เสียงการระเบิดของค่ายกลกั้นเมฆาดังจนคนรอบๆ ตระกูลอูได้ยิน หลังจากเสียงระเบิดดังขึ้น พลังลมปราณจากการต่อสู้ที่รุนแรงในตระกูลอูก็กระจายออกไปจนคนทั้งเมืองสามารถสัมผัสได้ ยิ่งเป็นการต่อสู้ของชนชั้นราชันอย่างอูไต้หรงและเซวียนเยวี๋ยนเหอชิวยิ่งสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน
“อะไรกัน?...ในตระกูลอูเกิดอะไรขึ้น” เสียงของผู้คนที่อยู่รอบๆ ดังถามกันไปมา
“ข้าก็อยู่กับเจ้าจะรู้เรื่องได้อย่างไร แต่ต้องเกิดเรื่องร้ายแน่นอน เจ้าสัมผัสได้หรือไม่ความรู้สึกน่าขนลุกนี้” นักสู้พเนจรคนหนึ่งที่สัมผัสถึงพลังของวิญญาณอาฆาตกล่าวพร้อมกับแสดงขนที่ลุกชันให้กับสหายที่มาด้วยกัน
“นั่นมันชนชั้นราชันสองคนกำลังสู้กันอยู่” เสียงของนักสู้คนอื่นได้ตะโกนบอกคนรอบๆ หลังจากที่เห็นชนชั้นราชันที่ไม่ควรมีในเมืองล่องเมฆากำลังต่อสู้กันอยู่
“นั่นมันอูไต้หรง ผู้นำตระกูลอูไม่ใช่หรือ อูไต้หรงไม่ใช่ว่ากำลังป่วยหนักงั้นหรือเหตุใดพลังถึงแข็งแกร่งขนาดนั้น” เสียงของนักสู้สตรีอีกคนดังขึ้น รอบๆ ตระกูลอูเริ่มมีคนเข้ามารุมล้อมเรื่อยๆ เพราะสามารถสัมผัสถึงการต่อสู้ที่รุนแรงได้บทสนทนามากมายดังขึ้นรอบๆ ตระกูลอู
“นั่นมันราชันการตระกูลเซวียนเยวี๋ยนนี่!!!....เหตุใดพวกเขาจึงต่อสู้กัน”
“หรือว่าพวกเขาคิดจะฆ่าล้างตระกูลแบบที่ตระกูลจงแห่งเมืองทะเลสายหยกเคยโดน”
“อาจใช่ เพราะตระกูลจงโดนฆ่าล้างตระกูลภายในหนึ่งคืน เป้าหมายต่อไปของคนกลุ่มนี้คือตระกูลอูงั้นหรือ”
“แต่ว่าตระกูลอูแข็งแกร่งถึงขนาดนี้เลยงั้นหรือ อัสนีสีม่วงของเขาไม่เหมือนกับที่ข้าเคยเห็นเลย”
“แจ้งไปยังตระกูลโอวหยางกับสำนักตรวจตราแผ่นดินเร็วเข้า เราอาจพบคนร้ายคดีฆ่าล้างตระกูลจงแล้ว”
..
..
“เห็นมั้ยข้าบอกแล้วว่าพวกข้าชนะแล้ว หลังจากนี้ต่อให้ท่านสามารถสังหารเราหมดทั้งตระกูลแล้วอย่างไร การร่วมมือของพวกท่านคนทั้งเมืองรับรู้แล้ว คนทุกคนที่ร่วมมือกันพยายามสังหารตระกูลอูจะถูกดำเนินคดีร้ายแรง รวมถึงท่านด้วยและสำนักตรวจตราแผ่นดินจะสามารถสืบต่อจนพบได้แน่นอนว่าพวกท่านเป็นผู้ลงมือกับตระกูลจงเช่นกัน” อูหลินเฟิงกล่าวรอยยิ้มบนในหน้าของเขา ขัดใจเซวียนเยวี๋ยนเหอชิวยิ่งนัก
เซวียนเยวี๋ยนเหอชิวสามารถสัมผัสกลุ่มคนมากมายที่กำลังเข้ามาดูเหตุการณ์รอบๆ ตระกูลอู เขาที่เห็นว่าไม่อาจลงมือต่อได้อีกแล้ว ถอนหายใจราวกับยอมรับชะตากรรมที่จะมาถึง หากเป็นเช่นนี้ต่อไปตระกูลเซวียนเยวี๋ยต้องโดนเปิดโปงและโดนสืบสวนอย่างหนักแน่ เมื่อตัดสินใจบางอย่างได้จึงตะเบ็งเสียงว่า
“วันนี้ข้าเซวียนเยวี๋ยนเหอชิวไม่อาจทำตามความต้องการของตนเอง สร้างขุมกำลังที่จะเป็นใหญ่ด้วยตนเอง เพื่อให้ตระกูลเซวียนเยวี๋ยนที่คอยกดหัวข้าได้รับรู้ว่าข้าก็เป็นใหญ่ได้เช่นกัน ตระกูลอูอย่างพวกเจ้าช่างเก่งกาจนักสามารถหยุดขุมกำลังของข้าผู้นี้ได้ ดับทำลายความฝันที่ต้องการเป็นใหญ่ของข้า เพื่อเป็นรางวัลที่สามารถหยุดความปรารถนาของข้า ข้าจะนำเจ้าไปพร้อมกับข้า!!!” เซวียนเยวี๋ยนเหอชิวกล่าวคำพูดเสียงดังราวกับว่าต้องการให้คนทั้งเมืองได้ยินคำพูดนี้ เมื่อพูดจบก็โคจรลมปราณอย่างรุนแรง ร่างกายของเซวียนเยวี๋ยนเหอชิวค่อยเกิดการแตกร้าวจากเส้นเลือดร่างกายของเขาราวกับลูกโป่งที่พร้อมระเบิดออกตลอดเวลา พุ่งตัวเข้าหาอูหลินเฟิงที่ช้ากว่าอูไต้หรงที่สามารถหลบการระเบิดพลีชีพได้แน่นอน
“เฟิงเอ๋อร์ถอยออกไปเดี๋ยวนี้” อูไต้หรงตะโกนบอกอูหลินเฟิงที่อยู่ไกลจากเขา เซวียนเยวี๋ยนเหอชิวติดจะฆ่าตัวตายโดยใช้ร่างกายตนเป็นระเบิด อูหลินเฟิงเองก็รับรู้ได้ตั้งแต่ ที่เซวียนเยวี๋ยนเหอชิวเริ่มพูดแล้วเขาเก็บเสี่ยวหยุนเข้าสร้อยคอทันที ปิดค่ายกลทั้งหมดที่ตัวเองใช้ออกมา อูไต้หรงกางปีกบินด้วยความเร็วเข้ามาคว้าตัวของอูหลินเฟิงออกไปอย่างรวดเร็ว สามารถหลบจากพุ่งตัวเข้าหาของเซวียนเยวี๋ยนเหอชิวได้อย่างทันท่วงที
ตูมม แรงระเบิดมหาศาลจากการระเบิดตัวเองของชนชั้นราชันเกิดขึ้นเหนือตระกูลอู คนที่พยายามเข้ามามุงดูถึงกับโดนแรงลมจากการระเบิดพัดออกไป ภายในตระกูลอูมีหลายคนที่สามารถหลบได้แต่ว่าก็จำนวนไม่น้อยที่โดนแรงระเบิดของเซวียนเยวี๋ยนเหอชิวทำร้ายบาดเจ็บ ตัวเรือนของตระกูลอูเสียหายไปกว่าครึ่งของตระกูล แรงระเบิดพลีชีพของชนชั้นราชันสร้างความเสียหายให้แก่ตระกูลอูอย่างมาก โชคดีที่ตระกูลอูเป็นผู้ใช้ปราณอัสนีจึงสามารถหนีได้อย่างรวดเร็ว คนที่บาดเจ็บส่วนมากจะเป็นคนตระกูลอูที่ไร้สายเลือดอัสนีม่วงและนักสู้ของพันธมิตรสิบตระกูลยังบาดเจ็บมากกว่าคนจากตระกูลอูซะอีก
ไม่ว่าจะเป็นนักสู้ระดับกลางหรือจอมยุทธ์ เมื่อผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างชนชั้นราชันฆ่าตัวตายฝ่ายพันธมิตรสิบตระกูลต่างยอมแพ้ไม่ลงมือต่อ
“เจ้าไม่เป็นอะไรนะเฟิงเอ๋อร์” อูไต้หรงถามบุตรชายด้วยความเป็นห่วง
“ข้าไม่เป็นอะไร ขอรับท่านพ่อ” อูหลินเฟิงตอบ มองไปยังจุดที่เซวียนเยวี๋ยนเหอชิวเคยอยู่ พอรับรู้ว่าไม่อาจสู้ต่อได้เซวียนเยวี๋ยนเหอชิวพูดทุกอย่างราวกับว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เขาลงมือทำด้วยตนเองเพราะต้องการสร้างขุมกำลังของตนเอง เพราะตระกูลเซวียนเยวี๋ยนไม่ให้ค่า ทำให้หลังจากนี้ตระกูลเซวียนเยวี๋ยนสามารถใช้ข้อนี้รอดการกดดันของทางการไปได้ แม้จะเสียดายแต่ก็อดชื่นชมความภักดีของเซวียนเยวี๋ยนเหอชิวไม่ได้
“เห้อ ดีแล้ว” อูไต้หรงถอนหายใจอย่างโล่งอกมองไปยังตระกูลของตนที่รอดจากการโจมตีครั้งนี้ได้ ความแข็งแกร่งของตระกูลเพิ่มอย่างก้าวกระโดด ทั้งยังสามารถรอดการรุมโจมตีได้มันเหลือเชื่อมากสำหรับเขา อูไต้หรงจ้องมองไปยังอูหลินเฟิงอย่างภาคภูมิใจ
“ท่านพ่อขอรับหาก ในอีกไม่ช้าหากสำนักตรวจตราแผ่นดินมาถึงท่านต้องบอกว่าเหตุการณ์โจมตีครั้งนี้กับเหตุการณ์ในเทือกเขาหมื่นอสูรมีความเกี่ยวข้องกัน” อูหลินเฟิงกล่าว
“ในเทือกเขาหมื่นอสูรเกิดเหตุอะไรขึ้นงั้นหรือ” แม้อูหลินเฟิงจะเล่าเรื่องการเจอดอกแก้วทมิฬกับดอกปทุมปรโลกกับอูไต้หรงแล้วแต่ว่าเรื่องของอสุรกายไร้ผิวเขายังไม่ได้เล่าให้อีกฝ่ายทราบ
ยังไม่ทันได้กล่าวอะไรเพิ่มเติมเรือเหาะขนาดเล็กหลายลำได้ตรงมาทางตระกูลอู ข้างเรือเหาะมีตรานกเพลิงสามขา ตรานกเพลิงสามขาคือสัญลักษณ์ที่ราชวงศ์มอบให้กับสำนักตรวจตราแผ่นดิน ผู้ดูแลความสงบของทวีปปราณฟ้า เป็นขุมกำลังระดับสูงที่ไม่ได้ถูกนับรวมกับสิบยอดสำนัก มีอำนาจในการสืบสวน จับกุม ตัดสิน ประหาร ผู้ที่กระทำความผิดตามกฎหมายที่ราชวงศ์โชติช่วงได้ทั้งไว้
“สำนักตรวจหน้าแผ่นดิน จงหยุดมือซะ ห้ามผู้ใดขัดขืนหรือหลบหนีเด็ดขาด” หัวหน้ามือปราบผู้ยืนบนเรือเหาะได้กล่าวพร้อมแสดงตรามือปราบของตน หัวหน้ามือปราบประจำเมืองล่องเมฆานั้น เป็นเพียงนักสู้ระดับหกขั้นสูงแต่ว่าด้วยอำนาจของทางการที่อยู่ภายใต้แดนศักดิ์สิทธิ์โดยตรง ต่อให้อีกฝ่ายเป็นจอมยุทธ์เขาก็ไม่จำเป็นต้องกลัว เขาก็ตะโกนส่งเสียงผ่านลมปราณไปทั่วตระกูลอู แต่ก็ยังมีคนที่คิดหลบหนีหลังจากที่เห็นสำนักตรวจตราแผ่นดินมาถึง “จับกุม หากขัดขืนสังหารทันที”
“ขอรับ” มือปราบคนอื่นๆ ที่มาด้วยกันต่างรับคำสั่งของหัวหน้ามือปราบเคลื่อนไหวจับกุมคนทั้งหมดที่พยายามหลบหนีทันที
“คารวะหัวหน้ามือปราบหลี” อูไต้หรงที่เห็นอีกฝ่ายก็เก็บปีกอัสนีม่วงของตนทันที เพราะรับรู้ได้ว่าทันทีที่ทางการมาถึง พันธมิตรสิบตระกูลก็ไม่อาจรอดได้แล้ว
“ผู้นำตระกูลอู ที่นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น” หัวหน้ามือปราบหลีถามอูไต้หรง อยู่ๆ เขาก็ได้รับแจ้งจากผู้คนที่ผ่านไปมาแถวตระกูลอูว่าตระกูลอูอาจเกิดเรื่องใหญ่ จึงได้รีบเดินทางมาจึงพบว่าเกินการต่อสู้รุนแรงภายในตระกูลอูที่เขาตกใจมากกว่าคืออูไต้หรงกลายเป็นชนชั้นราชันแล้ว เท่ากับว่าตระกูลอูที่เป็นตระกูลระดับกลางธรรมดา กลายเป็นตระกูลระดับกลางชั้นสูงที่มีชนชั้นราชันปกครองแล้ว
แต่ก่อนที่อูไต้หรงจะได้ตอบ บนฝากฟ้าไม่ไกลเกินแสงสีทางพุ่งมาอย่างรวดเร็ว เป็นปราณแสงของตระกูลโอวหยาง ผู้ที่มาคือชนชั้นราชันของตระกูลโอวหยางที่อยู่ใกล้เมืองล่องเมฆาที่สุด เขาได้รับแจ้งจากคนในเมืองว่าตระกูลอูกำลังตกอยู่ในอันตรายถึงรีบเดินทางมาช่วยเหลือ แต่เมื่อมาถึงกับเห็นอูไต้หรงยืนคู่กับมือปราบผู้หนึ่ง แสดงว่าการต่อสู้จบไปแล้ว
“ประมุขอูเกิดอะไรขึ้น ...พะ พลังของท่านชนชั้นราชัน” ราชันตระกูลโอวหยางที่มาถึง ทั้งตกใจกับสภาพของตระกูลอูที่พังยับเยิน เขาก็ได้ตกตะลึงกับระดับพลังของอูไต้หรงมากกว่าเพราะว่าเมื่อสี่เดือนที่แล้ว อูไต้หรงยังเป็นเพียงจอมยุทธิ์ขั้นสูงเท่านั้น แต่ว่าตอนนี้ระดับพลังของทั้งสองเท่ากันแล้ว
"ท่านโอวหยางฉาง” อูไต้หรงยกมือประสานเคารพผู้มาใหม่
“ตระกูลอูของข้าโดนสิบตระกูล รวมถึงราชันการตระกูลเซวียนเยวี๋ยนโจมตีโดยไร้สาเหตุ โชคดีที่พวกเรารู้สึกถึงความแปลกประหลาดจึงสามารถหาทางรับมือได้ทัน” อูไต้หรงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง ตอนนี้คือเวลาสำคัญที่จะให้อีกฝ่ายที่กล้าโจมตีตระกูลของเขาได้รับบทเรียนบ้าง
“สิบตระกูล” หัวหน้ามือปราบหลีและโอวหยางฉางได้มองไปรอบๆ ก็พบว่าทั้งศพและนักสู้ที่โดนจับไว้ เครื่องแบบของแต่ละคนนั้นมาจากหลายตระกูลจริงๆ
“ข้าคิดว่าพวกเขาเป็นผู้ลงมือกับตระกูลจง” อูไต้หรงกล่าวต่อ
“อะไรนะ!! พวกเขางั้นหรือ” หัวหน้ามือปราบหลีกล่าวอย่างตกใจ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของทางการเขาได้รับรู้จากสหายที่เป็นมือปราบประจำสำนักตรวจตราแผ่นดินแห่งเมืองทะเลสาบหยก ว่าไม่อาจหาร่องรอยของคนลงมือได้เลย พอเขาได้มองไปรอบๆ กองกำลังขนาดนี้การที่ตระกูลจงจะโดนสังหารทั้งตระกูลภายในคืนเดียวย่อมเป็นไปได้
“โชคดีที่ท่านไม่เป็นอะไร” โอวหยางฉางกล่าว ตระกูลอูแม้จะตกต่ำลงแต่ว่ายังเป็นตระกูลที่ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลโอวหยางอยู่ ไม่เพียงเท่านั้นประมุขตระกูลโอวหยางคนปัจจุบันเคยได้รับการช่วยเหลือจากตระกูลอู จนประมุขตระกูลเกือบจะทำสัญญาหมั้นหมายกับตระกูลอูแล้ว แต่น่าเสียดายที่ผู้อาวุโสหลายคนคัดค้าน เรื่องหมั้นหมายจึงไม่เคยเกิดขึ้น
“ขอบคุณท่านโอวหยางฉางที่เป็นห่วง ท่านมาพอดี บุตรชายคนโตของข้าได้บอกว่า เหตุการณ์ครั้งนี้กับเรื่องภายในหุบเขาหมื่นอสูรอาจมีความเกี่ยวข้องกัน อยากให้ท่านกับสำนักมือปราบช่วยสืบด้วย” อูไต้หรงถือโอกาสนี้รีบบอกความต้องการของอูหลินเฟิง
“อะไรนะ!!” โอวหยางฉางกล่าวอย่างตกใจ พร้อมมองไปยังอูหลินเฟิง หลังจากเรื่องในงานประลองล่าสัตว์อสูรภายในเทือกเขาหมื่นอสูรจบลง มีผู้บันทึกเหตุการณ์ต่อสู้ไว้มากมายทั้งยังส่งต่อกันไปทั่วทวีปปราณฟ้า ทั้งการต่อสู้ของศิษย์เก้าปราชญ์ และการต่อสู้กับอสุรกายไร้ผิวที่น่ากลัว ตอนนี้อูหลินเฟิงโด่งดังไปทั่วทวีปแล้ว คงมีแต่อูไต้หรงที่ต้องแกล้งทำเป็นบาดเจ็บจึงไม่ได้รับรู้สิ่งใดมากมายนัก
“เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าสองเหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกัน” โอวหยางฉางถาม เพราะถ้าเกิดอูหลินเฟิงพูดจริงละก็เท่ากับว่าตระกูลโอวหยางจะพบเบาะแสที่หาไม่เจอในเทือกเขาหมื่นอสูร
“ข้าบอกท่านได้แต่ข้ามีเงื่อนไงหนึ่งอย่าง” อูหลินเฟิงกล่าวความต้องการของตนเอง
“อะไรงั้นหรือหากไม่เกินความสามารถ ข้าจะทำให้” โอวหยางฉางกล่าว
“ข้าต้องการพบ ท่านหญิงเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ หรือว่า ท่านชายเฟิ่งหวงหยางชุน” ชื่อทั้งสองที่อูหลินเฟิงต้องการพบนั้นทำให้ทั้งโอวหยางฉาง หัวหน้ามือปราบหลี และอูไต้หรงตกใจอย่างมาก
“จะ เจ้าว่าอะไรนะ” โอวหยางฉางถามให้แน่ใจอีกครั้ง
“ข้าต้องการพบ ท่านหญิงเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ หรือว่า ท่านชายเฟิ่งหวงหยางชุน” อูหลินเฟิงยังกล่าวเช่นเดิม โอวหยางฉางแทบจะเป็นลมเมื่อได้ยินสองชื่อนั้น ชื่อทั้งสองคนที่อูหลินเฟิงกล่าวถึงคือคนจากตระกูลเฟิ่งหวงหรือราชวงศ์โชติช่วงผู้มีสายเลือดแห่งนกเพลิงผู้คนจากแดนศักดิ์สิทธิ์ ผู้ปกครองสูงสุดแห่งทวีปลมปราณฟ้า
..
">จบตอน