สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 117 รีบช่วยพวกเขา

            อันเจิงนั่งคุยกับจิงสานลิ้งใต้ต้นไม้และดื่มเหล้าไปด้วย

     

            พวกเขาหันหน้าไปทางคนหน้าเลือด นักต้มตุ๋นเหล่านั้นถูกอัดจนร้องไห้โวยวาย

     

            แต่ทางด้านอันเจิงและจิงสานลิ้งกลับเงียบสงบราวกับมีเพียงเขาแค่สองคน

     

            “เมื่อสี่ปีก่อนตอนเราอยู่แถบชายแดนคนแรกที่ข้ารับมาก็คือพ้างซื่อ คนที่สองก็คือเจ้าตอนนั้นพวกเจ้าทั้งสองเป็นใหญ่ในเมืองนั้น คนอื่นบอกว่าพวกเจ้าฆ่าคนเป็นว่าเล่นแต่ข้ารู้ดี พวกเจ้าไม่ใช่คนที่จะฆ่าคนอื่นอย่างไร้เหตุผล”

     

            อันเจิงดื่มเหล้าเข้าไปหนึ่งอึก“ตอนนั้นข้าก็อยากดื่มเหล้าเพื่อคารวะเจ้าแล้ว แต่เจ้าบอกว่าข้าคือนายเจ้าคือบ่าวจึงไม่สามารถดื่มคารวะให้กันได้ แต่สำหรับข้าเราทั้งสองไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบนายบ่าว ข้านับถือเจ้าเป็นคนคนหนึ่งและเรียกเจ้าว่าพี่ชาย ฉะนั้นตอนนั้นข้าจึงรินเหล้าให้เจ้าหนึ่งจอก แล้วตัวเองก็ดื่มสามจอก”

     

            เขายื่นเหล้าให้จิงสานลิ้ง “ปีนั้น ในเมืองแถบชายแดนมีประชาชนถูกโจรปล้นฆ่าหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีประชากรเจ็ดสิบกว่าคนถูกฆ่าตายทั้งหมดเจ้าจึงใช้มีดบุกไปฆ่าโจรชั่วจนถูกธนูยิงเจ็ดดอกและถูกฟันสามครั้ง แผลเต็มร่างไปหมดรอยแผลพวกนั้นยังอยู่หรือไม่”

     

            จิงสานลิ้งหัวเราะพร้อมน้ำตาที่คลอเบ้า“ยังอยู่ หากอากาศชื้นก็ยังเจ็บตามรอยแผล”

     

            อันเจิงพยักหน้า“เอาตัวพวกนักต้มตุ๋นเข้ามา”

     

            ชายร่างกำยำลากกลุ่มผู้ชายที่ถูกหักขามากองตรงหน้าอันเจิงกลุ่มคนที่กองอยู่บนพื้นร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด เสียงร้องดังลั่นไปทั่ว

     

            อันเจิงหันไปพูดกับจิงสานลิ้ง“ถอดเสื้อออก”

     

            จิงสานลิ้งลังเลครู่หนึ่งจากนั้นก็ถอดเสื้อออกร่างเขามีรอยแผลเป็นเต็มตัว เห็นแล้วยังอดรู้สึกกลัวไม่ได้

     

            อันเจิงชี้รอยแผลของจิงสานลิ้ง “คนแบบนี้ไม่ทำร้ายพวกเจ้าทั้งที่พวกเจ้าทำร้ายเขามากขนาดนี้ เพราะอะไร...นั่นก็เพราะเขาอดทนแต่ไม่ใช่เพราะเขากลัวพวกเจ้า!”

     

            เขามองไปที่จิงสานลิ้ง “ตอนนั้นข้าไปสืบมาได้ว่าที่เจ้าฆ่าโจรชั่วเหล่านั้นด้วยตัวเอง ก็เพราะหญิงชราในหมู่บ้านให้ข้าวต้มเจ้ากินในตอนที่เจ้าลำบากมากที่สุดเจ้ายังเคยพูดอีกว่า หากไม่มีข้าวต้มหนึ่งถ้วยในวันนั้น เจ้าอาจตายไปนานแล้วเมื่อได้ข่าวว่ามีโจรปล้นหมู่บ้านของหญิงชราคนนั้น เจ้าที่อยู่ไกลถึงหกสิบห้ากิโลเมตรรีบเดินทางไปทันทีแต่เมื่อไปถึงคนทั้งหมู่บ้านก็กลายเป็นซากศพหมดแล้ว”

     

            “จากนั้นเจ้าก็ไปฆ่าโจรพวกนั้นฆ่าจนไม่เหลือแม้แต่คนเดียว”

     

            อันเจิงมองไปยังผู้ชายที่กองอยู่บนพื้น“อยู่ต่อหน้าเขา พวกเจ้ายังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นลูกผู้ชายอีกหรือ?! พวกเจ้าต่อว่าเขาให้อับอายขายหน้าแต่เขาก็ไม่ได้โต้ตอบนั่นเป็นเพราะเขาไม่อยากให้สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ถูกตราหน้าว่าทำร้ายประชาชนคิดจริงหรือว่าเขาไม่กล้าทำอะไรพวกเจ้า? ไม่กล้าทำร้ายพวกเจ้า?”

     

            ชายหนึ่งในนั้นรู้ตัวว่าครั้งนี้เจอเข้ากับเรื่องยากแล้วเขาอดกลั้นความเจ็บปวดแล้วร้องขอชีวิต “ท่านอัน ท่านอันเราสำนึกผิดแล้วเรื่องนี้พวกเราผิดเอง เราจบกันแค่นี้ได้หรือไม่?”

     

            หญิงสาวที่อยู่ด้านหลังพูดขึ้น “จบแค่นี้?พวกเขาทำร้ายพวกเจ้าขนาดนี้แล้วจะยอมจบเรื่องแค่นี้รึ? ข้าไม่ยอม ข้าจะให้พวกมันฉิบหาย!”

     

            อันเจิงถอนหายใจจากนั้นก็ส่ายหน้า “ปกติข้าไม่ชอบทำร้ายผู้หญิงเท่าไหร่นักผู้ชายส่วนใหญ่ที่ตีผู้หญิงก็ไม่ใช่ผู้ชายที่ดี แต่ผู้หญิงอย่างเจ้าก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีเหมือนกัน”

     

            หญิงสาวผู้นั้นยังโวยวายเสียงดัง “เจ้าจะทำอะไรข้าได้?กล้าตีข้ารึ ข้าจะให้คนทั้งเมืองฟางกู้รู้ว่าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เป็นพวกหน้าตัวเมีย!”

     

            อันเจิงนั่งลงอีกครั้ง“สืบที่มาของพวกเขา”

     

            ตู้โซ่วโซ่วส่งคนออกไปสืบทันทีผ่านไปเพียงไม่ถึงสิบนาทีก็สามารถหาข้อมูลมาจากคนรอบด้านได้ไม่น้อย

     

            “คนกลุ่มนี้เป็นครอบครัวเดียวกันเป็นคนเมืองฟางกู้ พวกเขามักจะก่อเรื่องเพื่อหาเงินเป็นประจำและให้เงินใต้โต๊ะหน่วยฟางกู้มาก ฉะนั้นหน่วยฟางกู้จึงไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้เลยพวกเขาจงใจหาเรื่องคนต่างแดน มีหลายคนที่ถูกพวกเขาเรียกเงินค่าเสียหายจนหมดตัวคนที่เห็นอยู่นี่เป็นเพียงจำนวนน้อยของคนกลุ่มนี้เท่านั้น ได้ยินมาว่าคนกลุ่มนี้รวมกันทั้งหมดมีหนึ่งร้อยกว่าคน คาดว่าคนที่ยืนมุงอยู่รอบ ๆยังมีคนพวกของเขาอยู่ แต่แค่กลัวถูกอัดเลยไม่กล้าเผยตัวออกมา”

     

