ตอนที่ 49 ต่อให้สามกระบวนท่า
ขณะลานประลองที่สี่กำลังเข้าสู่รอบประลองที่ห้าลานประลองที่หนึ่งระหว่างลู่ชางกับเหลยเทา กับลานประลองที่สองระหว่างหงส์เยี่ยกับเหลียงผิงอันก็กำลังเริ่มเช่นกันในเด็กจากสำนักที่ยี่สิบเอ็ดที่ไม่มีสิ่งใดกระทำนอกจากนั่งเฝ้ามองทั้งสามลานประลองอย่างเอาใจช่วยก็คือเด็กอ้วนลู่เฉียวเพียงผู้เดียว
ลานประลองที่หนึ่งเหลยเทากับลู่ชางได้เริ่มบรรเลงวรยุทธ์กันนานกว่าครึ่งชั่วโมง เหลยเทาร่ำเรียนฝ่ามือสายฟ้าคำรนที่โดดเด่นด้านรวดเร็ว ทรงพลังนับเป็นคู่ประลองที่เหมาะกับลู่ชางที่มีเพลงหมัดล่องหนภูตผียากหยั่ง ทั้งคู่ต่างไม่มีผู้ใดยอมลงเหลยเทาได้เปรียบด้านพลังฝึกปรือที่อยู่ระดับกำเนิดพลังขั้นห้ากลางๆเหนือกว่าลู่ชางหนึ่งระดับ หากปะทะตรงย่อมเหนือกว่าอย่างไม่ต้องสงสัยแต่ลู่ชางมีพลังหมัดที่ลี้ลับยากต้านรับ ท่าเท้ารวดเร็วประดุจภูตพรายกลายเป็นการต่อสู้ดุเดือดอย่างมากสุดท้ายภายใต้ไม้ตายลับแขนงหนึ่งเหลยเทาบาดเจ็บหนักจนต้องยอมแพ้ในที่สุดกลายเป็นหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของเมืองเริ่มต้น ที่เด็กจากสำนักที่ยี่สิบเอ็ดเข้ารอบสี่คนสุดท้าย
ลานประลองที่สอง เหลียงผิงอันกับหงส์เยี่ย หนึ่งสตรีรูปร่างสูงสมส่วนดูทะมัดทะแมงราวกับเด็กชายภายใต้ใบหน้ารูปไข่ ปรากฏดวงตากลมแฝงความเฉลียวฉลาดและถือดี รับกับคิ้วดกหนาปากยาวมองดูไม่เชิงยิ้ม สร้างเป็นบุคลิกที่โดดเด่นที่พบเห็นเพียงครั้งไม่อาจลืมเลือน อีกหนึ่งสตรีรูปร่างสูงอ้วนท้วนสมบูรณ์ขัดกับใบหน้าสมส่วนรูปคิ้ว ตา จมูกปาก สองแก้มยุ้ยที่มีลักยิ้มน่ารักสร้างเป็นบุคลิกอีกแบบที่ทัดเทียมกัน
เด็กหญิงทั้งสองต่างเป็นยอดฝีมือระยะไกลที่หาได้ยากอย่างมากในโลกเทวะอาจจะด้วยเพราะต่างเป็นนักธนูเหมือนกัน ความเป็นปรปักษ์อย่างไม่ทราบสาเหตุตั้งแต่เริ่มการประลองทั้งคู่ต่างแสดงฝีเท้ารวดเร็วปานสายลม เคลื่อนที่ชิงจังหวะได้เปรียบธนูปราณถูกใช้ออกเห็นเหมือนสายฝนโหมกระหน่ำ ลงมาทั่วทิศทางส่วนใหญ่เป็นหงส์เยี่ยเป็นผู้โจมตีก่อน และทุกครั้งยอดฝีมืออันดับหนึ่งของพรรคปีกวายุเหลียงผิงอันจะใช้ธนูปราณต้านรับไม่ว่าจะเป็นการโจมตีแบบสายฝน แบบรวมพลังเป็นหนึ่ง หรือแบบพลิกแพลงเหลียงผิงซานจะใช้การโจมตีแบบเดียวกันหักล้างทุกครั้งสมกับเป็นยอดฝีมืออันดับแห่งเมืองเริ่มต้น
หึ...หงส์เยี่ยรู้สึกขัดใจอย่างมากเท้านภาเคลื่อนวูบถอยไปด้านหลังกว่าสิบก้าว กระแสลมปราณจำนวนมากกว่าห้าส่วนถูกดูดเข้าไปในธนูธนูม่วงทองพลันแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ขั้นที่สอง ที่มีขนาดยาวใหญ่ขึ้นกว่าเดิมสามส่วนที่ด้ามยังมีปีกสีทองเล็กงอกออกมา ควรรู้ว่าอาวุธจากหอศาสตราเทพสามารถเปลี่ยนรูปได้สามขั้นแต่ละขั้นจะทำให้อาวุธเหล่านั้นทรงพลังแข็งขึ้นอย่างมากแต่การจะกระตุ้นให้อาวุธเข้าสู่ขั้นต่อไปได้ ต้องอาศัยลมปราณจำนวนมหาศาล รวมถึงสำนึกรู้ในอาวุธต้องลึกล้ำเพียงพอ
พลังธนูม่วงทองขั้นที่สองเพิ่มขึ้นมากกว่าห้าส่วนส่งผลทำให้พลังธนูปราณเพิ่มขึ้นห้าส่วน ความเร็วเพิ่มขึ้นเจ็ดส่วน หงส์เยี่ยยิงธนูออกสามครั้งซ้อนครั้งแรกเป็นธนูพุ่งเป็นเส้นตรงที่รวมรั้งพลังสู่จุดเดียวจนมีพลังทะลุทะลวงสูงมากครั้งที่สองเป็นธนูที่แยกกระจายเป็นร้อยเป็นพันพุ่งสูงขึ้นบนฟ้าเดินทางเป็นเส้นโค้งก่อนจะพุ่งลงมาด้วยความเร็วเพิ่มเป็นสองเท่าครั้งที่สามสร้างเป็นธนูปราณสามสายขนาดใหญ่มหึมาพุ่งออกมาที่หลังกลับบรรลุถึงก่อนอย่างน่าอัศจรรย์
พลังธนูที่ถูกปล่อยมาทั้งสามครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ทำลายแทบทั่วทุกตารางนิ้วของลานประลองนับเป็นการทุ่มสุดกำลังของหงส์เยี่ยตอนนี้แล้ว
เหลียงผิงอันมองการโจมตีที่พุ่งเข้ามาด้วยสายตาชื่มชมตลอดการประลองตนเองได้ใช้ความเข้าใจในธนูที่ลึกล้ำเลียนแบบวิธีปล่อยธนูของหงส์เยี่ยอย่างหยอกเย้าเล่นแม้จะปล่อยที่หลังกลับมีสปีดความเร็วที่ใกล้เคียงกัน แต่ในครั้งนี้ เป็นการโจมตีสามครั้งติดต่อกันที่รวดเร็วฉับไวการใช้พลังและการปล่อยที่ซับซ้อนจนไม่อาจคัดลอกได้ วิธีการใช้ธนูครั้งนี้ของหงส์เยี่ยได้ไปสะกิดธาตุทรนงในตัวของยอดฝีมืออันดับของเมืองเริ่มต้นขึ้น คิ้วดกหนาต้องยกขึ้นสูงธนูที่ดำยกขึ้นมือซ้ายเหนี่ยวสายธนูยืดออกหากแต่ไม่ปล่อยออก รอบกายปรากฏขุมลมปราณขนาดมหึมาครอบคลุมร่าง ที่ธนูดำปรากฏศรปราณยืดยาวออกมาพริบตาที่ปล่อยศรธนูออกมาเหล่าพลังปราณธนูที่จู่โจมเข้ามาต่างเบี่ยงเบนทิศพุ่งเข้าใส่ศรธนูที่เหลียงผิงอันปล่อยออกมาราวกับถูกพลังบางอย่างดึงดูดเข้าหาชักพาพลังทั้งสองกลุ่มโจมตีสวนกลับอย่างรวดเร็วประหนึ่งฟ้าผ่าลงมา
บึ้ม.... พลังทำลายเป็นสองเท่าถล่มใส่ตรงที่หงส์ยืนอยู่ แม้แต่ลานประลองที่แข็งแกร่งยังเกิดเป็นรอยแตกร้าวไปทั่วฝุ่นผงฟุ้งกระจายเป็นเป็นหมอกหนาไม่อาจมองเห็นว่าผลเป็นเช่นไร
วิ้ง...เสียงบางอย่างดังขึ้น ฝุ่นผงบังตาเปิดออกเผยให้เห็นโล่พลังงานโปร่งใสราวปีกจั่กจั่นหงส์เยี่ยยืนอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่มีแม้แต่รอบขีดข่วนสายตาเปล่งประกายแวววับจับจ้องที่เหลียงผิงอัน
“ธนูของเจ้าพิเศษนัก” เหลียงผิงอันลดธนูลงกล่าวอย่างใคร่สนใจ“ปกติอาวุธเมื่อเข้าสู่ภาวะที่สองพลังของผู้ใช้จะเพิ่มขึ้นตามลำดับแต่อาวุธที่เกิดคุณสมบัติพิเศษนับว่าหายากยิ่งกว่ายาก เจ้าโชคดีจริง”
“เจ้ากลัว?” หงส์เยี่ยยกยิ้มที่มุมปาก
“เจ้าคิดว่ายังไงละ” เหลียงผิงอันยิ้มออกมา “เริ่มกันต่อเลยหรือว่าจะพักสักครู่”
“หึ...ไม่สู้ละ สู้ไปก็ไม่ชนะ” หงส์เยี่ยเบ้ปากเก็บธนูม่วงทองเข้าไปในสำนึกสีหน้าไม่เป็นกังวลกับผลการต่อสู้แม้แต่น้อย “ แม้จะน่าเจ็บใจ แต่แพ้ก็คือแพ้ เจ้าอยากจะเย้ยหยันอย่างไรก็ได้” หงส์เยี่ยกล่าวจบกระโดดลงเวทีประลองไปทันที
“เดี๋ยวก่อน...ศรปราณไม่ควรใช้บ่อยเกินไป”เหลียงผิงอันหยิบลูกศรที่สร้างจากไม้ออกมาจากแหวนมิติ โยนไปให้เด็กหญิงเบื้องหน้า“ผู้ใช้ธนู แต่ไม่รู้แม้แต่วิธีใช้ที่ถูกต้อง รีบๆตามหลังข้ามาให้ทันละ”
เหลียงผิงอันหันหลังเดินกลับออกไปบนใบหน้าประดับรอยยิ้มน้อยๆปล่อยให้หงส์เยี่ยกำลูกศรในมืออย่างเจ็บใจได้แต่เดินฮึดฮัดไปนั่งข้างเด็กอ้วนลู่เฉียวแต่อดนึกถึงคำกล่าวประโยคสุดท้ายของเหลียงผิงอันไม่ได้
ลานประลองที่สองจบลงด้วยเสียงประกาศจากกรรมการ เหลียงผิงอันยอดฝีมือจากพรรคปีกวายุกลายเป็นคนที่สามที่เข้าสู่รอบสี่คนสุดท้าย
ณ.ลานประลองที่สี่ โจวหังซานมองเด็กชายหินอย่างพิจารณาด้านสัมผัสพลังของคู่ต่อสู้เบื้องหน้าอ่อนด้อยจนน่าสมเพทหากความรู้สึกส่วนลึกสั่นสะท้านไม่เข้าใจแผ่ซ่านออกมาความรู้สึกนี้สร้างความหงุดหงิดอย่างมาก
“สามกระบวนท่า...ข้าจะต่อให้เด็กขยะสามกระบวนท่าเท่ากับเพื่อนขยะของเจ้า” ภายใต้อารมณ์หลากหลายยังเหลือความทระนงของผู้เหนือกว่า โจวหังซานยกมือชูนิ้วทั้งสามขึ้นมา
“สามกระบวนท่า? แบบเดียวกับศิษย์พี่ลู่ฟ่านที่เจ้าชิงลงมือก่อนกระบวนท่าที่สามจะใช้ออก เจ้าก็แค่ตัวบัดซบเท่านั้น” เด็กชายหินยิ้มเหยียดออกมา
