ตอนที่ 194 สวย...แต่ไม่รักตัวเอง
การแสดงของนักแสดงพริมโรสยังคงดำเนินต่อไปอย่างชื่นมื่น ท่ามกลางสายตาของเหล่าชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ว่านักแสดงสาวขวัญใจของพวกเขาที่อยู่บนเวที หน้าฉากอาจจะดูสวยงามดุจเทพธิดา แต่ลับหลังฉากที่ทุกคนเห็น เธอต้องทรมานเพียงใดกับการต้องอยู่หน้าแสงไฟเช่นนี้
อ๊อก~!
เสียงอาเจียนได้ดังขึ้น จากด้านหลังของเวที มีกลุ่มชายฉกรรจ์ที่สวมใส่ชุดของคณะละครยืนห้อมล้อมเหล่านักแสดงที่กำลังนั่งอยู่ด้านใน
พลางยืนชี้หน้าด่า เด็กหญิงรูปร่างหน้าตาดีคนหนึ่ง ด้วยน้ำเสียงดุด่าที่รุนแรง
“ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้แกดูแลรูปร่างของตัวเองให้ดี กินยาเพื่อขับอาหารออกมาให้หมด”
เด็กหญิงเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เธอรีบรับถ้วยน้ำที่ผสมตัวยาสูตรลับของคณะ ที่ช่วยเร่งการอาเจียนให้กับผู้ที่ได้ดื่ม จากผู้คุมนักแสดง
ก่อนจะรีบยกขึ้นดื่มตามคำสั่ง…อึก อึก!
ก่อนที่ไม่กี่อึดใจต่อมา เด็กหญิงก็ได้ขับเอาอาหารที่ได้กินเข้าไปออกมา ผ่านการอาเจียน ดั่งเช่นเหล่านักแสดงคนอื่นๆ ที่มีสภาพไม่ต่างกัน
เธอที่ไร้เรี่ยวแรง ไม่มีแรงแม้แต่จะลุกออกไปเพื่ออาเจียน เธอทำได้แต่ปล่อยมันลงข้างกายๆ พร้อมกับระวังไม่ให้ชุดอันสวยงามที่พวกเธอสวมใส่อยู่ต้องเปรอะเปื้อนและจะถูกทุบตีจากผู้คุม
เฉกเช่นเดียวกับกลุ่มนักแสดงที่ถูกสั่งให้กินยาขับอาหาร ซึ่งทุกคนต่างก็นอนหมดสภาพกันอยู่ตามพื้นในกระโจมไม่ต่างจากเด็กหญิง
โดยเนื้อตัวของกลุ่มนักแสดงแทบทุกคนทั้งชายหญิง เด็กเล็ก เด็กโต ทุกคนล้วนมีบาดแผลที่เกิดจากการทุบตี เป็นรอยจ้ำ แดง ม่วง เขียว หรือแม้แต่บาดแผลช้ำเลือดช้ำหนองที่จางไปแล้วจากกาลเวลาอยู่ตามลำตัวแทบทุกคน
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ หากใครไม่ยอมเชื่อฟังผู้คุมนักแสดง ก็จะถูกคนพวกนี้ทุบตี ด้วยไม้กระบองตามร่างกายนั่นเอง
เหล่าผู้คุมนั้นเลือกที่จะทุบตีและทรมาน นักแสดงเหล่านี้ด้วยการ ตีเฉพาะเจาะจงไปที่กลางลำตัวหรือท่อนขา ที่มีเสื้อผ้าคอยช่วยปกคลุมเพื่อไม่ให้ใครเห็นถึงบาดแผล
อย่างไรก็ตามถึงพวกมันจะปฏิบัติกับนักแสดงด้วยความโหดร้าย แต่ผู้คนเหล่านี้ก็ไม่ได้โง่ พวกมันรู้ดีว่าใบหน้าของนักแสดงนั้นสำคัญมากแค่ไหน ฉะนั้นพวกมันจึงพยายามหลีกเลี่ยงการทุบตีบริเวณใบหน้าให้ได้มากที่สุด
เพื่อไม่ให้ทรัพย์สินที่ต้องขายความสวย ความงาม ความดูดี ต้องมัวหมองนั่นเอง
