อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 86 นักเรียนอัจฉริยะที่แท้จริง

    บทที่ 86 นักเรียนอัจฉริยะที่แท้จริง

     

    ตงเจิ้นเป็นคนซื่อตรงมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว พอบทจะพูดความจริงออกมา เขาก็พูดจนหมดโดยที่อาจารย์เหวินไม่ทันได้ห้ามปรามด้วยซ้ำ 

                

    ดวงตาของอาจารย์สาวเบิกกว้างก่อนจะเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม .... ทำไมเธอจะไม่รู้ล่ะว่านักเรียนตงทำงานอย่างไร เดิมทีเธอก็ดูแคลนเขา ไม่คิดว่าเขาที่เป็นรุ่นพี่ปีสี่จะให้รุ่นน้องปีหนึ่งช่วยตรวจสอบเอกสาร แต่หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้สนใจ ยังคิดแค่ว่าตงเจิ้นเป็นพวกไม่มั่นใจในตนเองเท่านั้น หลังจากที่รุ่นน้องอ่านแล้วก็น่าจะจบ เธอไม่ได้คิดเลยว่าแท้จริงแล้ว...งานสรุปที่ยอดเยี่ยมนี้ จะไม่ใช่ตงเจิ้นที่พัฒนาฝีมือมา แต่เป็นเพราะคนอื่นปรับแก้ไขให้!

                

    ในฐานะอาจารย์ แทนที่หน้าที่นั้นจะเป็นเธอ กลับปล่อยให้เด็กที่เพิ่งเข้ามาอยู่ด้วยไม่กี่วันช่วยปรับเปลี่ยน มันไม่ได้หมายความว่าเธอมีความสามารถน้อยกว่านักเรียนใหม่งั้นหรือ? ทั้งยังเป็นนักเรียนคนนั้นด้วย!!

     

    “รุ่นน้องอัน?” จางอู่หยางรู้สึกคุ้นเคยกับชื่อนี้เหลือเกิน

                

    ไม่ใช่ว่ามีเด็กสาวคนหนึ่งที่เขาสนใจอยู่หรอกหรือ? แถมเธอก็อยู่ในสถาบันแห่งนี้ และเป็นเด็กที่เพิ่งเข้าเรียนด้วย เพียงแต่...เด็กสาวคนนั้นเป็นคนจากเขตชั้นนอก อีกทั้งยังเพิ่งเข้าเรียนไม่ถึงภาคการศึกษาเลย ต่อให้เก่งกาจขนาดไหน ก็ควรจะต้องมีช่องว่างสำหรับการเติบโตบ้างไม่ใช่หรือ?

                

    ทว่าความคิดของเขาก็ถูกขัดโดยนักเรียนตงคนเดิม ชายหนุ่มพูดอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้มองสีหน้าของอาจารย์เหวินก่อนด้วยซ้ำ

     

    “เป็นรุ่นน้องอัน ที่เป็นนักเรียนทุนขององค์กรนักล่าสกุลจางของท่านประธานจางครับ”

     

    “โอ้...” จางอู่หยางชะงักไป ยิ่งเขาได้ยินเกี่ยวกับเด็กสาวคนนั้นมากเท่าไร ดูเหมือนสายตาของเขาก็จะไม่สามารถมองอย่างอื่นได้อีกแล้วจริงๆ

                

    จากที่เขาเพียงสนใจความสามารถในการรวบรวมทรัพยากรของอีกฝ่าย ความเร็วที่ยอดเยี่ยมและสายตาที่ยากจะบรรยาย ต่อมากลับถูกดึงดูดด้วยฝีมืออันเป็นที่เลื่องลือ แม้แต่ตอนนี้ก็ยกระดับ เลื่อนตำแหน่งทางทหารของตนเองเป็นสิบเอกได้ในเวลาอันสั้น ..... ยิ่งได้ยินมากก็ยิ่งสนใจมาก จนเมื่อเจอกันครั้งล่าสุด เขากลับใจเต้นแรงเมื่อได้พูดคุยกัน

