ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    ว่าที่ชินหวางเฟย 1

            ฟุบ ฟุบ ฟุบ

            ซูเจินชะงักเท้าเมื่อมีชายปิดบังใบหน้าสามคนปรากฏอยู่เบื้องหน้าและดูเหมือนทั้งสามคนจะมีพลังเหนือกว่านางอีกด้วยเพราะนางไม่สามารถรับรู้ถึงตัวตนของพวกเขาได้เลยจนกระทั่งมาอยู่ตรงหน้า

            จือเหลียงก้าวขึ้นมาขวางหน้านายหญิงของตัวเองเตรียมพร้อมในการเรียกพู่กันออกมาต่อสู้ทว่าชายทั้งสามคนกับโค้งคำนับให้แก่ทั้งคู่

            “คุณหนูเฉิน พวกเราไม่ได้มีเจตนาร้ายองค์ฮ่องเต้ต้องการพบท่านขอรับ” เขาพูดประโยคกระชับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            “เจิ้นฮ่องเต้?” ซูเจินทวนถามพวกเขาก้มหน้าแต่ไม่ได้ปฏิเสธ

            ข่าวไวจริง

            “ต้องการพบข้าตอนนี้เลยหรือ?”

            “ขอรับฮ่องเต้เกรงว่าหากเข้าทางประตูพระราชวังท่านอาจจะถูกเพ่งเล็งได้ ดังนั้นจึงให้พวกข้านำทางท่านเข้าไปในวังอย่างลับๆ”

            “ได้ เชิญท่านนำทาง” ซูเจินบอก เมื่อพวกเขาหันหลังนางก็ลอบปล่อยกระดาษเวทแบบส่งสารไป กระดาษร่วงหล่นจากมือเรียวแล้วก็สลายหายไป ก่อนจะพลิ้วกายตามชายทั้งสามคนโดยมีจือเหลียงติดตามไปด้วย

            ด้วยความเร็วของชายทั้งสามนั้นเลิศล้ำซูเจินดึงเวลาให้จือเหลียงสามารถตามมาได้ทันเส้นทางที่พวกเขานำมาซับซ้อนหากไม่ใช่ผู้ที่ชำนาญทางไม่มีทางที่จะไม่หลง

            ซูเจินเงยหน้ามองตำหนักใหญ่โตชายทั้งสามคนเดินนำเข้าไปยังส่วนในของตำหนักจนถึงบานประตูเขาเคาะประตูเป็นจังหวะจากนั้นก็คำนับให้พวกนางหนึ่งครั้ง แล้วหายไปจากจุดที่ยืนอยู่ทันที

            “เชิญคุณหนูเฉิน”นางกำนัลสูงวัยผู้หนึ่งเดินออกมาหลังจากประตูถูกเปิดออก

            ซูเจินเดินตามเข้าไปภายในมีสตรีสูงศักดิ์นางหนึ่งนั่งอยู่ ที่อยู่ข้างกันเป็นฮ่องเต้ในชุดสีทองอร่าม ซูเจินก้าวเดินไปในจังหวะไม่ช้าไม่เร็วกิริยาเต็มไปด้วยความสูงศักดิ์ประหนึ่งคุณหนูขุนนางผู้หนึ่ง

            “ถวายพระพรไทเฮา ถวายพระพรองค์ฮ่องเต้”ซูเจินทำความเคารพต่อผู้สูงศักดิ์ทั้งสอง พร้อมด้วยจือเหลียง

            ไม่มีเสียงให้ลุกขึ้นอยู่ครู่หนึ่งซูเจินในยังสวมหมวกปิดบังใบหน้าอยู่จึงลุกขึ้นโดยไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาตจือเหลียงเห็นนายหญิงลุกขึ้นก็ลุกขึ้นตาม

            “นั่งสิ” เสียงนุ่มนวลทว่าทรงอำนาจสายหนึ่งดังขึ้นซูเจินนั่งลงยังที่ที่จัดไว้ให้

            ความเงียบบังเกิดอยู่ครู่ใหญ่ซูเจินไม่ถอดหมวกออกยังคงสวมมันไว้อยู่อย่างนั้น หนึ่งหงส์หนึ่งมังกรก็พยายามมองพินิจภายนอกจนแทบจะทะลุภายในอยู่แล้ว

            “เปิดหมวกให้เรายลโฉมหน่อยจะได้หรือไม่?”สตรีสูงศักดิ์เอ่ยขึ้นในที่สุด

            “เพคะ” ซูเจินตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเช่นกัน

            มือเรียวทั้งสองข้างทำการปลดหมวกใบใหญ่ออกช้าๆม่านโปร่งด้านหน้าถูกแหวกออกเผยให้เห็นริมฝีปากแดงระเรื่อ ตามด้วยจมูกโด่งรั้นขนตาแพยาวกระพือเบาๆก่อนจะช้อนสายตาขึ้นสบกับผู้สูงศักดิ์ทั้งสอง มือเรียวยื่นหมวกให้จือเหลียงที่อยู่ด้านหลังถือไว้ดวงตาคมทั้งสองข้างจ้องมองยังบุคคลทั้งสองที่อยู่สูงกว่า

            ไทเฮาและฮ่องเต้พลันตกตะลึงในความงามของนางลักษณ์ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นของผู้มากอำนาจบารมี ดวงตาคม ริมฝีปากอิ่ม ลำคอระหงไม่น่าเชื่อว่าจะได้พบเจอสตรีที่มีลักษณ์ทั้งหมดนี้อยู่ในคนคนเดียว

            ไร้ที่ติ!

            ไทเฮาพยักหน้าพึงพอใจเป็นที่สุด จับจ้องโฉมงามอยู่นานจนกระทั่งรู้ตัวว่ายอดบุรุษด้านข้างเกิดการชะงักค้างไปพระนางหันมองพระโอรส ก่อนจะกระแอมไอเตือนสติเบาๆ

            “ฮึ่มได้ยินว่าเจ้าพักอยู่ที่วังตะวันออกของบุตรชายคนโตของเราอย่างนั้นหรือ?”ไทเฮาตรัสถาม แน่นอนว่ามีความนัยหมายให้บุตรชายอีกคนรู้สึกตัวตื่นจากภวังค์

            “เพคะ” ซูเจินเพียงตอบกลับไปสั้นๆ

            “อ่อ แล้วมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอย่างไรเล่า?”

            “หม่อมฉันแซ่เฉิน นามซูซู เฉินซูซูเพคะ”

            “รูปงามนามก็ยังไพเราะ ได้ยินมาว่าเจ้าเป็นศิษย์ของสำนักสวรรค์ไม่ใช่หรือออกจากสำนักมาช่วงเวลานี้คงมีเรื่องด่วนกระมัง”

            “ไม่ใช่เรื่องด่วนอันใดเพคะช่วงเวลานี้นับว่าเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง” ซูเจินหลุบสายตาลงเล็กน้อย

            ไทเฮาไม่ซักไซ้อีกพูดคุยกันเพียงสองประโยคก็ได้คำตอบที่พระนางพอใจแล้ว โฉมสะคราญจะเข้าร่วมการแสวงโชคในสุสานบรรพกาลด้วยอย่างนั้นสินะ

            “คุณหนูเฉินเข้าพักในวังของพี่เก้า...ของชินอ๋องด้วยฐานะใดหรือ?สตรียังไม่ออกเรือนเช่นท่านเกรงว่าอาจจะเสียหายได้นะ”ฮ่องเต้ตรัสถามหลังจากเรียกสติของตัวเองได้ในที่สุด

            “ทูลฮ่องเต้ หม่อมฉันเข้าไปในฐานะแขกเพคะเรื่องชื่อเสียงของหม่อมฉันขอพระองค์อย่าได้กังวลพระทัย แน่นอนว่าหากหม่อมฉันแต่งงานออกเรือนแล้วคงไม่อาจกระทำตนให้เสื่อมเสียแน่เพคะ”       

            ซูเจินตอบกลับไปอย่างเรียบนิ่ง ทว่าฮ่องเต้หนุ่มถึงกับสะอึกช่างกล่าววาจาได้น่าขำคนที่แต่งงานแล้วไปค้างอ้างแรมที่บ้านบุรุษอื่นไม่น่าเสื่อมเสียมากกว่าหรืออย่างไรกัน

            ไทเฮาแอบขำโอรสของตัวเองถึงกับต้องเบี่ยงสายพระเนตรหนีปกติโอรสคนเล็กของพระนางเจ้าเล่ห์และมักจะชอบยุ่งเรื่องนอกในของผู้อื่น วันนี้ได้เจอคนที่กล้าตอกกลับเขาอีกคนนอกจากชินอ๋องแล้วก็ให้รู้สึกสะใจเล็กๆ     

            “ในฐานะแขกหรือ?” ฮ่องเต้ยังคงไล่เรียงถาม

            “เพคะ ในฐานะแขกและในฐานะ...”

            “ในฐานะว่าที่ชินหวางเฟย”

            “...!”

            ร่างสูงใหญ่ของฮุ่ยชินอ๋องปรากฏขึ้นหลังประตูตำหนักถูกเปิดออกอย่างแรงทหารและนางกำนัลขุนทีที่ยืนเฝ้าประตูอยู่ด้านนอกต่างก้มหน้าที่ไม่สามารถหยุดยั้งชินอ๋องเอาไว้ได้ทั้งยังไม่มีเวลาเข้ามากราบทูลอีกด้วย

            “ถวายพระพรเสด็จแม่และฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ” ชินอ๋องสาวเท้ายาวๆเข้ามาทำความเคารพบุคคลทั้งสองเสียงเรียบนิ่ง

            “ชินอ๋องไม่ใช่ว่าท่านต้องไปตรวจราชการที่ค่ายทหารหรอกหรือ?”ไทเฮาตรัสถามแล้วเหลือบมองโอรสอีกคนที่อยู่ด้านข้าง

            “แต่แรกก็ควรเป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ แต่มีเหตุบางอย่างทำให้ต้องรีบกลับมาเสียก่อนเหตุใดคุณหนูเฉินถึงได้มาอยู่ที่นี่เล่า?” ฮุ่ยชินอ๋องถามน้ำเสียงยังคงเรียบนิ่งทว่ากลับกดดันอย่างประหลาด

            “หม่อมฉันถูกเชิญมาเพคะ” ซูเจินตอบแอบลอบยิ้มเล็กน้อยด้วย มาเร็วกว่าที่คิดนัก

            “อ๋อ ถูกเชิญมาโดยที่ข้าไม่รู้เรื่อง?”

            “อย่างไรแม่ขอตัวก่อนก็แล้วกันนะ วันนี้ไม่รู้เป็นอย่างไรรู้สึกเวียนหัวชอบกล”ไทเฮายกมือขึ้นแตะที่ศีรษะแล้วลุกขึ้นโดยที่นางกำนัลสองคนปรากฏตัวมาประคองพระนางเอาไว้

            “หากเสด็จแม่รู้สึกไม่ค่อยสบายให้หมอหลวงมาตรวจพระอาการดูหน่อยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?พวกลูกจะได้รีบออกจากตำหนักเสด็จแม่จะได้พักผ่อน” ฮุ่ยชินอ๋องพูดขึ้น

            ไทเฮาพลันชะงักเมื่อนึกขึ้นได้ว่านี่เป็นตำหนักของพระนางเอง“ไม่เป็นไรๆ แม่...แม่ไปพักที่เรือนชมบุปผาด้านในก็ได้ พวกเจ้าตามสบายเถอะ เร็ว!มาประคองข้า”

            ฮ่องเต้หนุ่มมองผู้เป็นมารดาที่หลบหนีทิ้งพระองค์ไว้ให้เผชิญหน้ากับชินอ๋องผู้เดียวสายตาละห้อยเหตุใดเสด็จแม่จึงเอาตัวรอดผู้เดียวเล่า

            เมื่อคล้อยหลังไทเฮาแล้ว ชินอ๋องก็นั่งลงยังตำแหน่งข้างซูเจินทันทีโดยไม่รอคำอนุญาตใดๆของฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อยฮ่องเต้หนุ่มโบกมือไล่ข้าราชบริพารให้ถอยออกไป แม้แต่องครักษ์เงาทั้งหลายก็ยังส่งสัญญาณให้หลบไปด้วย

            “พี่เก้า ท่านอย่าพึ่งโมโหเลยข้าแค่อยากจะเจอพี่สะใภ้ก็เท่านั้นเอง”ฮ่องเต้หนุ่มกลายร่างเป็นน้องชายตัวน้อยทันที

            น่าแปลกที่ฮ่องเต้กับชินอ๋องเป็นพี่น้องท้องเดียวกันแท้ๆแต่ฮ่องเต้กลับมีรูปร่างสมส่วนเหมือนบุรุษทั่วไป ใบหน้าก็หล่อเหลาออกจะติดหวานไปสักหน่อยผิวพรรณก็นวลเนียนขาวผ่อง แต่ชินอ๋องผู้เป็นพี่ชายกลับมีร่างกายสูงใหญ่ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้ม แม้ผิวจะขาวเนียนเช่นกัน ทว่ากลับดูน่าหลงใหลยิ่งกว่า

            “โฮ หูตาเจ้าช่างกว้างไกลและรวดเร็วยิ่งนัก”

            “ข้า...ข้า...”

            “ผู้ใด?”

            “ท่านหมายถึงอะไร?”

            “ผู้ใดเป็นคนคาบข่าวมาบอกเจ้า!” 

    ...............................................

    ตำนานยอดหญิงซูเจิน เล่ม 1 มีวางจำหน่ายแล้วใน MEB นักอ่านทุกท่านสามารถเข้าไปดาวโหลดได้แล้วนะคะ

    https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTE3MTE5MyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjEyMzk2MSI7fQ