“เจ้า...” โจวหังซานตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ “หากไม่เอาก็เรื่องของเจ้า”
“เปล่า...ข้ายอมรับขอเสนอ” เด็กชายยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“งั้นก็เข้ามา ข้าแทบทนไม่ไหวที่ได้หักคอนุ่มนิ่มของเจ้าแล้ว” โจวหังซานแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายสองมือหักนิ้วดังก๊อกๆ กระเหี้ยมกระหือรือจะลงมือราวกับเห็นเด็กชายเบื้องหน้าเป็นขนมชิ้นหนึ่ง
“ผู้อาวุโส ท่านช่วยเป็นพยาน” เด็กชายหันไปกล่าวด้วยสีหน้าคาดหวังปั้นแววตาใสซื่อออกมา “สามกระบวนท่าหากในสามกระบวนผู้แซ่โจวกลับคำขื้นมาข้าคงอนาถาแล้ว”
“เจ้าเด็กน้อยอย่ามาแกล้งทำเป็นอ่อนแอเพียงนั้นความเจ้าเล่ห์ของเจ้าข้าผู้เป็นประมุขล้วนรับรู้มาแล้ว”ประมุขปีกวายุฮัวชิงหลันส่งเสียงเข้มใบหน้าจิงจัง ทั้งที่ใจนางรู้สึกชมชอบเด็กเจ้าเล่ห์ผู้นี้ไม่น้อยจึงได้ออกหน้ามาเป็นกรรมการอย่างอดไม่ได้ “เอาเถอะ ข้าจะยอมถูกเจ้าหลอกใช้สักครั้ง”
“โจวหังซาน เราประมุขยืนอยู่ตรงนี้”
“ท่านประมุข ข้าโจวหังซานแม้ไม่ใช่ยอดฝีมือโด่งดังแต่คำกล่าวไปแล้วไม่คิดคืนคำแน่นอน”เด็กลูกครึ่งอสูรยืนกล่าวอย่างโอ่อ่าผ่าเผยไม่น้อบน้อมไม่โอหังเกินไปแสดงถึงบุคลิกภาพของยอดฝีมือผู้หนึ่ง
“หึ...” เด็กชายหินส่งเสียงอย่างดูแคลน“ก็เห็นอยู่ว่าตัวปากเหม็นเช่นเจ้ากล่าวกับลู่ฟ่านอย่างไรแต่กลับกรอกกลับคำชิงลงมือทั้งที่กระบวนท่ายังไม่ทันใช้ออกมา หรือที่กล่าวมาเป็นเพียงผายลมเจ้า”
“เจ้าลูกสุนัขปากเหม็น รีบๆลงมือมา ครบสามกระบวนท่าเมื่อไหร่ข้าจะเลาะฟันตัดลิ้น ออกมาจะได้ไม่เห่าหอนให้หนวกหู”โจวหังซานข่มความโกรธไว้จนใบหน้าแดงจนม่วงคล้ำ ร่างกายประทุพลังเกราะปฐพีค้ำฟ้าขุมหนึ่งเข้าโอมร่างไว้สร้างเป็นกำแพงที่กล้าแกร่งราวกับผนังเหล็ก
“อิอิ... ระวังจะถูกหมากัดนะ” เด็กชายหินหัวร่อแต่ปากแต่ดวงตาแฝงความเกรี้ยวกราดที่สะกดข่มไว้ เดินไปหาโจวหังซานอย่างช้าๆมั่นคง“กระบวนท่าที่หนึ่ง” เด็กชายเอ่ยพร้อมกับว่างฝ่ามือไปที่ไหล่ซ้ายคู่ต่อสู้อย่างแผ่วเบา
เสียงโห่ร้องด่าทอจากเหล่าผู้ลงทุนเสียเงินทองเข้ามาชมการประลอง กลับต้องมาดูการเล่นหยอกเย้าของเด็กๆยิ่งคิดยิ่งเกิดความขุ่นแค้นใจยิ่ง
“นี่เจ้าคิดล้อข้าเล่น?” โจวหังซานใบหน้าบิดเบี้ยวแทบไม่อาจอดรนทนไหวกับการโจมตีที่เหมือนเด็กเล่นเช่นนี้ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกเป็นตัวตลกให้คนทั้งเมืองเริ่มต้นดู
“กระบวนท่าที่หนึ่งจู่โจมความอดทน เอะ...ดูเหมือนเจ้าจะสู้ไม่ได้นะ”เด็กชายหินใช้สายตายิ้มเยาะให้แทบจะทำให้โจวหังซานที่ทุกคนหวาดกลัวแทบกระอักเลือดตายต้องกัดปากข่มอาการจนตัวสั่นแม้แต่ประมุขพรรคปีกวายุยังอดยกหัวร่อเบาๆที่หนึ่งไม่ได้ ซึ่งนั้นยังไม่เท่าเสียงขบขันจากเหล่าผู้ชมดูดังกระหึ่มขึ้นมาทั้งด่าทอทั้งอดขบขันไม่ได้
“กระบวนท่าที่สอง ระวังนะผู้เยี่ยมยุทธ..” เด็กชายไม่รอช้าเดินมาหยุดที่เบื้องหน้าโจวหังซานอีกครั้งแถมย่อตัวลงนั่งย่องๆมือขวายกขึ้นมาเกาคางราวกับกำลังครุ่นคติดว่าจะโจมตีที่ใดดีก่อนสายตาจับจ้องที่เป้ากางเกงจนโจวหังซานรู้สึกเย็นวาบที่หว่างขาต้องใช้สองมือมากุมเป้าไว้ด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวจนแทบไม่เป็นหน้าคนแล้ว ช่วงเวลานี้แม้แต่ประมุขพรรคปีกเทพยังต้องยกมือขึ้นปิดปากข้างหนึ่งอีกข้างหนึ่งกุมท้องที่หัวร่อจนเจ็บปวด ผสานกับเสียงหัวร่อระงมเซ็งแซ่รอบลานประลอง ยังดีที่สุดท้ายเด็กชายหินเพียงวางมือสัมผัสที่หัวเข่าขวาเบาทีหนึ่งก่อนจะถอยหลังออกมา
“ จ..เจ้า...กรอด” โจวหังซานขบฟันจนเลือดไหลออกมาบนหัวและหูทั้งสองข้างดูคล้ายว่ามีไอควันสีขาวพ่นออกมาราวกับกาต้มน้ำเดือดพล่าน“อีกครั้ง รีบ รีบลง... มือ ... อีก ครั้ง”
“จุ๊จุ๊จุ๊... นับมาร้ายกาจจริงๆกระบวนท่าที่สองจู่โจมความอดกลั้นที่ยากเย็นยิ่งกว่า สมแล้วที่เป็นยอดฝีมือที่ร้ายกาจที่หมาเห็นยังเห่า”เด็กชายหินกำหมัดทุบลงที่ฝ่ามือเดินวนรอบตัวโจวหังซานอย่างช้าๆ
เร็วววววว!!!! โจวหังซานแทบอกระเบิดแตกตาย คำรามลั่นใบหน้าจากม่วงเริ่มเป็นดำทมึนผมเพ้าชี้ชันควันออกมาตามหูทั้งยังพ่นขึ้นหัวเป็นเส้นสาย ตามตัวเส้นเลือดสีเขียวปูดโปนจนแทบปริแตก
“หากกระบวนท่าที่สามท่านไม่ล้มลง ข้าคงต้องวิ่งหนีสุดชีวิตแล้ว”เด็กชายหินกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เดินมาหยุดที่เบื้องหน้าโจวหังซานอีกครั้งมือขวายกขึ้นบรรจงวางบนอกขวาอย่างเยือกเย็นพริบตาที่ฝ่ามือจะประทบถูกร่างสีหน้าเด็กชายหินเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดแผ่กลิ่นอายอำมหิตดุดันสายหนึ่ง
“สำหรับลู่ฟ่าน...”
.........................