Secret Dungeon

    สถาบันการทหาร #1

    "เจ้ามีชื่อว่าอะไร ?"
    "ไม่ใช่ว่าท่านทราบอยู่ก่อนแล้ว ?"
    "ข้าแค่ถามเพื่อเปิดการสนทนา เจ้าแค่ตอบมามันยากเย็นหรือไง ?"
    "ผมมีชื่อว่า หลิน" ชายหนุ่มตอบกลับ โดยใช้น้ำเสียงที่อ่อนน้อมลง
    "อายุ 20 ปี ก็มีความสามารถถึงขนาดนี้ ? เจ้าไปอยู่ที่ไหนมา"
    "คุณรู้อายุของผม ผมไม่เชื่อว่าคุณจะไม่รู้มากกว่านั้น"
    "เพราะข้าทราบ จึงได้ถามเจ้า เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าต้องการเก็บไว้เป็นความลับ ก็คงไม่มีมนุษย์คนใดสามารถที่จะคาดคั้นคำตอบจากเจ้าได้"
    "เจ้าอาจจะทราบแล้วว่าข้าคือใคร ข้าจะขอแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการ ข้ามีชื่อว่า ฮาเวส รามานอท มีตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพและยังเป็นผู้อำนวยการกองทัพอีกด้วย ข้าได้ยินเกี่ยวกับความต้องการของเจ้าแล้ว ทั้ง 3 เรื่องสามารถทำได้ แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ถ้าเจ้าสามารถยอมรับได้ ก็เป็นอันตกลง"
    ชายหนุ่มขมวดคิ้วเมื่อได้ยินว่ามีเงื่อนไข "เงื่อนไขของคุณคือ ?"
    "ข้อแรก เจ้าควรทราบว่าความต้องการของเจ้าผิดกฏหมายอย่างร้ายแรง"
    "ผมทราบดี แต่คุณก็ควรทราบว่าผมหาได้เกรงกลัวไม่" ชายหนุ่มตอบออกไปตามตรง สายตาของเขาแน่วแน่และมั่นคง แม้ว่าความต้องการของเขาจะผิดก็ตาม
    "ในเมื่อเจ้าทราบดีแล้วข้าก็จะไม่พูดอะไรอีก เงื่อนไขจะอยู่ในข้อที่สอง เจ้าต้องการตำแหน่ง ข้าสามารถมอบให้เจ้าได้ แต่ว่าเจ้าจำเป็นต้องเข้าศึกษาในสถาบันการทหารของเรา ในหลักสูตรพิเศษ เจ้ามีความเห็นอย่างไร ?"
    ชายหนุ่มไม่ได้ตอบออกไปทันที เขาใช้เวลาครุ่นคิดและค่อนข้างเห็นด้วย เขาจำเป็นต้องทราบถึงข้อมูลพื้นฐานจนไปถึงข้อมูลระดับสูงในกองทัพ ตัวเขาอาจมีพลังที่สูงมากก็จริง แต่การที่เขาไม่ทราบอะไรเลยเกี่ยวกับกองทัพถือเป็นเรื่องที่ประมาทอย่างยิ่ง นี่ไม่ต้องพูดถึงเรื่องของศัตรูของกองทัพ และยังเรื่องเกี่ยวกับสงคราม
    "ผมเห็นด้วย อย่างน้อยก็จนกว่าสงครามจะเริ่มขึ้น"
    "มันเป็นสิ่งที่ข้ากำลังจะบอกเจ้า เจ้าเป็นเด็กหนุ่มที่ฉลาดทีเดียว ส่วนข้อที่ 3 ความต้องการที่ 3 ของเจ้านั้น..........."
    "ข้าไม่สามารถทำให้ได้"
    "ทำไม่ได้ ? ท่านคิดว่าที่ข้าได้พูดออกไปเป็นเรื่องล้อเล่น ? ท่านคิดว่าข้าไม่กล้าฆ่าคนสักหนึ่งถึงสองคนเพื่อให้ท่านยอมทำมัน ?" ชายหนุ่มพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์
    "ข้าเคยทำมันแล้ว........"
    "ท่านหมายความว่ายังไง ? ท่านเคยทำแล้ว ?" ชายหนุ่มรู้สึกสับสนกับคำพูดของอีกฝ่าย
    "ข้าได้นำเรื่องนี่ข้าที่ประชุมทุกครั้งที่ไม่มีเรื่องสำคัญหรือเรื่องใหญ่เกิดขึ้น แน่นอนว่ามีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่มีคนเห็นด้วยเพียงส่วนน้อยเท่านั้น"
    "ข้าจะทำให้คนที่เหลือเห็นด้วยเอง" ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
    "ข้าทราบว่าเจ้าสามารถทำได้ แต่เรื่องมันไม่ได้มีแค่นั้น ข้าจะเล่าให้เจ้าฟัง ข้าเองไหนเลยสนใจเสียงจากการประชุม เพียงแค่บอกให้พวกเขาทราบเท่านั้น ข้าเองก็ไม่สามารถว่าผลลัพธ์ที่ตามมามันจะเป็นแบบไหน แต่ข้าก็มีความคิดเช่นเดียวกับเจ้า เรื่องเช่นนี้ไม่สมควรปกปิด โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ใกล้เคียงสงคราม
    ข้าได้ส่งคนจำนวนหนึ่งไปที่เขตนั้นและเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับสงคราม ช่วงแรกคนเหล่านั้นเพียงขบขันและคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องตลก พอเวลาผ่านไปเกิดข่าวลือมากมายที่เริ่มทำให้คนที่อยู่ในเขตนั้นเริ่มมีความคิดแล้วว่ามันอาจจะเป็นเรื่องจริง คนทั่วไปเริ่มหาซื้ออาวุธเพื่อป้องกันตัว
    คนรวยเริ่มซื้อตัวผู้มีความสามารถ ร้านค้าเริ่มปิดร้านก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ช่วงเวลากลางคืนเริ่มไม่มีผู้คนเดินพลุกพล่านเหมือนก่อนหน้า ไม่นานเริ่มมีข่าวปล้นชิง แรกเริ่มเป็นเพียงคนทั่วไปสามารถควบคุมได้ แต่มันไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น มันเหมือนเป็นชนวนที่ถูกจุดขึ้น ไม่กี่วันต่อมาเกิดการจราจร
    เมื่อคนหมู่มากก่อความวุ่นวาย ตำรวจและรัฐบาลเมืองไม่สามารถควบคุมดูแลได้อีกต่อไป ผู้คนเริ่มทำการขายทรัพสินย์ที่มีทำการอพยพไปเมืองใกล้เคียง เรื่องราวเริ่มถูกเผยแพร่ออกไปมากขึ้น เมืองใกล้เคียงเริ่มมีเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน กองทัพไม่สามารถนิ่งเฉยและปล่อยให้เหตุการณ์ซ้ำรอยเกิดขึ้น
    สุดท้ายกองทัพได้สั่งให้รัฐบาลโกหกคำโตออกไป เรื่องราวจึงสงบลงในที่สุด เรื่องราวที่ข้าเล่าให้เจ้าฟังเป็นเรื่องเมื่อหลายปีก่อน ตั้งแต่เริ่มจนสิ้นสุดลงใช้เวลานานถึงสองเดือน จำนวนผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต....."
    "พอเถอะ ผมเข้าใจแล้ว" ไม่ใช่เพียงการบอกเล่าที่ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเชื่อเรื่องราว ยังมีท่าทางและการใช้เสียงที่ดูเศร้าอย่างแท้จริงของชายที่ชื่อ ฮาเวส รามานอท ถ้าสิ่งที่ชายคนนี้เล่าออกมาเป็นเพียงเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นเรื่องหนึ่ง ก็สามารถนับได้ว่าเขาเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งกาจเป็นอย่างมาก
    ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาคิดมันจะง่ายและเป็นการมองโลกในแง่ดีมากเกินไป เขาอายุ 20 ปีแล้ว มุมมองและการใช้ชีวิตของเขาอาจจะยังน้อยเมื่อไปเทียบกับคนที่อายุมากกว่า ทัศคติในการมองโลกของเขามักจะเป็นแง่บวกเสมอ ครั้งนี้เองก็เช่นกัน เป็นเหตุผลว่าทำไมการทำงานที่จำเป็นต้องใช้ความคิดส่วนมากจึงทำกันมากกว่าหนึ่งคน
    เพราะมุมมองต่อสิ่งต่างๆของคนหนึ่งคนมีความแตกต่างกัน อาจจะเหมือนกันในบางเรื่อง หรือบางทีอาจจะหลายเรื่อง และมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากคนสองคนจะมีความคิดเห็นและมุมมองเหมือนกันในทุกๆเรื่อง
    "ผมจะเข้าเรียนในสถาบันการทหาร"

    คล้ายกับเรื่องSecret Dungeon ที่คุณอ่าน