ตอนที่ 106 เหมืองศิลาสายเลือดเมืองเซลโล่
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ผู้คนมากมายต้องการที่จะกลายเป็นลูกศิษย์ของจอมปราชญ์ แต่พวกเขานั้นไม่สามารถบุกตะลุยภูเขาเทพจนขึ้นไปถึงยอดเขาฮาดาได้
เพราะเหตุนี้ผู้ที่จะเป็นลูกศิษย์ของจอมปราชญ์ได้จึงมีน้อยนัก ซึ่งศิษย์แต่ละคนล้วนเป็นผู้ที่มีวาสนาต่อจอมปราชญ์ทั้งสิ้น
เพราะการอาศัยอยู่ในภูเขาเทพ ผู้คนจึงเรียกขานนามของศิษย์จอมปราญช์อย่างเคารพว่า “ท่าน”
ซึ่งท่านหนึ่ง ท่านสอง ท่านสาม ท่านสี่ ล้วนเป็นนามตามลำดับศิษย์ของจอมปราชญ์
ต้องรู้ไว้ว่าหลังจากที่รัชทายาทฮาดาปรากฏตัว มหาเสนาบดีต้องการให้อินดิชไปคารวะจอมปราชญ์เป็นอาจารย์ แต่จอมปราชญ์กลับปฏิเสธคำขอนี้
นี่จึงทำให้รู้ว่าแม้แต่ว่าที่กษัตริย์ของฮาดาก็ยังไม่มีสิทธิ์ที่จะกลายเป็นลูกศิษย์ของจอมปราชญ์ได้
มหาเสนาบดีคนปัจจุบัน “ซานโดซ่าที่สามสิบสี่” ซึ่งเป็นหนึ่งในสองจักรพรรดิ์จึงต้องรับอินดิชมาเป็นลูกศิษย์แทน
การสนทนายังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
หลังจากที่อีวาได้รับข้อมูลจากแอนนา ซึ่งเป็นหัวหน้าสมาคมนักผจญภัยแห่งเมืองฟิราเดเฟียร์แล้ว เธอจึงหาที่พักเพื่อรอสลับร่างกับเฟิร์ส แน่นอนว่าเธอย่อมเขียนเรื่องราวทุกอย่างเล่าให้เขาฟัง
แม้การเป็นปรมาจารย์จารึกจะยากเหมือนขึ้นสวรรค์ แต่อีวาเชื่อว่าเฟิร์สจะมีทางทำมันได้สำเร็จ
เธอเชื่อใจในตัวเฟิร์ส
ไม่น่าเชื่อว่าคนสองคนที่ไม่เคยพูดคุยกันโดยตรงจะเกิดความสัมพันธ์บางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ จนทำให้คนทั้งสองมีความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน
ในอีกโลกหนึ่งเฟิร์สก็ยังคงรับงานจากนิวโฮปอย่างต่อเนื่อง
ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการฝึกฝนทั้งเขาและอีวา ซึ่งแต่ละงานเฟิร์สแทบจะไม่เลือกว่าจะเป็นการโจมตีอบิสระลอกใด แต่ความถี่ของมันนั้นมากขึ้น เรียกได้ว่าเขามีงานที่ยุ่งตลอดทั้งเดือน
ซึ่งแน่นอนว่าการทะลวงจุดชีพจรและพลังบ่มเพาะของเฟิร์สนั้นก้าวหน้าขึ้นมาก แม้จะน้อยกว่าที่เคยก็ตาม
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทั้งหมดนี้เฟิร์สทำเพื่ออีวา
ในโลกมหาทวีป เฟิร์สไม่ได้เดินทางออกจากเมืองฟิราเดเฟียร์ในทันที
แต่เขากลับไปหมกตัวอยู่ในหอหนังสือของเมือง เพื่อศึกษาเรื่องราวของโลกภายนอก แน่นอนว่าที่นี่มีข้อมูลที่ใหม่กว่าหมู่บ้านเควน และหลากหลายกว่ามาก
เฟิร์สใช้เกือบครึ่งเดือนเพื่อศึกษาหนังสือทั้งหมด ความรู้ที่มากขึ้นจะทำให้เขาได้เปรียบในการใช้ชีวิตในโลกนี้
ระหว่างนี้เฟิร์สยังคงติดต่อกับอีวาผ่านสมุดไดอารี่
‘นายจะทำอะไรต่อ’
‘ฉันจะอยู่อ่านหนังสือในเมืองนี้อีกสักพัก แล้วหลังจากนั้นพวกเราจะไปที่เมืองเซลโล่ แล้วระหว่างนี้เธอต้องการกว้านซื้อศิลาสายเลือดมาให้ได้มากที่สุดแล้วขยันบ่มเพาะ อย่าได้ขี้เกียจ’
‘ทำไมนายต้องไปที่เมืองนั้น’
‘เพราะเธอไม่อ่านหนังสือแบบนี้ไง ถึงไม่รู้ว่าเมืองเซลโล่คือถิ่นของเหมืองศิลาสายเลือด’
‘นายจะไปบ่มเพาะที่นั่นอย่างนั้นหรอ?’
