ใต้แสงจันทร์กระจ่างฟ้าที่สาดส่องลงมาจนพื้นดินดูราวกับอาบด้วยละอองเงินเหลว ชาวบ้านหมู่บ้านชิงอวิ๋นยังคงนั่งพักผ่อนอยู่รอบกองรวงข้าวสีทองอร่ามที่เรียงรายสูงเป็เนิน แสงจันทร์นวลตาตกกระทบลงบนเมล็ดข้าวที่สุกปลั่งสะท้อนประกายวับวาวราวกับเกล็ดทองคำที่ถูกเจียระไนอย่างประณีต กลิ่นอายของธรรมชาติยามค่ำคืนผสมผสานกับกลิ่นหอมกรุ่นจางๆ ของข้าวสาลีที่สุกงอม อบอวลไปทั่วบริเวณจนรู้สึกอุ่นวาบในหัวใจ มันเป็กลิ่นที่บ่งบอกถึงความสำเร็จหลังจากหยาดเหงื่อที่หลั่งรินมานานนับเดือน ผิวััของรวงข้าวที่กรอบและสากเบาๆ เมื่อยามที่ชาวบ้านหยิบจับ มันไม่ใช่แค่พืชพรรณที่ไร้ค่า แต่มันคือสัญลักษณ์ของการมีชีวิตรอดท่ามกลางความแห้งแล้งที่แผดเผามาตลอดฤดูกาลที่ยาวนานและโหดร้าย หลายชีวิตในหมู่บ้านผ่าน่เวลาแห่งการอดมื้อกินมื้อมาอย่างยาวนาน แต่ภาพกองข้าวเบื้องหน้านี้เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่ทำให้พวกเขาเริ่มมีความหวัง
หลี่เฉินยืนมองชาวบ้านที่เหนื่อยล้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ แสงจันทร์ที่ตกกระทบใบหน้าของพวกเขาเผยให้เห็นหยาดเหงื่อที่แห้งกรังและริ้วรอยแห่งความตรากตรำ แต่ในดวงตานั้นกลับมีประกายของความหวังที่เริ่มจุดติดขึ้นมาใหม่อย่างแรงกล้า เขาไม่ได้มองพวกเขาเป็เพียงแรงงานที่ว่าจ้างเพื่อหวังผลกำไร แต่เป็เพื่อนร่วมชะตากรรมที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาั้แ่วันที่เขาไม่มีแม้แต่กระท่อมคุ้มหัว รอยยิ้มจางๆ ของเด็กน้อยที่ได้รับส่วนแบ่งข้าวสาลีทำให้เขารู้สึกถึงความอบอุ่นที่ไม่ได้ััมานาน ความเงียบในค่ำคืนนี้ไม่ได้เย็นเยียบเหมือนที่เคยเป็ แต่กลับเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยแ่เบาของชาวบ้านที่กำลังวาดฝันถึงอาหารมื้ออร่อยจากข้าวใหม่ กลิ่นไอดินจางๆ ผสมกับกลิ่นข้าวสาลีทำให้บรรยากาศรอบๆ อบอวลไปด้วยความสุขที่หาไม่ได้จากในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยความชิงดีชิงเด่น หลี่เฉินมองดูภาพพ่อแม่กำลังป้อนข้าวคำเล็กๆ ให้ลูกน้อยด้วยแววตาอ่อนโยน เขาเห็นความหวังในชีวิตที่กำลังเบ่งบานขึ้นในหมู่บ้านที่เคยซบเซาแห่งนี้
"ทุกคน... ขอบใจมากที่ช่วยข้าในวันนี้" หลี่เฉินเอ่ยขึ้น เสียงของเขาอบอุ่นและกังวานก้องไปในความเงียบสลัว มันเป็น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจจนชาวบ้านที่อยู่รอบๆ ถึงกับนิ่งเงียบเพื่อรับฟัง "ข้าวเหล่านี้... แม้จะเป็ผลผลิตจากที่นาของข้า แต่หากไม่มีหยาดเหงื่อและแรงกายของพวกท่าน ทุกรวงก็คงไม่อาจเก็บเกี่ยวได้ทันท่วงที"
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ััได้ถึงความเงียบงันที่เต็มไปด้วยความเคารพ ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปหากองข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ "วันนี้ข้ามีของตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ... แม้จะไม่ใช่ทองคำหรือทรัพย์สมบัติที่หรูหรา แต่มันคือผลผลิตที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเราทุกคน ขอให้ทุกคนรับไว้ด้วยเถิด"
หลี่เฉินเริ่มลงมือจัดแบ่งรวงข้าวด้วยตัวเอง มือของเขาััได้ถึงความหนาแน่นและน้ำหนักที่ผิดปกติของรวงข้าวแต่ละช่อ มันรู้สึกหนักแน่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานที่ลึกลับจนน่าประหลาดใจ เขาเลือกคัดสรรรวงข้าวที่อวบอิ่มและงดงามที่สุด โดยแบ่งให้กับชาวบ้านทุกคนอย่างทั่วถึง ไม่เว้นแม้แต่เด็กน้อยที่นั่งพิงไหล่แม่ หรือคนเฒ่าคนแก่ที่เพียงแค่มาช่วยส่งน้ำส่งอาหาร การกระทำของเขาดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ในยุคสมัยที่ความเห็นแก่ตัวกัดกินใจคน การที่ใครคนหนึ่งจะยอมแบ่งปันผลผลิตที่พิเศษเช่นนี้ให้ผู้อื่น เป็สิ่งที่หาได้ยากยิ่ง ชาวบ้านรับรวงข้าวไปด้วยมือที่สั่นเทา ความนุ่มนวลของเมล็ดข้าวที่ััผ่านปลายนิ้วทำให้พวกเขารู้สึกถึงความอ่อนโยนที่หาไม่ได้จากที่ไหน
"เสี่ยวหลี่... นี่มันมากเกินไปแล้ว ข้าแค่ช่วยแรงนิดหน่อยเอง" ผู้ใหญ่บ้านรีบกล่าวปฏิเสธด้วยความเกรงใจ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื้นตันใจจนเห็นได้ชัด แต่หลี่เฉินกลับยัดรวงข้าวใส่มือเขาด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ
"รับไว้เถิดครับท่านผู้ใหญ่ ข้าเองก็มีเหลือเฟือ... ข้าแค่อยากให้ทุกคนได้ลิ้มรสความสำเร็จนี้ไปพร้อมๆ กัน"
เมื่อได้รับรวงข้าวไปคนละส่วน สายตาของชาวบ้านก็เปลี่ยนไปจากความเหนื่อยล้าเป็ความปิติยินดีอย่างที่สุด พวกเขาสูดดมกลิ่นหอมละมุนของข้าวสีทอง กลิ่นนั้นช่างสดชื่นราวกับลมพัดผ่านทุ่งหญ้าในฤดูใบไม้ผลิ หลี่เฉินมองดูภาพนั้นด้วยความสุขใจ 'ความสุขของมนุษย์ช่างเรียบง่ายและงดงามเช่นนี้เอง' เขาคิดในใจพลางยิ้มมุมปาก โดยหารู้ไม่ว่ารวงข้าวเ่าั้ได้กลายเป็ 'เมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลง' ที่จะสั่นะเืรากฐานของหมู่บ้านชิงอวิ๋นไปตลอดกาล บรรยากาศแห่งความสุขดำเนินต่อไปจนดึกดื่นภายใต้แสงดาวที่พร่างพราวราวกับจะร่วมยินดีกับความหวังใหม่ของชาวบ้าน ก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายกันกลับกระท่อมด้วยหัวใจที่พองโตและเปี่ยมล้นไปด้วยรอยยิ้ม พวกเขาหลับใหลอย่างเป็สุขโดยหารู้ไม่ว่านี่คือค่ำคืนสุดท้ายแห่งความสงบสุขที่แท้จริง
---
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดสีส้มอ่อนๆ สอดส่องผ่านรอยแยกของกระท่อมไม้เก่า หลี่เฉินยังไม่ทันได้ลุกจากฟูก เสียงเคาะประตูที่รัวเร็วและเปี่ยมด้วยพลังก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงของอาฝูที่ดูตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่
"พี่หลี่! พี่หลี่! ตื่นหรือยังขอรับ?"
หลี่เฉินลุกขึ้นเปิดประตู เห็นอาฝูยืนหน้าแดงก่ำ เหงื่อซึมตามไรผม ดวงตาเป็ประกายวิบวับ "พี่ดูนี่!" อาฝูยกก้อนหินขนาดใหญ่ที่เขาเคยยกแทบไม่ไหวเมื่อวานขึ้นเหนือหัวได้อย่างคล่องแคล่วราวกับมันไม่มีน้ำหนัก กล้ามเนื้อแขนของเขาตึงเปรี๊ยะเห็นเส้นเืชัดเจน พลังที่แฝงอยู่นั้นเหนือกว่าคนธรรมดาไปไกล "เมื่อคืนข้าลองกินข้าวที่พี่แบ่งให้ เช้านี้ข้ารู้สึกเหมือนมีสายน้ำแห่งพลังไหลเวียนอยู่ในท้อง! ความเหนื่อยล้าหายไปสิ้น และตัวข้า... เหมือนมีกำลังวังชามากกว่าเดิมสิบเท่า!"
