ถังต้าสี่ยังคงปลุกปั่นชาวบ้าน
“ท่านลุงต้าสี่ ที่ท่านพูดมาก็ไม่ถูก หากไม่ใช่เพราะฉีเอ๋อร์ ป่านนี้พวกเราคงตรากตรำทำงานหนักในไร่นาทั้งวันทั้งคืน เงินที่ได้มาก็ไม่พอยาไส้!”
“ใช่แล้ว น่าเสียดายที่นางเป็นหลานของท่าน จิตใจของท่านชั่วช้ายิ่งกว่าสุนัขจิ้งจอกเสียอีก!”
วิถีของชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลถังเรียบง่ายและตรงไปตรงมา พวกเขาตระหนักดีว่าเหตุใดถังฉีจึงสอนวิธีเพาะถั่วงอกให้
เวลานี้ ความรู้สึกผิดผุดขึ้นในหัวใจ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ปรานีเมื่อต้องเผชิญหน้ากับถังต้าสี่ ราวกับว่านี่เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้พวกเขารู้สึกดีขึ้นบ้าง
“พวก…พวกเจ้า…!”
ถังต้าสี่ไม่คาดคิดว่าเพื่อผลประโยชน์แล้ว ชาวบ้านจะยืนหยัดเพื่อหลานสาวไม่รักดีของตน
“ต้าสี่ ครอบครัวของเจ้าจะขายพืชผักด้วยหรือไม่? หากไม่ขาย เจ้าก็กลับไปเถอะ!”
แม้แต่ผู้นำตระกูลยังไม่สามารถทนเห็นหน้าถังต้าสี่ได้
“ขายสิ ทำไมจะไม่ขาย พวกท่านหาเงินกันได้ทุกคน พวกเราไม่ยืนมองเฉย ๆ หรอก!”
ถังต้าสี่พูดอย่างขาดความมั่นใจ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ครอบครัวของพวกเขาอยู่ในสภาพที่น่าสังเวช และมันก็เป็นความผิดของพวกเขาเอง!
แต่ถึงกระนั้น งานปลูกผักก็เป็นงานของพวกผู้หญิงในครอบครัว และไม่เกี่ยวอะไรกับเขา
นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องลงแรง ดังนั้นทำไมจะไม่เห็นด้วยล่ะ?
ถังฉีไม่ได้คัดค้าน อย่างไรเสีย หากถังต้าสี่ต้องการจะขายผัก มันก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเขาเอง
“เอาละ ในเมื่อไม่มีใครคัดค้าน พวกเจ้าก็กลับไปหารือกับครอบครัวเสีย พื้นที่รกร้างใกล้หมู่บ้านก็สามารถนำมาเพาะปลูกได้”
ในที่สุดก็มีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของผู้นำตระกูล
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชาวบ้านก็แยกย้ายกันไปด้วยใบหน้าแช่มชื่น พวกเขากลับบ้านเพื่อเริ่มงานฟื้นฟูพื้นที่รกร้าง
ชาวบ้านที่ไม่ได้ช่วยเหลือครอบครัวของถังฉีสร้างบ้านต่างรู้สึกเสียใจ ในตอนแรกพวกเขาเพียงรู้สึกขี้เกียจ แต่ถ้ารู้ว่าการช่วยสร้างบ้านจะนำมาซึ่งผลประโยชน์มากมายเช่นนี้ ใครล่ะจะไม่ทำ?
อย่างไรก็ตาม มีชาวบ้านที่ชาญฉลาดจำนวนหนึ่ง หลังจากหารือกับครอบครัวเกี่ยวกับพื้นที่รกร้างว่างเปล่าแล้ว พวกเขาก็รามือจากการช่วยสร้างบ้าน
“ท่านปู่ผู้นำตระกูล ข้าจะขอรบกวนท่านอาโส่วเหรินพาข้าไปที่หมู่บ้านตระกูลหวังได้หรือไม่เจ้าคะ?”
เมื่อทุกคนแยกย้ายกันไปแล้ว ถังฉีเอ่ยถามผู้นำตระกูล
“ได้สิ เดี๋ยวกลับไปแล้วข้าจะบอกเขาให้ อีกสักพัก เขาจะขี่เกวียนไปรับเจ้าที่บ้าน”
ผู้นำตระกูลพยักหน้าให้ถังฉีและจากไป
ดูเหมือนว่าเขาจะอารมณ์ดีมากทีเดียว
หลังจากที่ถังฉีกลับบ้านและเก็บของ ไม่นาน ถังโส่วเหรินก็มาถึง
“ท่านอาโส่วเหริน ขอโทษที่ต้องรบกวนท่านอีกแล้ว”
ถังฉีวางสิ่งของที่นางตระเตรียมไว้ลงบนเกวียน
“ไม่ต้องเกรงใจ ข้าได้ยินมาว่าวันนี้เจ้าทำเพื่อหมู่บ้านของพวกเราอีกแล้ว?”
ถังโส่วเหรินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ไม่หรอกเจ้าค่ะ ข้าก็แค่คิดว่าพวกชาวบ้านควรช่วยเหลือและพึ่งพากันให้มาก”
ถังฉีไม่ได้มีทีท่าจะรับความดีความชอบไว้แต่เพียงผู้เดียว
จากนั้นไม่นาน ถังซาน ถังสุ่ย ถังเฟิง และแม้แต่ถังเจียงตัวน้อยก็ขึ้นไปนั่งบนเกวียน แน่นอนว่ายังมีถังเหอที่เพิ่งหัดเดินด้วย
ดวงตากลมโตของเด็ก ๆ จับจ้องไปยังวัวตัวใหญ่ที่เทียมเกวียน
“นี่…วันนี้เจ้ากับน้อง ๆ จะไปกินข้าวที่บ้านญาติกันละสิ”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ พี่น้องทุกคนก็หัวเราะคิกคัก
ระหว่างทาง ถังฉีหยิบแป้งทอดร้อน ๆ ออกมากินกับน้อง ๆ
ถังโส่วเหรินเองก็ได้รับแป้งทอดสองชิ้น
เวลาล่วงผ่านไปได้ไม่นาน พวกเขาก็มองเห็นทางเข้าของหมู่บ้านตระกูลหวัง
วันนี้พวกเด็ก ๆ ไม่ได้บอกใครว่าจะมาเยี่ยม
“เอ…นั่นเกวียนวัวของใครน่ะ? มีพวกเด็ก ๆ นั่งอยู่เต็มเลย”
“นั่นสิ ดูจากข้าวของมากมายแล้ว พวกเขาน่าจะมาเยี่ยมญาติในหมู่บ้านตระกูลหวังของพวกเรากระมัง”
ทันทีที่กลุ่มของถังฉีเข้าไปในหมู่บ้านตระกูลหวัง พวกชาวบ้านก็สังเกตเห็นพวกเขา
ทุกคนมองผู้มาเยือนพลางชี้มือชี้ไม้และกระซิบกระซาบ
“ว่ากันว่าเด็กวัยกำลังโตกินเยอะจนพ่อแม่จน แล้วนี่มีตั้งห้าคน ต้องใช้เงินเลี้ยงดูมากเพียงใดกัน? เป็นข้า…ข้าไม่ให้เข้าบ้านหรอก!”
คำพูดของชาวบ้านกระตุ้นเสียงสะท้อนของผู้อื่นอย่างรวดเร็ว
ถังฉีได้ยินสิ่งที่ชาวบ้านพูดกัน แต่นางหาได้สนใจ
“เอ๋…เด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ นั่นดูคุ้นตาอยู่นะ? ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเป็นลูกหลานตระกูลหวัง ครั้งก่อน มีเด็กมาที่หมู่บ้านนี้เพื่อมาตามท่านยายของตนให้กลับไปกับเขา”
ไม่นาน ชาวบ้านตระกูลหวังที่มีสายตาแหลมคมก็จำถังสุ่ยและคนอื่น ๆ ได้
“ใช่แล้ว ท่านป้า เด็ก ๆ พวกนี้เป็นลูกหลานของบ้านตระกูลหวัง ทว่าพวกเขาไม่ได้มาเยี่ยมญาติ แต่เอาของมากมายมาให้ท่านยายของพวกเขา”
ถังโส่วเหรินย่อมไม่พอใจเมื่อได้ยินชาวบ้านว่าร้ายถังฉีและน้อง ๆ ในลักษณะนี้
“โอ้…เช่นนั้นเองหรือ พวกข้าก็แค่พูดไปเรื่อยตามประสาคนแก่ อย่าถือสาเลยนะ” เมื่อชาวบ้านเหล่านั้นได้ยินว่าถังฉีเป็นลูกหลานตระกูลหวัง พวกเขาก็จากไปด้วยความรู้สึกผิด
ในรัศมีแปดลี้ สิบลี้ ใครจะกล้านินทาว่าร้ายลับหลังนางจางที่มีนิสัยไม่ยอมคนและตรงไปตรงมา
เว้นแต่พวกเขาจะไม่อยากมีชีวิตที่สงบสุข!
หลังจากนั้นไม่นาน เกวียนก็มาหยุดลงที่ประตูบ้านของนางจาง
ถังฉีอดไม่ได้ที่จะยืดคอมองออกไปอย่างระมัดระวัง เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่นางมาเยี่ยมท่านยาย
‘น่าสงสารจริง’
นอกจากคำนี้แล้ว ถังฉีก็นึกไม่ออกว่าจะใช้คำไหนมาอธิบายภาพที่เห็นตรงหน้า
ก่อนหน้านี้เด็กหญิงคาดเดาว่าชีวิตของนางจางคงไม่ได้สุขสบาย แต่เมื่อได้มาเห็น ก็ตระหนักได้ว่ามันย่ำแย่กว่าที่จินตนาการไว้มาก
บ้านอิฐเก่าทรุดโทรมมีเพียงสามหรือสี่ห้อง รวมถึงห้องครัว
บ้านอิฐเหล่านี้ร้อนในฤดูร้อนและหนาวในฤดูหนาว การอยู่ที่นี่โดยไม่เป็นหวัดถือเป็นพรอย่างยิ่ง!
“ฉีเอ๋อร์?”
นางจางกำลังกินข้าวอยู่ด้านใน เมื่อได้ยินเสียงก็รีบออกมา และเห็นว่าถังฉีกำลังลงจากเกวียนเทียมวัว
“ท่านยาย!”
ถังฉีเห็นนางจางรีบเดินออกมาด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“อา…ซานเอ๋อร์ พวกเจ้าทุกคนก็มาด้วยหรือ รีบเข้ามาเร็ว ท่านตาอยู่ข้างในน่ะ”
นางจางมองถังเหอที่อยู่ในอ้อมกอดของถังฉีด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ท่านลุงท่านป้าที่อยู่ในบ้านอีกหลายคนก็รีบออกมาต้อนรับ
“ฉีเอ๋อร์ พรุ่งนี้ข้าจะมารับเจ้านะ”
หลังจากที่ชาวบ้านตระกูลหวังหลายคนช่วยถังโส่วเหรินขนของลงจากเกวียนเรียบร้อยแล้ว เขาก็บอกลาและจากไป
“ท่านแม่ ข้าขออุ้มเหอเอ๋อร์หน่อยสิ ท่านไปกินข้าวกับฉีเอ๋อร์ก่อนเถอะ”
นางเสี่ยวหลี่ ภรรยาของหวังเข่อเผยรอยยิ้มแช่มชื่น พยายามจะเข้ามาอุ้มทารกน้อยในอ้อมกอดของนางจาง
“สะใภ้สาม เจ้าหนูนี่เป็นสมบัติล้ำค่าเชียวนะ ข้ายังอุ้มไม่หนำใจเลย”
นางจางรีบแย้งลูกสะใภ้
ถังฉีดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มเปี่ยมสุขของป้าสะใภ้เมื่อพวกเขามาเยี่ยม
“ท่านแม่ พี่สะใภ้กับข้าจะเข้าไปนึ่งซาลาเปาในครัวและทำอาหารมาเพิ่ม”
นางข่ง สะใภ้รองเอ่ยขึ้น สายตาของนางที่มองถังฉีและน้อง ๆ เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ
“ท่านป้าสะใภ้รอง ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ ไม่ต้องรบกวนพวกท่านหรอกเจ้าค่ะ พวกเรากินมาระหว่างทางแล้ว”
ถังฉีรู้สึกอบอุ่นในหัวใจเมื่อได้พบพวกเขา
นี่คือความรู้สึกของครอบครัว!
“ท่านยาย ให้ข้าอุ้มน้องห้าเถอะ ท่านจะได้ไปกินข้าว อีกเดี๋ยวข้ามีเรื่องสำคัญจะหารือกับท่านด้วยเจ้าค่ะ”
******************************