‘เธอก็ไม่ได้โง่นิ ภูเขาเทพไม่ใช่สถานที่ที่คนทั่วไปจะไปเดินเล่นได้ ต่อให้เธอเป็นผู้บ่มเพาะขอบเขตเอิร์ล ฉันคิดว่ามันยังไม่เพียงพอที่จะปีนขึ้นไปบนยอดเขาฮาดาได้’
‘นายว่าฉันอีกแล้วนะ!’
ทั้งสองเขียนไดอารี่ตอบโต้กัน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ทำให้เฟิร์สผู้แสนเย็นชามีรอยยิ้ม
เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตอนที่เขาอ่านหรือเขียนไดอารี่ถึงได้ยิ้มออกมา
มันเป็นความรู้สึกที่เขาไม่เข้าใจ
หลังจากที่เฟิร์สอ่านหนังสือทั้งหมดในหอสมุดประจำเมืองอย่างอิ่มหนำแล้ว เขาก็ออกเดินทางไปที่เมืองเซลโล่ในทันที
ในวันเดินทางเขาพบว่าการบ่มเพาะของร่างนี้เข้าสู่ขอบเขตเอิร์ลชั้นกลางแล้ว
ซึ่งเป็นผลที่อีวากว้านซื้อศิลาสายเลือดจนขาดตลาด แล้วนำมาบ่มเพาะอย่างบ้าคลั่ง
เฟิร์สรับรู้ว่ายิ่งนานวันการบ่มเพาะก็ยิ่งต้องบริโภคศิลาสายเลือดอย่างบ้าคลั่ง เรียกได้ว่ากว่าที่อีวาจะบ่มเพาะมาถึงขอบเขตเอิร์ลชั้นกลาง เธอก็ใช้ศิลาสายเลือดไปเกือบหมื่นก้อนแล้ว
หากต้องการบ่มเพาะให้สูงกว่านี้พวกเขาก็จำเป็นจะต้องไปที่เหมืองศิลาสายเลือด
ต้องไปถึงแหล่งผลิตมันถึงจะเพียงพอสำหรับการบ่มเพาะของร่างนี้
อาณาจักรฮาดามีเหมืองศิลาสายเลือดถึงสามแห่งด้วยกัน แต่เหมืองที่เมืองเซลโล่เป็นเหมืองที่ใหญ่ที่สุด เฟิร์สจึงเลือกที่นั่น
เขาออกเดินทางด้วยอินทรีแดงไปยังเมืองเซลโล่ที่ห่างไกล
ระหว่างเดินทางเขาได้ตรวจสอบค้นหากลุ่มโจรอยู่ตลอดเวลา
จนมีครั้งสองครั้งที่เขาได้ลงมือปราบโจรเหล่านั้นแล้วเก็บเกี่ยวสมบัติมาเป็นทุนรอน
เฟิร์สและอีวาสลับกันเดินทางอยู่สามวันด้วยกันกว่าจะถึงเมืองเซลโล่
น่าเสียดายที่อินทรีแดงตัวนี้มีความเร็วในการเคลื่อนที่แค่ขอบเขตบารอนเท่านั้น พวกเขาจึงใช้เวลาไปมากทีเดียว
แม้อาณาจักรฮาดาจะได้ชื่อว่าเป็นอาณาจักรที่เล็ก แต่มันก็ยังกว้างใหญ่เป็นอย่างมากสำหรับคนทั่วไป ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงมหาทวีปด้วยแล้ว มันแทบจะเรียกว่าเป็นดินแดนอันไร้ขอบเขต
ปุถุชนทั่วไปยังคิดเลยว่าดินแดนแห่งนี้คือโลกทั้งหมด ไม่ใช่ทวีปแค่ทวีปเดียว แต่โลกนี้ยังมีตำนานเรื่องแดนโพ้นทะเล
ใช่แล้ว ... แดนโพ้นทะเล
สถานที่ที่ผู้บ่มเพาะขอบเขตจักรพรรดิคนแล้วคนเล่าคนเล่าต่างเดินทางไปที่นั่นแล้วหายตัวไป
เดินทางมาหลายวันในที่สุดก็มาถึงเมืองเซลโล่
เมืองเซลโล่เป็นเมืองที่อยู่ติดชายแดนของอาณาจักรฮาดากับอาณาจักรเชสก้า มีภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง แบ่งแยกดินแดนด้วยผาสูงชันซึ่งแผ่นดินอาณาจักรฮาดาอยู่ในที่ที่สูงกว่า
มันจึงนับได้ว่าเมืองแห่งนี้เป็นชัยภูมิที่ดีเป็นอย่างมากและไม่เคยถูกรุกรานเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ในอดีตยุคที่ฮาดาจะเสื่อมโทรมแผ่นดินจำนวนมากถูกตัดเฉือนรุกราน การรุกรานถูกหยุดลงที่นี่ก็เพราะหน้าผาสูงชันจึงไม่อาจรุกคืบต่อไปได้ ภายหลังหลังจากที่ภาคีมหาทวีปก่อตั้งขึ้นฮาดาจึงเข้าสู่ยุคสุขสงบ ไม่เช่นนั้นพวกเขาอาจจะไม่สามารถรักษาดินแดนที่เหลืออยู่อย่างน้อยนิดเอาไว้ได้
วันนี้เป็นวันที่เฟิร์สเป็นผู้ครอบครองร่าง เขาไม่ได้เข้าไปที่เมืองแต่กลับตรงไปที่เหมืองศิลาสายเลือด
ความจริงแล้วเหมืองศิลาสายเลือดไม่ได้เป็นธุรกิจหลักของเมืองเซลโล่ แต่มันยังมีอีกสี่เหมืองที่มีแร่ที่ใช้ในการผลิตโลหะและเชื้อเพลิงในการส่งออก
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำชื่อของเมืองนี้ได้กลับเป็นเมืองที่มีเหมืองศิลาสายเลือดที่ใหญ่ที่สุดในอาณาจักรเท่านั้น
เพราะเป็นเมืองที่มีทรัพยากรมากขนาดนี้ผู้ที่กำกับเมืองเซลโล่จึงเป็นดยุกท่านหนึ่งและกองกำลังเอิร์ลของเขา
“มาถึงแล้วเมืองเซลโล่”
กลางป่าที่เป็นเส้นทางเข้าสู่เมือง ห่างจากที่นั่นหลายไมล์ร่างของเฟิร์สก็ร่อนลงมาจากอินทรีแดง
เขาเก็บอินทรีแดงเอาไว้แล้วเดินทางด้วยตัวเอง
ร่างในชุดกันลมสีเทาทะยานไปตามยอดไม่อย่างปราดเปรียว ไม่นานเขาก็พบชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่จะเดินทางเข้าเมือง
บริเวณนี้มีผู้คนพลุ่งพล่านเพราะเป็นพื้นที่ที่จะเดินทางไปยังประตูเมืองด้วยเส้นทางนี้
ในช่วงเวลานั้นเอง ชายคนหนึ่งจู่ๆ ก็เกิดหน้ามืดขึ้นมา เขาเดินเซเล็กน้อยก่อนจะใช้มือยันไปที่ต้นไม้ข้างทาง
“นี่นายเดินทางแค่นี้ก็จะเป็นลมแล้วหรอ? ช่างไม่เป็นผู้ชายเอาซะเลย” เพื่อนที่เดินทางมาด้วยกันเอ่ยอย่างหยอกล้อ
“ฉันแค่หน้ามืดนิดหน่อยเท่านั้น เจ้าบ้านี่อย่าหาเรื่องฉันได้ไหม?” ชายที่ยืนพิงต้นไม้แผดเสียงออกมา เขาพักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินทางเข้าเมืองไป
ห่างออกไปนับร้อยเมตรเฟิร์สนั้นยืนอยู่บนยอดไม้อย่างนิ่งสงบ
“ที่แท้ก็อยู่ทางนั้น” เขายิ้มออกมาก่อนจะทะยานร่างตรงไปยังเหมืองศิลาสายเลือดตามข้อมูลที่เขาค้นความทรงจำของชายคนนั้น
ความสามารถของพลังสายเลือดนี้สามารถช่วยให้เขาทำอะไรได้ง่ายกว่าที่คิด
‘ฉันหวังว่าในโลกของฉันจะเจอมอนสเตอร์ที่ใช้พลังจิตแบบนี้บ้าง ฉันจะขุดค้นความสามารถแบบนี้ได้ไหมนะ?’ เฟิร์สคิดกับตัวเอง และอดที่จะอิจฉาพลังของอีวาไม่ได้
เหมืองแต่ละแห่งแน่นอนว่าไม่ได้ตั้งอยู่ในเมือง แต่ที่นั่นจะมีชุมชนเล็กๆ ที่เป็นที่พักอาศัยของคนงาน
ไม่นานเขาก็มาถึงเหมืองศิลาสายเลือด เขาหยุดอยู่ในที่ที่ห่างไกล ก่อนจะสำรวจบริเวณรอบๆ ด้วยสายตา
“ฉันสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณอันมหาศาล พวกมันมีความลึกล้ำเป็นอย่างยิ่ง โชคดีที่พลังนี้เป็นพลังที่หลงเหลือจากสิ่งมีชีวิตที่ตายไปแล้ว สิ่งมีชีวิตหลากโลกาตนนี้ยามมีชีวิตเขานั้นยิ่งใหญ่เพียงใดกัน?”
เฟิร์สสัมผัสได้ถึงกลุ่มก้อนพลังวิญญาณที่ยิ่งใหญ่
เขาใช้เส้นทางที่เดินทางลำบากลอบเข้าไปที่เหมืองแห่งนั้นโดยที่ใช้พลังตรวจสอบทุกสิ่งอยู่ตลอดเวลา
“มีเอิร์ลสองคนเฝ้าเหมืองแห่งนี้และบารอนอีกนับสิบ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับเหมืองนี้จริงๆ”
เมื่อเข้าใกล้เขาก็สามารถตรวจสอบจำนวนผู้คนได้อย่างชัดเจน
เอิร์ลทั้งสองไม่ใช่ตัวตนชั้นสูง เมื่อเห็นดังนั้นเฟิร์สจึงเดินเข้าไปที่เหมืองแห่งนั้นโดยตรง
วึง!
โลกนั้นกลายเป็นหยุดนิ่ง ผู้คนมากมายที่เฟิร์สเดินผ่านต่างหยุดชะงักด้วยดวงตาที่เหม่อลอย
ทุกคนล้วนเป็นเช่นนี้ แม้แต่เอิร์ลที่ควบคุมงานเหมืองก็ยังไม่อาจต้านอำนาจนี้ได้
ร่างของหญิงสาวในชุดกันลมสีเทาเดินเข้าไปในเหมืองอย่างไม่มีใครสังเกตแล้วหายตัวไป