หลี่เฉินมองอาฝูด้วยความทึ่ง ก่อนจะเห็นชาวบ้านคนอื่นๆ แห่กันมาที่หน้ากระท่อม ต่างคนต่างนำเื่น่าอัศจรรย์มาเล่าให้ฟัง ทั้งหญิงชราที่หายปวดหลัง หรือชายวัยกลางคนที่สามารถฟันไม้ได้เร็วขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ทุกคนมีใบหน้าที่เปล่งปลั่ง มีเืฝาด และเดินเหินด้วยท่วงท่าที่กระฉับกระเฉงผิดตา หลี่เฉินเกิดความสงสัยและอยากรู้ว่าพลังของมันคืออะไรกันแน่ เขาจึงรีบนำข้าวทองคำไปหุงหาอาหารเพื่อพิสูจน์ เขาเฝ้ารอคอยความเปลี่ยนแปลงด้วยใจระทึก ทว่าเมื่อกินเข้าไป เขากลับทำได้เพียงนั่งสมาธิและโคจรลมปราณจนเหงื่อซึม แต่กลับไม่พบร่องรอยของพลังใดๆ ไหลเวียนในร่างอันบอบบางของตนเลยแม้แต่น้อย เหมือนการเทน้ำลงในทะเลทรายที่ไร้ก้นบึ้ง มันมีเพียงความอิ่มท้องและรสชาติที่อร่อยล้ำเลิศเท่านั้น
ความว่างเปล่าภายในร่างกายทำเอาเขารู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาทันที มันคือความรู้สึกของคนแปลกแยก คนที่ถือสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลก แต่กลับเป็คนเดียวที่ไม่อาจเข้าถึงมันได้ เขาหลับตาลง พยายามััเส้นลมปราณที่ตีบตัน แต่ก็พบเพียงความเงียบงันที่น่าหดหู่ หลี่เฉินรู้สึกถึงก้อนความคับข้องใจที่จุกอยู่ที่อก เขาเป็คนปลูกแท้ๆ แต่ทำไม... ทำไม์ถึงโหดร้ายกับเขานัก? ความผิดหวังเกาะกุมจิตใจจนเขาแทบหายใจไม่ออก เหมือนมีก้อนหินก้อนใหญ่มาทับหน้าอก ความรู้สึกที่ไม่อาจไขว่คว้าพลังได้ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่อยู่รอด เป็สิ่งที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าความตาย
"ระบบ! ทำไมข้ากินแล้วถึงไม่มีผลอะไรเลยล่ะ? ข้าเป็คนปลูกแท้ๆ แต่กลับได้รับเพียงความหิวที่หายไปเท่านั้นหรือ?" เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความท้อแท้และเ็ป
ระบบเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แผงความเหยียดหยามอย่างเ็า "โฮสไม่ต้องสงสัยหรอก ที่เ้าไม่รู้สึกอะไรเลยน่ะ... ก็เพราะตัวเ้ามัน 'กาก' เกินไปอย่างไรเล่า ร่างกายของเ้าบอบบางและว่างเปล่าเกินกว่าจะรองรับพลังงานระดับต่ำเหล่านี้ได้ ต่อให้เ้ากินจนท้องแตกตาย พลังงานที่กระจายอยู่ก็ไม่สามารถหลอมรวมเข้ากับร่างอันไร้ค่าของเ้าได้หรอก"
หลี่เฉินถึงกับยืนแข็งทื่อ ใบหน้ากระตุกด้วยความโมโหและรู้สึกท้อแท้ในโชคชะตาที่เล่นตลกกับเขา "กาก? เ้าว่าข้ากากเรอะ? นี่ข้าอุตส่าห์ปลูกมากับมือนะเว้ย!"
ระบบตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน "ข้อเท็จจริงมักจะเ็ปเสมอ ยอมรับความจริงเถอะโฮส เ้าควรมองหาหนทางอื่นที่เหมาะสมกับศักยภาพอันต่ำเตี้ยของเ้าเสียดีกว่า"
หลี่เฉินกัดฟันแน่น กำหมัดจนสั่นเทา เขาไม่ได้โกรธระบบที่ดูถูกเขา แต่เขาโกรธตัวเองที่ไร้ความสามารถที่จะปกป้องหมู่บ้านแห่งนี้ด้วยพลังของตัวเองในอนาคต ความกดดันมหาศาลเริ่มถาโถมเข้ามาในหัวสมองของเขา ความคิดที่ว่าหมู่บ้านจะล่มสลายหากมีภัยคุกคามถาโถมเข้ามา กลายเป็สิ่งที่เขากลัวที่สุดในตอนนี้ ท่ามกลางเสียงนกกระจิบนกกระจอกที่ร้องทักทายยามเช้าอันสดใส แต่ในใจเขากลับมีเมฆหมอกแห่งความวิตกกังวลปกคลุมอยู่หนาแน่น
---
บรรยากาศในยามสายที่ลานกว้างหน้าหมู่บ้านเปี่ยมไปด้วยความรื่นเริง ทว่าผู้ใหญ่บ้านที่ััได้ถึงภัยที่คืบคลานในกระแสลม จึงเรียกชาวบ้านมาหารือเื่สำคัญเพื่อรักษาความสงบสุขเอาไว้ บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อผู้ใหญ่บ้านก้าวขึ้นมาบนแท่นไม้เก่าๆ เสียงนกกาที่บินผ่านลานหมู่บ้านดูเหมือนจะเตือนถึงลางร้ายบางอย่างที่กำลังเดินทางมาถึง บรรยากาศที่เคยสดใสกลับเริ่มขุ่นมัวลงอย่างประหลาด ลมที่เคยพัดเอื่อยๆ กลับเริ่มแรงขึ้นและแฝงไปด้วยความคาวของกลิ่นไอสังหารที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็น ยกเว้นแต่ผู้ใหญ่บ้านที่ััได้ถึงความผิดปกติบางประการในอากาศ
"ทุกคน... เงียบเสียงลงก่อน!" ผู้ใหญ่บ้านเคาะไม้เท้าลงบนพื้นดิน เสียงไม้กระทบพื้นดังกังวานก้องไปทั่วลานเรียกความสนใจจากทุกคน "ทุกคนคงจะได้รับข้าวสีทองจากเสี่ยวหลี่ไปแล้ว หลังจากกินเข้าไปร่างกายของทุกคนก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหัศจรรย์ไม่มากก็น้อย ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเสี่ยวหลี่" ชาวบ้านต่างส่งเสียงตอบรับด้วยความปิติ ชื่นชมในน้ำใจของหลี่เฉิน ผู้ใหญ่บ้านจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังที่แฝงไปด้วยความกังวล "ข้าวสีทองนี้ ไม่ใช่แค่ข้าวธรรมดา แต่มันคือของวิเศษที่นำพาโชคลาภมาให้ หรืออาจจะนำพาหายนะมาสู่พวกเราได้เช่นกัน... หลังจากกินข้าวทองคำเสร็จแล้ว ข้าวที่เหลือจงเก็บไว้เป็ความลับห้ามให้คนนอกหมู่บ้านรู้เห็น เื่ข้าวทองคำจะต้องไม่รั่วไหลออกไปเด็ดขาด แม้แต่ตระกูลใหญ่ในเมืองก็อย่าให้พวกมันได้กลิ่น! หากพวกมันรู้ว่าหมู่บ้านเรามีของวิเศษเช่นนี้ พวกมันจะไม่มีวันปล่อยให้เราอยู่อย่างสงบ หมู่บ้านที่เคยสงบสุขจะกลายเป็สนามรบแห่งความโลภทันที!"
หลี่เฉินพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเคร่งเครียด ดวงตาของเขาฉายแวววิตก "ข้าขอมอบข้าวเหล่านี้ให้ทุกคนกินเพื่อบำรุงกาย แต่จากนี้ไป... ห้ามแพร่งพรายเื่นี้ออกไปนอกหมู่บ้านโดยเด็ดขาด"
ชาวบ้านต่างพยักหน้าพร้อมกัน แววตาของพวกเขาเปลี่ยนจากความตื่นเต้นเป็ความมุ่งมั่นที่จะรักษาความสงบสุขนี้ไว้ "นับแต่นี้เป็ต้นไป" ผู้ใหญ่บ้านประกาศก้อง "เื่นี้คือความลับสูงสุดของหมู่บ้าน ใครผู้ใดที่แพร่งพรายออกไป จงจำไว้ว่านั่นคือการดึงเอาความตายมาสู่ลูกหลานของพวกเราเอง!"
เสียงรับคำอย่างพร้อมเพรียงดังสนั่นไปทั่วลานกว้าง แต่มันกลับแผงไปด้วยความกังวลที่เริ่มเกาะกินหัวใจของผู้คน ความเงียบสงบที่ปกคลุมหมู่บ้านชิงอวิ๋นในยามนี้ ช่างเปราะบางดุจเปลือกไข่ที่รอวันแตกสลาย ความระแวงเริ่มฉายชัดบนใบหน้าของชาวบ้าน ทุกสายตามองไปรอบๆ ราวกับจะค้นหาภัยที่อาจซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของแมกไม้ที่ห้อมล้อมหมู่บ้านเอาไว้ ในขณะที่สุนัขข้างทางที่เคยเห่าหอนอย่างคึกคักกลับหมอบกราบลงกับพื้นโดยไร้สาเหตุและสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอย่างจับจิต เหมือนกับว่าพวกมันััได้ถึงิญญาร้ายที่กำลังมุ่งหน้ามายังหมู่บ้านแห่งนี้
---
ในขณะที่หมู่บ้านชิงอวิ๋นกำลังดื่มด่ำกับความโชคดีจากปาฏิหาริย์สีทอง ห่างออกไปหลายร้อยลี้ ณ คฤหาสน์ตระกูลลี่ใจกลางเมืองจือจี้ ความมืดมิดที่แท้จริงกำลังก่อตัวขึ้น ราวกับเมฆพายุสีดำที่กำลังจะกลืนกินทุกอย่าง บรรยากาศภายในห้องลับใต้ดินนั้นเย็นเยียบจนลมหายใจกลายเป็ไอ กลิ่นอายของความตายและสารพิษคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวราวกับจะดับลงทุกขณะ ลี่ช่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ลายัที่แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง แววตาของเขาลึกโหลเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม เบื้องหน้าของเขามีมือสังหารระดับปรมาจารย์ 5 คน คุกเข่ารอรับคำสั่ง ร่างของพวกเขานิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินที่ไร้ิญญา เสียงความชื้นที่หยดลงจากเพดานถ้ำดังก้องเป็จังหวะ ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังแห่งความตายที่ตอกย้ำถึงความเหี้ยมเกรียมของเ้าของสถานที่
ภายในห้องนอนที่หรูหราแต่อบอวลด้วยกลิ่นอายยาขม ลี่ถัง บุตรชายเพียงคนเดียวของเขากำลังนอนหอบหายใจรวยริน แสงจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวไปมาเผยให้เห็นใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับศพของเด็กหนุ่ม ร่างกายของเด็กหนุ่มถูกพันธนาการด้วยอักขระคำสาปสีดำมืดที่เลื้อยไปมาตามิั ลวดลายอักขระเ่าั้เต้นเร่าเหมือนมีชีวิต คอยสูบกินพลังชีวิตของเขาไปทีละน้อย ทำให้เด็กหนุ่มต้องตกอยู่ในภวังค์แห่งความเ็ปที่ไม่มีวันสิ้นสุด ลี่ช่งมองดูลูกชายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักที่บิดเบี้ยว เขาไม่ได้้าเพียงแค่แก้แค้น แต่เขากำลังไล่ล่าทุกอย่างที่อาจเป็ความหวังสุดท้ายในการรักษาบุตรชายที่กำลังถูกคำสาปกลืนกินชีวิตไปทีละน้อย สำหรับลี่ช่งแล้ว หมู่บ้านชิงอวิ๋นก็เป็เพียงหมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่มีความหมายใดๆ หากมันเป็อาถรรพ์หรือต้นตอแห่งคำสาป บางทีถ้าเขาทำลายมันได้ก็อาจจะสามารถช่วยชีวิตลูกชายของเขาให้กลับมาเดินได้อีกครั้ง ความหวังสุดท้ายที่เปราะบางนี้คือแรงผลักดันให้เขากลายเป็ปีศาจในคราบคน
"ข้า้าหัวของไอ้หนุ่มนั่น... และทำลายล้างหมู่บ้านอาถรรพ์นั้นให้สิ้นซาก อย่าให้เหลือร่องรอยของบ้านแม้แต่หลังเดียว!" ลี่ช่งเอ่ยเสียงเย็นเยียบ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวังที่บิดเบี้ยวและรอยแค้นที่สุมอยู่ภายในใจ ความเหี้ยมเกรียมแผ่ซ่านออกมาจากทุกคำพูดที่เขาเอ่ย ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นััได้ถึงความกดดันที่ทำให้อากาศรอบตัวเหมือนจะกลายเป็ของแข็ง
"นายท่านลี่ พวกเราได้เตรียม 'ตาข่ายอักขระพันธนาการิญญา' มาพร้อมแล้ว" หัวหน้ามือสังหารกล่าว ก่อนจะหันไปทาง **'อาจารย์กวน'** ปรมาจารย์ผู้แข็งแกร่งที่สุดในระดับกลั่นลมปราณขั้นที่ 5 ที่ยืนกอดอกอยู่ในมุมมืด รอยยิ้มของชายชราผู้นี้ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าปีศาจ ฟันเหลืองกรังและกลิ่นอายความตายที่แผ่ออกมาทำให้ห้องลับดูอึดอัดขึ้นเป็เท่าตัว "อักขระนี้ข้าลงอาคมด้วยเืสัตว์อสูรชั้นสูง หากมันถูกขังอยู่ข้างใน พลังชีวิตจะถูกสูบจนเหลือเพียงซากในหนึ่งชั่วยาม ท่านลี่ช่งไม่ต้องห่วงมีข้าไปด้วย งานต้องสำเร็จราบรื่นแน่นอน พวกเราจะทำให้มันหายไปจากโลกใบนี้อย่างสมบูรณ์"
อาจารย์กวนขยับตัวเล็กน้อย เสียงกระดูกลั่นดังกรอบแกรบ บรรยากาศรอบตัวเขาราวกับจะดูดกลืนแสงไฟจนมืดมิด ลี่ช่งกำหมัดแน่นจนเกิดเสียงกระดูกลั่น ความแค้นที่ลูกชายต้องล้มป่วยหนัก และตระกูลลี่ที่ตกต่ำลงเพราะคำสาปทำให้เขาสั่งการอย่างเด็ดขาด "ออกเดินทางได้! ความเงียบของหมู่บ้านชิงอวิ๋นจะถูกแทนที่ด้วยเสียงกรีดร้อง!"
ร่างทั้ง 6 ชีวิตวูบไหวหายไปจากห้องลับดั่งเงาที่สลายตัวเข้าสู่ความมืดมิด ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะแหบแห้งของอาจารย์กวนที่ดังก้องอยู่ในห้องลับ แววตาที่เต็มไปด้วยความกระหายเืของลี่ช่งบัดนี้ได้เริ่มต้นนับถอยหลังสู่การปะทะที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป ความหายนะกำลังรุดหน้าเข้าหาหมู่บ้านชิงอวิ๋นดุจคมดาบที่พร้อมจะเสียบแทงหัวใจของความสงบสุขที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเพียงไม่นาน กลุ่มมือสังหารเคลื่อนที่ผ่านป่าทึบด้วยความเร็วที่เหนืุ์ กลิ่นอายสังหารที่พวกเขาทิ้งไว้เื้ัทำให้เหล่านกกาในป่าต่างตื่นตระหนกและบินหนีด้วยความหวาดกลัว ค่ำคืนนี้ หมู่บ้านชิงอวิ๋นจะไม่ได้พบกับแสงจันทร์ที่แสนสงบอีกต่อไป แต่มันคือคืนที่จะจารึกไว้ด้วยหยาดเืของความไม่รู้อิโหน่อิเหน่ของชาวบ้านที่หวังเพียงชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้น ลมหนาวพัดผ่านป่าลึกราวกับเสียงกระซิบของปีศาจที่กำลังเฝ้ารอเวลาแห่งการทำลายล้างที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า ความมืดเริ่มกลืนกินเส้นทางเดินของมือสังหาร แต่เจตนาของพวกเขานั้นชัดเจนและเต็มไปด้วยความโเี้ หมู่บ้านชิงอวิ๋นที่ยังคงไร้เดียงสาจะทำอย่างไรกับภัยที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า... ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาลภายใต้เงาของความอำมหิตนี้ ในขณะที่ความเงียบงันเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาครอบงำพื้นที่โดยรอบหมู่บ้านชิงอวิ๋น ราวกับความตายกำลังก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ทีละก้าว ทีละก้าว...