สายลับ ศูนย์ หนึ่ง สี่ เริ่มเดินสำรวจไปรอบๆบริเวณประมาณครึ่งชั่วยาม ก็ได้ยินเสียงเรียกแว่วๆ
“อวี้เอ๋อร์ อวี้เอ๋อร์”
“น้องรอง น้องรอง อยู่ไหน”
“อวี้เอ๋อร์ ได้ยินแม่หรือไม่ อวี้เอ๋อร์”
“พี่รอง พี่รอง พี่รอง ได้ยินหรือไม่ อยู่ไหนขอรับ”
เธอชะงัก หยุดฟังให้แน่ใจ “อวี้เอ๋อร์”เธอแน่ใจแล้วว่าได้ยินว่าอะไร แต่ไม่แน่ใจว่าใช่ชื่อของเธอหรือไม่
‘เอ ชื่อแบบนี้ ภาษาแบบนี้ คือคนจีนใช่ไหมนะ’
“อวี้เอ๋อร์ อยู่ไหน ได้ยินพ่อหรือไม่”
“โอ้ว ภาษาจีนจริงๆ ด้วย” เธอพึมพำกับตนเอง
เธอฟังภาษาจีนเข้าใจ แม้ชาติที่แล้วในศตวรรษที่ 21เธอเป็คนไทย แต่ในฐานะสายลับ เพื่อให้เข้าไปแทรกซึม หาข้อมูลล้วงความลับต่างๆ จากหลายๆ ประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรได้ลงทุนกับเธอและเพื่อนสายลับคนอื่นๆ ไปมาก โดยเฉพาะเื่การต่อสู้และการใช้ภาษาซึ่งมีหลากหลายชนิดและหลายภาษามาก
การต่อสู้ที่เธอถนัดคือ กังฟู มวยไทย ยิงปืนและการใช้อาวุธลับเหมือนพวกนินจา ส่วนภาษาที่เธอเลือกเรียนคือ อังกฤษ เยอรมันญี่ปุ่น และภาษาจีน
เธออยากเก่งอย่างหัวหน้าทีมของเธอเพราะหัวหน้าของเธอเก่งมากสามารถต่อสู้ได้ทั้ง กังฟู มวยไทย เทควันโด้ ยูโดไอคิโด้ เคนโด การฟันดาบ และยูยิสสู แล้วไหนจะแม่นปืนอีกเล่า ส่วนเพื่อนเธอ ศูนย์หนึ่ง ห้า ก็ใช้ภาษาได้ดีถึงเจ็ดภาษาคือ ไทย อังกฤษ อาหรับ สเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศสและภาษาจีน
และเมื่อย้อนกลับมาดูตัวเอง “เฮ้อ” ขอส่ายศีรษะทีเถอะ“หากข้าเลือกใหม่ได้นะ ข้าจะไม่เป็สายลับอีกแล้ว เพราะมันเหนื่อยเหลือเกินตอนแรกก็สนุกและตื่นเต้นดีอยู่หรอก”
สาเหตุที่เธอบ่นเช่นนี้ก็เนื่องจากขณะเรียนเธอเหนื่อยมาก องค์กรทำเหมือนพวกเธอไม่ใช่คนเที่ยวยัดความรู้และทักษะอะไรมากมายนักหนามาให้ั้แ่เธออายุได้เพียงเจ็ดปีและเริ่มทำงานเป็สายลับมาั้แ่อายุประมาณสิบสี่ปีโดยเริ่มจากงานที่ไม่อันตรายมากเกินไป พร้อมกับทีมงานที่เป็เหมือนพี่เลี้ยงเพิ่งจะมาผ่อนคลายการยัดความรู้ต่างๆ เมื่อราวสามปีก่อนนี้เอง
ขณะที่เธอแทรกซึมเข้าไปหาข้อมูลล้วงความลับต่างๆเธอต้องทำตัวให้กลมกลืนไปกับเป้าหมายที่เธอ้า บางงานใช้เวลาเพียงสัปดาห์บางงานอาจจะแทรกซึมอยู่นานหลายเดือน บางงานต้องอยู่นานเป็ปี นานสุดคงจะสองปีซึ่งแม้แต่่ปฏิบัติงาน ห่างมีเวลาว่างเธอก็ยังต้องฝึกฝนและพัฒนาตนเองอยู่เสมอแต่การเป็สายลับและทำตัวแทรกซึมทำเป็ตีเนียนเข้าไปเป็ส่วนหนึ่งขององค์กรเป้าหมายที่เธอ้าก็ดีอยู่อย่าง เพราะมันทำให้เธอได้รับผลพลอยได้เป็ความรู้และทักษะจากงานที่เธอทำนั่นเอง
