“ผมไม่อยากเป็นแบบนี้เลย” วรเมธสูดลมหายใจ
มารตีจับมือเขา “เรารู้…แต่ให้เวลาตัวเองได้ร้องไห้ ปล่อยใจให้โศกเศร้าสักพักเถอะพวกเราอยู่ตรงนี้ รอวันฟ้าสดใสด้วยกัน”
ปพนต์ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะพยักหน้า “ใช่…เราไม่ทิ้งกัน”
เสียงคำปลอบโยนของเพื่อนรักสองคน ค่อยๆ ผ่อนคลายความเจ็บปวดในใจแม้จะเพียงเล็กน้อย แต่ก็เป็นประกายแรกที่วรเมธรู้สึกว่าแม้คืนวันนี้จะยาวนานจนแทบทนไม่ไหว แต่เขายังมีคนที่รักและเข้าใจ ยืนอยู่เคียงข้างพร้อมโอบกอดหัวใจที่กำลังแตกสลายให้กลับมารวมกันใหม่อีกครั้ง
ในค่ำคืนนี้ ใต้แสงเทียน LED และเสียงลมหายใจอ้อยอิ่งท่ามกลางกลิ่นดอกลิลลี่และกล้วยไม้ ความมืดมิดอาจยังไม่จาง แต่ในอกวรเมธเริ่มสั่นสะท้านไปด้วยประกายเล็กๆว่า เขาจะไม่ต้องเดินผ่านคืนอันโหดร้ายนี้เพียงลำพังแล้ว
วรเมธเดินเข้าห้องพักด้วยเท้าที่หนักอึ้งประตูไม้สีเข้มปิดลงเบาๆ เสียงคลิ๊กของลูกบิดเหมือนประกาศความเหงาในค่ำคืนนี้ไฟในห้องถูกเปิดเพียงดวงเดียว ช่วยเน้นความว่างเปล่าและเงาล่องหนบนผนังสีเทาอ่อนห้องที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่นของจิรภากลับกลายเป็นสถานที่เก็บกักความทรงจำอันเจ็บปวด
เขาถอดเสื้อเชิ้ตลายทางทิ้งกองบนเก้าอี้ข้างเตียงก่อนเดินตรงไปยังโต๊ะข้างเตียง หยิบกรอบรูปที่มีภาพเขากับจิรภายืนกอดกันยิ้มกว้างภาพนั้นถูกจัดวางด้วยมุมที่จิรภาชอบให้เห็นเส้นผมปลิวไหวและรอยยิ้มสดใสเหมือนวันวาน หน้าจอกรอบรูปสะท้อนแสงโคมไฟนวลดูใจร้าวรานยิ่งกว่าแสงเทียนที่ลุกโชน
วรเมธก้มมองภาพถ่ายนิ่งพลันภาพอดีตฉายชัดในหัว เริ่มจากเช้าวันเสาร์ที่จิรภาเตรียมกาแฟหอมกรุ่นให้เขา มีถุงกระดาษคราฟต์สีอ่อนวางบนโต๊ะกินข้าวเธอสวมชุดนอนผ้าคอตตอนบางเบา โอบแขนมาจากด้านหลังแล้วหอมแก้มเขาฟอดใหญ่ ก่อนจะบอก“ตื่นได้แล้วจ้ะ คนดี” ความรู้สึกอบอุ่นจากวันนั้นกลับมาเป็นคลื่นแรงในอกราวกับน้ำร้อนที่เดือดพล่าน
แล้วภาพก็พลิกไปยังคืนหนึ่งที่ทั้งคู่ล้อมรอบโคมไฟโซลาร์เซลล์บนระเบียงบ้านจิรภาจัดโต๊ะเล็กๆ พร้อมไวน์แดงและพาสต้าคาโบนารา จิรภาสวมเสื้อกล้ามสีขาวคลุมทับด้วยเสื้อเชิ้ตลายทางของเขาไว้ก่อนจะซุกหน้าในอกเขาพูดว่า “ฉันไม่กลัวความมืด ถ้ามีคุณอยู่ข้างๆ” วรเมธได้ยินน้ำเสียงอ่อนโยนกลับเจ็บร้าวในอก
น้ำตาค่อยๆไหลอาบสองข้างแก้ม เขาล้มตัวลงบนเตียงผ้าปูสีขาวสะอาดหัวใจเหมือนถูกหมอกหนาทึบกลืนกินจนไม่เหลือความหวัง มือทั้งสองยกขึ้นกุมหน้าเปลือกตาร้อนผ่าวด้วยน้ำตา ปล่อยให้ทุกภาพความทรงจำวนเวียนไม่เลือนหายจนเขารู้สึกเหมือนกำลังจมลึกไปในทะเลสีดำ
“จิรภา…ผมคิดถึงคุณ”เขาพูดกับตัวเอง เสียงก้องกังวาลท่ามกลางความเงียบ เสียงสะอื้นกลายเป็นเพื่อนคู่ใจเสียงหัวใจที่เต้นแรงกลับยิ่งตอกย้ำว่าเขายังมีชีวิตอยู่ทว่าไม่รู้จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร
วรเมธขดตัวเป็นก้อนกอดเข่าร้องไห้สะอื้นดังสะเทือนพื้นไม้ ลมหายใจช้าและสั่นเทือนราวกับคนที่กำลังใกล้หมดแรง แสงโคมไฟสาดผ่านมุมหน้าต่างเป็นลำยาวให้เห็นฝุ่นละอองล่องลอยอยู่กลางอากาศ แต่ในห้องมันกลับดูเหน็บหนาวยิ่งกว่าเสียงคำร่ำลา
ขณะนั้น มารตีและปพนต์ผ่านประตูด้านนอกเข้ามาอย่างแผ่วเบาทั้งสองสวมชุดลำลองสีเข้ม แต่ความเป็นกังวลทอประกายชัดเจนบนใบหน้าพวกเขาเคาะประตูห้องครั้งหนึ่งก่อนจะเปิดเข้ามาด้วยความระมัดระวัง
“วรเมธ?” เสียงมารตีสั่นเล็กน้อย ปพนต์ยืนอยู่ข้างๆ ทำหน้าตาจริงจัง “เราขอโทษนะ ไม่ได้บอกว่าจะมา...กลัวว่าคุณจะ…”
ปพนต์ยกมือปิดปากเมื่อเห็นสภาพวรเมธกอดเข่าร้องไห้ มือสั่นเทา น้ำตาไหลไม่หยุด ปพนต์ก้าวเข้ามาใกล้ยืนนิ่งสบสายตาเขา ก่อนจะค่อยๆ ย่อตัวลงข้างเตียง
“น้องชายอย่าคิดสั้นนะผมรู้ว่ามันเจ็บปวดแต่…เราอยู่ตรงนี้” ปพนต์วางมือบนบ่าของวรเมธเบาๆพลางใช้ปลายนิ้วลูบไหล่เขาเป็นจังหวะปลอบ
มารตีเดินตามเข้ามานั่งลงบนขอบเตียงอีกฝั่งฝืนยิ้มบางๆ ก่อนจะส่งผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดให้วรเมธ “เอานี่ ซับน้ำตาก่อน”เธอยื่นให้ด้วยมือสั่นๆ เป็นภาพที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
วรเมธหยิบผ้าเช็ดหน้าไปเช็ดน้ำตาก่อนหันไปมองมารตี ตาแดงก่ำ พลางพยายามกลั้นสะอื้น เขากระพริบตาช้าๆก่อนจะเงยหน้ามองปพนต์ “ข…ขอบคุณ” น้ำเสียงแผ่ว แต่ความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าใคร
ยังนับว่าเขาพอมีคนที่เข้าใจอยู่บ้างครั้งแรกที่จิรภาชวนไปเข้ากลุ่มแลกเปลี่ยนคู่นอนเขาไม่เห็นด้วยแต่ทนการรบเร้าไม่ได้จึงทำให้เขาได้พบ กับปพนต์และมารตีจึงทำให้เขาไม่ต้องอยู่อย่างเดียวดายในวันนี้
ปพนต์สะกิดไหล่วรเมธอีกครั้งก่อนจะเปิดอกคุยต่อ “คุณไม่ต้องพูดอะไรมากหรอก เอาแค่ว่าถ้ามีอะไรคุยกับเราได้ตลอดไม่ต้องเก็บเอาไว้ในใจคนเดียว”
มารตีก้มลงประคองมือของวรเมธไว้ในอุ้งมือเรียวขาว “คุณไม่ต้องเงียบ ไม่ต้องทนลำพังเราสามคนเคยสัญญาไว้ว่าจะไม่ทิ้งกัน” เธอเน้นคำว่า “สัญญา” เบาๆราวกับกล่องเสียงจะขาด
วรเมธสูดลมหายใจเข้าลึกๆรู้สึกถึงแรงประคองจากเพื่อนสองคนที่เขาสนิทมากที่สุดแม้จะเพิ่งรู้จักกันไม่นานแต่จากความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งทำให้เขาเชื่อใจสองสามีภรรยาคู่นี้มากกว่าคนอื่นๆ
วรเมธค่อยๆตั้งสติกลับคืนมา น้ำเสียงยังคงแหบพร่า “ผม…ผมรู้ว่าพวกคุณเป็นห่วง ผมแค่…”เขาเงยหน้ามองเพดาน ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ น้ำตายังไม่หยุดไหล
ปพนต์เอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำดื่มวางไว้ข้างเตียง“ดื่มน้ำเย็นๆ ให้ชื่นใจก่อนนะ” วรเมธหยิบขวดน้ำขึ้นมาดื่มอย่างเชื่องช้า สายน้ำหยดย้อยจากมุมปากจนเปียกตัวเขา
มารตีเลื่อนเก้าอี้มานั่งชิดมากขึ้นก้มลงกระซิบที่ข้างหูวรเมธ “ฉันอยู่ตรงนี้นะ อย่าทิ้งฉันไปไหน” เธอเอื้อมมือไปลูบหลังเขาเบาๆก่อนยื่นมือใช้นิ้วสางเส้นผมให้เป็นระเบียบ
วรเมธหลับตาอิงกับอุ้งมือมารตีความอบอุ่นจากสองคนนี้ค่อยๆ ซึมลึกลงไปในหัวใจที่แตกสลายร่างกายที่เคยสั่นคลอนเริ่มตั้งตรง เมื่อยังมีแรงพอให้ยอมรับการปลอบโยน
ทั้งสามค่อยๆนั่งอยู่ในเงามืดของห้อง แต่ความมืดมิได้เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวาดหวั่นอีกต่อไปเสียงสะอื้นของวรเมธค่อยๆ เบาลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจและคำปลอบโยนเสียงต่ำๆ ของเพื่อนรัก
ในคืนที่หัวใจแทบแตกสลายจึงมีเสี้ยววินาทีที่เปราะบางแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เมื่อคนสองคนยอมเสียสละตัวเองเพื่อโอบกอดและประคองหัวใจที่บอบช้ำที่สุดให้ผ่านคืนนี้ไปให้ได้
เช้าวันรุ่งขึ้นแสงแดดอ่อนละมุนทะลุผ่านผ้าม่านโปร่งในห้องพักทำให้ภาพฝุ่นลอยละล่องกลางอากาศดูเหมือนรวงผึ้งเล็กๆ ที่ล่องลอยในความเงียบชั่วขณะนั้นไม่มีเสียงวิ่งวุ่น ไม่มีเสียงรถรามีเพียงความนิ่งสงบราวกับช่วงเวลาถูกชะลอฝังอยู่เพียงระลอกเดียวแต่เบื้องหลังความสงบนั้น กลับซ่อนความเปราะบาง และความอ่อนล้าที่ยังไม่ทันได้รับการเยียวยา
มารตีถือช่อดอกลิลลี่สีขาวม่วงอ่อนในมือข้างหนึ่งพร้อมกล่องอาหารเช้าเรียบง่ายในอีกมือ เดินขึ้นมาที่หน้าประตูห้องพักของวรเมธที่ไม่ได้ล็อก
หญิงสาวค่อยๆผลักประตูเข้าไปอย่างระมัดระวัง หวังเพียงแค่ส่งกำลังใจผ่านสีหน้าและของขวัญเล็กๆน้อยๆ ทว่าในวินาทีนั้น ภาพตรงหน้าทำให้เธอเกือบช็อกจนสำลักลมหายใจ วรเมธนอนนิ่งเปลือยกายกลางเตียงเหมือนสิ่งไม่มีชีวิต
มารตีถอยหลังสองสามก้าวใจเต้นแรงด้วยความห่วงใย ก่อนจะรวบรวมสติเข้าไปดูอย่างใกล้ชิด เธอค่อยๆ โน้มตัวลง ใช้นิ้วแตะข้อมือเขาเบาๆเพื่อตรวจชีพจร ปลายนิ้วรู้สึกถึงการเต้นบี๊ดเบาๆ ของหัวใจ ต่อด้วยมือหนึ่งทาบเบาๆที่หน้าอก เห็นลมหายใจของเขายังคงสม่ำเสมอ
“ยัง…ยังหายใจอยู่…”มารตีพูดกับตัวเอง เสียงเธอสั่นคลอไปกับลมหายใจ เธอขยับตัวเดินไปวางดอกไม้และกล่องอาหารไว้บนโต๊ะข้างเตียงหวังว่าการได้กลิ่นหอมของลาเวนเดอร์และรสอ่อนๆของข้าวต้มจะเรียกให้ใจเขารับรู้ว่าตอนนี้เธออยู่ตรงนี้แล้ว
เธอจรดปลายเท้าเบาๆ ตรงไปที่ขอบเตียง แล้วก้มลงกระซิบชื่อเขาอย่างนุ่มนวล“วรเมธ…ตื่นได้แล้วนะ” ปลายนิ้วที่ยื่นเข้าไปสัมผัสใบหน้าเขายิ่งกระตุ้นให้ความรู้สึกในอกเธอร้อนผ่าวแต่ก็ไม่อาจนิ่งเฉยเมื่อเห็นว่าเขากำลังเจ็บปวด เธอหยิบผ้าเช็ดตัวสะอาดพาดบ่าก่อนจะประคองให้เขาค่อยๆ นั่งขึ้น