            ตู้โซ่วโซ่วกดเสียงต่ำแล้วพูดกับอันเจิง“พวกเขามักจะใช้ไม้นี้เรียกเงินกับคนที่มาจากต่างถิ่นไปไม่น้อยแต่คนในพื้นที่ก็ถูกรังแกไม่น้อยเหมือนกัน แต่ทว่าหน่วยฟางกู้ได้ผลประโยชน์จากพวกเขาฉะนั้นจึงหลับหูหลับตาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้”

     

            อันเจิงพยักหน้า“จับตัวคนพวกนี้เข้ามาไว้ในสำนักให้หมด และส่งคนไปหน่วยฟางกู้ถามท่านชวีเจิ้งเซิงว่าเรื่องนี้จะจัดการอย่างไรดี”

     

            ชวีเฟิงจื่อเดินเข้ามา “ให้ข้าไปเถอะ”

     

            อันเจิงพยักหน้า “เจ้าไปก็ดีเจ้าเคยไปที่นั่นหลายครั้งแล้ว ก็ถือว่าสนิทกับหน่วยฟางกู้มากกว่าคนอื่น”

     

            ชวีเฟิงจื่อหัวเราะ “อายุข้ามากแล้ววิ่งหน่อยก็ยังพอไหว หากอายุน้อยกว่านี้สักยี่สิบปี ข้าก็จะไปร่วมอัดคนชั่วด้วย”

     

            อันเจิงหัวเราะ “หากเป็นเจ้าก็ช่างเถอะตีไปคนอื่นก็คงไม่เจ็บ ตัวเองจะเจ็บเองเสียเปล่า ๆ”

     

            ชวีเฟิงจื่อเดินไปที่เจ้าหน้าที่ของศาลสองคนนั้นคนที่ทำงานในศาลต่างรู้ดีว่า หากมีเรื่องกับอันเจิงก็ถึงคราวซวยหลังจากเขาทั้งสองฟังชวีเฟิงจื่อพูดเสร็จก็เดินมาโค้งตัวแล้วพูดกับอันเจิง“ท่านอัน เหตุการณ์นี้เราเห็นทั้งหมด หากท่านใต้เท้าถามขึ้นมาพวกข้าจะพูดตามจริงทุกอย่าง”

     

            “ลำบากพวกเจ้าแล้วหากมีโอกาสจะเลี้ยงเหล้าแล้วกันนะ”

     

           เมื่อพวกเขาได้ยินว่าอันเจิงจะเลี้ยงเหล้าจึงนอบน้อมมากกว่าเดิม แล้วพวกเขาก็กลับหน่วยฟางกู้พร้อมกับชวีเฟิงจื่อ

     

            เหล่าหญิงสาวและหญิงชรายังคงนอนกลิ้งอยู่ที่พื้นส่วนอันเจิงก็เบื่อหน่ายขึ้นมาเล็กน้อย เขาให้ชายร่างกำยำในสำนักยืนล้อมเอาไว้ไม่ให้ใครหนีออกไปได้แม้แต่คนเดียว ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงหญิงเหล่านั้นรู้สึกว่านอนบนพื้นไปก็ไม่มีความหมาย พวกนางจึงลุกขึ้นมานั่งและด่าทอต่อจนกระทั่งตอนนี้ พวกนางก็ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองเจอด่านยากเข้าแล้ว

     

            คนพวกนี้โลภมากจนขาดสมองและขาดสติ เพราะได้ยินมาว่าอันเจิงมาจากต่างถิ่นและร่ำรวยมากฉะนั้นจึงคิดแผนการต้มตุ๋นแบบนี้ออกมา

     

            เพียงไม่นาน หลิวสุยที่ปรึกษาคนสนิทของชวีเจิ้งเซิงก็เดินทางมาด้วยตัวเองเขาคนนี้เป็นผู้ที่ถ่อมเนื้อถ่อมตัวตลอดเวลา แต่ถึงกระนั้นอันเจิงก็รู้ดีว่าคนแบบนี้ต้องมีอะไรซ่อนอยู่มากมาย

     

            “ท่านอัน นี่มันเรื่องอะไรกันทำไมถึงมีเรื่องกันวุ่นวายขนาดนี้”

     

