บทที่ 145 ตราสัญลักษณ์ของซูหยาง
กล่องใบนั้นเป็นกล่องไม้สลักไว้อย่างสวยงาม ชิวเหวินเจี้ยนเมื่อไห้ยินซูหยางพูดเช่นนั้นก่อนจะบุบสลายไปก็หยิบมันขึ้นมา กล่องกะทัดรัดอยู่ในมือเขาเมื่อเปิดออกก็เห็นกำมะหยี่บุอย่างดี
"ตราสีทอง" ชิว เหวินเจี้ยนรำพึงอยู่ลำพัง เขาลูบตราเล็กขนาดกะทัดรัดนั้นไปมา มันถูกทำขึ้นจากวัสดุบางอย่างที่ไม่รู้จัก ตรานั้นเป็นทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน มีพู่สีแดงห้อยอยู่ที่ส่วนปลาย
เขาไม่รู้ว่าตรานี้มีไว้ทำอะไร ซูหยางเพียงแค่บอกว่ายกบัลลังก์นี้ให้เท่านั้น ชิวเหวินเจี้นเก็บมันเอาไว้ในสาบเสื้อ ลูบมันเบาๆ อีกครั้งราวกับว่านี่เป็นตัวแทนของนาง ชายหนุ่มตัดสินใจแน่วแน่แล้ว หลังจากรู้ความจริงทุกสิ่งอย่างที่หญิงสาวจอมมารเฉลย เขาจะนำร่างของนางไว้ที่นี่ก่อน พิธีจะเกิดขึ้นหลังจากนี้เมื่อทุกอย่างที่เกิดขึ้นสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น
ชิวเหวินเจี้ยนไม่รู้เลยว่าจะสามารถสู้กับจอมมารทั้งสิบเอ็ดคนที่เหลืออยู่ได้หรือไม่ จริงอยู่ที่พลังของมังกรมายาลวงนั้นเป็นเกราะชั้นดีให้กับเขายิ่งกว่าการสวมเกราะเหล็กที่ดีที่สุดของเมืองนี้เสียอีก ดาบที่เคยเป็นของหนี่เหยาก็จะเป็นกำลังสำคัญให้กับเขาและเหล่าคนของซูหยางได้ ชิวเหวินเจี้ยนอาจจะต่อกรกับจอมมารได้แต่มิใช่กับจอมมารระดับสูงหลายตนพร้อมกัน
พอคิดได้เช่นนั้นแล้วชายหนุ่มก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งเวทย์ของซูหยางที่ยังคงส่องแสงเรืองรองเอาไว้ ชายหนุ่มเฝ้ามองมันเป็นครั้งสุดท้าย รู้ดีเหลือเกินว่าได้เสียคนที่เป็นดั่งสหายไปแล้วคนหนึ่ง และนางเองก็เชื่อใจเขามากพอ รู้ตัวว่าจะต้องตกตายจึงฝากทุกอย่างเอาไว้
ฝากเอาไว้กับเขาอย่างไม่รีรอ…
ห้องโถงบัลลังก์ชั้นล่างนั้นวุ่นวาย ด้านบนที่นองไปด้วยเลือดเพราะชิวเหวินเจี้ยนสังหารคนของซูเฟิงนั้นมีคนจัดการทำความสะอาดอยู่ พวกเขาหลายคนหลบตาชิวเหวินเจี้ยนยามเมื่อชายหนุ่มเดินผ่าน กลิ่นคาวเลือดและพลังที่พวกเขาเห็นที่ห้องโถงนั้นทำให้เป็นธรรมดาที่จะหวาดกลัวเขา
หนี่เหยาช่วยกันกับทหารคนสนิทของซูหยางเพื่อที่จะให้ปราสาทแห่งนี้ซ่อมแซมโดยไวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ชายหนุ่มเมื่อเห็นชิวเหวินเจี้ยนเดินลงมาจากห้องชั้นบนก็รีบวิ่งเข้ามาหา
"เป็นอย่างไรบ้างเล่าหนี่เหยา" ชิวเหวินเจี้ยนเอ่ยถาม เขาหันไปมองรอบห้องบัลลังก์ ถอนหายใจออกมาเมื่อนึกย้อนกลับไปว่าตนเองก็เป็นสาเหตุในการทำลายปราสาทนี้เช่นกัน
"โถงบัลลังก์เสาคานเสียหายขอรับท่านชิวเหวินเจี้ยน ข้าให้คนของซูหยางจัดการแล้วขอรับ" หนี่เหยาบอก เขาชี้ไปที่ชายรูปร่างใหญ่โตคนหนึ่ง เขาเป็นชายคนที่คอยอยู่ข้างซูหยางเสมอมา ชายหนุ่มคนนั้นน่าจะอายุมากกว่าชิวเหวินเจี้ยนในตอนนี้มากโข
"นั่นเป็นคนสนิทของซูหยางใช่หรือไม่"
หนี่เหยามองตามไป "ใช่ขอรับ เขามีนามว่าซูสือคง"
ชิวเหวินเจี้ยนพยักหน้ารับรู้ ซูสือคงกวักมือเรียกหนี่เหยาเข้าไปหาอีกครั้ง ชิวเหวินเจี้ยนไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่ขยับถอยออกมาเป็นสัญญาณว่าให้ไปช่วยเขาเสีย ซูสือคงนั้นมีดวงตาที่น่ากลัว เขาคงเป็นเผ่าจอมมารที่มีฝีมือมากทีเดียวถึงได้คอยตามประกบซูหยางทุกฝีก้าว
ซูสือคงก้มหัวให้เล็กน้อยราวกับจะแสดงให้เห็นว่าเคารพเขาอยู่ไม่น้อย ชิวเหวินเจียนยังไม่คิดจะเจรจากับเขาที่นี่ ชายคนนั้นคงจะเสียใจอยู่แล้วที่ตนไม่สามารถปกป้องซูหยางเอาไว้ได้ และเขาเองก็เช่นกัน ชิวเหวินเจี้ยนเองก็ช่วยนางเอาไว้ไม่ได้ สิ่งที่ทำได้มีเพียงสังหารซูเฟิง…
ซูเหยียนไม่ได้อยู่ที่นี่ นางบอกกับเขาว่าจะออกไปตามคนที่สำนักแพทยมาช่วยด้วย มีคนบาดเจ็บอีกมากอยู่ข้างนอกปราสาท พวกเขารวมกำลังกันเพื่อจะต้านทานมิให้ซูเฟิงเข้ามาด้านใน แต่ดูเหมือนกำลังพลที่มีอยู่จะยังต้านทานพลังระดับซูเฟิงไม่ได้
"ข้ากลับมาแล้ว" เสียงคุ้นเคยนดังขึ้นด้านหลัง ชิวเหวินเจี้ยนหันไปตามเสียงนั้น พบว่าซูเหยียนมิได้กลับมาเพียงลำพัง ขนาบข้างนางมีชายหญิงเผ่าจอมมารหลายคน พวกเขามีระดับพลังไม่มากหากแต่น่าจะเรียนรู้การรักษามาจากนาง ทุกคนเข้าไปหาเหล่าผู้บาดเจ็บที่กระจายอยู่รอบๆ โดยทันที นมือมีกระเป๋าหนังที่เต็มไปด้วยยารักษามากมาย
"ไวเกินไปแล้ว" ชิวเหวินเจี้ยนเอ่ย
"สำนักแพทย์เล็กๆ ของข้าอยู่ในเมืองอีกอย่างดูเหมือนชาวเมืองคนอื่นๆ ก็รู้ว่าเกิดเรื่องไม่ดีกับปราสาท พวกเขาทุกคนเหมือนจะเตรียมการรอข้าอยู่แล้ว"
ชิวเหวินเจี้ยนบอกให้นางและคนอื่นๆ ทยอยพาคนบาดเจ็บไปไว้อีกห้องหนึ่ง ปราสาทของซูหยางใหญ่โตจึงเพียงพอที่จะกระจายๆ คนที่บาดเจ็บไปพักรักษาตัว ทหารที่ยังคงแข็งแรงและพอทำงานไหววิ่งวุ่นไปทั่ว การที่เสาหลักอย่างซูหยางตายไปทำให้ในปราสาทเกิดความวุ่นวายไม่น้อยและความโกลาหลนี้ก็กำลังขยับขยายไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว หากเขาไม่รีบทำการสิ่งใดในไม่ช้าทุกคนก็คงแตกตื่นจนยากเกินจะควบคุม
หนี่เหยา ซูสือคงและซูเหยียนเดินออกมาหาชิวเหวินเจี้ยนหน้าห้องที่ใช้สำหรับพักรักษาตัว คนที่บาดเจ็บมากนั้นซูเหยียนเป็นผู้จัดการหมดแล้ว ที่เหลืออยู่จึงเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ ที่คนอื่นสามารถทำได้
"มีอะไรหรือขอรับท่านชิว เหวินเจี้ยน" หนี่เหยาเอ่ยถาม ชิวเหวินเจี้ยนเห็นเนื้อตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นคาดว่าน่าจะช่วยเหล่าทหารซ่อมแซมปราสาท
"นอกจากท่านพ่อของซูหยางแล้ว ข้าอยากเรียกคนที่มีหน้าที่สำคัญในดินแดนแห่งนี้มารวมตัวกัน" ชิวเหวินเจี้ยนเอื้อนเอ่ย เขาเห็นสายตาของซูสือคงไม่พอใจเล็กน้อย แต่อีกฝ่ายมิได้พูดสิ่งใดออกมา
"จอมมารลำดับอื่นๆ คงทรยศพวกเราหมดแล้ว" ซูเหยียนพูด "หากเป็นไปตามคำซูเฟิงตอนนี้พวกเขาคงรวมตัวกันที่ไหนสักที่"
ชิวเหวินเจี้ยนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย "ซูสือคง"
คนถูกขานเรียกหันมามองเขา แม้ดวงตาคู่นั้นจะยังดูไม่เชื่อใจต่อการกระทำของชิวเหวินเจี้ยนก็ตามทีแต่ซูสือคงมิใช่คนไม่มีเหตุผล ชายหนุ่มหันมามองและขยับเข้าใกล้ รับฟังอย่างตั้งใจ
"เจ้ามีตำแหน่งอะไร"
ซูสือคงขมวดคิ้ว "หัวหน้ากององครักษ์ขอรับ"
"มีกองกำลังมากเท่าไหร่" ชิวเหวินเจี้ยนถามอีก คราวนี้ไม่ใช่เพียงซูสือคงและหนี่เหยาที่ไม่เข้าใจซูเหยียนเองก็เช่นกัน
"เป็นเผ่าจอมมารทั้งหมดหนึ่งหมื่นขอรับ"
ชิวเหวินเจี้ยนเงียบไปครู่หนึ่ง เขาคิดอยู่ในใจเพียงลำพังว่าจำนวนเท่านี้จะพอต่อกรกับเหล่าผู้คนของจอมมารลำดับอื่นๆ หรือไม่ อันที่จริงเขาเองก็ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเมืองนี้เท่าใดนักและการจะวางแผนต่อไปก็ยากลำบากยิ่ง กองกำลังอื่นๆ ทั้งยังความเป็นอยู่ของชาวเมืองก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงหากจะเริ่มสงครามกับจอมมารที่เหลือ
"เรียกประชุมหัวหน้ากองอื่นๆ รวมถึงคนสำคัญในปราสาทด้วย" ชิวเหวินเจี้ยนบอกเสียงหนักแน่น ซูสือคงไม่ได้ตอบรับอย่างที่ชิวเหวินเจี้ยนคาดหวังในทันที เขายังคงยืนอยู่ตรงนั้นหันไปมองทหารที่เดินขวักไขว่
"คนอื่นๆ มีตำแหน่งสูงกว่าข้านักจะให้เรียกพวกเขามาในสถานการณ์เช่นนี้คงไม่เหมาะ"
ชิวเหวินเจี้ยนส่ายหน้าปฏิเสธ "เวลานี้เหมาะสมที่สุดแล้ว อันที่จริงเราต้องหารือกันให้เร็วที่สุดเสียด้วยซ้ำไป"
"พวกเราจะทำอะไรข้ามหัวท่านพ่อของซูหยางไปมิได้ เสียอย่างไรคนที่สืบทอดบัลลังก์ต่อและตัดสินใจว่าพวกเราจะสู้หรือถอยอย่างไรก็ขอให้ขึ้นอยู่กับท่านพ่อของท่านซูหยาง"
ไม่แปลกใจนักที่อีกฝ่ายจะกังขาเช่นนี้ ดวงตาของเขามาดมั่นนั่นทำให้รู้ว่าซูหยางเลือกคนไม่ผิดเลยจริงๆ หากจะเป็นคนที่ไว้ใจได้ก็ต้องเป็นซูสือคงเท่านั้น แม้ชิวเหวินเจี้ยนจะมีดาบศักดิ์สิทธิ์ไว้ในครอบครองก็จริงแต่ชายคนนี้ไม่เกรงกลัวเลย
"เชื่อใจข้า" ชิวเหวินเจี้ยนย้ำคำ
"เหตุใดข้าต้องเชื่อใจท่าน คนที่จู่ๆ ก็โผล่มาที่นี่ เป็นใครข้าก็ยังไม่รู้"
ชิวเหวินเจี้ยนหยิบตราสีทองที่เก็บเอาไว้ออกมาให้ซูสือคงดู ตรานั้นเป็นของจริงอย่างแน่นอน พลังของซูหยางแผ่ออกมาจากมัน ตรานี้จะถูกมอบให้กับคนที่ครองบัลลังก์ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถปลอมขึ้นมาได้
"ซูหยางย่อมรู้ดีว่าคนในไว้ใจไม่ได้อีกต่อไปแล้ว นางให้ตรากับข้าเอาไว้ เรื่องที่ข้าอาจจะเป็นคนก่อขึ้นให้ข้าเป็นคนสะสางเองเถิด"