เธอคิดว่าตัวเองไม่ได้เป็สายลับที่เก่งกาจอะไรแต่ที่รอดมาได้ทุกครั้งเพราะทุกคนในทีมเข้าขากันได้ดี ถ้าเพียงลำพังน่ะรึ ฮึ่ตายกี่ครั้งแล้วก็ไม่รู้ ไม่อยากจะคุย ยังคิดอยู่ว่าอาชีพสายลับอาจจะไม่ใช่แนวของเธอ บางครั้งก็รู้สึกเบื่อหน่ายถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็อยากเป็เพียงคนธรรมดาที่ไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงและจะได้มีชีวิตเป็ของตัวเอง แต่มาคิดได้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว
ตัดภาพกลับมาที่สายลับ ศูนย์ หนึ่ง สี่ ในขณะนี้
เธอกำลังคิดว่า จะทำอย่างไรดี แล้วคิดว่าจะลองส่งเสียงดูเพื่อให้พวกเขารู้ว่ามีเธออยู่ตรงนี้ “วู๊ วู๊”
‘เอาละ ถ้าฉันไม่ใช่อวี้เอ๋อร์อะไรนั่นอย่างน้อยก็ให้พวกเขาพาฉันออกไปก่อนก็แล้วกัน’
ประมาณหนึ่งเค่อต่อมา มีคนสี่คนเดินมาหาเธอพอเห็นว่าเป็เธอ พวกเขาก็รีบวิ่งเข้ามาหาคนที่เข้ามานั้นเป็ชายอายุประมาณสามสิบสี่ถึงสามสิบหกปี ลักษณะสูงใหญ่ดูแล้วเดิมน่าจะผิวขาว แต่ตอนนี้คล้ำแดด หน้าตาหล่อเหลาคมคาย แต่ดูเคร่งเครียดเนื่องจากบุตรสาวของเขาหายตัวไป หาไม่เจอ เขาสวมเสื้อผ้าเก่าซีดไม่ต่างจากเธอ
เด็กชายสองคน คนหนึ่งอายุประมาณสิบห้าปีมีรูปหน้าคล้ายกับชายที่เป็ผู้ใหญ่มีเค้าโครงหล่อเหลาชัดเจนสูงกว่าเธอเกือบ่ศีรษะ รูปร่างผอมสูงและเด็กชายอีกคนอายุประมาณแปดปี ใบหน้าคล้ายสตรีที่มาด้วยกันแต่คิ้วและตาเหมือนชายที่เป็ผู้ใหญ่ เด็กน้อยหน้าตาน่ารักมากในสายตาเธอและดูคุ้นหน้าไม่น้อยเหมือนเคยเห็นที่ไหน (จะไม่คุ้นได้อย่างไรก็เธอเพิ่งเก็บกระจกไปเมื่อไม่นานมานี้เอง)
และสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่เดินเข้ามาหาเธอ หน้าตางดงามดูบอบบาง ผอมแห้ง ผิวขาวเนียนแต่ดูคล้ำแดดเล็กน้อย ที่สำคัญใบหน้าคล้ายร่างนี้ถึงเจ็ดส่วน
เธอแทบจะมั่นใจในทันทีที่เห็นสตรีผู้นี้ว่าน่าจะเป็ญาติหรืออาจจะเป็มารดาของร่างนี้ก็ได้
ชายผู้ใหญ่จับไหล่ทั้ง 2 ข้างของเธอแล้วหมุนซ้ายที ขวาที สำรวจเธอั้แ่ศีรษะจรดเท้า ปากก็พูดถามไม่หยุด
“อวี้เอ๋อร์ เป็อย่างไรบ้างลูก เจ็บตรงไหนบ้างทำไมเป็อย่างนี้ เ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
หลังจากชายผู้ใหญ่หมุนตัวเธอสำรวจจนทั่วสตรีผู้นั้นที่มาด้วยกันกับคนเหล่านี้ก็ดึงเธอเข้ามากอดแนบอก ร้องไห้แล้วถามเธอ“อวี้เอ๋อร์ เจ็บมากหรือไม่ โถ ลูกแม่ ฮือๆๆๆ”แล้วสตรีผู้นั้นก็ดันตัวเธอออกจากอกแล้วหมุนดูเธออีกคน จนเธอรู้สึกมึนศีรษะไปหมด
“น้องรอง/พี่รอง” สองเด็กชายเรียกเธอพร้อมกัน
“พี่รอง ข้าคิดถึงท่าน” เด็กชายวัยแปดปีพูด
ทุกคนแย่งกันพูด แย่งกันถาม จนในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว
“ทุกท่าน หยุดก่อน” ว่าแล้วเธอก็ยกมือขึ้นยื่นไปข้างหน้าเพื่อขอให้ทุกคนหยุดถาม หยุดพูด
“ใจเย็นๆ” สายลับ ศูนย์ หนึ่ง สี่ ทำหน้านิ่งๆ กล่าว
เธอไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี เธอไม่คุ้นเคยกับคนเหล่านี้ไม่คุ้นเคยกับการมีครอบครัว แม้จะเคยอยากมีครอบครัวเหมือนคนอื่นบ้างในชีวิตชาติที่แล้วเพราะตลอดมาเธอเป็เพียงเด็กกำพร้าที่ถูกทิ้งไว้ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าต่อมามีคนในองค์กรที่มาบริจาคเงินให้สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าได้พบเธอแล้วชอบในความกล้าของเธอจึงพาเธอไปอยู่ด้วย และฝึกเธอให้เป็สายลับ
ดูก็รู้ว่าทั้งสี่คนนี้ น่าจะเป็ครอบครัวของร่างนี้และรักร่างนี้มาก ทุกคนรุมถามเธอด้วยความห่วงใยแต่เธอไม่รู้อะไรเลยสักอย่างในโลกนี้
‘เฮ้อ จะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้ไม่เห็นเหมือนในนิยายที่บอกว่าจะมีความทรงจำของร่างเดิมอะไรพวกนั้นเลยทุกอย่างว่างเปล่าไปหมด มีแต่ร่างกลวงๆ ให้ิญญาฉันมาอาศัย เอ๊ะอย่างนี้ฉันเป็ผีหรือไม่นะ ไม่สิ! มีคนกล่าวว่าผีต้องกลัวแดด’ สายลับ ศูนย์ หนึ่งสี่ ขมวดคิ้วมุ่น คิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตดี
‘งั้นก็เริ่มใหม่แบบไม่รู้อะไรเลยก็แล้วกัน อย่างไรเสียเราก็มาอาศัยร่างนี้คืนชีวิตแล้ว และครอบครัวนี้ก็รักร่างนี้ด้วย หากพวกเขารู้ว่าร่างนี้เสียชีวิตไปแล้วพวกเขาจะต้องเสียใจมากแน่ๆ ดีไม่ดีอาจจะคิดว่าร่างนี้ถูกผีสิงแล้วพาลจะหาหมอผีมาไล่ฉันให้วุ่นวายไปอีกในเมื่อเกิดมาไม่เคยมีครอบครัว ไม่เคยมีคนรัก นอกจากเพื่อนร่วมงาน ฉันก็จะอาศัยร่างนี้ใช้ชีวิตแบบคนมีครอบครัวเป็ที่พักใจให้ฉันรักก็แล้วกัน ฉันจะทะนุถนอมความรักของครอบครัว ดูแลเอาใจใส่ให้สมกับที่เคยอยากมี เ้าของร่างไม่ต้องเป็ห่วงนะ ขอให้เธอไปสู่สุคติฉันจะตอบแทนที่ให้ร่างนี้แก่ฉัน ด้วยการดูแลครอบครัวของเธอให้มีความสุข’ทันทีที่เธอกล่าวเช่นนี้กับเ้าของร่างในใจ จู่ๆ ก็มีลมพัดพลิ้วผ่านร่างกายของเธอเบาๆเธอรู้สึกขนลุกเกรียว
‘โห ไม่เชื่ออย่าลบหลู่’ เธอลูบแขนทั้งสองข้างทันที
‘อันดับแรก คงต้องทำความรู้จักกับพวกเขาก่อนสินะ’