หนึ่งสัปดาห์ต่อมา...
เสียงดนตรีดังลั่นไปทั่วทั้งถนนเป็ภาพฉากที่เ้าบ่าวแซ่เซินกำลังพาเ้าสาวแซ่จางกลับจวนของตนเองด้วยสีหน้าชื่นมื่นเปี่ยมล้นไปด้วยความยินดีผู้คนมากมายรวมถึงชาวบ้านในละแวกนั้นต่างรายล้อมทั้งซ้ายขวาหน้าหลังเฝ้ามองขบวนแต่งงานขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กแต่ดูโอ่อ่าไม่เบา
‘เขาคือขุนนางหน้าใหม่ของราชสำนักที่เล่าลือกันว่ามั่งคั่งร่ำรวยสร้างจวนหลังใหญ่โตอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองหลวง เขามีนามว่าเซินจิ้งหยวนมีวาสนาได้แต่งกับคุณหนูจาง จางเนี่ยนเจิน นับว่าเป็คู่์สรรค์สร้างจริง ๆเลยเชียว’
หญิงวัยกลางคนที่ยืนมองอยู่มุมหนึ่งของถนนเส้นหลักหันไปเอ่ยกับสหายคนสนิทด้วยสีหน้ากระตือรือร้น แม้นางไม่ได้เป็เ้าสาวเสียเองแต่นางก็นึกดึใจกับคนที่นั่งสง่างามอยู่บนเกี้ยวหลังนั้นจริง ๆ
“บัดซบเ้าคนสารเลวเซินจิ้งหยวน มันผลาญเงินทองของเ้าจนหมดเอาไปซื้อของตกแต่งจวนเสียใหญ่โต สุดท้ายก็กลายเป็ของสตรีอื่น ช่างบัดซบสิ้นดี!”
มู่เว่ยหลางฟาดฝ่ามือลงบนหัวเข่าด้วยความเจ็บใจพร้อมทั้งกัดฟันกรอดเอ่ยตำหนิเซินจิ้งหยวนด้วยสีหน้าเครียดขรึมจริงจัง
วันนี้สามคนพ่อแม่ลูกตั้งใจออกมาเปิดหูเปิดตามู่หรงซินเป็คนแนะนำให้บิดามารดาของตนแวะกินอาหารที่ร้านฟู่ติง ซึ่งเป็ร้านอาหารที่ขึ้นชื่อของเมืองหลวงอีกทั้งห้องอาหารชั้นสามของที่นี่ยังสามารถทอดสายตามองเห็นทิวทัศน์ที่งดงามของเมืองหลวงได้อีกด้วย
พวกเขาทั้งสามหวังออกมาเที่ยวเล่นหาความสำราญใจตามประสาสามคนพ่อแม่ลูกไหนเลยจะคาดคิดว่า จะได้มาเห็นภาพฉากบาดตาบาดใจ จำพวกแห่เกี้ยวเ้าสาวกลับจวนของเซินจิ้งหยวนผู้นั้น
ซ่งเซียวหลินผู้เป็มารดาไม่แม้แต่จะชายตามองให้เสียลูกตาซึ่งผิดกับมู่หรงซินที่ปรายตามองขบวนเ้าสาวด้วยสีหน้าเรียบเฉยเ็า
ในใจของนางไม่เหลือคำว่ารักไว้ให้สำหรับชายผู้นั้นแล้วนางสิ้นรักในตัวเขาั้แ่วันที่นางได้รู้ความจริงว่าเขาวางแผนจัดฉากสังหารถงเอ๋อร์และลูกในท้องของถงเอ๋อร์จากนั้นยัดเยียดความผิดให้นางอย่างเต็มประตู หวังให้นางยอมหย่าขาดกับเขา
อีกทั้งยังใจดำอำมหิตกล้าผลักไสไล่ส่งนาง โดยไม่เห็นแก่ลูกในท้องของนางแม้แต่น้อย อนิจจาเอ๋ย...หากย้อนเวลากลับไปได้ นางจะไม่แต่งกับเขาเด็ดขาด
บัดนี้เห็นเขาแต่งงานใหม่แล้วนางไม่นึกเสียใจ ไม่นึกเสียดาย ไม่นึกริษยาสตรีผู้นั้นเลยสักนิดในใจของนางมีแต่คำว่าสมน้ำหน้าเต็มไปหมดอีกทั้งนางยังก่นด่าสาปแช่งชายผู้นั้นไม่ต่ำกว่าเป็ร้อยเป็พันครั้ง
ว่ากันว่า... คำสาปแช่งของคนท้องนั้นศักดิ์สิทธิ์นักอีกไม่ช้า... ไม่วันใดก็วันหนึ่งกรรมใดที่เขาเคยทำกับนางและลูกคงจะได้คืนสนองเขาในเร็ววัน
เมื่อก่อนนางถือว่าเป็สตรีที่โชคร้ายคนหนึ่งแต่บัดนี้นางหลุดพ้นจากเขาแล้วเป็คุณหนูจางเนี่ยนเจินผู้นั้นที่กลายเป็เหยื่อรายต่อไป
แต่ในอีกแง่หนึ่งหรงซินเองก็นึกเห็นใจคุณหนูจางผู้นั้นอยู่ไม่น้อยจางเนี่ยนเจินผู้นั้นคงหลงผิดไม่ได้ต่างอะไรกับมู่หรงซินในปีนั้นกว่าจะรู้ตัวว่าตนเองตัดสินใจผิดพลาด ก็คงเป็วันที่สายเกินไปแล้ว
สุดท้ายเมื่อจางเนี่ยนเจินไร้ผลประโยชน์นางก็คงกลายเป็สตรีไร้ค่าที่ไม่ถูกเหลียวแลหรือหากสามีโฉดผู้นั้นได้เจอเป้าหมายใหม่ที่ดีกว่า ที่ถูกใจกว่าไม่แน่ว่าจางเนี่ยนเจินผู้นั้นก็อาจถูกเขี่ยถึงเหมือนมู่หรงซินในตอนนี้เป็แน่หรือหากหนักข้อเข้า! จางเนี่ยนเจินผู้นั้นก็อาจถูกกำจัดก็เป็ได้
“ท่านพี่!ท่านจะไปไหนเ้าคะ” ซ่งเซียวหลินเอ่ยเรียกสามีอีกทั้งยังคว้าอุ้งมือเล็กไปจับเรียวแขนของผู้เป็สามีไว้แน่นหน้าตาของนางดูตื่นใอยู่บ้างเล็กน้อย
“ข้าจะไปพังขบวนแห่เ้าสาวข้าจะไปประจานเ้าคนแซ่เซินข้าจะประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าข้าวของในจวนของมันที่ดูโอ่อ่างดงามล้วนเป็เงินสินเดิมของบุตรสาวของข้าทั้งสิ้น”
เดิมทีมู่เว่ยหลางบอกกับตัวเองไว้แล้ว ว่าชาตินี้ทั้งชาติจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับคนแซ่เซินอีกแต่แล้วเมื่อเห็นขบวนเ้าสาวของพวกเขาเคลื่อนมาให้เห็นต่อหน้าต่อตาอีกทั้งยังเผลอได้ยินเสียงยกย่องเยินยอถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของเซินจิ้งหยวนจากปากของพวกชาวบ้านตาดำๆ เขาก็ยิ่งอดรนทนไม่ไหว ที่จะปล่อยให้คนพวกนั้นเข้าใจไปผิด ๆ อยู่ฝ่ายเดียว
เ้าคนแซ่เซินอย่างเซินจิ้งหยวนเรียกว่าร่ำรวยได้เสียที่ไหนกันหากไม่มีบุตรสาวของเขา หากไม่มีตระกูลมู่คอยหนุนหลังเขาไหนเลยจะมาได้ไกลถึงเพียงนี้
“ท่านพี่ใจเย็น ๆก่อนเถิดเ้าค่ะ ตอนนี้คนสารเลวแซ่เซินนั่นได้เป็ขุนนางแล้วอีกทั้งยังมีสถานะเป็บุตรเขยของขุนนางใหญ่ความโกรธแค้นในใจของท่านข้าย่อมเข้าใจดีข้าที่เป็มารดาของนางก็โกรธแค้นเขาไม่ได้น้อยไปกว่าท่าน แต่ท่านพี่...ขืนท่านบุ่มบ่ามทำอะไรไปตอนนี้ นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์อะไรยังจะทำให้ลูกสาวของเราพลอยขายขี้หน้าไปด้วย สุดท้ายคนในชุมชนนี้ก็จะรู้กันจนทั่วว่าบุตรสาวของเราเคยเป็ภรรยาของเขามาก่อนหนำซ้ำยังกำลังตั้งท้องลูกของเขาอยู่ด้วย”
ซ่งเซียวหลินเอ่ยเตือนสติผู้เป็สามีอย่างเป็เหตุเป็ผลด้านมู่เว่ยหลางที่ได้ฟังเช่นนั้นแล้วโทสะที่ลุกโหมกระพือดั่งไฟอเวจีในตอนแรกก็พลันอ่อนลง
‘มันก็จริงอย่างที่อาหลินว่า...หากบุ่มบ่ามทำอะไรไปตอนนี้ คนที่เสียหายที่สุด และคนที่อับอายมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเป็ซินเอ๋อร์ของเขาส่วนเื่แก้แค้นคิดบัญชีย้อนหลังกับเ้าคนสารเลวนั่น ปล่อยให้เป็หน้าที่ของอาเจ๋อน่าจะดีกว่า’
“เหอะ!มันช่างน่าเจ็บใจจริง ๆ ข้าเป็ถึงบิดาของนางแต่กลับต้องทำตัวเป็คนใบ้ที่กินหวงเหลียน[1]อยากทำอะไร ก็ทำไม่ได้สักอย่าง”
มู่เว่ยหลางหันกลับมานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเดิมพลางหันหน้าไปมองผู้เป็บุตรสาวด้วยสีหน้าแววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเ็ปอย่างเหลือแสน“ซินเอ๋อร์... แล้วเ้าคิดเห็นอย่างไรเล่า เหตุใดเอาแต่นั่งกิน”
“ท่านพ่อ...ข้าไม่อยากพูดอะไรถึงคนผู้นั้นอีกเ้าค่ะ ข้าไม่อยากนึกถึงเขา ไม่อยากพูดชื่อเขาไม่อยากได้ยินชื่อของเขา ข้าชังขี้หน้าเขายิ่งนัก”
มู่หรงซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็าอย่างยิ่งเื่ที่นางทำผิดพลาดไปนางก็พอจะรู้สำนึกแก่ใจแล้วส่วนเื่ที่นางเคยแต่งงานไปแล้ว แม้อยากจะเปลี่ยนใหม่แม้อยากจะย้อนอดีตกลับไปแก้ไข แต่ไม่ว่าวิงวอนต่อทวยเทพอย่างไร เื่ราวทุกอย่างก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงและไม่อาจหวนคืนได้ ดังนั้นสิ่งที่นางพอจะทำได้ในตอนนี้คือลบเขาออกไปจากชีวิตนางให้ได้เร็วที่สุด และต่อไปนี้ในชาตินี้ทั้งชาตินางจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับคนผู้นั้นอีก
“เอาล่ะ ๆเลิกพูดเื่ของคนผู้นั้นได้แล้ว ซินเอ๋อร์... เ้าเองก็อย่าได้กังวลไปเลยเื่ที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านเลยไปอย่างไรข้างกายเ้าก็ยังมีพี่ิของเ้าอยู่อีกคน เงินทองเป็ของนอกกายเสียไปแล้วก็หาใหม่ได้ ตระกูลของเราร่ำรวยมั่งคั่งมีเงินมีทองเหลือกินเหลือใช้เ้าเป็บุตรสาวเพียงคนเดียวของพ่อกับแม่ เ้าอย่าได้กลัวความลำบากเลยซินเอ๋อร์”
ซ่งเซียวหลินหันไปเอ่ยกับสามีเพียงสั้นๆ ก่อนจะหันมาเอ่ยกับบุตรสาวด้วยน้ำเสียงนิ่มนวลเอาใจใส่อีกทั้งยังเอื้อมฝ่ามือเล็กมากอบกุมหลังมือของนางไว้ด้านมู่เว่ยหลางที่เห็นเช่นนั้น ก็ใช่ว่าจะปล่อยให้ภรรยาทำแต้มต่ออยู่ฝ่ายเดียวเขาที่เป็บิดาต่างก็ยื่นมืออีกข้างหนึ่งมากุมทับหลังมือของภรรยาข้างที่กำลังกอบกุมหลังมือของลูกสาวไว้อีกทอดหนึ่ง
“เื่เงินที่เสียไปแล้วข้าไม่ได้นึกเสียดายเ้าค่ะ แต่ข้านึกเสียดายตรงที่ว่า เงินนั้นเป็เงินของท่านพ่อเป็เงินที่ท่านพ่อหามาได้อย่างยากลำบาก แต่ข้ากลับโง่เขลาไม่ได้ความยอมให้คนสารเลวผู้นั้นถลุงเงินส่วนนั้นไปจนหมด จวนที่เขาอยู่ เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ล้วนเป็เงินของข้าทั้งสิ้น”
น้ำเสียงนี้ที่หรงซินใช้เอ่ยกับบิดามารดาล้วนเปี่ยมแฝงไปด้วยความเ็าในทุกถ้อยคำสื่อให้เห็นว่านางไม่ใช่มู่หรงซินที่โง่เขลาคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
“อย่าได้สนใจนักเลยของที่ไม่ใช่ของของมัน ไม่นานก็ต้องสูญเสียไป ส่วนเื่เงินทองหรือของมีค่าใด ๆในฐานะสามีข้าย่อมหามาประเคนให้เ้าได้ทุกอย่าง ต่อให้ไม่มีเงินสินเดิมของเ้าข้าก็ไม่มีวันปล่อยให้เ้าต้องทุกยากลำบากอย่างแน่นอน”
น้ำเสียงสุภาพอ่อนโยนของิเฉวียนเจ๋อดังแทรกขึ้นมาจากฝั่งซ้ายของห้องอาหารเขาปรากฏตัวขึ้นในชุดราชการสีแดงสดเสียเพียงแต่ว่าบนหัวของเขาไม่ได้สวมหมวกฝูโถวก็เท่านั้นเองหาไม่เช่นนั้นบรรยากาศในห้องอาหารนี้ คงไม่ต่างอันใดกับเป็ท้องพระโรงขนาดย่อม
ดูตาเดียวก็รู้...ว่าิเฉวียนเจ๋อเพิ่งกลับมาจากไปว่าราชการที่ท้องพระโรงหน้าตาของเขาดูเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อยดูท่าว่าประชุมราชการวันนี้คงมีแต่เื่น่าปวดหัวน่าดู
“พี่ิ...พูดจาเช่นนี้ท่านหมายความว่าอย่างไร” มู่หรงซินเอ่ยถามผู้มาใหม่
“เื่นี้ปล่อยให้เป็หน้าที่ข้าส่วนเ้าก็แค่รอชมผลงานอยู่เฉย ๆ ก็พอ” ิเฉวียนเจ๋อหัวเราะในลำคอแ่เบาดวงตาคมเข้มหันไปมองตาท่านลุงมู่ของเขาสองบุรุษมองตากันแค่ปราดเดียวก็ลอบส่งยิ้มให้กันอย่างมีเลศนัย
“ท่านก็เป็เช่นนี้มักทำให้ข้าหงุดหงิดอยู่เรื่อย”
มู่หรงซินบึนปากใส่เขาไปทีหนึ่งแต่เขากลับฉีกยิ้มตอบรับ และหัวเราะเล็ก ๆ ในลำคออย่างชอบอกชอบใจหนำซ้ำยังเดินเข้ามาใกล้ และใช้ฝ่ามือใหญ่ ๆ ลูบลงที่กลางหัวของนางโดยไม่สนเลยสักนิดว่า บนโต๊ะอาหารโต๊ะนี้ยังมีบิดามารดาของนางนั่งอยู่ด้วยทนโท่
“ยามเ้าหงุดหงิดเ้าน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก” น้ำเสียงของเขาแ่พร่าเล็กน้อยแต่ทว่าก็ดังมากพอที่จะทำให้มู่เว่ยหลางกับซ่งเซียวหลินได้ยินประโยคโอ้โลมเ่าั้
มู่เว่ยหลางลอบมองหน้ากันกับภรรยาพลางผุดยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างพึงพอใจก่อนที่ต่างฝ่ายจะเอื้อมมือไปหยิบจอกสุราแล้วยกขึ้นดื่มอย่างสุขสราญใจ
“มีแค่คนบ้าเท่านั้น ที่ชอบเห็นคนอื่นหงุดหงิด”มู่หรงซินบ่นมุบมิบมุมปาก พลางสะบัดหัวเบา ๆเพื่อให้ฝ่ามือของเขาหลุดออกจากหลังหัวของนาง
ด้านิเฉวียนเจ๋อที่ได้ยินคำบ่นของนางครบทุกคำก็ผุดยิ้มพรายตรงมุมปากอย่างพึงพอใจก่อนจะค่อย ๆ โน้มตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ข้าง ๆ กายมู่หรงซิน
“ข้าอยากกินหนังเป็ดย่างแต่ชายเสื้อยาวรุงรัง ข้าคีบไม่ถึง... เ้าช่วย...”ิเฉวียนเจ๋อเอนกายไปใกล้หรงซิน เอ่ยกระซิบกระซาบอยู่ข้างใบหูทำนางรู้สึกรำคาญใจยิ่งนัก เพื่อให้มันแล้ว ๆ ไปนางจึงเอื้อมแขนไปคีบหนังเป็ดย่างที่วางอยู่ต่อหน้านางให้แก่เขา
มือยื่นไปคีบอาหารแต่ทว่าริมฝีปากของนางกลับบ่นพึมพำไม่หยุด ‘ิเฉวียนเจ๋อคนนี้ตั้งใจแกล้งข้าชัด ๆอย่าคิดนะว่ามีท่านพ่อท่านแม่คอยให้ท้าย ยกให้ท่านเป็เขยคนโปรดแล้วท่านจะกลั่นแกล้งข้าอย่างไรก็ได้’
“ข้าถือฎีกามาครึ่งค่อนวันเมื่อยมือยิ่งนัก ไม่อาจคีบกินเองได้ อย่างไรเ้าก็คีบแล้วเช่นนั้นก็ป้อนข้าด้วยสิ” น้ำเสียงของเขาช่างยียวนกวนใจยิ่งนัก
มู่หรงซินถอนหายใจออกมาอย่างหนักก่อนจะส่งป้อนหนังเป็ดย่างยัดใส่ปากให้เขาอย่างขอไปที ปากเล็กก็พลางบ่นออกมาว่า“เื่มากจริงเชียว!”
เห็นได้ชัดว่ามู่หรงซินนั้นยอมเปิดใจให้กับิเฉวียนเจ๋อบ้างแล้วเพียงแต่นางอาจจะยังปรับตัวได้ไม่ดีเท่าที่ควรท่าทางปรนนิบัติว่าที่สามีของนางจึงดูเก้ ๆ กัง ๆ ไปบ้างและอีกส่วนหนึ่งที่นางรู้สึกไม่ค่อยชินที่ต้องมาปรนนิบัติดูแลเขาก็เป็เพราะว่าั้แ่เล็กจนโต ล้วนเป็เขาที่ปรนนิบัตินางอยู่ฝ่ายเดียวตลอดมา
[1]คนใบ้กินหวงเหลียน(สมุนไพรรสขม) เปรียบเทียบว่ามีความทุกข์แต่ยากที่จะพูดออกมาได้, น้ำท่วมปาก, อมทุกข์