Ghost & Doctor ผีวุ่นวายกับนายแพทย์อ่อนหัด

ตอนที่ 181 พ่อตามาเยือน

ตอนที่ 181           “แม่ฉันส่งข้อความมาเมื่อ 20 นาทีที่แล้วระยะทางจากบ้านมาถึงโรงพยาบาลก็ใช้เวลาประมาณ 30 นาทียังไงเดี๋ยวฉันขอตัวขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะส่วนดนัยรีบเก็บห้องเถอะค่ะ” ยูมิบอก           “นี่คุณพ่อคุณยูมิจะมาหาผมที่ห้องเหรอครับทำไมไม่ไปที่ห้องคุณยูมิล่ะ !!” ดนัยที่ได้ยินยูมิบอกให้เขาเก็บห้องก็รู้ทันทีว่าพ่อของเธอจะมาหาเขาที่ห้อง           “ดนัยคะห้องฉันมีแต่เครื่องมือแพทย์กองเต็มไปหมดจะเอาที่ตรงไหนไปนั่งกันล่ะคะหรือจะให้พ่อของฉันไปนั่งคุยกับดนัยที่ห้องนอน” ยูมิถาม           “เอ่อ....” ดนัยได้ยินดังนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าห้องของยูมินั้นเต็มไปด้วยเครื่องมือแพทย์มากมายที่เธอสะสมเอาไว้ดังนั้นจึงทำให้ห้องรับแขกของยูมิไม่มีที่ว่างมากพอให้คนสามคนนั่งคุยกัน           “รีบเก็บห้องเถอะค่ะ” ยูมิพูดจากนั้นเธอก็รีบขึ้นไปที่ห้องของเธอเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าส่วนดนัยเองก็หันกลับเข้าไปมองในห้องของตัวเองที่ถึงจะไม่ได้ดูรกมากมายอะไรแต่ก็ไม่ค่อยได้ทำความสะอาดเพราะปกติเขาก็ใช้ห้องนี้เพื่อนอนเท่านั้น           “รีบทำความสะอาดห้องดีกว่า” ดนัยพูดจากนั้นเขาก็รีบเก็บกวาดทำความสะอาดห้องของตัวเอง 5 นาทีต่อมา           “เอาล่ะเก็บหมดสักที” ดนัยมองดูห้องนั่งเล่นของเขาที่ถูกเก็บกวาดจนสะอาดตาและทันใดนั้นเองเสียงกริ่งประตูห้องเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง           ติ๊งต่อง !! ดนัยที่ได้ยินเสียงกริ่งประตูดังขึ้นก็เดินไปเปิด           “คุณยูมิเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วเหร...” ดนัยเปิดประตูออกไปทีแรกเขาคิดว่าเป็นยูมิแต่เขาคิดผิดเพราะทันทีที่ประตูถูกเปิดออกคนที่อยู่หน้าห้องนั้นดันไม่ใช่ยูมิ           ลุงคนนี้ใครกันไม่น่าใช่บุคลากรในโรงพยาบาลเรานะ ดนัยมองดูชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่หน้าห้องเขาซึ่งเขาไม่คุ้นหน้าเลยสักนิดแถมที่นี่ก็เป็นหอพักของบุคลากรในโรงพยาบาลด้วยดังนั้นชายวัยกลางคนคนนี้จึงไม่น่าจะใช่บุคลากรในโรงพยาบาล           ส่วนทางด้านชายวัยกลางคนที่มากดกริ่งประตูหน้าห้องดนัยเองก็กำลังยืนจ้องมองดนัยอยู่อย่างพินิจเช่นกัน           “เธอคือหมอดนัยสินะ” ชายวัยกลางคนเอ่ยปากถามดนัย           “ชะ...ใช่ครับไม่ทราบว่า...หืออย่าบอกนะครับว่าคุณคือคุณพ่อของหมอยูมิ” ดนัยตอนแรกกำลังจะถามว่าชายคนนี้คือใครแต่ทว่าเมื่อสายตาเขาเหลือบไปเห็นบางอย่างที่เหน็บอยู่ข้างเอวเขาก็แทบจะเดาได้ไม่ยากเลยว่าชายคนนี้คือใคร           เพราะก่อนหน้านี้ยูมิบอกเอาไว้ว่าพ่อของเธอพกดาบประจำตระกูลมาด้วยและที่เหน็บอยู่ข้างเอวชายคนนี้ก็คือดาบคาตานะของญี่ปุ่นนั่นเอง           “ใช่ฉันซานาดะ คิริฮาระ เป็นพ่อของยูมิฉันได้ข่าวว่าเธอกำลังคบกับยูมิลูกสาวของฉัน...ฉันก็เลยมาเยี่ยมเธอสักหน่อยว่าแต่จะไม่เชิญฉันเข้าห้องเธอหน่อยเรอะ !!” ชายวันกลางคนตรงหน้าบอกว่าเขาชื่อซานาดะ คิริฮาระ และก็อย่างที่ดนัยคิดเขาเป็นพ่อของยูมิ           “อ๊ะขออภัยครับถ้าอย่างนั้นเชิญด้านในเลยครับคุณลุงซานาดะ” ดนัยที่ได้ยินแบบนั้นก็รีบเชิญพ่อของยูมิเข้าไปในห้องของเขาทันที           คิริฮาระพ่อของยูมิเมื่อถูกเชิญเข้ามาในห้องเขาก็เดินเข้าไปในห้องของดนัยและถอดรองเท้าเอาไว้ที่หน้าประตูก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะกินข้าวที่อยู่กลางห้องรับแขกซึ่งโต๊ะกินข้าวของดนัยนั้นเป็นแบบญี่ปุ่นที่เป็นโต๊ะแบบนั่งพื้น           จะว่าไปก็มีโครงหน้าคล้ายคุณยูมิอยู่หลายส่วนเลยนะจะมีก็แต่ดวงตาเท่านั้นที่ไม่เหมือนสงสัยดวงตาของคุณยูมิจะได้มาจากคุณแม่ ดนัยคิดในใจเมื่อลองมองดูใบหน้าพ่อของยูมิดูให้ชัดๆซึ่งเค้าโครงใบหน้าของยูมินั้นเรียกได้ว่าได้จากพ่อมาเสีย 7 – 8 ส่วนแต่ดวงตาดูเหมือนจะได้จากแม่เพราะดวงตาของพ่อยูมินั้นเป็นดวงตาที่ดูดุดันคล้ายกับดวงตาของเสือหรือสิงโตต่างจากดวงตาของยูมิที่ดูอ่อนโยนและใจดี           แกร๊ก !! เสียงดาบถูกปลดออกจากเอวและวางไว้บนโต๊ะทำเอาดนัยสะดุ้ง           “ไม่เสิร์ฟชาให้แขกหน่อยเรอะ” คิริฮาระพ่อของยูมิทวงถามถึงชาที่ควรจะเสิร์ฟให้แขก           “อ๊ะขอโทษครับผมจะรีบไปชงให้เดี๋ยวนี้” ดนัยได้ยินแบบนั้นก็ลนลานรีบวิ่งไปชงชาที่ครัว           ลืมไปเลยว่าตามธรรมเนียมคนญี่ปุ่นเวลามีแขกมาบ้านเจ้าของบ้านจะต้องเสิร์ฟชา...ว่าแต่ระหว่างที่เรากำลังชงชาอยู่พ่อของคุณยูมิจะไม่ชักดาบบนโต๊ะมาฟันเราใช่มั้ย ดนัยเริ่มคิดไปเรื่อยเปื่อยแต่เขาก็เป็นกังวลจริงๆจนถึงกับต้องเหลียวมามองด้านหลังเป็นระยะระหว่างที่ชงชา           ทางด้านพ่อของยูมินั้นเขาไม่ได้สนใจดนัยที่กำลังชงชาและลนลานอยู่เลยสักนิดเพราะเขากำลังมองสำรวจห้องของดนัยอยู่           “ห้องเจ้าหนุ่มนี่ดูเรียบร้อยดีดูจากการวางข้าวของที่ครัวแล้วค่อนข้างเป็นคนมีระเบียบดูเหมือนจะทำชอบทำอาหารด้วยสินะ” คิริฮาระพ่อของยูมิพูดกับตัวเองของมองไปที่ขวดเครื่องปรุงที่อยู่ที่ครัวซึ่งมันค่อนข้างพร่องไปเยอะแสดงว่าเจ้าของห้องอย่างดนัยจะต้องทำอาหารกินเองบ่อยๆ           วี๊ด !! เสียงกาต้มน้ำเริ่มเดือนคิริฮาระมองไปที่ดนัยที่ยกกาลงจากเตาและเริ่มหยิบใบชาใส่ลงกาก่อนจะถือถ้วยชาและกาน้ำชามาตั้งที่โต๊ะและรินให้เขา           “ขอโทษด้วยนะครับพอดีที่ห้องผมมีแต่ชาธรรมดาปกติผมไม่ใช่คนชอบดื่มชาเท่าไหร่แต่ก็ซื้อติดครัวไว้บ้างเพราะต้องไว้ใช้หมักเนื้อและใช้ใส่เวลาต้มซุป” ดนัยบอก           “ไม่เป็นไรฉันไม่ใช่คนเรื่องมากอะไรอยู่แล้ว” คิริฮาระพ่อของยูมิยกมือขึ้นโบกบอกว่าไม่เป็นไร           ทางดนัยเองหลังจากรินชาเสร็จเขาก็ได้แต่ยกชาขึ้นจิบและนั่งเกร็งไม่พูดอะไร           “ว่าแต่ลูกสาวฉันล่ะ” คิริฮาระพ่อของยูมิถามถึงลูกสาว           “เอ่อคุณยมิเธอขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าน่ะครับ” ดนัยบอก           “เปลี่ยนเสื้อผ้าเหรออย่าบอกนะว่าก่อนที่ฉันจะมาเธอพึ่งทำกับลูกสาวฉันไปน่ะ” คิริฮาระพ่อของยูมิหรี่ตาจ้องมองดนัย           “ทำ ???” ดนัยตอนแรกก็งงว่าพ่อของยูมิหมายถึงอะไรแต่เมื่อสมองประมวลผลได้เขาก็หน้าแดงและรีบเอ่ยปฏิเสธ           “ไม่ครับไม่ได้ทำครับผมกับคุณยูมิพึ่งคบกันครับพวกเรายังไม่เคยมีเรื่องอย่างว่าเลยครับและที่คุณยูมิขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเพราะเธอพึ่งเลิกงานต่างหากล่ะครับ” ดนัยพูด           “ชิ...ยังไม่ได้ทำเหรอไม่ได้เรื่องเลยแบบนี้เมื่อไหร่ฉันจะได้อุ้มหลานล่ะเนี่ย” คิริฮาระพ่อของยูมิสบถออกมาเบาๆและพูดกับตัวเองซึ่งดนัยนั้นมัวแต่ลนลานอยู่จึงไม่ทันได้ฟัง           “เอ่อ...ว่าแต่ทำไมจู่ๆคุณลุง...”           “เรียกฉันว่าพ่อก็ได้ยังไงเธอก็คบกับลูกสาวฉันแล้วนี่” คิริฮาระพ่อของยูมิพูด           “จะดีเหรอครับ !!” ดนัยได้ยินแบบนั้นก็ลังเลเพราะเขาไม่แน่ใจว่ามันจะเสียมารยาทเกินไปหรือเปล่าถ้าจู่ๆก็ให้เรียกพ่อเลยทั้งที่พึ่งจะเคยพบหน้ากัน           “ไม่เป็นไรฉันอนุญาตให้เรียกได้หรือว่าเธอไม่เต็มใจเรียกอย่าบอกนะว่าเธอคบกับลูกสาวฉันแค่เล่นๆน่ะ” คิริฮาระพ่อของยูมิมองดนัยตาขวาง           “มะ...ไม่นะครับผมไม่ได้คบกับลูกสาวคุณลุ...คุณพ่อแค่เล่นๆนะครับผมน่ะค่อนข้างจริงจังกับคุณยูมิมากเลยทีเดียวเธอน่ะเป็นแฟนคนแรกของผมเลยครับแถมกว่าผมจะตัดสินใจคบกับคุณยูมิได้ก็หลังจากคุณยูมิสารภาพกับผมตั้งหลายเดือน” ดนัยบอก           “หือนี่ลูกสาวฉันสารภาพกับเธอก่อนเหรอเนี่ย !!” คิริฮาระพ่อของยูมิค่อนข้างแปลกใจเมื่อได้ยินว่าลูกสาวเขาสารภาพกับดนัยก่อนทั้งที่ปกติแต่ก่อนมีแต่ผู้ชายเข้ามาสารภาพกับลูกสาวเขาก่อนเป็นจำนวนมากแท้ๆ           “อะ...อ่าใช่ครับ” ดนัยยกมือขึ้นเกาหัวเขารู้สึกเขินยังไงก็ไม่รู้ที่เป็นคนพูดเองว่าเขาถูกสารภาพรักก่อน           “เรื่องนั้นช่างมันเถอะว่าแต่ระหว่างที่ลูกสาวฉันยังไม่มาช่วยเล่าให้ฟังหน่อยสิว่าเธอเจอลูกสาวฉันได้ยังไง” คิริฮาระพ่อของยูมิถาม           “ได้ครับเรื่องเริ่มจากตอนที่ผมกำลังหางานหลังจากเรียนจบ...” ดนัยเริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่ที่เขากำลังหางานและลองสมัครเข้าทำงานที่โรงพยาบาลทาเคนากะผ่านอีเมลและก็ได้รับการตอบรับเข้าทำงานจากนั้นเขาก็บินมาญี่ปุ่นเพื่อทำงานและยูมิก็เป็นคนมารับเขาที่สนามบินพร้อมทั้งกับพาเดินดูรอบโรงพยาบาล           จากนั้นก็ได้เป็นเพื่อนร่วมงานกันพอผ่านไปสักพักหลังจากฮิคาริกลับมาก็ได้อยู่ทีมผ่าตัดทีมเดียวกันซึ่งดนัยก็เล่าข้ามรายละเอียดเรื่องต่างๆไปเยอะมากซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องรายละเอียดเกี่ยวกับฮิคาริ           “งั้นเหรอแสดงว่าความรักของเธอและลูกสาวฉันเกิดขึ้นเพราะความใกล้ชิดสินะ” คิริฮาระสรุปเรื่องราวซึ่งดูเหมือนความรักของดนัยและยูมิจะเกิดขึ้นเพราะความใกล้ชิด           “ผมเองก็...” ดนัยไม่แน่ใจว่าจะตอบอย่างไรดีเพราะรู้สึกตัวอีกทีเขาก็โดนสารภาพรักเสียแล้วและหลังจากพิจารณาความรู้สึกตัวเองนานนับเดือนเขาก็ให้คำตอบแก่ยูมิแต่ในตอนนั้นเองก็มีเสียงกริ่งดังขึ้นเสียก่อน           ติ๊งต่อง !! ดนัยมองไปที่ประตูก่อนจะลุกขึ้นไปเปิดประตูห้อง           “ดนัยคะพ่อฉันมาหรือ...อ๊ะคุณพ่อ” ยูมิกำลังจะถามถึงพ่อของเธอแต่เมื่อมองเข้ามาในห้องของดนัยเธอก็เห็นว่าพ่อของเธอกำลังนั่งดื่มชาอยู่           “คุณพ่อคุณยูมิมาก่อนคุณยูมิไม่นานเองครับยังไงเข้ามาในห้องก่อนสินะครับ” ดนัยบอกให้ยูมิเข้ามาในห้อง           “ค่ะ” ยูมิพยักหน้าเธอเดินเข้ามาในห้องดนัยถอดรองเท้าออกและก็เดินไปนั่งตรงข้ามกับพ่อของซึ่งเป็นที่นั่งติดกับดนัย           “ยูมินี่ลูกพอมีแฟนแล้วก็ไม่อยากนั่งข้างพ่อแล้วงั้นหรือ” คิริฮาระพูดด้วยน้ำเสียงดูเหมือนจะน้อยใจ           “ไม่ต้องมาทำเป็นพูดเลยค่ะคุณพ่อคิดอะไรอยู่คะเนี่ยทำไมจู่ๆถึงมาหาแบบนี้” ยูมิไม่สนใจพ่อเธอที่กำลังน้อยใจ           “โธ่...ลูกรักก็พ่อได้ยินว่าลูกมีแฟนพ่อก็เลยอยากรู้นี่นาว่าแฟนของลูกเป็นคนแบบไหน” คิริฮาระพูด           “พ่อไม่เห็นจะต้องรู้เลยนี่คะเพราะยังไงพ่อก็แอบให้คนของพ่อตามสืบเรื่องเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของหนูอยู่แล้วไม่งั้นพ่อคงไม่รู้หรอกค่ะว่าหนูมีแฟนแล้วทั้งที่พึ่งจะตอบตกลงคบกันเมื่อวานแถมนี่ดูเหมือนจะแอบตามสืบเรื่องของดนัยมาแล้วด้วยสินะคะถึงขนาดมาโผล่ที่ห้องของดนัยโดยไม่ต้องถามหนูเลยสักนิด” ยูมิพูดซึ่งทางดนัยได้ยินดังนั้นก็ผงะไปนิดนึงเพราะนึกไม่ถึงว่าพ่อของยูมิจะสืบเรื่องของพวกเขามาหมดแล้วแถมยังดูเหมือนจะให้คนแอบตามสืบการใช้ชีวิตประจำวันของยูมิด้วย           “ยูมิลูกอย่าโกรธพ่อเลยน่าที่พ่อให้คนของพ่อตามสืบเรื่องชีวิตประจำวันของหนูน่ะเพราะถึงพ่อจะตามใจหนูให้หนูได้ออกมาใช้ชีวิตของหนูเองแต่หนูก็ยังเป็นคุณหนูตระกูลซานาดะอยู่นะถ้าเกิดไม่ให้คนของพ่อตามหนูไว้บ้างแล้วเกิดวันหนึ่งหนูโดนลักพาตัวขึ้นมาพ่อจะทำยังไงล่ะ” คิริฮาระพูด           “ฮึ...” ยูมิไม่เถียงอะไรเพราะเธอรู้ดีว่าเธอเป็นคุณหนูตระกูลซานาดะที่เป็นตระกูลที่รวยเป็นอันดับต้นๆของประเทศถึงแม้เธอจะถูกทางตระกูลปล่อยขนาดไหนแต่ยังไงทางตระกูลก็เป็นห่วงความปลอดภัยของเธอดังนั้นพ่อของเธอจึงส่งคนมาแอบติดตามเธอห่างๆ           ยะ...ยังกับในหนังนี่คุณยูมิเธอมีคนแอบติดตามคอยคุ้มกันอยู่ห่างๆตลอด 24 ชั่วโมงด้วยสินะ ดนัยคิดไปถึงในหนังที่คุณหนูผู้ร่ำรวยที่มักจะมีคนคุ้มกันคอยติดตามคุ้มครองอยู่ห่างๆซึ่งคนคุ้มกันพวกนี้มักจะคอยแอบติดตามอยู่ตามซอกตึกหรือดาดฟ้าโดยใช้กล้องส่องทางไกลอะไรพวกนั้น           “ว่าแต่ลูกกับแฟนของลูกจะแต่งกันเมื่อไหร่ล่ะ” คิริฮาระพ่อของยูมิถามขึ้นมาทำเอาดนัยที่กำลังยกชาขึ้นจิบถึงกับสำลัก           แค่ก !! แค่ก !! แค่ก !! แค่ก !! ดนัยสำลักน้ำชาจนยูมิต้องยกมือขึ้นลูบหลัง           “พูดอะไรของพ่อกันคะเนี่ยพวกเราพึ่งคบกันเองนะคะ” ยูมิพูด           “แล้วยังไงล่ะคบกันแล้วยังไงสักวันก็ต้องแต่งอยู่ดีหรือว่าเธอคิดจะคบแล้วเลิกกันฮะ !!” คิริฮาระพ่อของยูมิกวาดสายตามองมาที่ดนัย           “มะ...ไม่ครับผมไม่ได้คบกับคุณยูมิแล้วคิดจะเลิกหรอกนะครับแต่ว่าถ้าจะให้แต่งงานผมคิดว่าดูเหมือนมันจะเร็วไปเหมือนกันนะครับ” ดนัยไม่เคยคิดถึงเรื่องแต่งงานมาก่อนเพราะเขาเองก็ไม่เคยมีแฟนอีกอย่างยูมิก็เป็นแฟนคนแรกของเขาเสียด้วย           “นี่พ่อหนุ่มฉันขอพูดอะไรอย่างนะ...ฉันน่ะเข้าใจนะว่าโลกของคนธรรมดามันเป็นปกติที่จะคบกันไปสักพักแล้วค่อยแต่งงานแต่โลกของตระกูลซานาดะที่เป็นตระกูลที่มีทรัพย์สินสูงสุดเป็นอันดับต้นๆของประเทศแล้วมันต่างออกไปเพราะเมื่อมีข่าวหลุดออกไปว่าคุณหนูตระกูลซานาดะมีแฟนแต่ยังไม่มีข่าวเรื่องการแต่งงานหรือการหมั้นล่ะก็พอถึงตอนนั้นมันอาจจะสร้างความเสียหายให้ธุรกิจของตระกูลซานาดะได้” คิริฮาระพูด           “คุณพ่อคะ !!” ยูมิตวาดออกมาเสียงดังเพราะนึกไม่ถึงว่าพ่อของเธอจะพูดเรื่องนี้           ทางด้านดนัยที่ได้ยินว่าการคบกันของเขาและยูมิอาจจะสร้างความเสียหายให้ธุรกิจของตระกูลซานาดะได้ก็หน้าเสีย           “คุณยูมิครับนี่มันเรื่องจริงเหรอครับเรื่องที่การคบกันของผมกับคุณอาจจะสร้างความเสียหายให้ธุรกิจของตระกูลคุณน่ะ” ดนัยรีบหันไปถามยูมิซึ่งยูมิได้แต่เม้มปากไม่ตอบอะไร           “พ่อหนุ่มฉันจะตอบให้เองว่าการคบกันของพวกเธอโดยไม่ประกาศแต่งงานหรือประกาศหมั้นมันจะสร้างควายเสียหายอย่างไร” คิริฮาระพ่อของยูมิพูดกับดนัยจากนั้นเขาก็เริ่มเล่าไปเกี่ยวกับชื่อเสียงในกรณีของยูมิที่เป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลซานาดะซึ่งการที่ไปมีแฟนแล้วไม่มีข่าวคราวเรื่องการแต่งงานหรือการหมั้นออกมานั้น           มันอาจจะส่งผลให้ภาพลักษณ์เสียไปและทำให้หุ้นตกไปหลายจุดซึ่งราคาหุ้นในธุรกิจของตระกูลซานาดะก็ไม่ใช่น้อยๆ           ซึ่งทางดนัยเองก็เหงื่อแตกพลั่กเพราะเขานึกไม่ถึงว่าถ้าภาพลักษณ์ตระกูลเสียหายแล้วทำให้หุ้นตกอาจจะทำให้ทางตระกูลซานาดะเสียหายหลายพันล้านเยนได้           “แต่ว่าคุณพ่อคะ...”           “ยูมิพ่อเองก็ไม่ได้คิดจะบังคับให้หนูกับแฟนแต่งหรือหมั้นกันทันทีสักหน่อยก็แค่ประกาศออกไปอาจจะเป็นหมั้นกันในอีกครึ่งปีแล้วแต่งกันในอีกสองปีก็ได้” คิริฮาระพ่อของยูมิพูด           ยูมิที่ได้ยินแบบนั้นก็เงียบไปและหันมามองดนัย           “จริงด้วยสินะครับใช่ว่าจะต้องแต่งหรือหมั้นกันทนทีเสียเมื่อไหร่อาจจะเป็นปีหน้า...อีกสองปี...หรือสามปีก็ได้แต่ถ้าประกาศไปก่อนมันจะช่วยรักษาภาพลักษณ์และชื่อเสียงของตระกูลซานาดะเอาไว้สินะครับ” ดนัยพอจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้วว่าทำไมถึงต้องมีการประกาศการหมั้นหรือการประกาศการแต่งงานออกไปเพื่อรักษาภาพลักษณ์และชื่อเสียงของตระกูลซานาดะเอาไว้           “แฟนของลูกเข้าใจแล้วแบบนี้ก็ดีเอาไว้ถึงวันหยุดลูกลองพาแฟนลูกกลับไปที่ตระกูลไปคุยกับแม่และตาของลูกดูสักหน่อยแล้วกัน” คิริฮาระบอก           “เข้าใจแล้วค่ะคุณพ่อเอาไว้เดี๋ยวพวกหนูจะหาวันหยุดกลับไปที่บ้านเอง” ยูมิพยักหน้าและในตอนนั้นเองท้องของเธอก็ร้องขึ้นมา           จ๊อก !!!!!! ยูมิถึงกับหน้าแดงเพราะจู่ๆท้องของเธอก็ร้อง           “อ๊ะจริงด้วยสินะตั้งแต่กลางวันคุณยูมิก็ยังไม่ได้ทานอะไรเลยนี่นา” ดนัยลืมไปเลยว่าเขาจะต้องผัดข้าวผัดให้ยูมิ           “หือนี่ลูกยังไม่ได้กินข้าวเย็นเหรอให้พ่อพาไปร้านอาหารมั้ย” คิริฮาระถาม           “ไม่ต้องหรอกค่ะพ่อดนัยจะทำข้าวผัดรถไฟให้หนูกิน” ยูมิตอบปฏิเสธ           “หือข้าวผัดรถไฟเหรอมันเป็นยังไงล่ะนั่น” คิริฮาระถึงกับงงเพราะไม่รู้จักข้าวผัดรถไฟ           “มันเป็นข้าวผัดรถไฟน่ะครับถ้าอย่างไรคุณพ่อจะอยู่ทานด้วยกันมั้ยครับเดี๋ยวผมทำเผื่อเพราะข้าวที่จะเอามาผัดมันน่าจะพอสำหรับสามคน” ดนัยถาม           “ไม่ต้องหรอกค่ะดนัยเดี๋ยวคุณพ่อก็จะกลับแล้ว/เอาสิทำเผื่อฉันหน่อยแล้วกัน !!” ยูมิตอบปฏิเสธให้พ่อของเธอแต่พ่อของเธอดันตอบตกลงที่จะกินด้วยกันซะงั้น           ทางด้านดนัยได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ยิ้มออกมาและลุกขึ้นเดินไปที่ครัว           “เอาเป็นว่าผมจะทำออกมาสำหรับสามที่แล้วกันนะครับ” ดนัยพูดจากนั้นก็เริ่มรื้อพวกผักและข้าวที่แช่ตู้เย็นเอาไว้ออกมาทำข้าวผัดรถไฟให้ยูมิและพ่อของเธอกิน จบ...