ตอนที่ ๔
หลังจากการเดินทางมาหลายวัน ตอนนี้เด็กน้อยได้ประสบผลแห่งความพยายามแล้ว เมื่อถึงเหอเป๋ยยามบ่ายมันก็รีบเร่งไปยังบ้านมันทันที
"ท่านแม่..." มันกล่าวน้ำเสียงสั่นเคลือแววตาของมันตอนนี้สลดหดหู่ยิ่งนัก แต่เสียอย่างไร หวังจวินส่ายหัวขยับความคิดซึมเศร้าของมันออกพลางกล่าวกับตัวเองว่ามันมีงานจำเป็ต้องทำ มันเร่งรีบเก็บข้าวของอันเป็ความทรงจำวัยเด็ก อีกทั้งผ้าเช็ดหน้าของมารดาอันเป็สิ่งที่มันทราบว่าตลอดชีวิตที่อาศัยอยู่กับมารดาผ้านี้ซับเหงื่อและน้ำตาของท่านแม่มันมาเสียเท่าไหร่ มันเองแม้พยายามไม่คิดถึงผู้เป็มารดา น้ำตาก็ไม่อาจอดกลั่นอยู่ภายในได้
แล้วเด็กหนุ่มมาหยุดที่หน้าลังไม้เก่า ๆ ลังหนึ่ง มันคุกเข่าลงและเปิดหีบฝาขึ้นอย่างช้า ๆ ในนั้นก็มีถุงขาวบรรจุเถ้ากระดูกของมารดา และกระบี่เก่า ๆ เล่มหนึ่งอยู่
"ท่านแม่ ข้าขอโทษที่ต้องให้ท่านรอข้านานเสียเหลือเกิน แต่วันนี้ข้ามารับท่านแล้ว" พูดจบหวังจวินก็นำเถ้ากระดูกผู้เป็มารดามันเก็บไปในย่ามหลัง สายตาจับจ้องกระบี่เก่าอยู่เนิ่นนานก่อนจะนำมาห่อผ้าขาวและนำติดตัว
มันเร่งรุดไปลานหลังบ่อนไก่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็ที่ที่มันและสหายชอบไปเล่นกันเมื่อยามก่อน ไม่นานเด็กหนุ่มก็มาถึง แต่ทันใดนั้นเอง
"เอามันไปทิ้งซะ" เสียงชายแข็งกร้าวพลันตวาดมาจากประตูหลังบ่อนเบื้องหน้า ชายบึกบึนผู้หนึ่งก็โยนเด็กน้อยกลิ้งคลุก ๆ ออกมาโดยเร็ว มือของมันชี้หน้าพลางกล่าวต่อ
"เ้าฝาข้าให้เ้าสองชั่วยามจักจงนำเงินมาใช้หนี้เฒ่าแก่ ไม่งั้นเอ็งอย่าหวังจะอยู่ที่นี่" กล่าวจบชายผู้นั้นก็รีบกลับเข้าไป หวังจวินไม่รอทีพลันลงม้าวิ่งไปพยุง เด็กน้อยผู้ซึ่งนอนนิ่งอยู่ทันที
"ลูฝา เหตุใดเ้าจึงเป็หนี้พนันเสียได้" หวังจวินถามขึ้นโดยเร็ว ลูฝาเมื่อเห็นเป็สหายรักก็หาได้ตอบคำถามมันเองก็ถามหวังจวินโดยเร็ว
"เสี่ยวหวัง! เ้ากลับมาเมื่อไรเหตุใดไม่กลัวพวก ปี้ซิ้น" น้ำเสียงลูฝาเร็วแต่แฝงด้วยความห่วงใยเด็กหนุ่ม
"ข้าเพิ่งกลับมาไม่นาน เหตุคือมารับอัฐท่านแม่ ส่วนพวกอันธพาลข้าหาได้สนใจไม่ ว่าแต่เ้าเถิดเหตุใดสภาพทรุดโทรม และติดหนี้พนันขนาดนี้ มารดาเ้าไม่ว่ากระไรหรือ" สิ้นเสียง ลูฝาไม่ได้ตอบอะไรพลางก้มหน้าต่ำแววตาโศกเศร้าน้ำตาซึมก่อนจะกล่าวว่า
"เสี่ยวหวังั้แ่ที่เ้าจากไป มารดาข้าก็ล้มป่วย ด้วยความจนไม่มีเงินซื้อหยูกยารักษา แต่์โรคที่แม่ข้าประสบกลับรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต ข้าเองไม่รู้จักทำอันใดได้เพียงแต่ลักเล็กขโมย เสี่ยงดวงเล่นพนัน .... ตอนนี้ข้าไม่ต่างจากพวกที่เ้าเกลียดดอก" พูดจบลูฝาก็ร้องไห้โฮออกมายกใหญ่ เด็กหนุ่มเองก็สังเกตเห็นได้ว่าลูฝาพยายามอดทนอดกลั้น แต่เขาเข้าใจดี ความท้อแท้สิ้นหวังและเสียใจ มันมากล้นที่จะอดกลั้นเพียงไหน เขาจึงได้แต่ตบบ่าพลันกล่าว
"สหาย ข้าเข้าใจท่าน แต่ตอนนี้ข้ากลับมาแล้วหากเ้าประสงค์อยากติดตามข้าเหมือนเก่าก่อนข้าจะช่วยเ้าเองลูฝา" กล่าวจบใบหน้าลูฝาพลันตื้นตันปิติกล่าวถามโดยเร็ว
"เสี่ยวหวัง ท่านพูดจริงหรือท่าน" น้ำเสียงมันกระสับกระส่ายเล็กน้อย
"จริง" เป็คำตอบสั้น ๆ ห้วน ๆ แต่นั้นก็ทำให้ลูฝาดึงตัวมันเข้ามากอดทั้งน้ำตาเลยทีเดียว
สักครู่ใหญ่เมื่อทั้งสองกล่าวถามความเป็ไปในอดีตสองปีที่ผ่านมา หวังจวินก็แจงเหตุแก่ลูฝาทันใด มันเองก็เข้าใจถึงเื่ชุมโจรว่าอันตรายและจะทำตามแผนอย่างที่หวังจวินวาดไว้ก่อน เมื่อมันแจงกันเสร็จสิ้นหวังจวินก็พามันไปกินข้าวที่โรงเตี้ยมใกล้ ๆ ลูฝาแม้เห็นหวังจวินพกพาเงินมากมายก็หาได้ใ เพราะหวังจวินก็ได้บอกกล่าวเื่ตระกูลซ่งแก่มันและอาจารย์ของมัน สิ่งเดียวที่ไม่ได้บอกก็คือเื่ขุมทรัพย์เท่านั้น เมื่อกินดื่มจนอิ่ม ทั้งสองก็ต้องจากกันโดยหวังจวินจะไปหาขุมทรัพย์ต่อ แต่แกล้งบอกกับสหายว่าจะไปออกบวชในที่ที่ห่างไกล เด็กหนุ่มฝากบอกผ่านลูฝาถึงซ่งเฉวียนว่าเขาจะออกบวชอีกหกปี เมื่อเติบโตถึงเวลาจะกลับไปพบซ่งเฉวียนอีกครั้ง ส่วนลูฝาก็ได้ม้าเพื่อมุ่งสู่เจิ่งโจวแจ้งข่าวพร้อมทั้งไปรับใช้ตระกูลซ่งตามจดหมายแนะนำของหวังจวิน ก่อนไปหวังจวินเองก็ได้เขียนเคล็ดวิชากรุยชีพจรแก่ลูฝาอีกฉบับหนึ่ง อีกทั้งยังมอบเงินในการเดินทางและห่ออัฐมารดาเพื่อไปทำพิธีฝากถึงซ่งเฉวียน ลูฝาตอนนี้มันรู้ถึงจิตใจหวังจวินแล้วว่ามีน้ำใจปานใด แววตาซาบซึ้งปรากฏ หวังจวินเองก็เติบโตมากับเด็กผู้นี้พลันมือจับบ่ากล่าวหนักแน่น
"ลูฝา เมื่อข้ากลับไปเราจะร่วมผจญภัยเหนือใต้สร้างชื่อเสียงให้กว้างไกล" น้ำเสียงหวังจวินจริงจังยิ่งนัก
"ข้าจะรอคอยเสี่ยวหวัง ข้าจักศึกษาตำราพิชัยยุทธไว้รอเ้า หากภายหน้าข้าจักช่วยเหลือเ้าสุดความสามารถ ส่วนด้านวิทยายุทธอย่าได้คิดยัดเยียดแก่ข้าอีกเลย" น้ำเสียงลูฝาเองก็จริงจังไม่แพ้กัน หวังจวินเองรู้ถึงนิสัยผู้เป็สหาย และทั้งสองก็สั่งลาเล็กน้อยก่อนทั้งสองจะแยกจากไป
หนึ่งชั่วยามผ่านมาหวังจวินก็ไม่สามารถค้นหาแหล่งขุมทรัพย์ได้ แม้เขาจะเข้าใจจุดทุกจุดในแผนที่ก็ตามแต่บ่อน้ำที่ปรากฏเป็จุดอ้างอิงหาได้มีจริงไม่
"หรือว่ามันโดนทับถมตามกาลเวลาหนอ" เด็กหนุ่มนึก มันเองก็รู้สึกเหนื่อย จึงเก็บแผนที่แล้วพลันเดินทางไปยังหลังเขาเพื่อหลบหลีกอริเก่า ก่อนจะหาร่มไม้นอนหลับไป แต่ในหัวก็ยังครุ่นคิดถึงคำต่าง ๆ ในแผนที่สถานที่ทุกหนทุกแห่งที่กล่าวถึง
"วิหคฟ้าเมฆินล่องสมุทร นับเป็จุดเสี่ยงภัยเมื่อยามหนาว" เด็กหนุ่มนึก
"ก็คงจะเป็ป่าอีแร้งหลังเขา" เขานึกต่อเพราะจดจำได้ว่าที่นั้นมีตำนาน มนุษย์หิมะเมื่อยามหนาว
เขาเองแม้ตอนแรกสงสัยอีแร้งกับวิหคต่างกันแต่ก็พอจะคาดคะเนได้ว่าการเวลาผ่านชื่อเรียกก็ต้องผ่านเปลี่ยน
"อีกที่หนึ่งก็ห่างกันอยู่ราวคนละฟาก ทำไมจุดอิงถึงได้ห่างกันมากมายแท้หนอ" เด็กหนุ่มนึกต่อเมื่อคิดถึง สถานที่อีกสามแห่งที่นึกออก แต่ไม่นานเขาก็พล่อยหลับไป
นานเท่าไรไม่ทราบเด็กหนุ่มงัวเงียตื่น บรรยากาศรอบตัวพลันหนาวอีกทั้งความมืดครอบงันน่ากลัวยิ่งนัก หวังจวินยันกายขึ้นมาช้า ๆ ขยี้ตานิดหน่อยเมื่อสายตาเริ่มชินกับความมืด เขาก็เดินไปยังลานป่าแฝกทางขวาซึ่งไม่ไกลนัก ที่แท้เด็กหนุ่มมาปลดทุกนี้เอง สายตาเขามองเหม่อไปไกล จับจ้องธรรมชาติดวงดาวบนฟากฟ้าอันสวยงามพลางนึกสงสัย
"ดูๆ ไปมันก็คล้ายแผนที่เช่นกัน ไม่แน่มันอาจบอกถึง์" เด็กหนุ่มคิดแต่ก่อนที่ความคิดจะพ้นจากหัว ดวงตาหวังจวินพลันเบิกโตส่องประกายอีกทั้งยังอุทานคำหนึ่ง
"ดาว! " เสียงเด็กน้อยดังสนั่น หวังจวินพลันหลับตานิ่งงันในหัวของเขาตอนนี้คิดถึงจุดต่าง ๆ ที่ถอดความได้ พลางสะบัดมือวาดรูปกลางอากาศไปมา สักครู่ตาของเด็กชายก็ลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ ตอนนี้มันเข้าใจแล้วว่า จุดอิงในแผนที่ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วแผนที่มีความสำพันธ์ฉันใด มันเองที่คิดได้ก็เพราะได้ฟังเื่เล่าจากซ่งเฉวียนว่า ฉินซีฮ่องเต้มีอาจารย์บู้ห้าคนอีกทั้งคนทั้งห้าล้วนเป็ศิษย์ม่อ จึงไม่แปลกเลยที่จะนับถือดวงชะตาตามดวงดารา และเมื่อพิจารณาจุดทั้งสี่แม้ไม่รู้จุดที่ห้าก็พอจะคาดเดาออกว่ามันเป็รูปดาวห้าแฉก และเมื่อลากจุดวาดขึ้นมาก็จักเกิดจุดกลางอันเป็ที่ๆ เด็กหนุ่มปักใจว่าเป็ที่อยู่ของขุมทรัพย์
เมื่อเสร็จกิจ หวังจวินพลางรุดไปในเมืองโดยเร็ว มันเองรู้ว่าตกดึกเช่นนี้อันธพาลคู่อริจักต้องตระเวนขโมยของจึงระวังตัว แอบซุ่มอยู่ไม่ไปในที่โล่งแจ้งเกินไปนัก ครั้นแล้วเมื่อแสงสว่างเพียงพอเด็กหนุ่มก็ล้วงแผนที่ขึ้นมาดูอีกครา ตอนนี้แผนที่บ่งบอกเด็กน้อยว่าทางเข้าขุมทรัพย์อยู่ที่แห่งใด มันคือบ่อน้ำธรรมดากลางอำเภอเท่านั้นเอง เพียงแต่ที่นี่แปลกหน่อย น้ำจะเต็มอยู่ตลอดไม่ว่าหน้าไหน จะมีเพียง่เข้าฤดูหนาวเท่านั้นที่น้ำในบ่อจักลดลงไปครึ่งหนึ่ง ซึ่งก็ไม่มีใครทราบเพราะเหตุใด
"เอ่ น้ำบ่อนี้ไม่ใช่บ่อที่ระบุไว้ในแผนที่แต่เป็จุดตัด แต่มันก็ถูกใช้มาแต่ครั้งไหน ๆ เหตุใดไม่มีผู้พบเจอ" เด็กน้อยคิด แต่ถึงอย่างไรเขาก็ต้องไปยังสถานที่จริงเสียก่อน ไม่นานเท่าไหร่เด็กหนุ่มก็มาถึง มันพลางหันซ้ายแลขวาว่ามีใครอยู่หรือไม่ก่อนจะนำเชือกลำเลียงน้ำผูกมัดไว้กับเสาข้างบ่อและไต่ลงมา หวังจวินเองตอนนี้ก็แปลกใจในชะตา เพราะ่นี้น้ำในบ่อลดลงถึงขีดสุด จึงง่ายต่อการสำรวจของมัน เด็กน้อยค่อย ๆ ไต่ลงมาอย่างระมัดระวัง สายตามองสู่เบื้องล่าง ทุกย่างของเด็กหนุ่มนับว่ารอบคอบยิ่งนัก เมื่อมาจนถึงจุดระดับน้ำเด็กหนุ่มถึงกับตกตะลึง มันมีโพรงใหญ่พอที่จะให้คนเข้าไปได้อยู่ เด็กหนุ่มไม่รอช้ามันเร่งรีบเข้าไปทันที แต่ถึงอย่างไรมันก็พอเข้าใจว่าขุมทรัพย์ทุกแห่งย่อมมีกลไกลป้องกันอยู่ เด็กน้อยจึงพยายามระมัดระวังเป็พิเศษ สายตามองทุกอย่างก่อนย่างเท้าสืบไป ตอนนี้เด็กหนุ่มเริ่มแลเห็นว่าดวงตามันชินกับความมืดยิ่งนัก อาจเพราะมันเองตอนนี้มีกำลังภายในบริสุทธิ์เพราะกรุยชีพจรด้วยตนเอง จึงทำให้ประสาทััว่องไวเหนือคนธรรมดา
เด็กน้อยเข้าไปนานถึงหนึ่งส่วนสี่ชั่วยามก็เพิ่งจะได้ระยะไม่แปดสิบก้าว การเดินทางเป็อย่างล่าช้าเพราะมันไม่ได้วู่วามเร่งร้อนจนลืมความรอบคอบไป แต่แล้วมันก็ต้องแปลกใจเมื่อพบทางตัน
"เอ่ จะมีทางลับกลซ่อนอยู่หรือปล่าว" เด็กน้อยนึก มือทั้งสองคลำหาทั่ว แล้วมันก็พบบางอย่างสิ่งที่ััมือ มันไม่ใช่ทั้งกรวด โลหะ แต่เป็กระเบื้องแผ่นหนึ่ง เด็กน้อยพยายามใช้มือเอาสิ่งเปรอะโดยทั่วออก แม้สายตามันชินกับความมืดก็ไม่สามารถมองเห็นชัดเจน จึงนำพุกไฟที่เด็กหนุ่มประดิษฐ์เองมาจุดขึ้น แต่ก่อนจุดมันก็สูดดมโดยทั่วว่าไม่มีสิ่งติดไฟ เมื่อแสงไฟของมันเองส่องสว่าง ภาพเบื้องหน้ามันก็คือ กระเบื้องเคลือบโบราณอันหนึ่งเด็กน้อยเห็นเข้าทีก็กดดันโดยพลัน ...แต่หาได้มีปฏิกริยาใด ช่องทางยังคงปิดตายอยู่เช่นเดิม เด็กน้อยเองก็รู้สึกผิดหวัง แต่มันก็ไม่ละความพยายาม มือยังกระแทกกระเบื้องอยู่ แล้วสิ่งที่มันพยายามก็เกิดผล กระเบื้องน้อยพลันแตกลง ปรากฏให้เห็นช่องข้างใน มันคลับคล้ายมีคันโยกเก่าๆ อยู่ หวังจวินจึงลองใช้มือล้วงไปขยับดู
ตูม!
เสียงกำแพงเบื้องหน้าล้วงหล่น ปรากฏช่องทางอีกครั้ง เด็กน้อยรู้สึกปลื้มปิติยิ่ง ทางเส้นดังกล่าวปกคลุมด้วยเส้นใยแมงมุม เด็กน้อยจึงยื่นพลุไฟไปเบื้องหน้ามือแหวกใยก้าวเท้าสืบไป เนิ่นนานผ่านไป ทางที่เด็กหนุ่มก็ไม่มีวี่แววจะสิ้นสุด มันทั้งขึ้นสูงลงต่ำ เด็กหนุ่มเองก็เริ่มหายใจลำบาก และแล้วมันก็พบแสงไฟเรืองรองสีทองประหลาด มันเป็ขุมทองคำมากมายมหาศาล แม้ฝุ่นเกาะก็มิอาจปิดบังแสงสะท้อนเรืองรองนี้ได้ เด็กหนุ่มเองก็ไม่นึกว่ามันจักพบง่ายถึงเพียงนี้ มันวางทอดยาวอยู่ในห้องข้างหน้า มันโอ้งโถงใหญ่ สายน้ำไหลเป็ธารรอบรอบอยู่ หวังจวินสืบเท้าเข้ามานิ่งงัน ในหัวของเขาขาวโพลนยิ่ง แต่แล้วก่อนที่เขาจะยินดีกับการค้นพบก็มีเสียงทุ้มต่ำก้องกังวานไม่รู้ทิศ
"เ้าเป็ใคร เหตุใดถึงย่ามกรายเข้ามาในที่แห่งนี้" เสียงนี้เป็เสียงชราแก่ ปนด้วยเสียงไอออกมาเล็กน้อย เด็กหนุ่มตอนนี้สีหน้าซีดขนัด เขาไม่นึกว่าที่แบบนี้จะมีมนุษย์อยู่ได้ แต่ถึงยังไงก็รวบรวมสติกล่าวตอบ
"ข้าน้อย นามหวังจวิน เข้ามานี้เพราะว่าบังเอิญพบแผนที่อันนำข้าพเ้ามาสู่ที่สุสานแห่งนี้ขอรับ" จวินน้อยตอบ ไม่ปิดบัง
"สุสาน! " เสียงชายแก่พึมพำ ก่อนมันจะกล่าวต่อว่า
"งั้นเ้าคงรู้แล้วกระไรว่าที่แห่งนี้เป็ที่ของผู้ใดกัน เ้าหนุ่ม"
"ขอรับ ที่แห่งนี้จากคำที่ข้าพเ้ายินมาเป็สุสานของสนมองค์ฮ่องเต้ราชวงศ์ฉิน" เพียงสิ้นเสียง เด็กหนุ่มเสียงชายแก่กล่าวถามโดยเร็วด้วยความใ
"ราชวงศ์ฉิน เ้าหมายความว่ายังไง ราชสำนักเป็เยี่ยงไร" น้ำเสียงนั้นทำเอาหวังจวินงงเล็กน้อย ว่าเหตุใดเ้าแก่ผู้นี้จึงไม่รู้เื่ราวนับร้อย ๆ ปี อย่างไรเสียน้ำเสียงของเขาก็กังวานพอจะทำให้ถ้ำลับแห่งนี้สั่นะเื
คำถามนั้นดังซ่านอยู่ในใจเด็กหนุ่ม แต่เขาเองก็ไม่อาจรู้ว่าจักอธิบายเื่นี้กับชราเฒ่าผู้นี้อย่างไร ลมหายใจถี่หอบไม่เป็จังหวะอันเป็ปกติของผู้ที่อยู่ในสภาวะกดดันดังขึ้นภายในลำคอเด็กหนุ่ม ตอนนี้เขาเพิ่งรู้สึกว่าตัวเขาอยู่ในห้วงปราณอันรุนแรงมหาศาลสายหนึ่ง ซึ่งมันบีบเขาจนรู้สึกอึดอัดและแน่นอนมันมาจากชราเฒ่าผู้้าคำตอบจากปากเขานั้นเอง
"เ้าไม่คิดจะบอกข้าเลยหรือเ้าเด็กน้อย" เสียงชราเฒ่าดังซ่านมาอีกครั้ง แต่ครานี้แฝงปราณอันรุนแรงหัวใจหวังจวินพลันสั่นสะท้าน
"ท่านผู้เฒ่า ข้าพเ้าหาที่จะได้ปิดบังแก่ตัวท่าน แต่เหตุที่ข้านั้นไม่อาจกล่าวคำใดเพราะสงสัยในเื่ราว อันเป็ตำนานเล่าขานขององฮ่องเต้ฉิน เหตุใดท่านไม่อาจรู้ได้ เพราะเื่เหล่านี้แม้แต่เด็กขอทานข้างถนนก็คงรู้? " เสียงเด็กน้อยตอบ ความจริงกว่าเขาจะตอบก็ได้ แต่ต้องโคจรพลังมากพอดูถึงต้านแรงกดดันของชราเฒ่า
"อืม เ้าเด็กน้อยเ้าไตร่ตรองได้ถี่ถ้วนนัก แต่เอาเถิดหากเ้าไม่ตอบเดี่ยวนี้ข้าจักฆ่าเ้าไว้ที่นี่" คำสุดท้ายของชราเฒ่ามุ่งมั่นและเอาจริง หวังจวินครานี้รู้ว่าหากเซ้าซี้ถามบ่ายเบี่ยงประเด็นจักเป็ภัยแก่ตน มันจึงละความสงสัยตอบไป
"ได้ท่านผู้เฒ่า หลังจากฉินอ่องต แผ่นดินก็เกิดระส่ำระสายแตกแยกหัวเมืองลุกฮือ เล่าปัง และเซี้ยงอวี่ได้ฏขึ้นจนกำราบทั่วแผ่นดิน สถาปนาราชวงศ์ใหม่ แต่ก็ไม่อาจอยู่ยั่งยืนยง สี่ร้อนปีต่อมา ราชวงศ์ฮั่นของเล่าปังก็พลันสลาย และก็เป็แบบเดิมเรื่อยมาจนบัดนี้อยู่ในยุคของราชวงศ์ถังครับ" เสียงเด็กหนุ่มกล่าวฉะฉาน แต่เมื่อจบประโยคไปก็หาได้มีเสียงอันใดตอบกลับมาพลังปราณที่กดดันหวังจวินอยู่ ๆ ก็สลาย ไม่รู่ผ่านไปนานเท่าไรที่หวังจวินตั้งสมาธิรอฟังคำถามต่อ แต่ไม่ปรากฏ และแล้วเสียง ๆ หนึ่งก็ล่องลอยออกมา มันหาใช่คำถามเพียงแต่เป็เสียงร่ำไห้ที่โศกเศร้าอาดูรยิ่งกว่าใคร
"ท่านผู้เฒ่า? เหตุใดท่านถึงร่ำร้องเสียใจปานฉะนี้" หวังจวินเองก็งงอยู่เช่นกัน
"เ้าหนุ่ม เ้ารู้หรือไม่ข้าเป็ใคร? " เสียงชราตอบน้ำเสียงของเขาแหบพร่า
"ข้าไม่อาจรู้ได้ แต่ไม่ทราบว่าท่านจักบอกกล่าวให้ข้าพเ้าได้ทราบหรือไม่" เด็กหนุ่มตอบ
"ได้ นามข้านั้นไซร้นับแต่ก่อนบุคคลทั่วพิภพรู้จัก ใต้หล้าหย่ำเกรง หวังเจี้ยน! แต่ไม่รู้ว่าบัดเดี่ยวนี้จักมีใครจดจำได้ไม่" สิ้นเสียง เด็กหนุ่มพลันตะลึงงันหวังเจี้ยนไม่ใช่ว่ารู้จักกันในอดีต แต่หากรู้จักกันมานานนับแปดร้อยปีด้วยเป็ขุนศึกคู่บบัลลังก์ของฉินอ๋อง แต่เหตุใดเล่าคนยุคนั้นถึงมาสู่ยุคนี้ได้ คำถามมากมายภายในหัวหวังจวินคล้ายจะะเิออก เขาเองแม้ชำนาญแต่ก็มิอาจจับพิรุจแววโกหกของชราเฒ่า และเมื่อยิ่งประกอบกับเื่ที่ผ่านมา ยิ่งทำให้เขาโน้มใจที่จะเชื่อ แต่ถึงอย่างนั้นสมองและสติสัมปชัญญะของเขาเองก็หักให้เชื่อไม่ลง ด้วยเหตุนี้เด็กน้อยจึงได้แต่อ้าปากค้างตะลึง
"อ่าาา เ้ารู้จักข้า แต่...เ้าไม่เชื่อข้าสินะหวังจวิน" เสียงชรากล่าวต่ำครานี้ถึงกลับเรียกชื่อเด็กหนุ่ม
"ท่ะ..ท่านจักให้ข้าพเ้าเชื่อเช่นไรกาลเวลาล่วงเลยผ่านมาเนิ่นนาน ท่านกลับมีชีวิตอยู่ หากท่านไม่ใช่ผี ข้าก็ไม่ใช่คนแล้ว" เด็กหนุ่มตอบ สะอึกสะอื้น
"ฮ่า ๆ ๆ เ้านี้ตลกดีนี้เด็กน้อย เอาล่ะเ้าเคยได้ยินอิ้งเจิ้ง (นามเดิมฉินซี) สืบเสาะหายาะหรือไม่? " เสียงชราเฒ่าดังกู่ก้อง แต่คราวนี้เบื้องหน้าเด็กหนุ่มพลันปรากฏเงาคนผู้หนึ่งสืบเท้าเข้ามาใกล้ตัวเขาด้วยเช่นกัน เด็กน้อยเมื่อเห็นดังกล่าวก็ก้าวถอยหลังตั้งท่าป้องกันสามก้าวทันที
“รู้! แต่นั้นมันไม่ถูกบันทึกปรากฏว่าพบจริงเป็จริง และฉินอ๋องหากพบเจอยาะจริงเหตุใดฉินอ่องตได้เล่า ถ้าหากไม่ท่านขโมยหรือเื่ที่กล่าวมาเป็คำลวง” น้ำเสียงเด็กหนุ่มตอนนี้หาได้ใกลัวแล้ว เพราะเขาตั้งสติได้ และตอบพร้อมเตรียมรับมือตามเหตุผล
"ฮ่า ๆ ๆ ยิ่งได้คุยข้ายิ่งชอบเ้าเอาล่ะ เ้านั่งก่อน" กล่าวจบเงานั่นสะบัดมือ ทันใดลมปราณอันรุนแรงคล้ายปราณกระบี่พุ่งลงสู่พนังถ้ำเจาะรูหินใหญ่สองก้อนตกกระเด็น ปราณแสงสายนั้นไม่อาจหายไปยังคงลิ่วลอยกัดกินเนื้อหินจนเป็รูปสี่เหลี่ยมสองก้อนพอดิบพอดีที่จะนั่งได้ปรากฏขึ้นมา เมื่อเสร็จสิ้น ตั่งนั่งหินสองก้นก็ล่วงล่นสู้เบื้องหน้าหวังจวินทันใด
"เยี่ยม" เด็กหนุ่มอุทานโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเบิกกว้างจับจ้องผลงานจากยอดดัชนี
"เ้านั่งเถิด" ชายแก่กล่าวตา พลางเดินเข้ามาปรากฏนั่งก่อน ใบหน้าของเขาซูบผอมอายุราวเก้าสิบปี แต่ไม่อาจระบุแน่ชัด ทั่วร่างกายตอนนี้อ่อนแอมากแล้ว ใส่เสื้อฝ้ายสีน้ำตาลอ่อน หนวดเครายาวดุจเซียน์ ร่างกายชราเฒ่าผู้นี้ไม่อาจมองออกได้ว่าเป็ยอดคนยุคแรกแห่งใต้ล้าได้เลย ยกเว้นก็แค่ดวงตา
เด็กหนุ่มรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปนั่งดังคำเชิญ ตอนนี้สายตาทั้งสองจับจ้องซึ่งกันและกันแล้ว
"เ้านี้พึ่งฝึกยุทธไม่นานนี้ จวินน้อย" ชายแก่กล่าวเนิบๆ หวังจวินไม่ได้ไตร่ถามอันใดเพราะเขารู้ว่าเื่แบบนี้ยอดฝีมือต้องดูออก
"เอาละเ้าอยากรู้ เื่ของข้าใช่หรือปล่าว จวินน้อย" ชราเฒ่ากล่าวต่อยิ้ม ๆ
"ใช่ หากท่านกล่าวมีเหตุผลข้าอาจจะพิจารณาคำลวงของท่าน" หวังจวินตอบ น้ำเสียงแข็งกร้าวไม่ยอม เพราะเขามั่นใจเื่เช่นนี้ไม่อาจเป็ไปได้
"ฮ่า ๆ ๆ ได้ ๆ เอาละเ้ารู้ว่าอิ้งเจิ้งได้ส่งคนไปยังดินแดนต่าง ๆ สืบหายาะ ใช่มันพบ แต่แล้ว์เมื่อรู้จุดประสงค์ของอิ้งเจิ้ง ก็กลับลงโทษแก่ตัวเขาเอง เฮ้อ มันน่าเศร้ายิ่งนัก วันนั้นข้าจำได้ดี...." ชราเฒ่ากล่าวเนิบ ๆ ดวงตาทอดยาวไปยังพนังหิน แต่เลื่อนลอยและมองออกไกลคล้ายกลับสู่อดีต