            หลิวสุยทำความเคารพอันเจิงก่อนจากนั้นจึงหันกลับไปพูดเสียงต่ำ “ท่านใต้เท้ารู้เรื่องนี้หมดแล้วในเมื่อเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ อย่างไรก็ต้องทำตามขั้นตอนอีกประเดี๋ยวคนของข้าจะนำตัวจิงสานลิ้งไปหน่วยฟางกู้จากนั้นก็ทำตามขั้นตอนนิดหน่อย ช่วงหัวค่ำก็จะส่งเขากลับมา”

     

            อันเจิงยังต้องพึ่งคนของหน่วยฟางกู้เพื่อเข้าหาราชสำนักเขายังต้องช่วยเยว่ยินผู้เป็นมารดาของเสี่ยวชีเต้าฉะนั้นจึงไม่อยากแตกหักกับหน่วยฟางกู้ในตอนนี้ ต่อให้เขาจะเกลียดชวีเจิ้งเซิงและหลิวสุยมากแค่ไหนก็ตามแต่ตอนนี้เขายังต้องใช้เงินมาจัดการเรื่องทั้งหมดอยู่ดี

     

            อันเจิงยิ้มพลางพูด“ไม่นานมานี้มีคนส่งของพื้นบ้านมาให้ข้า อีกประเดี๋ยวข้าจะให้คนส่งไปให้ท่านเอาไว้ตกแต่งบ้านก็แล้วกัน”

     

            หลิวสุยยิ้มขึ้นทันที “ท่านอันวางใจเถอะหน่วยฟางกู้ของเราเป็นที่ผดุงกฎหมาย จะปล่อยให้กลุ่มที่ประพฤติชั่วแบบนี้ลอยนวลได้อย่างไรฝั่งท่านใต้เท้าให้ข้าจัดการเอง เรื่องนี้ก็ให้ท่านจิงทนลำบากสักหน่อยนะ?”

     

            อันเจิงพยักหน้า “พ้างซื่อเจ้าไปหน่วยฟางกู้กับจิงสานลิ้ง”

     

           พ้างซื่อเป็นคนที่มีรูปลักษณ์คล้ายกับตู้โซ่วโซ่ว เขาพยักหน้าทันที “ได้พวกข้าจะไปเดี๋ยวนี้”

     

            ชวีเฟิงจื่อพูดขึ้น “ข้าไปด้วยก็แล้วกัน”

     

            อันเจิงพยักหน้ารับ “เจ้าก็ไปด้วยเถอะช่วงหัวค่ำก็พาพวกเขากลับมา”

     

            หลิวสุยหันไปมองกลุ่มนักต้มตุ๋น“คนพวกนี้...ท่านอันจะจัดการอย่างไร?”

     

            อันเจิงถามกลับ“เจ้าคิดว่าควรจัดการอย่างไร?”

     

            หลิวสุยครุ่นคิดชั่วขณะก่อนจะตอบ“สุดท้ายแล้วเราก็ยังต้องควบคุมสถานการณ์ไว้อยู่ดี ข้าว่าแบบนี้ดีกว่าข้าให้คนนำตัวพวกเขาไปก่อน อย่างไรเสียท่านจิงก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไรอยู่แล้วคนพวกนี้ท่านก็อัดจนน่วมขนาดนี้ ข้าจะสั่งสอนคนพวกนี้ต่อเอง ให้พวกเขาตาสว่างและไม่กล้าก่อเรื่องแบบนี้อีกแล้วจากนั้นก็ปล่อยตัวไป เรื่องนี้ก็ปล่อยให้จบแบบนี้เถอะ”

     

            อันเจิงพูด “เจ้าจัดการตามนั้นเถอะ”

     

            หลิวสุยยกมือคารวะ “ได้เรื่องนี้ปล่อยให้ข้าจัดการเอง”

     

            เขาสั่งคนไปหารถม้าคันใหญ่มาหลายคันจากนั้นก็ลากตัวชายที่ขาหักขึ้นรถ แล้วพาพวกผู้หญิงที่ร้องไห้คร่ำครวญขึ้นรถม้าไปด้วย

     

