ถุงมือฟ้าประทาน

ตอนที่269 อยู่กันพร้อมหน้า

แต่ก็นั่นแหละปิ่นแค่คิดเฉยๆ เพราะในความจริงบ้านเธอที่เป็นเจ้าของไร่อนงก็มีฐานะไม่ได้แย่ เทียบกับครอบครัวทั่วไปเธอถือว่ามีแต้มต่อ ไม่ต้องมาทำงานในวงการก็มีเงินใช้สบายๆ

แต่เพราะความฝันคือการเป็นดาราไง ดังนั้นกล่าวสำหรับตัวปิ่นแล้ว ไม่มีวันนั่งงอมืองอเท้าขอเงินแฟนหรอก

“ถ่ายโปรโมทเรือสำราญเหรอคะ” ปิ่นถามด้วยความรู้สึกท่วมท้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาต้องการสนับสนุนเธอ ให้เป็นดาวเด่น

ต้องรู้ก่อนนะว่าเรือมีมูลค่า 1 ล้านล้านบาท การได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ของเรือสำราญที่กำลังจะกลายเป็นปรากฏการณ์ มันช่างเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อมาก ในฐานะนางเอกหน้าใหม่ ปิ่นเริ่มมองเห็นช่องทางโกอินเตอร์สายหนึ่ง

“ใช่ ด้วยชื่อเสียงของคุณที่เป็นดารา มันน่าจะช่วยผมได้เยอะเลย” เจมส์กล่าวพลางยิ้มบาง แฟนสาวคนนี้คือคนในวงการบันเทิง นอกจากหน้าตาและรูปร่างข้อดีของเธอก็มีอีกเยอะ โดยเฉพาะเรื่องโปรโมทงาน ถือว่าช่วยได้ดีทีเดียว

“ได้เลยค่ะ ฉันจะรีบเคลียร์งานละคร แล้วรีบขับรถขึ้นไปหาคุณทันที!”

“ไม่ต้องรีบหรอก ตอนนี้ทุกอย่างเพิ่งจะเริ่มเท่านั้นเอง คุณก็เตรียมตัวไว้แล้วกัน วันถ่ายจริงจะได้ไม่ตื่นเต้น”

“คงไม่ได้หรอกค่ะ เรือมูลค่ามหาศาลขนาดนั้น หากบอกว่าไม่ตื่นเต้นตูมตาม ก็คงจะเป็นเรื่องแปลก”

เจมส์เห็นด้วยกับแฟนสาว

เมื่อก่อนตอนงานวันเด็กโรงเรียนจัดให้มีเที่ยวชมเรือรบเก่าปลดประจำการ ก็ว่าตื่นเต้น ยิ่งใหญ่มากแล้ว แต่ปิ่นไม่ได้เที่ยวชมเรือเฉยๆ แต่กลับเป็นถึงพรีเซ็นเตอร์ งานนี้ออกจะทำให้เธอได้หน้า หลังจากนี้คงทำให้รุ่นพี่ในวงการหลายคนกลายเป็นอิจฉาตาร้อน

“จริงสิ นอกจากนั้นช่วยหาคนมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้หน่อยนะ เป็นผู้หญิงสวยๆ รูปร่างต้องดูดี” เจมส์คิดว่าแฟนตัวเองสวยมากพอแล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่านี่คืองานใหญ่และมันก็สำคัญมาก ดังนั้นพรีเซ็นเตอร์ที่จะช่วยโปรโมทก็ไม่เห็นต้องมีคนเดียวเลยนี่นา

ก็เหมือนกับค่ายสัญญาณโทรศัพท์ที่จ้างพรีเซ็นเตอร์ 10-20 ชีวิตนั่นแหละ

พวกเขาทุ่มงบตรงนี้ไม่อั้น ถึงขนาดจ้างนักร้องเกาหลีซึ่งมีค่าตัวสูงมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ดังนั้นเรือสำราญของเจมส์ ก็ต้องมีพรีเซ็นเตอร์จำนวนมากเช่นกัน

“รูปร่าง หน้าตาดีเหรอคะ..." ปิ่นอดไม่ได้ต้องหันไปมองปุยฝ้าย นางร้ายหน้าสวยเมื่อถูกมองก็รีบเชิดหน้า ยิ้มให้สวยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เผื่อว่าจะถูกใจปิ่นแล้วแนะนำให้กับแฟนหนุ่มผู้ร่ำรวยเงินทอง

“ใช่ นอกจากนั้นยังต้องสูง สัก 1.70 เมตร ขึ้น”

“เข้าใจแล้วค่ะ แต่ค่อนข้างยากหน่อยนะคะ โดยส่วนใหญ่นักแสดงในประเทศเราผู้หญิงน้อยคนที่จะสูงถึงเกณฑ์ที่คุณว่า อย่างมากก็แค่ 1.60 เมตร”

“ไม่จำเป็นต้องใช้ดาราทั้งหมด เอาเป็นนางแบบ นักร้องก็ได้ คงไม่มีใครตัวเล็กหมดหรอกใช่ไหมล่ะ”

“ก็จริงของคุณ ว่าแต่คุณต้องการแต่ผู้หญิงเหรอคะ แล้วผู้ชายไม่ต้องการเหรอคะ” ปิ่นถาม เพราะมองว่าถึงผู้หญิงจะสวยมาก แต่บางคนก็อยากจะให้มีพรีเซ็นเตอร์ผู้ชายบ้าง

“ผมมีในใจแล้ว”

“ใครเหรอคะ” ปิ่นถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“เดี๋ยวก็รู้เอง”

“โธ่...บอกใบ้ไม่ได้หรอคะ”

“งั้น...เป็นคนที่ค่าตัวแพง แค่ 1 คนก็ทำให้แบรนด์ๆ นึงทุ่มเงินไม่อั้น”

“หืม...” ปิ่นคิดหนัก ครู่หนึ่งจึงพูดว่า “งั้นหมายความว่า คนที่คุณพูดต้องไม่ใช่คนไทย เป็นคนที่กำลังมีผลงานอยู่ตอนนี้ ค่าตัวแพงมากๆ ระดับที่นักแสดงอย่างฉันเทียบไม่ติด หรือหากจะเป็นนักแสดงแถวหน้าของไทยก็เทียบไม่ติด ว้าว...คุณต้องทุ่มงบเท่าไหร่กันเนี่ย”

ยิ่งคิดเกี่ยวกับโปรเจคเรือสำราญ ปิ่นก็ยิ่งรู้สึกว่า แฟนหนุ่มคนนี้รวยจนไม่รู้ว่าจะรวยยังไงแล้ว

“เอาล่ะแค่นี้ก่อนนะ ไว้คุณค่อยเจอพวกเขาในงานเปิดตัว แต่ก่อนหน้านั้นเตรียมตัวมาถ่ายวิดีโอฟุตเทจบนเรือผมด้วยล่ะ”

“ได้ค่ะ แล้วจะรีบเคลียร์งานนะคะ”

ปิ่นวางโทรศัพท์ด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนว่าปีนี้ดวงของเธอจะเฮงมาก ไม่ทันไรก็ขยับกลายเป็นนางเอก ซ้ำยังกำลังจะได้เป็นพรีเซ็นเตอร์โปรโมทเรือสำราญสุดยิ่งใหญ่

“ต้องเป็นเพราะเครื่องรางของอาจารย์อาคมแน่เลย” ปิ่นจับกระเป๋าตัวเอง ในนั้นมียันต์หนึ่งแผ่น เป็นของดีที่เธอได้รับมาจากการเข้ากราบไหว้อาจารย์อาคม

“ปิ่น...ที่เธอพูดเมื่อครู่น่ะ เรื่องจริงเหรอ”

“อะไรเหรอคะ” ปิ่นถามนางร้ายหน้าสวยกลับด้วยรอยยิ้มด้านบวก

ปุยฝ้ายไม่รู้ว่าจะพูดแบบไหนดี กระทั่งทีมงานบอกว่าอีก 5 นาทีจะถ่ายฉากเซ็ทต่อไป เธอจึงคว้ามือปิ่นแน่น ทำเอาอีกฝ่ายตกใจกลัว

“พี่...เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”

“เอ่อ...เรื่องที่ปิ่นพูดคุยกับแฟนเมื่อครู่ เกี่ยวกับเรือสำราญน่ะ ช่วยเสนอชื่อพี่เป็นพรีเซ็นเตอร์โปรโมทได้ไหม”

“หืม...พี่ได้ยินเหรอคะ” ปิ่นขมวดคิ้วชนกัน

ปุยฝ้ายพยักหน้ารับ “ไม่ได้อยากฟังหรอกนะ แต่ปิ่นเปิดลำโพงพี่ก็เลยได้ยิน”

“อุ๊ย...จริงเหรอคะเนี่ย ขอโทษนะคะ ทำพี่อารมณ์ไม่ดีเลย” ปิ่นหน้าร้อนผ่าว เขกหัวตัวเองไปทีหนึ่งพลางกล่าวขอโทษ

“ไม่เป็นไรหรอกน่า แต่ปิ่นช่วยแนะนำพี่ให้แฟนปิ่นได้หรือเปล่าล่ะ นะนะนะ” ลูกอ้อนก็มา ตอนนี้ปุยฝ้ายใช้มารยาหญิงกับปิ่นราวกับนางแมวอ้อนสวาท

ปิ่นถึงกับหน้าร้อนผ่าว มีผู้หญิงสวยมาอ้อนแนบแน่นถึงตัวขนาดนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้หญิงด้วยกันเอง ก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย

“เอ่อ...งั้นฉันจะลองดูแล้วกัน แต่ไม่รับประกันนะคะว่าเขาจะเลือกพี่หรือเปล่า”

“ขอบคุณนะ”

ปิ่นถูกหอมแก้มไปทีหนึ่งโดยนางร้าย จากนั้นเธอเดินไปเข้าฉาก ปล่อยให้นางเอกหน้าใหม่ยืนเซ่ออยู่คนเดียว

..........

พัทยา

เรือ'ธันเดอร์โบ๊ท'

เจมส์คุมงานการสร้างพระราชวังน้ำแข็ง

ด้วยการควบคุมเครื่องจักรของเอส เมืองน้ำแข็งเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา มองเห็นเสาน้ำแข็งสูงค้ำจุนเพดานสุดหรู และโคมระย้าที่ห้อยลงมาราวกับอัญมณีสวย ทั้งหมดนี้ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง กลายเป็นน้ำแข็งที่ย้อยลงมา มีมังกรและก้อนเมฆเทียมถูกสร้างขึ้นที่เพดาน พระอาทิตย์และดวงจันทร์หมุนเวียนสลับเปลี่ยน มันถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำแข็งทั้งหมด มีทั้งความปราณีตและความงามอันไร้ที่ติ

แม้จะไม่ได้เรียนด้านออกแบบ แต่เจมส์สามารถกล่าวได้ว่า ผลงานของเอส ณ ตอนนี้ เป็นหนึ่งไม่มีสองในโลก

ระหว่างยืนมองวังน้ำแข็งโทรศัพท์เกิดสั่น

เจมส์หยิบขึ้นมาดู พบว่าเป็นทอยที่ส่งข้อความมา ครึ่งหนึ่งเป็นประโยคบอกเล่าอีกครึ่งคือรูปภาพที่ถ่ายในไร่ชา

“กำลังไปได้สวยสินะ แต่จะใช้ชื่อแบรนด์ชาว่าอะไรดีล่ะ....” เจมส์เอามือแตะริมฝีปากตัวเอง

ที่ดินผืนนั้นถูกปรับเปลี่ยนด้วยน้ำยาปรับสภาพผิวดิน ให้ผลผลิตที่โตเร็วจนผิดปกติ นอกจากนั้นยังปลูกพืชพันธุ์ได้ทุกฤดูกาล ดังนั้นจะเห็นได้ว่าทอยปลูกต้นชาได้ในระยะเวลาอันสั้น พริบตาก็พร้อมเก็บเกี่ยวออกสู่ตลาด สร้างแบรนด์และเติบโตไปอีกก้าว

“พูดถึงไร่ ไม่รู้ว่าป่านนี้ข้าวเป็นยังไงบ้าง จริงสิแผลเย็บที่หัวเธอเป็นรอยแผลเป็นนี่นา ลืมเลยสัญญาว่าจะพาไปคลินิกแฮะ” พูดถึงตรงนี้เจมส์ก็ไม่คิดยืนแช่อยู่กับที่ หันไปสั่งการกับเอสแล้วออกไปทันที

“ได้ครับเจ้านาย ผมจะสร้างวังน้ำแข็งสุดยิ่งใหญ่ให้เอง รับรองว่าจะต้องถูกใจ แต่ขอละ...อยากเห็นกางเกงในจัง...” เอสไม่กล้าขอมาก เมื่อถูกเดย์มองด้วยตาดุๆ ก็คอตก กลับไปทำงานด้วยหัวใจอันบอบช้ำ

••••••

เจมส์มาที่เรือ'เมจิกเชี่ยน'กำลังจะเดินเข้าไปในห้องของตัวเองเพื่อใช้'ประตูสายรุ้ง'ไปสัตหีบก็พบกับสามสาวยืนกันพร้อมหน้า

เขาไม่ได้ตกใจที่เห็นปลายฝน เพราะเธออยู่บนเรืออยู่แล้ว แต่ที่ตกใจเพราะเบียร์กับหวานต่างหาก

“อ้าว...เลิกฝึกงานกันแล้วเหรอ ถึงได้กลับมาเรือ แล้วนั่นพี่หวานก็มาด้วย สวัสดีครับ” เจมส์ทักทายด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร

“สวัสดี เรือสวยดีนะ” กล่าวด้วยความสัตย์จริงหวานไม่อยากมาที่นี่เลย แต่เพราะถูกเบียร์ลากมา ก็เลยต้องตามมาด้วย

“ก็ฝึกครบตามกำหนดแล้วน่ะ ก็เลยกลับบ้าน” เบียร์ตอบ พลางจับมือของปลายฝนแน่น “อาหารฝีมือพี่เขาอร่อยมากเลย แหมรู้จักเลือกคนนะเนี่ย”

“พูดอะไรเนี่ย” เจมส์หัวเราะเก้อ จะว่าไปก็ใช่นั่นแหละ หากปลายฝนไม่ใช่เชฟมิชลินเขาก็คงไม่เหลียวมอง

“เอาล่ะไม่แซวแล้ว แต่เบียร์จะทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่สัตหีบหลังจากเรียนจบนะ คงไม่ได้มาอยู่บนเรือ”

“ตัดสินใจที่จะทำงานในโรงงานผมเหรอ”

“ใช่”

“ไม่อยากออกไปหาประสบการณ์ที่อื่นบ้างเหรอครับ”

“ไม่เอา ประสบการณ์ก็ได้มาแล้วไง อีกอย่างหนึ่งคือไปที่อื่นก็กลัวว่าจะถูกเฉดหัวใช้ นอกจากนั้นยังไม่คุ้นเคยสถานที่ ไม่สู้ทำงานในโรงงานแฟนตัวเองที่สัตหีบจะดีกว่า”

เจมส์พยักหน้าเห็นด้วย นี่สินะคือโลกความจริง ในเมื่อมีแฟนรวยก็ควรจะซัพพอร์ตกัน ไม่เหมือนกับนิยายที่เคยอ่าน ตัวเอกรวยแต่ออกมาหาประสบการณ์ สุดท้ายเป็นสุนัขเลียแต่งเข้าบ้านจนๆ ชอบโดนดูถูก เป็นโรคจิตประเภทหนึ่งที่โดนดูถูกแล้วรู้สึกมีเรี่ยวแรง แล้วมักจะจบแฮปปี้เอนดิ้งตามสไตล์สุนัขเลีย

“ว่าแต่เจมส์มาที่นี่ งานบนเรือถึงไหนแล้วเหรอคะ ราชวังน้ำแข็งนั่นน่ะ” ปลายฝนถาม เอาจริงๆ ตอนแรกก็ตกใจที่เห็นเบียร์ แต่พอนึกถึงมิวสิคและคนรอบตัวเขา เธอก็คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาจึงไม่เก็บมาใส่ใจ

คล้ายกับเรื่องถุงมือฟ้าประทาน ที่คุณอ่าน