                

    เรื่องนี้เป็นทฤษฎีที่จางอู่หยางรู้อยู่ก่อนแล้ว คนฉลาดๆมักจะชื่นชมคนที่ฉลาดกว่า เวลาที่เขาจะถูกดึงดูด...จางอู่หยางรู้เลยว่าจะต้องเป็นผู้หญิงประเภทไหน แน่นอนว่าตอนนี้เขากำลังถูกดึงดูดโดยอันซูหยวนคนนั้น ทว่า...เขาเองก็ยังไม่มั่นใจว่ามันแค่การดึงดูดเพียงชั่วครู่ หรือจะเป็นการดึงดูดที่แท้จริงกันแน่

                

    เขาไม่ได้ติดขัดเรื่องการจะมีใจให้ผู้หญิงสักคนอยู่แล้ว แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่เคยอยู่ในความคิดของเขามาก่อน ไม่น่าแปลกใจเลยที่ที่ผ่านมา จางอู่หยางจะไม่เคยมีข่าวลือกับผู้หญิงคนไหนจนบางคนคิดว่าเขามีรสนิยมในการชอบผู้ชายด้วยกัน

                

    แม้ว่าในยุคสมัยนี้ รักใครชอบใครจะไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่ชัด ผู้หญิงชอบผู้ชาย หรือผู้หญิงชอบผู้หญิง ผู้ชายชอบผู้หญิง หรือผู้ชายชอบผู้ชาย แต่เขาก็รู้ดีว่ารสนิยมของเขายังเป็นความรักและชื่นชอบในตัวผู้หญิงอยู่ จนวันนี้เหมือนเป็นการยืนยันว่าเขาคิดถูกต้องจริงๆ

                

    เขาชอบผู้หญิง เพียงแค่ผู้หญิงคนนั้นต้องมีอะไรน่าดึงดูดมากพอ...ก็เท่านั้นเอง

     

    “เอ่อ ประธานจาง ว่าแต่เรื่องที่ประธานจางอยากจะให้ศึกษานั้น...” ผู้อำนวยการเห็นคนเป็นประธานจางเงียบไปก็เอ่ยถามขึ้นมาแทน 

     

    เขาไม่ต้องการเสียโอกาสนี้ไป ไม่ใช่ว่าการที่นักเรียนทุนของประธานจางอยู่ในการดูแลของอาจารย์เหวินจะเป็นเรื่องดีหรอกหรือ? ดังนั้นเขาจึงรีบใช้โอกาสนี้เพื่อกระตุ้นให้ประธานจาง หวังว่าอีกฝ่ายจะยังสนใจลงทุนเงิน 100 ล้านเครดิตอยู่

     

    “อืม ส่วนที่ฉันสนอยากจะให้ศึกษาต่อก็คือเรื่อง “หยุดการแตกแขนงรากพืชกลายพันธุ์” หรือก็คือ...หลังจากที่ศึกษาทฤษฎีการแตกแขนงรากพืชกลายพันธุ์สำเร็จแล้ว ก็น่าจะทำได้ใช่ไหม การหยุดการแตกแขนงของพวกมันน่ะ” 

                

    จางอู่หยางพูดความต้องการของตนเองขึ้นมา ผู้คนมากมายที่รอฟังความต้องการของเงินมูลค่า 100 ล้านเครดิตก็อ้าปากค้างยิ่งกว่าเดิม

                

    อันที่จริง ถ้าบอกว่าจะใช้งานศึกษานี้เพื่อเป็นแนวทางในการคาดการณ์ว่าพวกเขาจะต้องเจอกับพืชกลายพันธุ์แบบไหน คำนวณเพื่อที่จะตั้งค่ายให้ห่างจากแหล่งเติบโตของพวกมัน ด้วยสิ่งนี้จะทำประโยชน์นักล่าเป็นจำนวนมากแล้ว กลับยังไม่เทียบเท่ากับผลประโยชน์ของการต่อยอดให้สามารถ “หยุดการแตกแขนง” ของรากพืชกลายพันธุ์ได้เลย

                

    หากบอกว่าพวกเขาสามารถเลี่ยงการตั้งค่ายจากจุดที่น่าจะมีพืชกลายพันธุ์เติบโตขึ้น สู้เป็นการบอกว่า “พวกเขาสามารถหยุดการเติบโตของพืชกลายพันธุ์ในตำแหน่งที่ตั้งค่ายได้” นี่จะไม่วิเศษมากกว่าเดิมหรอกหรือ?

                

    ประธานจางคนนี้ สมควรได้ชื่อว่าดวงตาทองคำจริงๆ ไม่ว่าเขาจะมองอะไร ล้วนเห็นเป็นประโยชน์ทั้งนั้น ตอนนี้ไม่ว่าใครก็ไม่คิดแล้วว่าเงิน 100 ล้านเครดิตเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า อันที่จริง...ต่อให้เป็นเงิน 500 ล้านเครดิต การลงทุนนี้ก็ยังถือว่าทำกำไรได้มากกว่าอยู่ดี

                

    อาจารย์เหวินเองก็อ้าปากค้างเช่นกัน เธอเคยได้ยินแค่ชื่อเสียงของเขาเท่านั้น ยังไม่เคยได้พบเจอว่าคนอย่างจางอู่หยางนั้นเป็นผู้วิเศษอย่างไร ทว่าวันนี้เธอรู้แล้ว เธอเข้าใจแล้วจริงๆ!!

                

    แม้แต่คนที่ศึกษางานนี้มาอย่างเธอก็ยังคิดไม่ถึง เธอมองเห็นเพียงเป้าหมายคือการผลิตอาหารให้มนุษย์ชาติเท่านั้นที่จะทำให้ชื่อเสียงของโด่งดังและกลายเป็นที่ยอมรับ เรื่องการที่จะสร้างงานวิจัยเพื่อช่วยการล่านั้นยังคิดอยู่ว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว 

                

    ไม่คาดคิด สิ่งที่เธอทำอยู่ แท้จริงแล้วคิดเช่นนี้ก็ได้ด้วย!

     

    “เหมือนกับที่พูดไปก่อนหน้านี้ ถ้าพวกคุณสามารถยอมรับแนวทางการศึกษาของฉันได้ เช่นนั้นก็จะมอบเงินสนับสนุนให้ 100 ล้านเครดิต อย่างไรก็ตาม...ก่อนหน้านี้ฉันไม่รู้ว่านักเรียนอันที่ฉันสนับสนุนอยู่มีส่วนร่วมด้วย ไม่อย่างนั้นฉันคงจะเสนอให้มากกว่านี้ หวังว่าหลังจากนี้ คุณเหวินและผู้อำนวยการสถาบันจะให้ความสนใจกับนักเรียนอันมากขึ้นกว่าเดิมนะ”

                

    คำพูดของจางอู่หยางกำลังจะบอกพวกเขาว่า สาเหตุที่พวกเขาไม่ได้รับเงินสนับสนุนมากกว่า 100 ล้าน แท้จริงแล้วเป็นเพราะไม่ยอมให้ความสำคัญกับอันซูหยวน

                

    การกระทำของประธานจางในวันนี้ไม่ต่างอะไรกับการติดหางให้ซูหยวนเลย หลังจากนี้ไม่ว่าเธอจะทำอะไร สายตาของผู้อำนวยการจะต้องจับจ้องที่เธอเสมอ จากเดิมที่คิดว่าเป็นนักเรียนทุนของประธานจาง ย่อมเป็นคนมีความสามารถระดับหนึ่ง วันนี้เขาต้องมองให้มากขึ้นเสียแล้ว

                

    อาจารย์เหวินกำหมัดแน่น เธอคิดว่าจะกลั่นแกล้งเด็กหญิงคนนั้น เวลานี้กลับเป็นเธอเองที่เสียท่าให้เด็กคนนั้นขึ้นมายืนอยู่ในตำแหน่งที่สูงขนาดนี้

                

    ความคิดที่ซับซ้อนของอาจารย์เหวินแสดงออกทางใบหน้าชัดเจน จางอู่หยางย่อมเข้าใจว่าอีกฝ่ายมีความคิดไม่ดีอยู่ เขาไม่ได้คิดว่าอันซูหยวนคนนั้นจะรับมือกับอาจารย์คนนี้ไม่ได้ ถ้าเป็นคนที่ทำให้เขาสนใจได้ขนาดนี้ ก็ควรจะมีความสามารถมากพอ แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยว่าอันซูหยวนของเขาจะต้องใช้ความสามารถอันยอดเยี่ยมเพื่อจัดการกับคนอย่างอาจารย์เหวิน เนื่องจากมันเป็นเรื่องไร้สาระเกินไป

     

    “เพื่อให้งานวิจัยนี้เสร็จอย่างรวดเร็ว ฉันมีอีกหนึ่งเงื่อนไขเพื่อเพิ่มเงินสนับสนุน 50 ล้านเครดิต นั่นคือการให้อาจารย์ที่เคยทำงานวิจัยสนับสนุนนักล่ามาช่วยด้วย ไม่ทราบว่าผู้อำนวยการคิดยังไงกับเรื่องนี้?”

     

    “โอ้ นั่นเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมมาก ฉันเองก็มีความคิดเช่นนั้นเหมือนกัน ใครจะกล้าให้ประธานจางต้องรอผลลัพธ์เป็นเวลานานล่ะ จริงไหม ฮ่าๆ” ผู้อำนวยการรีบรับคำ เพียงแค่เพิ่มอาจารย์อีกคนเข้าไป พวกเขาก็จะได้รับเงินสนับสนุนเพิ่ม 50 ล้านเครดิต แล้วทำไมจะไม่ทำมันล่ะ!

     

    “แต่อาจารย์คนนั้น ฉันอยากจะเป็นผู้เลือกเอง...”

     

    “นั่นไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ใครจะไม่รู้บ้างว่าประธานจางมีความสามารถในการเลือกคนขนาดไหน” การตกลงกันจบลงอย่างรวดเร็ว ใครจะกล้ามีปัญหากับประธานจางล่ะจริงไหม?

                

    นอกจากประธานจางที่ร่วมลงเงินมหาศาลแล้ว นักลงทุนหรือองค์กรต่างๆเองก็ให้ความสำคัญเช่นกัน พวกเขาเพิ่มเงินสนับสนุนให้กับงานวิจัยนี้ บ้าง 10 ล้านเครดิต บ้างก็ 50 ล้านเครดิต รวมแล้วเป็นเงินทุนในการวิจัยมากที่สุดเท่าที่สถาบันเคยได้รับมาเลย ดังนั้นนอกจากจะเพิ่มอาจารย์ที่จางอู่หยางเลือกเข้าร่วมศึกษาแล้ว ผู้อำนวยการยังให้อาจารย์คนอื่นๆเข้ามาช่วยอีก 2 คน รวมตอนนี้มีอาจารย์ถึง 4 คนที่เข้ามาดูการศึกษานี้

                

    อันซูหยวนเองก็ไม่คิดว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบนี้เลย เธอยังได้รับคำชมต่อหน้านักเรียนทั้งหมดในวิชาพื้นฐานความรู้ทั้งสาม ไม่น่าแปลกใจเลยที่เรื่องความสามารถอันโดดเด่นของเธอจะถูกพูดขึ้นเป็นวงกว้างอีกครั้ง

                

    จากที่เคยเป็นเด็กก้าวร้าวในสายตาของคนอื่น กลับกลายเป็นว่าผ่านไปเพียงสองวัน นักเรียนอันซูหยวนกลับแสดงความ “อัจฉริยะ” ของตนเองออกมา จนทำให้งานวิจัยนี้ต่อยอดไปในเส้นทางอื่นที่แม้แต่อาจารย์เหวินก็ยังไม่คาดคิดได้ ทั้งยังทำให้สถาบันได้เงินจำนวนมากอีกด้วย

                

    สำหรับพวกเขาแล้ว ต่อให้นักเรียนอันจะเป็นเด็กเย่อหยิ่งเอาแต่ใจเหมือนที่พูดกันก่อนหน้านี้ ทุกคนก็ยังยอมรับได้อยู่ดี

                

    ดังนั้นในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์คนไหน ทำงานวิจัยอะไรอยู่ ทุกคนก็อยากจะขอให้นักเรียนอันไปช่วยงานตัวเองทั้งนั้น น่าเสียดายที่เธอติดต้องช่วยอาจารย์เหวินเพื่อพัฒนางานวิจัยตัวใหม่นี้ให้จบอยู่ และผู้อำนวยการก็คงไม่มีวันยอมยกนักเรียนอันให้คนอื่น ในขณะที่งานศึกษานี้ได้รับการสนับสนุนจากประธานจางโดยตรงหรอก

                

    อันซูหยวนรู้ว่าครั้งนี้เป็นการสนับสนุนของหัวหน้างานด้วยส่วนหนึ่ง ดังนั้นเธอจึงตั้งใจทำงานมากเป็นพิเศษ อาจารย์เหวินที่หาโอกาสรังแกเธอก็ไม่ได้อีก ไม่อย่างนั้นอาจารย์คนอื่นๆที่มาทำงานด้วยคงจะมองเธอไม่ดีอีกต่อไป 

                

    หญิงสาวไม่ได้คาดคิดว่าชีวิตของตนเองจะกลับมาสงบสุขอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ทั้งหมดต้องขอบคุณที่เธอมีหัวหน้าที่ดีพอ ดังนั้นเวลาตลอดครึ่งภาคเรียนที่ผ่านมาจึงจบลงเป็นอย่างดี ในที่สุดก็มาถึงช่วงการ “สอบปลายภาคการศึกษา” ซึ่งจะเป็นการสอบวัดผลภายในสถาบันเท่านั้น

                

    สำหรับการสอบวัดผลการศึกษาในภาคเรียนที่ 1 นี้เป็นเพียงการสอบความรู้ทางวิชาการเท่านั้น พื้นฐานที่ต้องสอบเหมือนกันโดยจะแบ่งเป็นคะแนนก็คือ “วิชาพื้นฐานนักล่า” “วิชาจัดการกับสัตว์กลายพันธุ์พื้นฐาน” และ “วิชาประวัติความเป็นมาของการกลายพันธุ์” ส่วนวิชาเสริมเป็นการให้ “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” โดยอาจารย์ประจำวิชานั้นๆ เนื่องจากนักเรียนไม่ได้เลือกเรียนเหมือนกันทุกคน จึงเอามาเป็นคะแนนเพื่อเปรียบเทียบไม่ได้

                

    อย่างไรก็ตาม วิชาพื้นฐานทั้งสามนี้ เป็นวิชาที่ทางรัฐบาลกลางระบุเอาไว้ ทำให้นักเรียนชั้นปีที่ 1 ทั่วทั้งบาเรียป้องกันนี้ได้มีโอกาสเรียนรู้เหมือนกันทั้งหมด แน่นอนว่ายังมีส่วนที่แตกต่างกันตามเนื้อหาและวิธีการสอนของอาจารย์แต่ละสถาบัน

                

    เพื่อที่จะวัดผลและทำให้เกิดการแข่งขันสำหรับการพัฒนา ดังนั้นการสอบในภาคเรียนที่หนึ่งนี้จะมีการประกาศผลและเทียบคะแนนแต่ละสถาบันด้วย หากสถาบันไหนมีคะแนนมากที่สุดก็ย่อมทำให้ผู้คนชื่นชมได้มากที่สุด แต่ถ้าสถาบันไหนมีคะแนนย่ำแย่มาก ย่อมต้องส่งผลตรงกันข้ามแน่นอน

                

    เพื่อให้สถาบันอันดับหนึ่งมีคะแนนสูงมากกว่าสถาบันอื่นๆ อาจารย์ทั้งหมดจึงให้ความสนใจกับการมอบแนวทางการทดสอบให้นักเรียนชั้นปีที่หนึ่งก่อนที่จะมีวันสอบจริง 1 สัปดาห์

                

    อันซูหยวนไม่ต้องเข้าร่วมงานวิจัยในช่วงนี้ ทุกคนกำลังคาดหวังมาที่ “อัจฉริยะ” ที่จะทำให้คะแนนของสถาบันพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

     

    “ในทุกๆปี สถาบันของพวกเราที่ขึ้นชื่อว่าสถาบันอันดับหนึ่งนั้นจะเป็นที่ 2-4 เสมอ ผ่านมา 10 ปีแล้วก็ยังไม่เคยได้เป็นอันดับหนึ่งในการทดสอบภาคเรียนแรกเลย ดังนั้น...อาจารย์อยากจะขอให้นักเรียนปีนี้ใช้ความพยายามของตนเองให้มากขึ้น ทำให้คะแนนของสถาบันเราสมกับชื่อสถาบันอันดับหนึ่งเสียที!!”

                

    อาจารย์คนหนึ่งได้ประกาศเอาไว้หน้าห้อง ท่าทางจริงจังขึงขังเป็นพิเศษ นี่เป็นเพราะว่า...ผลการทดสอบของนักเรียนจะดีหรือแย่ เป็นเพราะพวกเขาที่สอนวิชาศึกษาพื้นฐานพวกนี้นี่แหละ

                

    ทุกๆปี เป็นเวลา 10 กว่าปีแล้วที่พวกเขาต้องทนทุกข์กับคำดูแคลน ไอ้พวกสถาบันอื่นๆชอบดูถูกว่าสถาบันอันดับหนึ่งไม่ใช่อันดับหนึ่งอย่างแท้จริง

                

    แต่ก็นั่นแหละ การที่จะได้อันดับหนึ่งมา ไม่ใช่แค่เรื่องการทดสอบอย่างเดียวเสียหน่อย ที่จริง...รัฐบาลกลางทำเช่นนี้ก็ไม่ถูก สถาบันของพวกเขาเป็นสถาบันนักล่าอันดับหนึ่ง เน้นเรื่องการต่อสู้และล่าทรัพยากร ไม่ใช่สถาบันที่มีไว้เพื่อการวิจัยหรือศึกษา

                

    การที่พวกสถาบันวิจัย สถาบันเวชภัณฑ์ หรือสถาบันอื่นๆที่เน้นเรื่องการทำงานในบาเรียจะได้อันดับหนึ่งในการทดสอบไปเป็นเรื่องผิดปกติตรงไหน? ถ้าสถาบันของพวกนั้นกลายเป็นอันดับหนึ่งในการล่าทรัพยากร หรือการประลองชั้นปีนั้นสิ จึงจะเรียกว่าสุดยอดอย่างแท้จริง

                

    น่าเสียดายที่ทุกคนไม่ได้คิดเหมือนกันแบบนี้ สุดท้ายคำว่า “อันดับหนึ่ง” ก็สร้างแรงริษยามากเกินไป เมื่อมีจุดไหนที่พลาดสักจุด การจะถูกเอามาพูดวิพากษ์วิจารณ์เหมือนเป็นเรื่องสนุกก็กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว...

     

     

    …………………………………………..

    คล้ายกับเรื่องอันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน