บทที่ 13
กำลังใจ
รู้สึกตัวอีกทีกลับเป็บนเตียงนุ่ม ๆที่เธอได้นอนเต็มอิ่มมาทั้งคืน ไม่ต้องทนหลังขดหลังแข็งและหนาวเหน็บอย่างที่ควรจะเป็
“หากมิใช่เพราะบิดาเ้าเป็คนขอร้องให้ก็อย่าหวังว่าข้าจะยอมสละเตียงนั่นให้เ้าได้โดยง่าย” เสียงแหบพร่าของหญิงชราดังขึ้นราวกับล่วงรู้ว่าผู้มารบกวนตื่นจากนิทราแล้ว
ที่แท้นี่คือห้องของฮูหยินผู้เฒ่านั่นเอง...
“ท่านย่า...”
“กลางค่ำกลางคืนไปนอนตัวเปียกโชกอาบน้ำค้างที่ศาลาได้อย่างไรกัน” จูไห่บ่นงึมงำกับตัวเองขณะกำลังง่วนอยู่กับการตัดแต่งกิ่งและใบไม้สีเขียวในกระถางใบน้อยที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ
“ถึงอย่างไรท่านย่าก็เป็คนใจดี แม้จะหน้าดุแล้วก็ชอบพูดจาเสียดแทงแต่แท้จริงแล้วแฝงไปด้วยความเมตตาและขี้สงสาร ข้าดูออก” พราวฝันลุกขึ้นจากเตียงแล้วเคลื่อนตัวลงมานั่งข้าง ๆ เ้าของห้อง
“กำลังตบหัวแล้วลูบหลังข้าอย่างนั้นสิ บังอาจเกินไปแล้ว”
“มิใช่เยี่ยงนั้นเ้าค่ะท่านย่า ข้าเพียงแต่เห็นความดีงามของท่านมากกว่าความขุ่นกระด้างที่ท่านพยายามปฏิบัติต่อข้า”
“อย่ามาทำเป็ปากหวานหน่อยเลย จะพยายามเยี่ยงไรข้าก็ไม่มีทางเอ็นดูเ้าหรอก”
“ไม่เอ็นดูข้าก็ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ถึงอย่างไรความเมตตาครั้งนี้ข้าก็จะต้องตอบแทนท่านสักครั้งให้ได้... อะ ฮัดชิ้ว!”
“นั่นประไร ก่อนจะตอบแทนข้าช่วยเอาชีวิตตัวเองให้รอดก่อนเถอะ” หญิงชราส่ายหน้าแล้วหันไปหาผู้ดูแล “ยกน้ำแกงที่สั่งให้ทำไว้มาให้นางหน่อย”
“เ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่า” ขานรับแล้วไป๋เยว่ก็เปิดกล่องไม้แล้วยกเอาชามน้ำแกงออกมาวางไว้ตรงหน้าหญิงสาว
“ดีแค่ไหนที่รีบจับเ้าเปลี่ยนชุดแล้วให้นอนในที่อุ่นๆ ได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นคงป่วยหนักไปมากกว่านี้ ไม่รู้ว่ากำลังจะคิดสั้นรึอยากตายหรือยังไง” จูไห่เหลือบค้อนหลานสะใภ้แวบหนึ่ง
“...”
“น้ำแกงนี่ก็รีบกินให้หมดซะ มันมียาที่ช่วยบำรุงไม่ให้ปอดของเ้าชื้น”
ถึงจะเป็คำพูดที่เต็มไปด้วยคำตำหนิและฟังดูห้วนจนขาดเยื่อใย แต่พราวฝันก็ััได้ถึงความห่วงใยที่ผู้าุโมอบให้ เธอจึงยกช้อนขึ้นตักน้ำซุปสีขุ่น ๆตรงหน้าใส่ปากอย่างไม่รีรอ แม้รสชาติออกประหลาดไปสักหน่อย
“คารวะฮูหยินผู้เฒ่า...”
มีใครบางคนเข้ามารบกวนเพิ่ม
“มีอะไรรึอันหยิน”
“ฮูหยินใหญ่ให้บ่าวมาตามฮูหยินน้อยไปปฏิบัติหน้าที่ประจำวันเ้าค่ะ นางบ่ายเบี่ยงและมีเหตุผลให้ไม่ได้ทำงานมาหลายวันแล้ว” ผู้จัดการบ้านอธิบายพร้อมชำเลืองมองไปยังเป้าหมายอย่างไม่เป็มิตรเช่นเคย
“เห็นที... วันนี้น่าจะมิได้หรอก” เ้าของห้องช่วยตอบแทน
“แต่ว่า...”
“ดูทรงแล้วนางกำลังป่วย ข้าเห็นสมควรว่าให้นางพักสักหน่อย”
“เื่นี้ฮูหยินใหญ่เป็ผู้ดูแลและสั่งการ บ่าวเกรงว่าจะเกิดปัญหา...” อันหยินยังคงไม่ยอมแพ้
“มันสำคัญและร้ายแรงมากถึงขนาดที่ตัวข้าซึ่งเป็แม่สามีของนางจะออกความคิดเห็นบ้างไม่ได้เลยรึอย่างไร”
“ขออภัยเ้าค่ะ บ่าวมิได้หมายความเยี่ยงนั้น” อันหยินรีบก้มหน้างุด
“หากจะให้นางเข้าครัว แม่ครัวและพ่อครัวฝีมือดี ๆ เราก็มีมาก ครั้นจะทำความสะอาดและดูแลสวน คนงานบ่าวไพร่ก็เต็มจวนไปหมดจนแทบจะขี่คอกันทำงาน เหตุใดจะต้องเจาะจงเคี่ยวเข็ญให้คนป่วยเพียงคนเดียวออกไปทำงานตรากตรำเสียให้ได้”
“...”
“เข้าใจที่ข้าพูดรึเปล่าท่านผู้จัดการบ้าน...”
“คือว่าบ่าว...”
“ข้าี้เีจะต่อปากต่อคำกับเ้าแล้ว ไปรายงานฮูหยินใหญ่ของเ้าตามนี้”
“เ้าค่ะฮูหยินผู้เฒ่า”
“อ้อ อีกเื่”
อันหยินที่กำลังจะหมุนตัวจากไปจำต้องวกกลับมาใหม่หลังเสียงทัดทาน
“ข้าไม่ได้จะพยายามปกป้องนาง แต่เพราะมโนธรรมที่มีต่อเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน หากดูดายแล้วพระโพธิสัตว์คงจะไม่เมตตาข้าแน่ เมื่อนางกลับมาแข็งแรงดีแล้วพวกเ้าจะปฏิบัติต่อนางเยี่ยงไรก็เชิญตามสบายเถิด”
ผู้จัดการบ้านร่างท้วมคำนับเพื่อรับทราบอีกครั้งก่อนจะเดินจากไป
พราวฝันกะพริบตามองผู้าุโตาปริบๆ
“ส่วนเ้าเองกินน้ำแกงหมดรึยัง”
“หมดแล้วเ้าค่ะท่านย่า” พราวฝันตอบเสียงแจ๋ว
“งั้นก็รีบไปเสีย”
“เหตุใดท่านย่าจึงรีบเอ่ยปากไล่ข้า”
“ดูแล้วเ้าก็มิได้ป่วย”
“แต่ท่านย่าเพิ่งบอกว่าข้าป่วยนี่นา”
“รึว่าเ้าอยากจะออกไปทำงานบ้านตามที่แม่สามีเ้าสั่งล่ะ”
หญิงสาวสั่นหน้าพรืดก่อนตอบ “ให้ข้าไปปีนเก็บมะม่วง ก่อกองไฟงานลูกเสือ ตีลังกาล้อเกวียน วิ่งหลบะุยังจะดีซะกว่า”
“ฮึ่ย... พูดอันใดของเ้ากันฟังไม่เห็นจะเข้าใจ”
“อย่างไรก็ขอบคุณนะเ้าคะท่านย่า ที่ให้ที่นอนอันแสนอบอุ่นกับข้าเมื่อคืนนี้”
“ควรจะไปขอบคุณบิดาของสามีผู้หวังดีกับเ้าด้วย”
“เ้าค่ะท่านย่า...” พราวฝันยิ้มบาง ๆ
“ไปซะสิ ยิ่งเห็นหน้าตาสะสวยของเ้าข้าก็ยิ่งหงุดหงิด ออกไปซะ”
“เอ๊ะ”
พราวฝันจึงออกจากห้องของหญิงชรามาพร้อมรอยยิ้ม เป็การไล่ตะเพิดที่ทำให้ใจฟูพิลึก
บ่ายวันนั้นเผิงฟางหยวนเดินทางมาหาพร้อมข้าวของเต็มไม้เต็มมือมามอบให้พราวฝันที่จวน ฮูหยินน้อยต้อนรับเพื่อนรักด้วยชาชั้นดีและขนมกุ้ยฮวาที่ศาลาในสวนดอกไม้
“ข้านำยาบำรุงครรภ์และยาบำรุงระบบประสาทมาให้เ้าต้มดื่ม จำไว้ว่าต้องดื่มทุกวันจนกว่ายาจะหมดสำรับนี้ ไม่อย่างนั้นข้าโกรธเ้าแน่”
“เอาล่ะ ๆข้าจะฝืนดื่มจนหมดแม้แสนจะเกลียดชังกลิ่นและรสชาติของมันจนแทบแดดิ้นตายก็ตาม... พอใจรึยัง”
“ดีมาก” หมอหนุ่มยิ้มอ่อนโยน
พราวฝันหันชำเลืองไปยังอาหว่านแล้วส่งสัญญาณให้นางไปยืนคอยข้างนอก
“แท้จริงแล้ว... เ้า้ามาดูแลข้ารึหาโอกาสมาหาคนที่อยู่ในใจกันแน่...” เธอกระซิบถามด้วยน้ำเสียงทะเล้น
“เ้ากำลังพูดถึงสิ่งใดกัน ข้าเป็สหายเ้าก็ต้องมาหาเ้าสิ”
“แล้วเ้าไม่ได้เป็สหายกับโต้วเชี่ยเฟิงอย่างนั้นหรือ”
เมื่อได้ยินชื่อบุคคลที่สามจู่ ๆใบหน้าผุดผาดของหมอเผิงก็เปลี่ยนเป็ระเรื่อจากเืฝาดภายใน
“หน้าเ้าเริ่มร้อนผ่าวแล้วล่ะสิ” พราวฝันร้องบอกอย่างรู้ทัน
“ไม่เห็นจะเป็ดังเ้าว่า ข้าปกติดี”
“เ้าปิดข้าไม่มิดหรอกน่า”
ทันใดนั้นคนที่ถูกพาดพิงก็กำลังเดินงุ่นง่านผ่านมาพอดี คนเป็พี่สะใภ้เห็นเข้าจึงะโเรียกเสียงดัง
“น้องชายสามี!”
ร่างสูงนั้นหยุดชะงักแล้วหันกลับมามองต้นเสียงในศาลา แต่แล้วก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นใครบางคนในนั้นด้วย
“เอ่อ สะ สวัสดี...”
“เป็อย่างไรโต้วเชี่ยเฟิง” น้ำเสียงของฟางหยวนแฝงไปด้วยความทะเล้นและรอยยิ้มเขินอย่างยากจะปกปิด
พราวฝันแอบมองพวกเขาเหมือนพวกสาววายที่ได้เห็นคู่จิ้นคนโปรดของตัวเอง
“ข้าสบายดี หวังว่าเ้าจะสบายดีเช่นกัน” พูดจบคุณชายรองของจวนก็เดินจากไปราวกับไม่้าจะเสวนากับทั้งสองคน
นั่นทำให้ผู้มาเยือนหน้าเสียจนรอยยิ้มกว้างจางหายไป
“ข้าคิดว่าเชี่ยเฟิงคงกำลังทำตัวไม่ได้ถูกเมื่ออยู่ต่อหน้าบุคคลที่สามโดยเฉพาะข้า... เขาไม่ได้ตั้งใจจะปฏิเสธไมตรีเ้าหรอกนะ”
ได้ฟังดังนั้นฟางหยวนก็สบายใจขึ้นเมื่อทบทวนตาม
“ความสัมพันธ์ของเ้าทั้งสองนั้นแสนงดงาม จงพยายามรักษามันไว้ให้ดีอย่าให้มีสิ่งใดมาพังทลายมันลงไปได้ ข้าจะอยู่เคียงข้างเ้าและจะคอยให้กำลังใจเ้าทั้งคู่เสมอ...”
ชายหนุ่มยิ้มกว้างให้กับสตรีที่อยู่ตรงหน้าอย่างสุดหัวใจ นางเป็เพื่อนรักมาแต่ยังเยาว์วัยอย่างไร เห็นทีวันนี้ก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นไปอีก โดยไม่รู้ว่ามีสายตาของเชี่ยเฟิงที่แอบมองเขาทั้งคู่อยู่หลังต้นไม่มิได้หายไปไหนไกล