ทว่าถึงแม้พยายามหลีกเลี่ยงมากแค่ไหน แต่ด้วยอารมณ์ที่พุ่งพาน อารมณ์ที่ชอบทรมานคนอื่นของพวกมัน มันได้กลายเป็นสันดานไปเสียแล้ว
จึงมีบางครั้งที่เผลอลงมือรุนแรงเกินไปจนทำให้นักแสดงที่โชคร้ายได้รับบาดแผลที่ใบหน้าอยู่หลายครั้งหลายครา
สุดท้ายนักแสดงที่ได้รับบาดเจ็บที่ใบหน้า ก็ไม่อาจทำการแสดงได้และเมื่อทำการแสดงไม่ได้ ชีวิตของนักแสดงคนนั้น หากไม่ถูกขายให้เป็นทาส ก็จะถูกทำให้พิการ กลายเป็นคนเร่ร่อนและป่วยตายไปในที่สุดจากร่างกายที่อ่อนแอนั่นเอง
นี้คือสภาพที่เหล่านักแสดงทุกคนต่างหวาดกลัวและไม่อยากให้เป็น ทุกคนนั้นจึงหวังที่จะเป็นดาวเด่นของคณะละครนี้ให้ได้เหมือนกับนักแสดงพริมโรส
ซึ่งหากทุกคนเป็นอย่างนักแสดงพริมโรสได้ ชีวิตของพวกเขาก็จะมีอิสระ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้
มีเสื้อผ้าสะอาดให้สวมใส่อยู่ตลอดๆ รวมไปถึงตัวผู้คุมเองก็ไม่กล้าที่จะแตะต้อง นักแสดงพริมโรส ไม่ว่าเธอจะทำผิดกฎของคณะละครหรือไม่ก็ตาม
ทั้งนี้ยังได้รับการดูแล เอาอกเอาใจจาก เจ้าของคณะละคร ราวกับไข่ในหิน
นักแสดงทุกคนในคณะละคร จึงล้วนอยากที่จะมีชีวิตที่ดีเหมือนกับนักแสดงพริมโรส
แต่ใครเหล่าจะรู้ท่ามกลางสายตาที่มอง นักแสดงพริมโรสกลับมา ด้านหลังในเงามือของเธอนั้น ยากลำบากเสียยิ่งกว่าใครๆ
เสียงอาเจียนที่ดังลอดเข้ามาในกระโจมเมื่อครู่ นั้นเป็นเสียงของนักแสดงพริมโรสที่กำลังสำรอกอากาศอยู่นั่นเอง
พริมโรสไม่มีอะไรที่จะอาเจียนออกมาอีกแล้ว มันคือการสำรอกอากาศที่เกิดจากความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ
‘คิดถึงอาหารของท่านไลท์จัง~’
ในกระโจมหลังเดียว ที่ดูสะอาดสะอ้าน ในกระโจมหลังนั้นมีนักแสดงพริมโรสนั่งหมดเรี่ยวหมดแรงอยู่ที่หน้ากระจก
เงาสะท้อนภาพของเธอบนกระจกเงา ได้ฉายภาพของหญิงสาวที่ผอมแห้ง ราวกับเป็นคนละคนจากเมื่อหลายวันก่อน ที่เธอมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งมองกระจก ชื่นชมรูปร่างที่กลับมาสมบูรณ์แข็งแรงของเธอ
หากแต่ว่าเพียงไม่กี่วัน หลังจากต้องกลับเข้าคณะละครเพื่อเตรียมการแสดง เธอนั้นได้ถูกเจ้าของคณะละคร สั่งให้เธอลดหุ่นให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ไม่เช่นนั้นเธอจะถูกกรอกยา หรือไม่เช่นนั้น จะมีนักแสดงในคณะคนหนึ่ง ต้องถูกขายให้กลายเป็นทาส เพื่อชดเชยกับรายได้ที่คณะควรจะได้จากการแสดงละครในครั้งนี้
นักแสดงพริมโรสนั้นเคยถูกจับกรอกยาขับการอาเจียนมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งปัจจุบันถึงไม่ต้องกรอกยาเธอก็สามารถ อาเจียนออกมาได้ตามใจสั่งได้ทุกเมื่อ เพียงแค่ลูบหน้าท้องขึ้นลงไม่กี่ครั้ง
ในหัวจินตนาการว่าตัวเองกำลังอาเจียน กลิ่นสูตรยาที่ร่างกายจดจำได้มาตั้งแต่เด็ก ก็จะทำให้เธอ อาเจียนออกมาได้ในทันที
นี้เองจึงเป็นเหตุให้สภาพของนักแสดงพริมโรส ต่างไปจากเมื่อหลายวันก่อน ราวกับเป็นคนละคน
“อดทนอีกไม่กี่วันเท่านั้น” นักแสดงพริมโรสพูดปลอบใจตัวเองที่หน้ากระจก ก่อนที่เธอจะผ่านคืนวันอันโหดร้ายในคณะละครนี้ไปได้อีกหนึ่งวัน
พร้อมกับการแสดงวันสุดท้ายของคณะละครได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการแสดงละครแล้ว ทางด้านชาวบ้านในเมืองดาราฉายต่างพากันมาจับจองที่นั่งกันที่กลางจัตุรัสประจำเมืองกันอย่างเนืองแน่น เพื่อรอชมเทพธิดาพริมโรสในบทบาทเจ้าหญิงต่อจากเมื่อวาน
‘นั้นใช้นักแสดงพริมโรสหรือเปล่า? ช่างสวยสมคำร่ำลือจริงๆ นี้ก็นานมากแล้วที่ผมไม่ได้ดูละครของนักแสดงพริมโรส’
‘เจ้าเองก็ชอบนักแสดงพริมโรสเหมือนกันเหรอ แมท?’
‘แน่นอนสิครับ ทั้งสวย ทั้งงดงามดุจเจ้าหญิงเช่นนี้ มีหรือที่ผมจะไม่ชอบ ท่านคาห์นนี้ถามแปลกๆ?!’
‘สวย? ก็จริงอยู่ที่เธอมีใบหน้าที่งดงาม อันนี้ฉันไม่เถียง แต่สวยแล้วไม่รัก ไม่ดูแลตัวเองแบบนี้ เกรงว่าจะสวยได้ไม่นานนะสิ...เอาละ พวกเรากลับกันได้แล้ว ที่ร้านยังมีงานให้ต้องทำกันอีกเยอะ’
รถม้าคันเก่าที่มีชายสามคนนั่งกับเด็กชายอีกหนึ่งอยู่บนรถม้าคันนั้น ได้จอดดูการแสดงที่กำลังจะเริ่มจากที่ไกลๆ
พวกเขาทั้งสามได้พูดคุยกันถึงรูปร่างหน้าของนักแสดงสาวคนหนึ่ง ที่เธอดูโดดเด่นจนเห็นได้แต่ไกล ด้วยใบหน้าที่งดงาม หากแต่ว่าหนึ่งในชายที่อยู่บนรถม้าคันดังกล่าว กลับส่ายหน้าที่เห็นความสวยงามของหญิงสาวคนหนึ่ง ต้องถูกบดบังด้วยความเชื่อผิดๆ ที่ว่า ผอมแห้ง ราวกับไม้เสียบผี นั้นคือ ความสวยงาม
“ท่านไลท์จะกลับเลยเหรอครับ? ไม่อยู่รอดูการแสดงสักหน่อยเหรอครับ” เป็นเสียงของแมทผู้เป็นคนขับรถม้า ไต่ถามกับไลท์ที่นั่งอยู่ด้านหลังกับแอล ด้วยความเสียดาย
“ฉันทนดู หญิงสาวที่ทรมานร่างกายตัวเองแบบนั้น ไม่ลงจริงๆ หากนายอยากจะอยู่ดูต่อก็ตามใจ ฉันรบกวนท่านคาห์นขับรถม้าให้กับฉันก็ได้ ส่วนนายก็ค่อยตามกลับมาทีหลังก็แล้วกัน” ไลท์ไหว้วาน คาห์นที่กำลังหัวเราะอยู่ข้างๆ ขึ้นขับรถม้าแทน
แต่กระนั้น แมทกลับเกาะกุมบังเหียนเอาไว้แน่น “ผมไม่ให้ท่านไลท์ทิ้งผมไปเป็นอันขาด ท่านไลท์ไปไหนผมก็ไปด้วย ท่านคาห์นถ้าไม่อยากให้ผมเลิกนับถือท่านก็ช่วยเอามือออกไปด้วยครับ กว่าผมจะแย่งหน้าที่นี้มาจากโทมัสและจิมได้ก็ลำบากมากพอแล้ว” แมทยืนกรานหนักแน่น พร้อมกับควบรถม้าขับออกจากเมืองดาราฉาย มุ่งหน้ากลับไปตามเส้นทางที่เคยจากมา
ใช่แล้ว รถม้าคันดังกล่าวที่หยุดมองดูการแสดงบนเวที นั้นคือรถม้าของไลท์ ที่วันนี้เดินมาลงทะเบียนมอบตัวแอล เข้าโรงเรียนประจำเมืองดาราฉายนั่นเอง
หลังจากท่านไวทเคานต์นิคได้กลับไปถึงเมืองหลวง ท่านไวทเคานต์ก็ได้จัดแจงเอกสารสร้างตัวตนใหม่ให้กับ เอลล่าและแอล ตามคำขอของไลท์จนเสร็จสรรพและวันนี้เองทางด้านของไลท์ก็ได้พาแอล มาลงทะเบียนเข้าเรียนตามกำหนดเวลาที่ทุกโรงเรียนในอาณาจักรลูนาเทีย ใกล้จะเปิดเรียนในวันเดียวกัน
แอลที่เคยเรียนในโรงเรียนขุนนางลำดับที่ 1 ดูจะตื่นเต้นกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้อยู่ไม่น้อย จากที่แต่ก่อนไม่ว่าจะทำอะไร จะเดินไปไหน ก็มีสายตาของคนอื่นคอยจับจ้องอยู่ตลอด พอได้ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนในเมืองดาราฉาย แอลก็ไม่รู้สึกถึงสายตาที่คอยกดดันตัวเองอีกต่อไป
ตัดกลับมาที่บนเวที ทางด้านนักแสดงพริมโรสที่กำลังซักซ้อมการแสดงขั้นสุดท้ายอยู่บนเวที เธอนั้นได้เห็นถึงสายตาของผู้ชมชาวบ้าน ที่จับจ้องมองเธอด้วยความรักได้อย่างท่วมท้น
แต่ทว่ามีอยู่สายตาหนึ่งที่จ้องมองเธอมาจากที่ไกลๆ แม้ระยะห่างระหว่างเธอกับสายตาคู่นั้นจะอยู่ห่างกันไกลกันหลายสิบเมตร แต่เธอก็รับรู้ได้ว่า สายตาคู่นั้นที่มองเธออยู่ มันคือสายตาที่เต็มไปด้วยความเวทนาสงสาร
หาใช่ความรักและความชื่นชม หลงใหลเธอเหมือนกับคนอื่นๆ นักแสดงพริมโรสที่รับรู้ได้ถึงแววตานั้น ได้มองทอดออกไป เพื่อมองหาต้นตอของสายตาที่เวทนาสงสารเธอ
ก่อนจะพบเห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง มองเธออยู่จากบนรถม้าคันเก่าและเพราะด้วยระยะห่างที่ค่อนข้างไกลกันมาก ทำให้เธอบ่งบอกถึงลักษณะของชายคนนี้ไม่ได้ เธอไม่รู้ว่าชายคนนี้เป็นใคร หน้าตาเป็นเช่นไร เหตุใดถึงมองเธอด้วยสายตาแบบนั้น
แต่ด้วยหน้าที่ของเธอ ที่มีหน้าที่เป็นนักแสดง
เธอจึงพยายามแสดงออกถึงความงดงามของเธอผ่านการแสดง เธอยิ้มให้กับเขาจากบนเวที เพื่อหวังจะได้รับความรักและความชื่นชมดั่งเช่นที่เคยทำกับผู้ชมมาตลอด แต่กระนั้น ชายคนดังกล่าวกลับส่ายหน้าให้กับเธอ
พลางสั่งให้คนขับรถม้า เคลื่อนรถออกจากหมู่บ้าน โดยไม่หันกลับมามองเธออีกเลย
สิ่งนี้ได้สร้างความผิดหวังให้กับนักแสดงพริมโรสเล็กน้อย เธอแค่เสียความมั่นใจไปนิดหน่อย ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับการแสดงของเธอ เพียงแต่ที่ทำให้นักแสดงพริมโรสรู้สึกตงิดใจและกวนใจเธอตลอดทั้งการแสดง ล่วงเลยไปจนถึงได้นัดพบกับ คุณหนูนาเดีย
คงจะเป็นสายตาที่มองเธอด้วยความเวทนาเสียมากกว่า ว่าสายตานั้นมันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?
“พี่สาวพริมโรส หนูขอถามได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับพี่กันแน่ ร่างกายของพี่ดูทรุดโทรมมากเลย?” ทันทีที่นาเดียและนักแสดงพริมโรสได้พบหน้ากัน นาเดียก็ไม่รีรอเลยที่จะถามไถ่ถึงรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังมือของเธอ
“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ มันก็แค่เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงของพี่เท่านั้น ว่าแต่นาเดียพอจะมีน้ำให้พี่ดื่มสักหน่อยไหม พี่กระหายน้ำมากเลย”
ตามจริงแล้วพริมโรสไม่ใช่แค่กระหายน้ำ หากแต่ร่างกายของเธอกำลังต้องการน้ำเป็นอย่างมากต่างหาก
เธอไม่ได้กินอะไรเลย นอกจากขนมปังแห้งๆ เพื่อเป็นพลังงาน น้ำก็ถูกจำกัดให้กินได้แค่ทีละจิบ ฉะนั้นทันทีที่นาเดียยื่นกระบอกน้ำให้กับเธอ
นักแสดงพริมโรสก็คว้ามัน ยกซดขึ้นดื่มอย่างไม่หลงเหลือความเกรงใจต่อกันอีกแล้ว
“พี่สาวพริมโรสค่อยๆ ดื่มก็ได้ค่ะ เดี๋ยวก็สำลักหรอก” จริงดังคาด ไม่นานนัก นักแสดงพริมโรสก็สำลักน้ำและไอออกมา ก่อนจะติดตามด้วยการอาเจียน จนสภาพของเธอนั้นดูไม่จืด
“พักที่เมืองต่ออีกสักคืนจะดีกว่าหรือไหมครับ ฝืนเดินทางด้วยสภาพเช่นนี้ ท่านพริมโรสอาจจะล้มป่วยเอาได้นะครับ” หัวหน้าหน่วยพยายามเสนอให้เธอพักอยู่ที่เมืองต่ออีกคืน เฉกเช่นเดียวกับนาเดียเองก็อยากให้พริมโรส ไม่ต้องรีบฝืนตัวเองแบบนี้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นักแสดงพริมโรสกลับยืนกรานหนักแน่นว่าตัวเธอนั้นยังไหว ที่เป็นแบบนี้เธอนั้นชินแล้ว เดี๋ยวอีกสักพักก็ดีขึ้นเอง
ฉะนั้นทุกคนจึงไม่กล้าขัดความต้องการ ได้แต่มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านดาราฉายกันตามกำหนดการเดิม
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy