ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 72 พันธสัญญาวิญญาณกับเจียงจืออวี๋

            “อาศัยชีพจรมังกรเทียมนี้เธอจะสามารถควบแน่นสร้างทะเลปราณแห่งที่สองขึ้นมาได้”

            “ส่วนเจ้าตัวเล็กนี่ เพราะดวงวิญญาณสอดประสานกับเธอมันจะได้รับความสามารถในการฝึกฝนทักษะยุทธ์ของมนุษย์และจะได้รับอิทธิพลจากเธอในระดับหนึ่ง ทำให้พลังฝีมือรุดหน้าอย่างรวดเร็ว”

            “นอกจากนี้ พลังจิตของมันจะได้รับการเสริมพลังอย่างมหาศาลและสามารถพูดภาษาคนได้อีกด้วย!”

            ฉันก็ฝึกทักษะยุทธ์ได้ด้วยเหรอ?

            เมื่อได้ยินคำพูดของคณบดีเฉียนหัวใจของไป๋ฉางเซิงก็กระตุกวูบ

            โดยเนื้อแท้แล้วทักษะยุทธ์คือรูปแบบการโคจรของปราณวิญญาณภายในร่างกาย

            การโคจรผ่านเส้นชีพจรที่แตกต่างกันแล้วแสดงออกมาในรูปแบบของท่าทางภายนอกมักจะสามารถระเบิดอานุภาพที่เหนือล้ำกว่าปกติได้หลายเท่า

            ทว่าสัตว์อสูรนั้นมีเส้นชีพจรในร่างกายที่แตกต่างจากมนุษย์จึงไม่อาจลอกเลียนทักษะยุทธ์มาฝึกฝนได้โดยตรง

            นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกมันถึงต้องจำแลงกาย

            ตามทฤษฎีแล้วร่างกายของมนุษย์มีเส้นชีพจรที่สมบูรณ์และซับซ้อนที่สุดขีดจำกัดในการฝึกทักษะยุทธ์จึงสูงที่สุดตามไปด้วย

            แต่ต่อให้จำแลงกายแล้วก็ยากนักที่จะทำให้เส้นชีพจรไหลเวียนได้คล่องแคล่วเหมือนมนุษย์จริงๆ

            แน่นอนว่าสัตว์อสูรเองก็มีอิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดของเผ่าพันธุ์ตนเอง

            อิทธิฤทธิ์เทวะของบางเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งนั้นถึงขั้นเป็น ‘ทักษะยุทธ์ระดับนภา’ มาแต่กำเนิดเลยด้วยซ้ำ!

            “แต่มีจุดหนึ่งที่ต้องระวัง”

            “หากตัดสินใจจะฝึกฝน ‘มหาพันธะเทพสถิต’ จริงๆ เมื่อฝึกสำเร็จแล้ว ดวงวิญญาณของพวกเธอจะสอดประสานกันอย่างล้ำลึกหากรุ่งโรจน์ก็รุ่งโรจน์ด้วยกัน หากดับสูญก็ดับสูญด้วยกัน”

            “มันส่งผลรุนแรงกว่าพันธสัญญาวิญญาณทั่วไปมากนัก”

            “พันธสัญญาวิญญาณยังพอจะถอนออกได้ แต่ ‘มหาพันธะเทพสถิต’หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย หรือดวงวิญญาณได้รับบาดเจ็บสาหัสพลังจะตีกลับไปสู่อีกฝ่ายทันที”

            “หากรุนแรงพลังนั้นอาจถึงขั้นลบเลือนดวงวิญญาณของเธอให้หายไปครึ่งหนึ่งได้เลย!”

            คณบดีเฉียนมีสีหน้าเคร่งขรึมขณะจ้องมองเจียงจืออวี๋

            เมื่อบอกข้อดีชัดเจนแล้วข้อเสียก็ต้องอธิบายให้แจ่มแจ้ง

            จะเลือกอย่างไรเจียงจืออวี๋ต้องเป็นคนตัดสินใจเอง

            ฝ่ายเจียงจืออวี๋เมื่อได้ยินดังนั้นก็เพียงแต่เม้มริมฝีปากเล็กน้อยแล้วหันไปมองไป๋ฉางเซิงเมื่อเห็นไป๋ฉางเซิงพยักหน้า รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอโดยไม่รู้ตัว

            ไป๋ฉางเซิงเลือกสิ่งเดียวกับเธอในเมื่อเป็นเช่นนี้ ยังมีอะไรต้องลังเลอีก?

            “อาจารย์คะ หนูอยากฝึก ‘มหาพันธะเทพสถิต’ ค่ะ”

            เจียงจืออวี๋ตอบอย่างเด็ดเดี่ยวส่วนคณบดีเฉียนก็เผยรอยยิ้มออกมา

            “บอกตามตรงฉันเองก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าหลังจากฝึกมหาพันธะเทพสถิตสำเร็จแล้วจะเป็นอย่างไร”

            “โดยเฉพาะพรสวรรค์ของเธอ หากเปิดทะเลปราณแห่งที่สองได้ละก็...”

            “คำว่าไร้เทียมทานในระดับเดียวกัน จะไม่ใช่ขีดจำกัดของเธออีกต่อไป!”

            ไม่มีอาจารย์คนไหนไม่ชอบลูกศิษย์ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นและหากสามารถทำให้ศิษย์ที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้วก้าวไปได้ไกลยิ่งขึ้นความสำเร็จนี้ก็ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้

            “‘มหาพันธะเทพสถิต’ จำเป็นต้องให้ทั้งสองฝ่ายสร้างสายสัมพันธ์ทางวิญญาณด้วยพื้นฐานของพันธสัญญาวิญญาณที่มีอยู่ ขั้นตอนนี้ไม่ยากนักภายในสามวันน่าจะเห็นผล”

            “เดี๋ยวฉันจะไปเตรียมสมุนไพรวิญญาณและยาบำรุงพลังจิตไว้ให้เพื่อรับประกันความปลอดภัยของเธอและเจ้าตัวเล็กนี่”

            “หลับตาตั้งสมาธิ พยายามสัมผัสถึงดวงวิญญาณของกันและกันดู”

            เจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงฟังคำสั่งของคณบดีเฉียนแล้วนั่งลงขัดสมาธิพร้อมกับค่อยๆ หลับตาลง

            ไป๋ฉางเซิงไม่รู้ว่าการตามหาดวงวิญญาณต้องทำอย่างไรพอหลับตาลง ตรงหน้าก็มีเพียงความมืดมิด

            ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันไป๋ฉางเซิงได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นอย่างช้าๆ

            ทว่าเมื่อเวลาค่อยๆผ่านไป ไป๋ฉางเซิงก็ยังไม่รู้สึกถึงสิ่งใดเลย

            ในทางกลับกันความง่วงงันที่เคยถูกขัดจังหวะก่อนหน้านี้กลับเริ่มเข้าจู่โจมอีกครั้ง

            สติสัมปชัญญะค่อยๆพร่าเลือน ในที่สุดไป๋ฉางเซิงก็เผลอหลับลึกไปจริงๆ

            พอกินอิ่มก็มักจะง่วงง่ายเป็นธรรมดาหรือบางทีอาจเป็นเพราะการใช้ชีวิตในสุ่ยมู่นั้นสุขสบายเกินไปไป๋ฉางเซิงจึงหลับครั้งนี้ได้ลึกและสนิทใจมาก

            นอกจากนี้เขายังฝันไปเรื่องหนึ่งด้วย

            ในฝันมีแท่นดอกบัวที่แกะสลักจากน้ำแข็ง บนแท่นนั้นมีร่างที่ดูซูบผอมเล็กน้อยยืนอยู่

            สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือแผ่นหลังเส้นผมสีดำยาวสลวยถึงเอว ในมือถือหอกยาวเล่มหนึ่ง

            ไป๋ฉางเซิงรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดเขาพยายามดิ้นรนจะเข้าไปใกล้เพื่อดูว่าคนผู้นั้นคือใคร

            ทว่าระหว่างเขากับร่างนั้นกลับมีระยะห่างกั้นกลางอยู่เสมอไม่ว่าเขาจะพยายามแค่ไหนก็ไม่อาจสัมผัสถึงฝ่ายตรงข้ามได้เลย

            จนกระทั่งตื่นขึ้นมาไป๋ฉางเซิงก็ยังมองไม่เห็นว่าคนผู้นั้นเป็นใครแต่อาการที่ตามมากลับเป็นความรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุด

            การนอนครั้งนี้ทำให้ไป๋ฉางเซิงเหงื่อท่วมตัวและอ่อนเพลียทางจิตวิญญาณ

            อีกด้านหนึ่งเจียงจืออวี๋ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นเช่นกัน

            คณบดีเฉียนสังเกตเห็นว่าทั้งคู่ตื่นแล้วจึงส่งยาสารอาหารมาให้สองขวด โดยแบ่งให้ไป๋ฉางเซิงขวดหนึ่ง

            ไป๋ฉางเซิงกัดจุกเปิดออกแล้วดื่มยาลงคอไปอึกใหญ่โดยไม่ลังเล

            เมื่อยารสเย็นฉ่ำตกลงสู่ท้องเขาก็รู้สึกว่าสมองที่เคยหนักอึ้งพลันปลอดโปร่งขึ้นมาทันที

            “อาจารย์คะ หนูล้มเหลวค่ะ”

            แม้จะบอกว่าล้มเหลวแต่สีหน้าของเจียงจืออวี๋กลับไม่มีความหวั่นไหวใดๆ

            คณบดีเฉียนได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า“ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความเพียรพยายามดุจหินทั่งให้เป็นเข็มไม่มีทางลัดให้คดโกงได้หรอก”

            “พักฟื้นพลังจิตให้ดีแล้วค่อยพยายามต่อเถอะ ไม่ต้องท้อแท้ไป”

            เป็นเวลาสองวันติดต่อกันที่ไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋พยายามสร้างสายสัมพันธ์ทางวิญญาณตามที่คณบดีเฉียนบอก

            เจียงจืออวี๋ไม่แม้แต่จะกลับหอพักเธออาศัยอยู่ในห้องทำงานของคณบดีเฉียนตลอดเวลา

            ทว่าผ่านไปครบสามวันเต็มก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

            ไป๋ฉางเซิงจำไม่ได้แล้วว่าเขาฝันเห็นร่างบนบัวน้ำแข็งนั่นกี่ครั้งต่อกี่ครั้งแต่ก็ยังไม่อาจเห็นใบหน้าตรงๆ ได้เสียที

            เมื่อพลังจิตเหนื่อยล้าก็ดื่มยาเติมพลังแล้วไปต่อ

            จนกระทั่งคืนวันที่สามไป๋ฉางเซิงจมดิ่งสู่การหลับใหลทว่าครั้งนี้ร่างบนบัวน้ำแข็งที่อยู่ตรงหน้ากลับหันกลับมา

            ไป๋ฉางเซิงจำอีกฝ่ายได้ในทันทีถ้าไม่ใช่เจียงจืออวี๋แล้วจะเป็นใครได้อีก?

            “นี่น่าจะเป็นเจียงจืออวี๋ในชาติก่อนสินะ?”

            “แม้จะกลับชาติมาเกิดใหม่แต่ดวงวิญญาณยังคงเป็นรูปลักษณ์เดิมจากชาติที่แล้วดูเหมือนหญิงสาวอายุประมาณยี่สิบห้า ยี่สิบหกปี”

            “เมื่อเทียบกับลุคเด็กสาวในตอนนี้ เธอมีความเย็นชาน้อยลงแต่กลับเปี่ยมไปด้วยเทวสภาพที่บอกไม่ถูก”

            เขาพึมพำในใจได้เพียงครู่เดียววินาทีต่อมา เสียงดั่งสายฟ้าฟาดก็ดังสนั่นดึงเอาไป๋ฉางเซิงให้หลุดออกจากสภาวะนั้นทันที

            เจียงจืออวี๋ที่อยู่ตรงข้ามเหงื่อไหลโชกหอบหายใจรัวราวกับเพิ่งผ่านฝันร้ายมา แม้แต่พลังจิตก็ดูจะอ่อนกำลังลงไปมาก

            และครั้งนี้ไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า พลังจิตของเจียงจืออวี๋อ่อนแรงถึงขีดสุดราวกับถูกสูบออกไปจนหมดหลอดในชั่วพริบตา

            คณบดีเฉียนเห็นท่าทางของเจียงจืออวี๋ก็เผยแววตาดีใจออกมาพร้อมกับรีบส่งตัวยามาให้เม็ดหนึ่ง

            “ยาบัวทิพย์สงบจิต!”

            เจียงจืออวี๋ยื่นมือไปรับยาแล้วกลืนลงไปทันทีเธอเริ่มนั่งขัดสมาธิเพื่อปรับสมดุลพลัง เมื่อยาเริ่มออกฤทธิ์ไป๋ฉางเซิงก็สัมผัสได้ว่าสภาวะพลังจิตที่เหือดแห้งของเธอค่อยๆฟื้นฟูขึ้นอย่างรวดเร็ว

            ผ่านไปร่วมสิบนาทีเธอจึงลืมตาขึ้นอีกครั้ง

            “สำเร็จแล้วเหรอ?”

            เจียงจืออวี๋ขานรับในลำคอพลางหันไปมองไป๋ฉางเซิง

            “ตอนนี้ ฉันสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของเสี่ยวไป๋ได้อย่างชัดเจนรวมถึงตำแหน่งของมันด้วย”

            “นอกจากนี้ ร่างกายของมันยังเหมือนจะเกิดการสั่นพ้องกับฉันจนทำให้ฉันสัมผัสถึงการมีอยู่ของเลือดมังกรได้ลางๆ ค่ะ”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน