อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 49 ประชันกับหลิ่วซี


            “คนต่อไป”

             

            ซูโย่วเวยที่ยืนอยู่บนลานหินเปล่งเสียงเย็นชา ทว่ากลับทำให้ผู้ชมต่างส่งเสียงโห่ร้องดังสนั่น ก่อนหน้านี้ซูโย่วเวยเอาชนะได้อย่างสวยงามจริงๆ การโจมตีที่ดูเหมือนดุดันของเฉาหลิงกลับโดนจูงจมูกมาโดยตลอด

             

            ศิษย์สำนักเจี่ยก็ร้องเฮดังลั่น ทุกคนต่างแผดเสียงร้องให้กำลังใจซูโย่วเวย ฉู่เทียนหยางที่อยู่ด้านข้างก็พยักหน้าด้วยใบหน้าผ่อนคลาย ยังดี ซูโย่วเวยที่ถูกเขาคาดหวังไว้ไม่โดนโซ่ตรวนลากลงไปด้วย

             

            ได้ยินเสียงโห่ร้องดังกึกก้องจากทั่วทุกสารทิศฉีเยวี่ยก็ขมวดคิ้ว หลิ่วซีโกรธจนกัดฟันแน่น นางไม่อยากเห็นสายตาจ้องมองของซูโย่วเวย

             

            “ฟั่นอู่” หลิ่วซีพูดเสียงกร้าว

             

            ฟั่นอู่ได้ยินก็พยักหน้ารับ ร่างยืนขึ้นกระโดดตรงไปบนลานหิน

             

            “โปรดชี้แนะด้วย!” ฟั่นอู่ยกกำปั้นคำนับซูโย่วเวยแล้วพูดด้วยเสียงหนักแน่น

             

            “เริ่มได้!”

             

            ผู้ตัดสินแผดร้องเสียงดัง

             

            ปัง!

             

            ฟั่นอู่ชิงลงมือก่อน ฝ่าเท้ากระทืบออกรุนแรงจนอิฐหินแตกกระจาย ร่างพุ่งเข้าใส่ซูโย่วเวย ฝ่ามืองุ้มเข้าหากันกลายเป็นกรงเล็บแล้วฉีกออกอย่างดุดัน “กรงเล็บพยัคฆ์!”

             

            ควับ!

             

            กรงเล็บฉีกออกส่งเสียงดังแสบแก้วหูสะเทือนอากาศ

             

            แต่ไม่ว่าการโจมตีจะรุนแรงแค่ไหนก็ยังคงแตะร่างของซูโย่วเวยไม่ได้ ร่างของนางพลิ้วไหวเหมือนควันธูป เพียงฝ่ามือปัดผ่านกลุ่มควันก็ลอยตามแรงลม

             

            “นี่มันควันเมฆาล่องลอย ศาสตร์หยวนระดับสูง” โจวหยวนจ้องมองด้วยแววตาเปล่งประกาย แอบกล่าวชื่นชมในใจ ศาสตร์หยวนกระบวนเพลงนี้เป็นหนึ่งในศาสตร์หยวนที่ฝึกยากที่สุดของจวนต้าโจว นึกไม่ถึงว่าซูโย่วเวยจะฝึกสำเร็จ

             

            ควันเมฆาล่องลอยนี้อาจไม่ล้ำลึกเท่ามังกรเยื้องย่าง แต่ประหลาดเหลือล้น อาศัยยืมพละกำลังในการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะยิ่งการโจมตีของอีกฝ่ายดุดันรุนแรงเท่าใดก็ยิ่งไม่เป็นผล

             

            “ฟั่นอู่ถึงคราวแพ้แล้ว”

             

            ตามคำพูดแน่วแน่ของโจวหยวน บนลานหิน ฟั่นอู่ก็เหมือนกับเฉาหลิงก่อนหน้านี้ เลือดในร่างกายเริ่มเดือดพล่านจากการต่อสู้ต่อเนื่อง ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำ พลังหยวนค่อยๆ คลุ้มคลั่งขึ้นมา

             

            ซูโย่วเวยแววตาเป็นประกาย พลันหมุนร่างกระโจนเข้าใส่ฟั่นอู่

             

            ฟั่นอู่เห็นเช่นนี้ก็แผดร้อง ปล่อยหมัดออกสวนจนอากาศด้านหน้าระเบิด พลังเหี้ยมโหดพุ่งเข้าใส่ซูโย่วเวย

             

            ทว่าจังหวะที่กำลังจะโจมตีซูโย่วเวยพลันกดร่างลงด้วยความฉลาด อาศัยแรงลมพุ่งไปปรากฏตัวเบื้องหน้าฟั่นอู่

             

            ในเวลาเดียวกันฝ่ามือก็ตบลงกลางกะโหลกศีรษะของฟั่นอู่

             

            ลมเย็นเข้าสู่ร่างกายฟั่นอู่ เลือดที่เดือดพล่านสงบลงอย่างสมบูรณ์ ทันใดนั้นพลังหยวนก็สั่นสะท้าน ไม่ต้องให้ซูโย่วเวยลงมือฟั่นอู่ก็ร้องฮึดฮัด เลือดไหลออกจากมุมปากแล้วล้มฟุบลงไปกับพื้นทันที

             

            ภาพเหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดเสียงอื้ออึงดังขึ้นมาไม่ขาดสาย

             

            หลิ่วซีเห็นเช่นนี้ก็กัดฟันกรอด เปลวไฟลุกโชนขึ้นในดวงตา

             

            แววตาฉีเยวี่ยเองก็เริ่มเคร่งเครียดขึ้นมาเล็กน้อย แล้วพูดว่า “นางมองอักขระโลหิตเดือดพล่านออก ทั้งยังคิดวิธีรับมือได้”

             

            แม้ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดแต่ฉีเยวี่ยกลับรับรู้ได้ ในการประลองทุกครั้งซูโย่วเวยจะตั้งใจรอจนกระทั่งเลือดลมในร่างกายของเฉาหลิงและฟั่นอู่เดือดพล่านก่อนแล้วค่อยลงมือ

             

            “ซูโย่วเวยเป็นเสี้ยนหนามเสียจริง” ฉีเยวี่ยขมวดคิ้ว สองรอบก่อนหน้านี้เอาชนะได้อย่างง่ายดาย คาดไม่ถึงว่ากลับถูกซูโย่วเวยเพียงคนเดียวกวาดเรียบ ความจริงเขาต้องการลดกำลังของโจวหยวนลงจึงใช้วิธีนี้และคิดว่าไม่มีทางพลาดแน่นอน

             

            ซูโย่วเวยยืนอยู่บนลานหิน พลังหยวนในร่างกายสงบลงอย่างช้าๆ จากนั้นแววตาที่เยือกเย็นก็พุ่งไปหาหลิ่วซีที่อยู่บนเวทีผู้นำสำนักแล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ซูโย่วเวยจากสำนักเจี่ย ท้าประลองหลิ่วซีจากสำนักอี่”

             

            เมื่อถ้อยคำเอ่ยออกเสียงฮือฮาก็ดังขึ้นอีกครั้ง เพียงเพราะซูโย่วเวยคิดจะเข้าแข่งขันประชันสามรอบติด

             

            “เหอะๆ ดี! ยัยเด็กชั้นต่ำ ยังกล้าท้าประลองข้า ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!” หลิ่วซีโกรธจนหัวเราะออกมา แววตาคู่นั้นถลึงตาใส่ซูโย่วเวย

             

            นางขยับร่างเดินไปที่ลานหิน จ้องมองซูโย่วเวยด้วยแววตาเยือกเย็นแล้วพูดว่า “ในเมื่อคิดหาเหาใส่หัว งั้นข้าจะจัดให้เจ้าสมใจ!”

             

            “ใครกันที่หาเหาใส่หัว พูดตอนนี้ยังเร็วไป” ซูโย่วเวยตอบกลับเสียงเย็น

             

            “คิดว่าเอาชนะพวกไร้ประโยชน์สองคนนั้นได้แล้วจะมีค่าพอมาท้าประลองกับข้ารึ ตอนที่ข้าฝึกในจวนต้าโจวยัยเด็กชั้นต่ำอย่างเจ้ายังหาที่แย่งข้าวกินอยู่เลย!”

             

              หลิ่วซีพูดจาเสียดสี “ถ้าไม่ใช่ว่าโจวหยวนเก็บเจ้ามา เจ้าจะเข้าจวนต้าโจวได้อย่างนั้นหรือ”

             

            เผชิญหน้ากับถ้อยคำบั่นทอนของหลิ่วซี ซูโย่วเวยก็หลับตาทำหูทวนลม “ก็เพราะอย่างนี้นั้นแหละ ข้าเลยต้องช่วยเขาปัดกวาดสิ่งรังควานอย่างพวกเจ้า”

             

            เห็นบรรยากาศของสองสาว ผู้ตัดสินที่อยู่ด้านข้างก็ส่ายหน้า ไม่พูดพล่ามแล้วโบกมือ “เริ่มได้!”

             

            สองสาวสบตากัน คลับคล้ายว่ามีประกายไฟลุกท่วม

             

            “เปิดลมปราณที่หก!”

             

            กระแสพลังหยวนกลุ่มหนึ่งพันรอบตัวสองสาวแทบจะในเวลาเดียวกัน ชั่วประเดี๋ยว หลิ่วซีก็ชิงลงมือก่อน แลเห็นเงาร่างหายตัวไปปรากฏอยู่เบื้องหน้าซูโย่วเวย ฝ่ามือฟาดลง พลังหยวนพันรอบปลายนิ้วส่งพลังแหลมคมเลือนราง

             

            “ฝ่ามือผ่าวายุ”

             

            ควับ!

             

            ฝ่ามือฟันลงจนอากาศแยกออก หลิ่วซีไร้ความปราณี เพียงกระบวนท่าแรกก็ลงมือด้วยศาสตร์หยวนระดับสูงทันที อานุภาพน่าตกใจ เมื่อฝ่ามือฟันลงขนาดหินกล้ายังถูกผ่าแยกออกเป็นสองส่วน

             

            หลิ่วซีเป็นลูกสาวของหลิ่วโหว ย่อมมีทรัพยากรหยวนเหลือล้น ศาสตร์หยวนที่ฝึกก็ย่อมไม่ธรรมดา

             

            ซูโย่วเวยเห็นการโจมตีที่ดุดันของหลิ่วซีปลายเท้าก็กดลง ใช้ ‘ควันเมฆาล่องลอย’ อีกครั้ง หลบหลีกอย่างพลิ้วไหว

             

            “เจ้าคิดว่าข้าโง่เหมือนสองคนนั้นหรือ”

             

            “วิญญาณลมย่างเท้า!” หลิ่วซีเห็นท่าทีของซูโย่วเวยปากก็เหยียดโค้งยิ้มหยัน แลเห็นร่างเคลื่อนไหวคล้ายลมกระโชกแรง เงาร่างของนางก็คลุ้มคลั่ง เพียงก้าวเท้าออกก็ไปปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าซูโย่วเวยที่พลิ้วหลบ แล้วฝ่ามือผ่าวายุของนางก็ฟันลงไปอีกครั้ง

             

            “ดัชนีพิฆาต!”

             

            เห็นหลิ่วซีตามติดไม่เลิกซูโย่วเวยก็งอสองนิ้ว เรียวนิ้วส่งแสงเปล่งประกายจิ้มออกไปปะทะเข้ากับฝ่ามือที่ฟันลงมาของหลิ่วซีอย่างรุนแรง

             

            ชิ้ง!

             

            เหมือนหินปะทะกับหยก พลังหยวนพุ่งเข้าชนใส่กันจนกลายเป็นกระแสลมบ้าคลั่งกวาดออกมา อิฐหินบนพื้นแหลกละเอียด

             

            ซูโย่วเวยกับหลิ่วซีต่างสั่นสะท้าน ถอยหลังไปหลายสิบก้าว แต่การปะทะเช่นนี้หลิ่วซีกลับได้เปรียบเล็กน้อย เพราะนางใช้ศาสตร์หยวนระดับสูงอย่าง ‘ฝ่ามือผ่าวายุ’ ส่วน ‘ดัชนีพิฆาต’ เป็นแค่ศาสตร์หยวนระดับกลาง

             

            “ดูซิว่าเจ้าจะทนได้อีกกี่ครั้ง” หลิ่วซีแสยะยิ้ม ใช้วิญญาณลมย่างเท้าอีกครั้ง ระหว่างที่สายลมรอบตัวคำรามร่างก็พุ่งเข้าใส่ซูโย่วเวย ฝ่ามือที่มีพลังหยวนดุดันฟันลงจนอากาศแหวกออก ลมกระโชกแรงพัดทิ้งร่องรอยไว้บนพื้นทุกครั้ง

             

            เผชิญหน้ากับการโจมตีทรงพลังของหลิ่วซี ซูโย่วเวยก็ถอยหลังต่อเนื่อง ตกเป็นรองภายในฉับพลัน

             

            “ถูกพลังหยวนของอีกฝ่ายกำราบ...” โจวหยวนเห็นเช่นนี้ก็ขมวดคิ้ว พรสวรรค์ของซูโย่วเวยนับว่าเลิศเลอ แต่ศาสตร์หยวนระดับสูงในจวนต้าโจวนับเป็นศาสตร์หยวนชั้นยอด ต้องการฝึกยังต้องใช้แรงสนับสนุนหนุนหลัง ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่นางจะมีศาสตร์หยวนซึ่งถ่ายทอดมาจากตระกูลเหมือนหลิ่วซี

             

            สายตาอำมหิตในลานจำนวนไม่น้อยเห็นสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของซูโย่วเวยก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อยทันที พวกเขาดูออก หากซูโย่วเวยฝึกศาสตร์หยวนระดับเดียวกันละก็ เกรงว่าสถานการณ์คงพลิกกลับตาลปัตร

             

            ควับ!

             

            บนลานหิน ร่างทั้งสองหลบหลีกประดุจผีเสื้อ แต่เป็นหนึ่งคนรุกหนึ่งคนถอย

             

            “หึ พรสวรรค์ดีแล้วอย่างไรเล่า ในสายตาข้า เจ้าก็แค่ยัยเด็กต่ำต้อยไร้พลังเท่านั้น ดังนั้น การท้าประลองกับข้าย่อมต้องขายหน้าเป็นธรรมดา!” หลิ่วซีเห็นซูโย่วเวยถูกนางกดดันอย่างต่อเนื่องก็ยิ้มกระหยิ่มใจแล้วพูดอย่างเย็นชา

             

            ซูโย่วเวยไม่ตอบคำ เพียงหลบหลีกการโจมตีเหล่านี้

             

            “เจ้ากำลังรู้สึกไม่เป็นธรรมอยู่ใช่หรือไม่? น่าขำสิ้นดี ความแตกต่างระหว่างข้ากับเจ้าถูกลิขิตเอาไว้นานแล้ว! ไม่ว่าเจ้าจะพยายามเช่นไรก็ไม่อาจก้าวข้ามสถานะระหว่างพวกเราได้!”

             

            หลิ่วซีมุมปากยิ้มหยัน กล่าวว่า “แค่ศาสตร์หยวนระดับสูงชุดนี้ก็บีบเจ้าให้อับจนได้แล้ว”

             

            “ถ้าอย่างนั้น...ศาสตร์หยวนดำทมิฬชุดนี้เล่า?”

             

            หลิ่วซีแววตาเยือกเย็น นางต้องการซัดความมั่นใจของซูโย่วเวยให้สิ้นซาก หากเป็นเช่นนี้จิตใจของซูโย่วเวยต่อจากนี้ก็จะต้องได้รับผลกระทบ ไม่แน่ว่าอาจจะหลงเหลือเรื่องราวฝังใจจนการฝึกในภายภาคหน้าติดขัด

             

            แผนการนี้ เรียกได้ว่าชั่วร้ายโหดเหี้ยม

             

            หลิ่วซีร่างหยุดลงทันที แลเห็นฝ่ามือมีพลังหยวนคำรามออก พลังหยวนสายแล้วสายเล่ากลางฝ่ามือก่อตัวอย่างคลุ้มคลั่ง สุดท้ายกลายเป็นคมดาบลมเล่มหนึ่ง

             

            คมดาบลมสั่นไหวส่งเสียงแสบแก้วหูดังออก อากาศสั่นสะท้าน

             

            “ศาสตร์หยวนดำทมิฬระดับล่าง คมดาบวายุ!”

             

            หลิ่วซีแววตาดุร้าย ฝ่ามือฟันใส่ซูโย่วเวยทันที คมดาบลมกรีดร้องคำราม เสียงฟันฉีกอากาศพุ่งเข้าใส่ซูโย่วเวย

             

            เห็นเช่นนี้เสียงอื้ออึงก็ดังขึ้น ผู้ตัดสินที่อยู่ด้านข้างก็เตรียมพร้อมจะยื่นมือเข้าไปช่วย

             

            ทว่าแววตาคู่นั้นของซูโย่วเวยไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย นางจ้องคมดาบลมสีเขียวที่พุ่งเข้ามา พลังแหลมคม ต่อให้อยู่ห่างไกลผิวหนังก็ย่อมเจ็บปวด

             

            นางยังคงไม่หลบหลีก

             

            นางจ้องใบหน้ายิ้มแย้มของหลิ่วซี ปากก็เอ่ยขึ้นว่า “ข้าไม่มีศาสตร์หยวนล้ำลึกเหมือนเจ้า แต่ข้าไม่เห็นด้วยกับถ้อยคำของเจ้า ระยะห่างระหว่างพวกเราไม่ใช่ว่าเติมเต็มไม่ได้อย่างที่เจ้าพูด”

             

            “ความพยายามของข้า เจ้าคิดดีแล้วอย่างนั้นหรือ?”

             

            ซูโย่วเวยกำมือช้าๆ เพียงพริบตา จู่ๆ พลังหยวนรุนแรงก็ระเบิดออกจากร่างของนาง เสื้อผ้าสะบัดพลิ้วไหวไปมา

             

            “เปิดลมปราณเส้นที่เจ็ด!”

             

            เมื่อซูโย่วเวยแผดร้องออกมาทั่วทั้งลานก็พลันส่งเสียงอึกทึกครึกโครม สายตาตกตะลึงของคนจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งเข้ามาเป็นจุดเดียว

             

            ไม่มีผู้ใดคาดคิด ว่าภายในการประลองนี้ ซูโย่วเวยจะฝืนเปิดลมปราณเส้นที่เจ็ด!



    คล้ายกับเรื่องอภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    215K 948
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    146K 311
    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    นิยาย แฟนตาซี
    3.26M 1036
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.77M 1648
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    นิยาย แฟนตาซี
    196K 740