มย่อยที่ส่งออกไปทั้งสามกลุ่มกลับหายไป ทำให้หัวหน้ากลางรู้ถึงความแข็งแกร่งของศัตรู คาดได้ว่าคนของตนน่าจะตายไปทั้งหมดแล้ว ดังนั้นครั้งนี้เขาเพิ่มกลุ่มพลธนูไปสองกลุ่ม บีบกดทั้งหน้าและหลัง เขาไม่เชื่อว่าพลธนูเพียงแค่คนเดียวจะสร้างเรื่องอะไรใหญ่โตขึ้นมาได้
“พวกแกตามไป” หัวหน้าเอาจริงขึ้นมาแล้ว ครั้งนี้เขาถึงกับส่งคนไปหนึ่งร้อยคน
ศัตรูแอบมาด้อมมองลับ ๆ ล่อ ๆ เช่นนี้ บอกได้ว่าถึงจะแข็งแกร่งแต่ก็มีขีดจำกัด ไม่อย่างนั้นก็คงฆ่าบุกเข้ามาได้เลย คนหนึ่งร้อยคน ถึงจะไม่มีอาวุธอะไรเลยก็ฆ่าเขาให้ตายได้แล้ว
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ลูกศรที่ลึกลับปรากฎขึ้นอีกครั้ง แถมยังมาด้วยความโอหังกว่าเดิม เขายิงตายไปสิบสามคนในรวดเดียว ทำให้สนามรบยุ่งเหยิงไปหมด ผีดิบเจียงซือที่พ้นจากการควบคุมกระโดดไปมา ใช้มือฉีกปากกัด ทำให้มีคนล้มลงเรื่อย ๆ เสียงร้องโอดโอยดังขึ้นทั้งแถบ
“แน่จริงก็ออกมาสู้กันตัวต่อตัวสิโว้ย” หัวหน้าคำรามด้วยความโกรธ ที่ตอบกลับมาคือลูกศรดอกหนึ่งที่พุ่งมาเอาชีวิต หากไม่ใช่เพราะรองเท้าของเขาเป็นเครื่องทองแดง เขาคงตายไปแล้ว แต่ถึงอย่างนี้ บนใบหน้าเขาก็ยังถูกเฉียดจนเกิดเป็นรอยเลือดอยู่ดี
“หัวหน้ารองอยู่สั่งการต่อ คนที่เหลือตามฉันมา” เสียงของหัวหน้ากลางทุกคำแทบจะเล็ดออกมาจากช่องฟันทั้งหมด เขาชักกระบี่ออกมา นำคนหนึ่งร้อยคน พุ่งเข้าไปด้วยรังสีสังหาร
รองเท้าของหัวหน้าเป็นเครื่องทองแดง รวดเร็วดั่งสายฟ้า แต่เพราะถูกลูกศรเมื่อครู่ยิงมา เขาจึงไม่กล้าเดินห่างจากกลุ่มคน ตอนแรกยังพอมองเห็นเงาของศัตรู แต่พออ้อมไปรอบหนึ่ง ก็ตามไม่ทันแล้ว ตามหาอยู่สิบกว่านาที แต่ศัตรูเหมือนหายไปกลางอากาศ ไม่เหลือร่องรอยอะไรไว้เลยสักอย่าง เมื่อหาต่อไปอีกสิบกว่านาที หัวหน้าก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่กล้าแยกทหารออกไปตามหาอยู่ดี สุดท้ายจึงพูดด้วยความขัดใจว่า “กลับ”
เพิ่งกลับไปถึงที่สุสานเขาก็ต้องอึ้งกับภาพตรงหน้า ลูกน้องเขาถูกฆ่าตายเกลื่อนไปหมด เหลือรอดอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น ครึ่งหนึ่งถูกลูกศรยิงสังหารส่วนอีกครึ่งหนึ่งถูกผีดิบเจียงซือฆ่าตาย หัวหน้าอีกคนพาผู้คนอีกหนึ่งร้อยคนจัดการที่นี่อยู่
“เกิดอะไรขึ้น?”หัวหน้ากลางคนนั้นขมวดคิ้วถาม
หัวหน้าสีหน้าซีดเขียวไม่พูดไม่จา มองดูซากศพที่กองเต็มไปหมด กัดฟันจนแทบแตกเลยทีเดียว
-โปรดติดตามตอนต่อไป-