            เมื่ออันเจิงเดินเข้าไปในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เขาเห็นกู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีกอดคอกันยืนอยู่ ทั้งสองมีสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก

     

            “ได้เห็นนิสัยที่ชั่วร้ายของคนอีกแล้วสิ?” อันเจิงถาม

     

            กู่เชียนเยว่ถอนหายใจแล้วพูด“หากไม่ใช่เพราะชวีหลิวซีไม่ยอมให้ข้าลงมือ ตอนนี้คนพวกนั้นต้องถูกข้าฆ่าทิ้งไปแล้วล่ะ”

     

            ชวีหลิวซีพูดขึ้น “หากฆ่าพวกเขาเรื่องนี้ก็จะใหญ่มากกว่าเดิมและมันก็ไม่เป็นผลดีกับสำนักเรา”

     

            กู่เชียนเยว่ส่ายหน้า “ข้าไม่เข้าใจจริงๆ แค่เงินเพียงน้อยนิด ทำไมถึงทำให้นิสัยพวกเขาต่ำช้าได้ถึงเพียงนี้นะ?หญิงชราคนนั้นอย่างน้อยก็คงอายุหกสิบหรือเจ็ดสิบปีแล้ว ทำไมถึงยังชั่วช้าแบบนั้นอีก?เรื่องของจิงสานลิ้งข้าก็รู้ดี ตอนนั้นหญิงชราคนที่ช่วยเขาก็ยากจนมากแต่กลับนำข้าวสารที่เหลือเพียงน้อยนิดไปทำข้าวต้มให้จิงสานลิ้งกินนั่นเป็นความเมตตาที่แท้จริง หญิงชราสองคนที่มีอายุใกล้เคียงกันแต่ทำไมถึงได้มีนิสัยที่ต่างกันถึงเพียงนี้?”

     

            อันเจิงพูดอย่างปลงตก“มนุษย์เป็นสิ่งที่ซับซ้อนที่สุด ข้าเคยเจอ...คนที่โหดร้ายและชั่วช้ากว่านี้เยอะมาก”

     

           ผู้คงที่มุงอยู่ด้านนอกเริ่มกระจายออกไปจนหมดหลายคนในนั้นก็เป็นพวกเดียวกับนักต้มตุ๋นที่อันเจิงจับไว้แต่ทว่าพวกเขาดูออกว่าคนของอันเจิงลงมืออย่างจริงจัง ฉะนั้นจึงไม่กล้าเผยตัวออกมา แม้พวกเขาจะกระจายตัวตามคนอื่นๆ ไป แต่ก็ยังหันกลับมามองพวกตัวเองเสมอ ในแววตาเต็มไปด้วยความดุร้าย คนเหล่านี้ มีแววตาที่ไม่ต่างไปจากหมาป่าในเรื่องเล่าของดินแดนทุ่งหญ้าเพราะความโลภทำให้ผู้คนหวาดกลัว

     

            หลังจากเข้ามาในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แล้วอันเจิงก็ให้ทุกคนฝึกซ้อมวรยุทธ์กันต่อจากนั้นก็บอกขั้นตอนการฝึกพลังวัตรให้เสี่ยวชีเต้าและตู้โซ่วโซ่วอันเจิงไม่จำเป็นต้องหาอาจารย์คนอื่นให้เสี่ยวชีเต้า เพราะในใต้หล้านี้มีเพียงไม่กี่คนที่จะยิ่งใหญ่เหมือนที่เขาเคยเป็น ถึงแม้ตอนนี้อันเจิงจะมีพลังวัตรอยู่ในระดับที่ต่ำแต่ความรู้ในสมองเขาไม่ได้หายไป

     

           เสี่ยวชีเต้าเป็นเด็กที่มีความเป็นผู้ใหญ่มาก มากจนทำให้คนอื่นเอ็นดูพวกเขามาถึงเมืองหลวงระยะหนึ่งแล้ว แต่เสี่ยวชีเต้าไม่เคยไปสืบเรื่องมารดาของตัวเองเลยสักครั้งอันเจิงรู้ดีว่าในใจเขาต้องร้อนรนมากแน่นอน

     

            “เสี่ยวชีเต้า เจ้าวางใจเถอะข้ากำลังพยายามอยู่ อีกไม่นานต้องช่วยมารดาเจ้าออกมาได้แน่ ๆ”

     

            อันเจิงใช้มือขยี้หัวเสี่ยวชีเต้า“สิ่งที่เจ้าต้องทำตอนนี้คือฝึกพลังวัตร มีเพียงแข็งแกร่งให้ได้เท่านั้นอนาคตจึงจะปกป้องมารดาเจ้าได้ และมารดาเจ้าก็จะไม่ถูกรังแกแบบนี้อีก”

     

           เสี่ยวชีเต้าหันไปมองธงที่ปักอยู่ในห้องตัวเอง “พี่อันเจิงวางใจเถอะข้าจะตั้งใจฝึกพลังวัตร ต่อไปจะไม่ให้ใครมารังแกมารดาข้าได้อีก ไม่ให้ใครมารังแกพี่รวมไปถึงจะปกป้องทุกคนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ของเราด้วย”

     

            อันเจิงยิ้ม “ข้าเชื่อเจ้า”

     

            เสี่ยวชีเต้ากำหมัดแน่น“ข้าก็เชื่อพี่อันเจิง”

     

            อันเจิงมองไปยังธงนั้น “จริงด้วยข้าไม่เคยถามเจ้ามาก่อนเลย ธงนี้ใครเป็นคนให้มารดาเจ้ามาหรือ ยังจำได้หรือไม่?”

     

            เสี่ยวชีเต้านึกย้อนอดีต “ข้าเคยถามท่านแม่เหมือนกันตอนนั้นท่านแม่ข้าตอบเพียงว่า...ตอนที่เพิ่งมีข้าในท้อง มีคนคนหนึ่งที่ฐานะใกล้ชิดกับข้ามากเขาเป็นคนขอธงนี้มาจากยอดฝีมือท่านหนึ่ง”

     

            อันเจิงครุ่นคิดครู่หนึ่งเดาว่าดาบที่ผนึกในธงนี้ต้องมีความหมายบางอย่างแน่นอน อาจเป็นบิดาของเสี่ยวชีเต้าขอมาจากยอดฝีมือรัชทายาทแห่งแคว้นเยี่ยนคงรู้สถานการณ์ตัวเองในตอนนั้นดี เขากลัวว่าเสี่ยวชีเต้าและเยว่ยินจะได้รับอันตรายจึงขอดาบนั้นมาไม่รู้ว่าแม่นางเยว่ใช้วิธีอะไรในการผนึกดาบนี้เข้ากับธง

     

            ตอนที่อยู่ในโลกมายา อันเจิงเคยยืมพลังดาบในธงนั้นมาใช้แต่ในตอนนั้นอันเจิงยังอ่อนแอมาก พลังที่ยืมออกมาก็อ่อนแอ แต่อันเจิงก็รู้สึกได้ว่าดาบในธงนั่นมีพลังที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่มาก

     

            หรืออาจเป็นเพราะต้องรอให้เจอผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งมากเท่านั้นหรือต้องรอให้เสี่ยวชีเต้ามีพลังถึงจุดสูงสุดถึงจะสามารถทำให้ดาบที่ถูกผนึกในธงแสดงอิทธิฤทธิ์ได้

     

            เวลาผ่านไปเร็วมาก ผู้คนที่มามุงดูมากมายก็หายไปหมดขณะนี้เมืองหลวงจมเข้าสู่ความมืดแล้ว

     

            อันเจิงมองออกไปด้านนอกพร้อมขมวดคิ้วเล็กน้อย“ส่งคนไปดูหน่อย จนถึงตอนนี้จิงสานลิ้งกับคนอื่น ๆ ยังไม่กลับมาอีก”

     

            ทันใดนั้น พ้างซื่อที่ร่างเต็มไปด้วยเลือดอุ้มใครบางคนไว้ด้านหน้าและแบกอีกคนไว้ด้านหลัง เขาวิ่งโซเซเข้ามาในสำนัก “รีบช่วยพวกเขาเร็วเข้า!”

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน