อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    เล่มที่ 2 บทที่ 49 เมล็ดวิญญาณเทพอสูร–ธาตุอัคคี (2)

            การปรากฏตัวเยี่ยงนี้สามารถสร้างความปั่นป่วนอย่างมหาศาลไม่ว่าจะเกิดขึ้นในสถานที่ใดในจักรวรรดิวายุครามนี้การมาถึงอย่างพร้อมเพรียงกันในสถานที่ห่างไกลเช่นนี้สามารถบรรยายได้เพียงคำว่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง

            หยุนเช่อแหงนเงยศีรษะขึ้นเพื่อมองดูจุดสีดำห้าจุดโบยบินจากฟากฟ้าทิศเหนือมายังทิศทางของเทือกเขามังกรแดงในพริบตาหลังจากท่านบรรลุระดับลมปราณฟ้า ท่านจะสามารถฝึกเคล็ดวิชาเหาะพร้อมทั้งเหาะเหินบนอากาศได้ อย่างแน่นอนที่สุดผู้คนทั้งห้าล้วนเป็นเช่นที่จัสมินกล่าว พวกมันล้วนเป็นยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งอย่างยิ่งในระดับชั้นลมปราณฟ้าเอง!

            ระดับความเร็วในการเหาะเหินของพวกมันไม่มากนักชั่วครู่ใหญ่พวกมันจึงบินผ่านท้องฟ้าเหนือศีรษะหยุนเช่อขึ้นไป เมื่อพวกมันสังเกตเห็นว่ามีผู้คนจับจ้องมองพวกมันอยู่สองในห้ายอดฝีมือเบนสายตาจ้องมองมายังหยุนเช่อเล็กน้อย…ทว่าพวกมันเพียงเหลือบสายตามองเพียงเท่านั้น จากนั้นถอนสายตากลับไปดังเดิมยอดฝีมือที่เหลืออีกสามคนล้วนไม่ใส่ใจแม้แต่จะมองมายังชายหนุ่มบุคคลที่มีพลังฝีมือเพียงระดับลมปราณแรกเริ่มแน่นอนว่าย่อมไม่มีคุณสมบัติใดในการดึงดูดความสนใจของพวกมัน

            หลังจากพวกมันบินไปชั่วระยะหนึ่งหยุนเช่อนิ่งใคร่ครวญเล็กน้อย จากนั้นตัดสินใจแน่วแน่ชายหนุ่มเก็บตัวยาสมุนไพรทั้งหลายที่ได้รวบรวมมาในหลายวันนี้ลงไปในไข่มุกพิษสวรรค์จากนั้นจึงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมทั้งเริ่มต้นวิ่งไปในทิศทางที่ยอดฝีมือทั้งห้าบินตรงไป

            “เจ้ากำลังทำอะไร?”จัสมินถามพร้อมทั้งขมวดคิ้ว

            “แน่นอน กำลังไล่ตามห้าคนนั้นน่ะสิ!”หยุนเช่อกล่าวอย่างรวดเร็วโดยไม่ผ่อนฝีเท้าแม้แต่น้อย

            “อย่าบอกนะเจ้าจะไล่ตามพวกมันไปคุกเข่าขอร้องให้รับเจ้าเป็นศิษย์นะ?”จัสมินกล่าวด้วยเสียงกระด้าง

            “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร! ข้ามีจัสมินเป็นอาจารย์น้อยของข้าแล้วข้าจะไปชื่นชอบคนอื่นได้อย่างไร?” หยุนเช่อพ่นคำยกยอออกมาอย่างรวดเร็วจากนั้นจึงแย้มรอยยิ้มชั่วร้ายพร้อมกล่าวว่า“สาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุดที่ยอดฝีมือระดับลมปราณฟ้าถึงห้าคนกลับมาถึงสถานที่แห่งนี้ได้ย่อมสืบเนื่องมาจากสัตว์อสูรลมปราณอย่างแน่นอนและเป็นไปได้ว่าเป็นสัตว์อสูรลมปราณระดับสูงเสียด้วย ไม่เช่นนั้นย่อมไม่จำเป็นต้องนำกำลังของยอดยุทธ์ลมปราณฟ้าถึงห้าคนมาเพื่อโจมตีแน่นอน!สัตว์อสูรลมปราณระดับสูงมีของวิเศษเต็มตัว หากพวกมันสามารถฆ่าสัตว์อสูรนั่นได้พวกมันย่อมต้องได้รับของวิเศษมากมายมหาศาล”

            “อย่างนั้นเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกมันไม่ใช่เพียงผ่านทางมา?”จัสมินกล่าวพร้อมทั้งปรายตามองหยุนเช่อทางหางตา

            “ง่ายดายมากเพราะว่าระดับความเร็วในการเหาะของพวกมันเชื่องช้าอย่างยิ่งเชื่องช้าถึงขนาดที่ข้าสามารถวิ่งตามทัน ไม่ว่าจะเป็นเพียงการเดินทางผ่านหรือการตามหาของวิเศษพวกมันล้วนต้องเร่งความเร็วเต็มที่และระดับความเร็วปกติของพวกมันไม่สมควรเชื่องช้าถึงเพียงนี้ ดังนั้นคำอธิบายที่ดีที่สุดคือพวกมันกำลังจะเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรลมปราณอันแข็งแกร่งอย่างยิ่งและเป้าหมายของพวกมันต้องอยู่ใกล้มาก ดังนั้นพวกมันจึงชะลอความเร็วและเข้าใกล้อย่างระมัดระวังใช้เวลานี้ในการหารือและวางกลยุทธ์”

            “แม้จะเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าจะทำอะไรได้หากเจ้าตามทัน? สัตว์อสูรลมปราณซึ่งจำเป็นต้องใช้ยอดฝีมือชั้นลมปราณฟ้าในการร่วมมือจู่โจมต้องเป็นสัตว์อสูรชั้นสูงการต่อสู้ระดับนั้นไม่ใช่การต่อสู้ที่เจ้าจะสามารถสอดแทรกเข้าไปได้เจ้าจะเข้าไปเป็นทหารตายแทนให้พวกมันหรือไร?”จัสมินกล่าวด้วยหางเสียงดูแคลน

            “หากข้าคาดการณ์ได้ไม่ผิดพลาดและพวกมันประสบความสำเร็จในท้ายที่สุดข้าอาจสามารถได้อะไรบางอย่างจากเหตุการณ์นี้บ้าง ถูกหรือไม่? ยกตัวอย่างเช่นพวกมันอาจเพียงต้องการดวงธาตุสัตว์อสูร ดวงตา กรงเล็บหรือเขี้ยวของสัตว์อสูรตัวนั้น…ข้าไม่เชื่อว่าพวกมันจะนำกลับไปทั้งหมดได้โดยไม่เหลือแม้แต่เนื้อหนังหรือเกล็ดอันใดไว้ให้ข้า!”หยุนเช่อแสยะยิ้มกว้างขวางจนเห็นซี่ฟัน

            “เจ้านี่มันตาขาวจริงๆ”จัสมินเปล่งเสียงขึ้นจมูกพร้อมกล่าวออกมาด้วยความดูแคลน

            ระดับความเร็วในการเหาะเหินของทั้งห้าคนบนท้องฟ้ายิ่งมายิ่งเชื่องช้าลงเรื่อยๆทั้งหมดล้วนเป็นเช่นที่หยุนเช่อได้สันนิษฐานไว้พวกมันล้วนเข้าใกล้เป้าหมายของมันขึ้นเรื่อยๆ หยุนเช่อติดตามมาห่างๆ ทว่าชายหนุ่มไม่รู้สึกหวาดกลัวว่าจะถูกค้นพบเนื่องจากตนเองเพียงมีระดับพลังฝีมือในขั้นที่สี่ของชั้นลมปราณเริ่มต้นเพียงเท่านั้นพวกมันไม่สมควรเสียเวลาใส่ใจในตัวตนของชายหนุ่มแม้แต่น้อยและสมควรเกียจคร้านเกินกว่าจะสนใจ

            “เบื้องหน้าเป็นแหล่งสัตว์อสูรลมปราณแท้จริงบุคคลระดับต่ำกว่าขั้นสิบชั้นลมปราณแรกเริ่มห้ามเข้า”

            ป้ายคำเตือนเก่าคร่ำคร่าปรากฏขึ้นยังเบื้องหน้าของหยุนเช่อเทือกเขามังกรแดงใหญ่โตกว้างขวาง เมื่อท่านเดินทางลึกเข้าสู่เขตเทือกเขาสัตว์อสูรยิ่งมายิ่งดุร้าย ทั้งหมดทั้งมวลนี้สัตว์อสูรลมปราณในเทือกเขามังกรแดงมิได้แข็งแกร่งมากมายนัก ทว่ายังคงเหนือกว่าระดับที่หยุนเช่อจะสามารถรับมือได้

            หลังจากผ่านมาได้ไม่ไกลนักป้ายเตือนปรากฏขึ้นติดต่อตามกันอีกครั้ง

            “สัตว์อสูรลมปราณระดับสูงเบื้องหน้าบุคคลระดับต่ำกว่าลมปราณแท้จริงขั้นที่ห้าจงหลบลี้”ตามรายทางหยุนเช่อพบป้ายเตือนทั้งหมดห้าป้าย อย่างไรก็ตาม ป้ายสุดท้ายกลับขีดเขียนด้วยแผ่นไม้สีแดงเลือดเป็นคำ

            “เขตหวงห้ามเทือกเขามังกรแดง!”

            มันมีเพียงไม่กี่คำบนแผ่นป้ายทว่าแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นจริงจังจนสามารถทำให้จิตใจผู้คนสัมผัสได้

            ทุกผู้คนในเมืองไม้ขจีล้วนทราบว่าอาณาเขตเบื้องหน้าคือพื้นที่ต้องห้ามที่มิอาจย่างเท้าเข้าใกล้อย่างเด็ดขาดเนื่องเพราะผู้ที่ก้าวเท้าเข้าไปภายในล้วนไม่มีผู้ใดได้กลับออกมาอย่างมีชีวิตอีกเลย

            ผู้คนทั้งห้าบนท้องฟ้าเองล้วนหยุดยั้งลงบริเวณนี้เช่นกันแม้จะถูกกั้นห่างด้วยระยะทางช่วงหนึ่งหยุนเช่อยังคงสามารถได้ยินเสียงพวกมันพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน

            “มันอยู่แถวนี้ใช่มั้ย?”

            “ถูกต้อง เขตพื้นที่หวงห้ามด้านหน้าสมควรเป็นรังของมังกรไฟนั่น”

            “เจ้าแน่ใจนะว่าเจ้าได้สำรวจระดับความแข็งแกร่งของมังกรไฟตัวนั้นอย่างชัดเจนแล้ว?”

            “อืมม ขั้นที่สิบของชั้นลมปราณฟ้า!สมควรไม่ผิดพลาด ด้วยท่านหัวหน้าผู้อาวุโสอยู่ที่นี่แล้วล้วนไม่มีเหตุผลใดที่เราจะกำจัดมันไม่ได้!”

            “หากเราสามารถนำดวงธาตุสัตว์อสูรลมปราณอัคคีนี้ไปได้เช่นนั้นเราสามารถทำให้นายน้อยทะลุทะลวงเคล็ดวิชาลับเพลิงผลาญฟ้าขึ้นไปได้อีกหนึ่งขั้นหากประสบผลสำเร็จ การแข่งขันจัดอันดับวายุครามครั้งหน้าพวกเราจะมีความมั่นใจในการก้าวข้ามพรรคเซียวและแม้แต่แดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็งได้!”

            …เคล็ดวิชาลับเพลิงผลาญฟ้า?

            คำพูดไม่กี่คำนี้สร้างความสั่นสะท้านไปทั่วร่างกายของหยุนเช่อบุคคลทั้งห้า กลับมาจากพรรคใหญ่หนึ่งในสี่พรรคของอาณาจักรวายุครามแห่งนี้ตระกูลเพลิงผลาญฟ้า?

            ไม่น่าแปลกใจเลยว่าการรวมตัวนี้กลับสามารถเกิดขึ้นได้พวกมันล้วนเป็นสมาชิกพรรคใหญ่หนึ่งในสี่!หนึ่งในพวกมันถึงกับเป็นผู้อาวุโสของตระกูลนี่ล้วนหมายความว่ากลุ่มคนทั้งห้านับเป็นขุมกำลังสำคัญของตระกูลเพลิงผลาญฟ้าแล้ว!

            และจุดมุ่งหมายในการมาครั้งนี้ของพวกมันแน่นอนว่าเพื่อล่าดวงธาตุสัตว์อสูรลมปราณ!คำสัตว์อสูรลมปราณขั้นสิบชั้นปราณฟ้าที่ออกมาจากปากของพวกมัน หรือจะเป็น“มังกรแดง” แห่งเทือกเขามังกรแดงที่ถูกบันทึกไว้ในตำนานกันแน่?

            “ดูเหมือนจะมีคนสะกดรอยตามพวกเรามาตลอด”

            “เฮ้ นั่นเป็นเพียงหนูเล็กๆในระดับปราณแรกเริ่มน่าจะเป็นเพราะมันไม่เคยเห็นเคล็ดวิชาเหาะมาก่อนมากกว่า มันจึงได้ติดตามพวกเรามา ฮืมมหากมันอยากจะตายถึงขนาดนั้นจริงๆ ล้วนไม่ต้องรอถึงยามมังกรแดงจู่โจมข้าสามารถส่งมันไปปรโลกได้ในพริบตา”

            “ฮึวุ่นวายลงมือกับเด็กน้อยระดับปราณแรกเริ่ม เจ้าไม่มียางอายหรือไร”

            ภายในใจของหยุนเช่อพลันกลับกลายเป็นเย็นเฉียบแม้ว่าชายหนุ่มจะระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งระหว่างการติดตามแต่ชัดแจ้งว่า ชายหนุ่มยังคงถูกค้นพบ อย่างไรก็ดี ฝ่ายตรงข้ามล้วนเป็นถึงยอดฝีมือระดับลมปราณฟ้าอันน่ากลัว

            หยุนเช่อซ่อนเร้นลมหายใจพร้อมก้าวเท้าถอยหลัง ภายในใจบังเกิดความคิดล่าถอย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ความแข็งแกร่งของเขาล้วนน้อยนิดจนเกินไปน้อยนิดกระทั่งคุณสมบัติการออกท่องเที่ยวยังไม่มี หากชายหนุ่มเพียงประมาทเลินเล่อชั่วครู่เขาอาจต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยชีวิต

            หลังจากก้าวเท้าถดถอยสองสามก้าวและกำลังหมุนกายจากไปจิตใจของชายหนุ่มพลันเต้นกระโดด ชายหนุ่มถึงกับสามารถได้ยินเสียงตึกตักที่ดังออกจากหน้าอกของตนเอง

            “นี่มัน…”

            ตึกตัก…ตึกตัก…

            หัวใจของหยุนเช่อเต้นโลดขึ้นอีกครั้งอย่างรุนแรงภายในใจบังเกิดความรู้สึกลึกลับอันไม่อาจบ่งบอกบรรยายเคลือบคลุมจากนั้นกลับยิ่งมายิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

            ความรู้สึกนี้…มันคือ…

            หยุนเช่อวางฝ่ามือของตนลงบนหน้าอกบนใบหน้าของชายหนุ่มปรากฏความรู้สึกสับสนงุนงงขึ้น…มีบางสิ่งบางอย่าง…กำลังเรียกหาข้า…?

            หยุนเช่อหันกายกลับไปพร้อมทั้งจับจ้องมองไปยังทิศใต้ความรู้สึกอันคลุมเครือไม่อาจเข้าใจได้นี้แน่ชัดว่ามาจากทิศทางนั้นนี่เป็นความรู้สึกอันละเอียดอ่อน ที่ทั้งเลือนรางและแปลกประหลาดจนไม่อาจบรรยายเป็นคำพูด ทว่าภายในใจของชายหนุ่มกลับไม่อาจปลุกปลอบความสงสัยเคลือบแคลงหรือความรู้สึกต่อต้านอันใดขึ้นมาได้…

            “เจ้าเป็นอะไรไป?”จัสมินกล่าวถามเมื่อเด็กสาวจับความผิดปกติของชายหนุ่มได้จากภายในไข่มุกพิษสวรรค์

            “ทางด้านนั้นมีบางอย่างกำลังเรียกหาข้าอยู่?” หยุนเช่อกล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบเมื่อจ้องมองไปยังทิศใต้

            “เรียกหาเจ้า?”สุ้มเสียงของจัสมินเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

            “ไม่ผิดแน่นอน มันอยู่ทางด้านนั้น”หยุนเช่อมุ่นหัวคิ้วเข้าหากัน “มันคืออะไรกันแน่? หรือมันจะเป็นเคล็ดวิชาสะกดจิตแบบพิเศษจำเพาะอันใด…ไม่ถูกต้อง!นี่ไม่เพียงเป็นปฏิกิริยาจากสติสัมปชัญญะ ทว่าเส้นชีพจรลมปราณเองก็มีปฏิกิริยา!ไม่…ข้าต้องไปดูให้รู้แน่!”

            เหล่ายอดฝีมือบนฟากฟ้าล้วนเคลื่อนไหวไปเบื้องหน้านานแล้วหากชายหนุ่มยังเดินทางเข้าไปสัตว์อสูรลมปราณอันใดที่ปรากฏตัวออกมาล้วนสามารถจบชีวิตของชายหนุ่มได้ในทันทีและหากคนจากตระกูลเพลิงผลาญฟ้าพบว่าตนเองยังคงติดตามพวกมันเข้าไปพวกมันอาจคิดว่าตนเองเป็นตัวเกะกะและกำจัดฆ่าทิ้ง…

            หลังรีรอลังเลชั่วครู่หยุนเช่อกัดฟันแนบแน่นพร้อมทั้งนำหญ้าซ่อนดาราใบสุดท้ายออกมากำไว้ในมือซ้ายหลังจากคลายมือออก หญ้าซ่อนดาราได้แปรสภาพเป็นยาเม็ดซ่อนดาราอันโปร่งใสไปแล้วในพริบตา

            หยุนเช่อกลืนยาเม็ดซ่อนดาราลงท้องไปร่างกายของชายหนุ่มพลันกลับกลายเป็นล่องหน คล้ายดั่งสลายกลับกลายเป็นเมฆหมอกหยุนเช่อสาวเท้าก้าวเดินอย่างรวดเร็วโดยปราศจากเงาและรูปร่างปรากฏ

            ชั่วขณะที่ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้าสู่“เขตหวงห้ามเทือกเขามังกรแดง” คลื่นความร้อนระอุอันแห้งแล้งพลันพัดพาเข้าสู่ใบหน้าส่งผลให้ชายหนุ่มต้องกลั้นหายใจในทันที เบื้องหน้า คือขุนเขาเล็กๆ ที่แลดูไม่สูงมากนักชายหนุ่มเร่งรีบปีนขึ้นด้านบนและหยุดลงที่ยอดเขา พร้อมทั้งเพ่งมองไปเบื้องหน้า

            จากสายตาของชายหนุ่ม ปรากฏกลุ่มพื้นที่สีแดงชาดใหญ่มหึมาอยู่เบื้องหน้าตรงกลางบริเวณนั้น มีปากถ้ำใหญ่โตกว่าร้อยเมตรตั้งอยู่รอบพื้นที่ร้อนผ่าวแห้งแล้งปราศจากหญ้าสักต้นงอกเงยเส้นสายกลุ่มควันสีขาวจากการเผาไหม้และเถ้าถ่านแตกปะทุจากรอยแตกระแหงบนพื้นและภายในถ้ำเป็นครั้งคราวดุจดังมันเพิ่งถูกเผาไหม้โดยอัคคีสวรรค์ยอดยุทธ์จากตระกูลเพลิงผลาญฟ้าทั้งห้าล้วนล่องลอยอยู่เบื้องบนถ้ำยักษ์ในขณะนี้จุดที่ชายหนุ่มยืนอยู่นั้นอนุญาตให้หยุนเช่อสามารถมองเห็นใบหน้าของบุคคลทั้งห้าได้อย่างเด่นชัดสี่ในห้าดูไปคล้ายอายุห้าสิบเศษ บนผ้าผ่อนปักลวดลายเปลวเพลิงสีแดงเข้มส่วนบุคคลที่อยู่ตรงกลาง ผมเผ้าหนวดเคราขาวโพลน สีหน้าสงบสำรวมทว่าทุกส่วนของร่างกายมันกลับปลดปล่อยคลื่นพลังที่ทำให้หยุนเช่อรู้สึกอึดอัดขัดข้องออกมา

            ห้ายุทธ์ลมปราณฟ้า…หนึ่งในนั้น คือยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งสุดยอดซึ่งบรรลุถึงขั้นครึ่งก้าวสู่ลมปราณจักรพรรดิ

            สำหรับตระกูลเพลิงผลาญฟ้าซึ่งยินยอมส่งยอดฝีมือเหล่านี้ออกมาพร้อมกันดูท่าว่าดวงธาตุสัตว์อสูรลมปราณมังกรไฟนี้จะเป็นวัตถุที่สำคัญต่อพวกมันเป็นอย่างยิ่ง

            “ดูท่าว่าข่าวสารล้วนไม่ผิดพลาด! ภายในถ้ำอาศัยอยู่ด้วยสัตว์อสูรลมปราณยักษ์ธาตุไฟจริงๆ!”ชายวัยกลางคนด้านขวาสุดกล่าวด้วยสีหน้าเขม็งตึงเครียด

            “อย่าประมาทภายในถ้ำอาจมีกับดักที่คาดเดาไม่ถึงอยู่ก็ได้เราสมควรล่อมังกรไฟออกมาจากถ้ำประเสริฐกว่า”

            “ข้าลงมือเอง!”

            ชายวัยกลางคนซ้ายมือสุดก้าวเท้ามาเบื้องหน้าหนึ่งก้าวพร้อมทั้งกวัดแกว่งมือขวาจากนั้น ใบมีดสีทองเข้มจนเกือบดำ ยาวกว่าสามเชียะพลันปรากฏบนฝ่ามือที่กำแนบแน่นอาวุธหลักประจำตระกูลเพลิงผลาญฟ้าคือดาบคมเดียว ดังนั้นหนึ่งในทักษะยุทธ์หลักของตระกูลจึงเรียกว่า “ดาบเพลิงผลาญฟ้า”เมื่อเคล็ดวิชาเพลิงผลาญฟ้าถูกใช้ออก ใบดาบปรากฏเปลวไฟครอบคลุมทุกดาบมีเปลวเพลิงตามติด พลังโจมตีสะท้านฟ้าสะเทือนดิน

            “ย่าห์!!!”

            เมื่อชายกลางคนยกดาบขึ้นด้ามดาบปรากฏเปลวเพลิงเผาไหม้รุนแรง ชายกลางคนตวัดดาบฟาดฟันลงขณะกู่ร้องก้อง

            ครืนนนน…

            เปลวไฟเข้มข้นหนาแน่นรูปร่างคล้ายมังกรโบยบินจากปลายดาบแฝงไว้ด้วยคลื่นความร้อนอันแผดเผาและเสียงสายลมหวีดหวิวมันพุ่งเข้าจู่โจมยังปากถ้ำมหึมาเบื้องล่าง เมื่อมังกรไฟกระทบพื้นบังเกิดเสียงสนั่นดุจฟ้าร้อง เปลวไฟมังกรระเบิดกระจายออกโดยรอบในทันทีรอยแตกของพื้นดินลึกกว่าสิบเมตรปรากฏขึ้นบนผืนดินที่เคยราบเรียบ คลื่นความร้อนแผ่กระจายไปทั่วทุกทิศทาง

            แม้แต่ถ้ำขนาดใหญ่ยักษ์เบื้องล่างยังบังเกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั้งบริเวณ