บทที่ 47: รอยเลือดที่ชายป่า
กงล้อแห่งกาลเวลาของรัฐอิสระเฮเซลบรุคหมุนล่วงเลยผ่านไปหลายวันนับตั้งแต่โรงสีกังหันน้ำ เริ่มเดินเครื่องอย่างเสถียรภายใต้การควบคุมของเผ่าเงือกน้ำจืดหมู่บ้านที่เคยเงียบเหงาบัดนี้เต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงฟันเฟืองแห่งอารยธรรมกลิ่นหอมของขนมปังอบใหม่ๆ และชาสมุนไพรลอยคละคลุ้งไปทั่วลานอเนกประสงค์ทุกรุ่งเช้าประชากรหลากหลายเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์อสูร เอลฟ์ช่างทอ หรือเงือกต่างปรับตัวเข้ากับระบบเศรษฐกิจแบบแลกเปลี่ยน ได้อย่างกลมกลืน
ณโซนเกษตรกรรม ทางทิศใต้ของหมู่บ้าน ถัดจากบ้านพักของเหล่ากระต่ายอีไลอัสในชุดผ้าไหมพฤกษาสีขาวมุกกำลังง่วนอยู่กับการอธิบายเกี่ยวกับการขยายการเพาะปลูก
"จำไว้นะเดซี่... ภูมิประเทศตรงนี้มันเป็นเนินลาดชัน" อีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปียืนชี้ไม้ชี้มือไปยังเนินดินที่ดัสตี้ตุ่นอสูรวิศวกรเพิ่งจะถากถางเสร็จ"ถ้าเราฝืนขุดร่องและปลูกพืชลงไปบนทางลาดทื่อๆ เวลามีพายุฝนตกลงมามวลน้ำจะพัดพาเอาหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ แร่ธาตุ และปุ๋ยของแกไหลชะล้างลงไปกองอยู่ข้างล่างหมด ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า 'การพังทลายของหน้าดิน'"
"โอ้โห... ฟังดูน่ากลัวจังเลยเจ้านาย ถ้าปุ๋ยไหลไปหมดสมุนไพรของฉันต้องเหี่ยวตายแน่ๆ!" เดซี่ กระต่ายอสูรสายพฤกษาทำหูตกแววตาเต็มไปด้วยความกังวล
"นั่นแหละคือเหตุผลที่เราต้องใช้วิชาภูมิสถาปัตยกรรม เข้ามาแก้ปัญหา!"อีไลอัสยิ้มกริ่ม เขากางแผ่นไม้กระดานที่สลักแบบแปลนให้กระต่ายและตุ่นดู"เราจะทำการตัดหน้าดินให้เป็นขั้นๆ เหมือนกับบันไดบ้านขนาดยักษ์ เพื่อสร้าง 'แปลงสมุนไพรแบบขั้นบันได'!"
สถาปนิกน้อยเดินไปหยิบก้อนหินแม่น้ำขนาดพอดีมือขึ้นมา"ดัสตี้! แกต้องขุดปรับระดับพื้นแต่ละขั้นให้เรียบเสมอกัน จากนั้นเราจะใช้ก้อนหินพวกนี้มาก่อเรียงซ้อนกันโดยไม่ต้องใช้ปูนประสานเรียกว่าเทคนิคกำแพงหินแห้ง ทำหน้าที่เป็น 'กำแพงกันดิน' ที่ขอบของแต่ละขั้นบันได"“พื้นที่ประมาณยี่สิบคูณสี่สิบเมตร เราจะใช้เป็นโซนสมุนไพร ลุยเลย”
"กิ๊ว! รับเหมางานหินกันดิน ไว้ใจบริษัทดัสตี้ได้เลยบอส!"ตุ่นอสูรตะเบ๊ะรับคำสั่งอย่างแข็งขัน
"การทำแบบนี้..." อีไลอัสอธิบายหลักฟิสิกส์ต่อ "เมื่อฝนตกลงมาน้ำจะชะลอความเร็วลงเมื่อไหลผ่านแต่ละขั้นบันได พลังงานจลน์ของน้ำจะถูกทำลายดินจะมีเวลาดูดซับความชื้นไว้ได้อย่างเต็มที่ ทำให้รากของสมุนไพรเวทมนตร์ได้รับสารอาหารอย่างสม่ำเสมอในทุกๆชั้น!"
"สุดยอดไปเลยเจ้านาย! ถ้ามีแปลงแบบนี้ ฉันจะปลูกหญ้าฟื้นฟูเกล็ดดอกคาโมมายล์มนตรา และรากโสมเพลิงให้เต็มภูเขาเลย!"เดซี่กระทืบเท้าหลังด้วยความตื่นเต้น คลื่นมานาสีเขียวเตรียมพร้อมจะอัดฉีดลงดิน
ความร่วมมือระหว่างวิศวกรรมโยธาและเวทมนตร์พฤกษาดำเนินไปอย่างราบรื่นบรรยากาศของเช้าวันนั้นอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงก้อนหินกระทบกัน
ทว่า...ความสงบสุขของอารยธรรมที่กำลังเบ่งบานกลับถูกฉีกทึ้งลงอย่างรุนแรงด้วยเสียงฝีเท้าที่วิ่งกระหืดกระหอบ!
สวบ!สวบ! สวบ! แกร่ก!
เสียงแหวกพุ่มไม้อย่างไม่คิดชีวิตดังมาจากทางชายป่าทิศใต้ซึ่งเป็นเขตแดนป่าชั้นนอกที่อยู่ห่างจากแนวรั้วหมู่บ้านไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร!
"โฮ่ง! โฮ่ง! เจ้านาย!! เจ้านายอยู่ไหน!! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!!"
ฟินน์จิ้งจอกอสูรนักรบเวทประจำหมู่บ้าน วิ่งพุ่งพรวดออกมาจากดงเฟิร์นยักษ์ขนสีส้มเพลิงของมันฟูฟ่องตั้งชันไปทั้งตัวราวกับลูกไฟที่กำลังลุกโชนดวงตาของมันเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดที่มุมปากมีประกายไฟสีแดงส้มปะทุขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ซึ่งเป็นปฏิกิริยาทางสรีรวิทยาของสัตว์อสูรธาตุไฟเมื่อสัญชาตญาณนักล่าสัมผัสได้ถึง'ความตึงเครียด' ระดับสูงสุด!
อีไลอัสวางแผ่นไม้กระดานลงทันทีคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเป็นปม "ใจเย็นๆ ฟินน์! หายใจลึกๆ! เกิดอะไรขึ้น? มีคางคกศิลาหลุดมาอีกตัวเหรอ?หรือหมาป่าทมิฬบุกข้ามพรมแดนมา!?"
จิ้งจอกน้อยส่ายหัวรัวๆมันหอบหายใจแฮ่กๆก่อนจะพยายามรวบรวมสติและสื่อสารผ่านสายใยพันธสัญญาด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้าน
"ม...ไม่ใช่สัตว์อสูรครับเจ้านาย! ฉันกำลังออกลาดตระเวนดมกลิ่นอยู่แถวๆชายป่าใกล้เขตหมู่บ้านเรานี่เอง... แล้วจู่ๆ จมูกเรดาร์ของฉันก็ได้กลิ่นแปลกๆ!มันเป็นกลิ่นคาวเลือดที่สดและรุนแรงมากผสมกับกลิ่นของความกลัวที่รุนแรงยิ่งกว่า..."
ในฐานะจิ้งจอกอสูรนักรบเวทสายโจมตี สัญชาตญาณการต่อสู้ของฟินน์ถูกปลุกขึ้นจนถึงขีดสุดขนสีส้มเพลิงของมันฟูตั้งชัน ลูกไฟเวทมนตร์ ที่มุมปากควบแน่นและปะทุเสียงดังเปรี๊ยะๆพร้อมที่จะถูกพ่นออกไปแผดเผาศัตรูทุกรูปแบบที่กล้าล้ำเส้นเข้ามาในเขตของเฮเซลบรุค!ทว่าสิ่งที่ทำให้มันสับสนจนต้องวิ่งกลับมาแจ้งข่าว ไม่ใช่ความหวาดกลัวแต่เป็นเพราะกลิ่นนั้น...
ฟินน์กลืนน้ำลายลงคอตีตีนหน้าลงบนพื้นด้วยความร้อนรน "แต่ที่สำคัญที่สุด...กลิ่นนั้นมันไม่ใช่กลิ่นของเอลฟ์ ไม่ใช่เงือก และไม่ใช่มอนสเตอร์!มันเป็นกลิ่นของ... 'เผ่าพันธุ์เดียวกับเจ้านาย' ครับ!!"
"เผ่าพันธุ์เดียวกับฉัน...?"
อีไลอัสเบิกตากว้างนัยน์ตาสีเข้มของเขาหรี่แคบลงทันที หัวใจของอดีตสถาปนิกและผู้บริหารจัดการผังเมืองวัยสามสิบห้าปีหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม!คำว่า 'เผ่าพันธุ์เดียวกับเขา' หมายถึงสิ่งเดียวเท่านั้นในโลกใบนี้...
มนุษย์!
ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาในป่าต้องห้ามแห่งนี้สร้างบ้านหินด้วยสองมือ สู้กับพายุเวทมนตร์ รับเอลฟ์เป็นลูกบ้านและเจรจากับเงือกน้ำจืด... ตลอดเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมาอีไลอัสไม่เคยพบเจอมนุษย์คนอื่นเลยแม้แต่คนเดียว!
โลกแห่งความวุ่นวายจักรวรรดิอาร์คิเดียที่กดขี่ขูดรีดและสังคมทุนนิยมหน้าเลือดที่เขาพยายามหลบลี้หนีหน้ามาตลอดบัดนี้กำลังมาเคาะประตูอยู่ที่หน้าบ้านของเขาแล้ว!
"พวกเขาอยู่ไหนฟินน์? มีกันกี่คน? เป็นกองทหารอัศวินสวมเกราะใช่ไหม? หรือเป็นหน่วยลาดตระเวนของจักรวรรดิ!?"อีไลอัสยิงคำถามเป็นชุดสัญชาตญาณของการเป็นผู้ปกครองเมืองสั่งให้เขาระแวดระวังภัยขั้นสูงสุดสมองประมวลผลถึงการกางบาเรียป้องกัน หรือการอพยพลูกบ้านเข้าถ้ำ
"ม... ไม่ใช่ทหารครับเจ้านาย!ไม่มีกลิ่นของชุดเกราะเหล็กหรืออาวุธเลย!" ฟินน์ตอบเสียงสั่น"มีแค่สองคน! เป็นมนุษย์ และพวกเขากำลังจะตาย!พวกเขาสลบเหมือดอยู่ตรงโขดหินใหญ่ใกล้ๆ กับแนวรั้วไม้ไผ่ของเรานี่เองครับ!"
"ดัสตี้! เดซี่! หยุดงานก่อสร้างทั้งหมด! ไปตามบาร์นีย์มาเจอฉันที่นี่ด่วนที่สุด!"
อีไลอัสไม่รอช้าเขารีบหันหลังวิ่งกลับไปที่ห้องเก็บเสบียงคว้าเอากล่องไม้ที่บรรจุสมุนไพรห้ามเลือด ผ้าพันแผลที่ทอจากไหมเวทมนตร์และน้ำต้มสกัดมานาพฤกษาใส่กระเป๋าย่าม ก่อนจะวิ่งออกมากระโดดขึ้นขี่หลังบาร์นีย์หมียักษ์อสูรรถเครนที่เพิ่งเดินต้วมเตี้ยมตามเสียงเรียกมา
"นำทางไปเลยฟินน์! เร็วที่สุด!"
หมียักษ์อสูรและจิ้งจอกไฟพุ่งทะยานฝ่าพงหญ้าออกไปทางทิศใต้ของหมู่บ้านมุ่งหน้าสู่ชายป่าชั้นนอกที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวภายในใจของอีไลอัสเต็มไปด้วยความปั่นป่วนและสับสนอย่างหนัก
ในแง่หนึ่งเขาคือผู้ชิงชังความวุ่นวายของสังคมมนุษย์ มนุษย์มักจะนำพามาซึ่งการทรยศหักหลังความขัดแย้ง และสงคราม! การพบเจอมนุษย์ใกล้กับรัฐอิสระเฮเซลบรุคขนาดนี้อาจหมายความว่าพิกัดของ 'เซฟโซน' ที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงกำลังจะถูกเปิดเผยต่อสายตาของจักรวรรดิ
"พวกเขาฝ่าดงสัตว์อสูรเข้ามาจนถึงใกล้เขตหมู่บ้านเราได้ยังไง..."อีไลอัสกัดฟันกรอด "ป่าชั้นนอกมันกว้างใหญ่มากนะกว่าจะเดินเท้าจากชายแดนจักรวรรดิมาถึงที่นี่ได้ ต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์ถ้าพวกเขาไม่ใช่จอมเวทระดับสูง ก็ต้องเป็นคนที่หนีตายมาด้วยปาฏิหาริย์ล้วนๆ!"
แต่ในอีกแง่หนึ่ง...ฐานะของ 'มนุษย์' ด้วยกันเองมันกำลังส่งเสียงเรียกร้องอยู่ลึกๆ ในจิตใจเขาจะปล่อยให้เพื่อนมนุษย์นอนตายอยู่หน้าบ้านของตัวเองได้อย่างไร?
"ตรงนั้นครับเจ้านาย! หลังโขดหินใหญ่ที่มีเถาวัลย์เกาะนั่น!"ฟินน์เห่าเตือน พร้อมกับเบรกฝีเท้าจนโคลนกระจาย
อีไลอัสกระโดดลงจากหลังบาร์นีย์เขาสั่งให้หมียักษ์สแตนด์บายรอ ส่วนตัวเขาเดินย่องเข้าไปใกล้โขดหินอย่างระมัดระวังโดยมีฟินน์แยกเขี้ยวเตรียมพร้อมพ่นไฟคุ้มกันอยู่ด้านข้าง
ทว่า...ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังโขดหินนั้นกลับลบเลือนความระแวดระวังและกำแพงในใจของสถาปนิกซีเนียร์ไปจนสิ้นเหลือเพียงความตกตะลึงและความเวทนาอย่างจับจิตจับใจ!
บนพื้นดินที่เปียกชื้นและเต็มไปด้วยคราบเลือดสีคล้ำปรากฏร่างของมนุษย์สองคนนอนทับซ้อนกันอยู่ไม่ได้สติ!
คนหนึ่งคือ'หญิงสาว' อายุราวๆ สิบแปดปี เรือนผมสีน้ำตาลเข้มของเธอพันกันยุ่งเหยิงเกรอะกรังไปด้วยโคลน เลือด และเศษใบไม้แห้งเสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นเพียงเศษผ้ากระสอบเนื้อหยาบที่ฉีกขาดวิ่นแทบไม่สามารถปกปิดร่างกายที่ผอมโซจนเห็นกระดูกซี่โครงได้อย่างชัดเจนร่างของเธอนอนคว่ำหน้า แขนทั้งสองข้างที่ผอมแห้งกางออกในลักษณะที่พยายามจะ 'โอบกอดและปกป้อง' ร่างของน้องชายที่ซุกซ่อนอยู่ด้านล่าง
ร่างที่อยู่ภายใต้อ้อมกอดอันแสนเจ็บปวดนั้นคือ 'เด็กหนุ่ม' อายุประมาณ สิบห้าปี สภาพของเขาเลวร้ายไม่ต่างกันใบหน้าที่ควรจะสมวัยวัยรุ่นกลับซูบซีดไร้สีเลือดเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและคราบน้ำตาที่แห้งกรัง ลมหายใจของเด็กหนุ่มรวยรินและแผ่วเบาจนหน้าอกแทบจะไม่กระเพื่อม
แต่สิ่งที่ทำให้อีไลอัสต้องชะงักงันกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ และกัดฟันกรอดจนสันกรามปูดนูนไม่ใช่สภาพความอดอยากหรือรอยฟกช้ำ...
แต่เป็น'ร่องรอยของความโหดร้ายทางวิศวกรรมโลหะ' ที่ถูกสลักไว้บนร่างกายของพวกเขา!
ที่ข้อมือและข้อเท้าของทั้งหญิงสาววัยสิบแปดและเด็กหนุ่มวัยสิบห้ามี 'โซ่ตรวนเหล็ก' ขนาดใหญ่ หนาเทอะทะและขึ้นสนิมเกรอะกรังล็อกติดอยู่!โซ่ตรวนเหล่านั้นถูกกระชากจนขาดสะบั้นตรงบริเวณข้อต่อบ่งบอกว่าสองพี่น้องต้องดิ้นรนหนีตายมาด้วยการใช้ก้อนหินทุบทำลายโซ่จนขาดออกจากกันระหว่างทาง
ทว่า...แรงกระชากและการเสียดสี ของห่วงเหล็กที่เป็นสนิม ซึ่งรัดแน่นมาเป็นเวลานานได้บาดลึกลงไปในชั้นผิวหนังและกล้ามเนื้อบริเวณข้อมือและข้อเท้าจนเกิดเป็นบาดแผลฉกรรจ์ที่เหวอะหวะน่าสยดสยอง!เลือดสีแดงคล้ำผสมกับน้ำเหลืองซึมออกมาจากปากแผล เนื้อเยื่อบางส่วนเริ่มมีสีดำคล้ำบ่งบอกถึงภาวะติดเชื้ออย่างรุนแรง และเนื้อตาย!
"นี่มัน... โหดร้ายเกินไปแล้ว..." อีไลอัสพึมพำเสียงของเขาสั่นสะท้านไปด้วยความโกรธแค้นที่คุกรุ่นขึ้นมาในอก
ในฐานะวิศวกรและสถาปนิกเขาคุ้นเคยกับเหล็กกล้า คุ้นเคยกับการคำนวณความเค้น และความเครียด ของวัสดุก่อสร้างแต่การนำโลหะที่สกปรก เป็นสนิม และไร้มนุษยธรรมมาพันธนาการสรีระของมนุษย์ที่บอบบางจนเกิดบาดแผลฉกรรจ์เช่นนี้มันคือการจงใจทรมานและลดทอนคุณค่าของสิ่งมีชีวิตให้กลายเป็นเพียง 'สิ่งของชิ้นหนึ่ง'
"โซ่ตรวน... ทาส... การค้ามนุษย์..."
จิ๊กซอว์แห่งความเน่าเฟะของจักรวรรดิมนุษย์ที่เอลดรินเคยเล่าให้ฟังบัดนี้ได้มาปรากฏเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว!พวกเขาคือทาสที่ดิ้นรนหนีตายเข้าป่าลึก ยอมเสี่ยงชีวิตกับสัตว์อสูรดีกว่ายอมถูกจองจำในกรงขังของมนุษย์ด้วยกัน!
ขณะที่อีไลอัสกำลังสำรวจบาดแผลหญิงสาวที่สลบอยู่ก็ค่อยๆ ปรือตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้าเมื่อประสาทสัมผัสอันเลือนรางของเธอรับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตอื่นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดก๊อกสุดท้ายก็สั่งให้ร่างกายที่อ่อนเปลี้ยขยับตัว
เธอกัดฟันกรอดดันตัวขึ้นมาบังร่างของน้องชายวัยสิบห้าไว้ด้านหลังมือที่สั่นเทาและโชกเลือดพยายามคว้าก้อนหินเปื้อนโคลนบนพื้นขึ้นมาเป็นอาวุธดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความหวาดผวาขีดสุดเมื่อเห็นหมียักษ์ขนาดมหึมาและจิ้งจอกที่มีประกายไฟยืนจังก้าอยู่เบื้องหน้า
"ย... อย่าเข้ามานะ!...ข... ข้าไม่ยอมให้พวกแกพาน้องชายข้ากลับไปที่นรกนั่นอีกแล้ว...ต่อให้ต้องถูกสัตว์อสูรกินตรงนี้... ก็ไม่ยอมกลับไปเป็นทาสพวกแก..."
เธอขู่ฟ่อด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ทว่าเมื่อดวงตาที่พร่ามัวปรับโฟกัสได้ภาพตรงหน้ากลับฉีกกระชากสามัญสำนึกของเธอจนขาดสะบั้น เบื้องหน้าสัตว์อสูรระดับสูงที่สามารถฉีกร่างเธอเป็นชิ้นๆได้ในพริบตา กลับมีเพียง 'เด็กชายเผ่ามนุษย์' ยืนอยู่ซ้ำร้ายเด็กคนนั้นยังสวมใส่เสื้อผ้าทอชั้นสูงที่ดูงดงามและสะอาดสะอ้านสัตว์อสูรที่น่าสะพรึงกลัวทั้งสองต่างหมอบต่ำและสงบนิ่งรอรับคำสั่งจากเด็กมนุษย์ผู้นี้อย่างศิโรราบความขัดแย้งที่ไม่อาจทำความเข้าใจได้นี้ ทำให้หินในมือของเธอร่วงหล่นลงร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงซวดเซและล้มฟุบลงไปอีกครั้ง
"ระวัง!"
อีไลอัสถลาตัวเข้าไปข้างหน้าสอดแขนรับร่างที่ผอมโซและเย็นเฉียบของหญิงสาวไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่หัวของเธอจะฟาดพื้นความรู้สึกซับซ้อนตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอของเด็กชายวัยสิบสองปี
ในแง่หนึ่งเขาคือผู้ปกครองที่ต้องรักษาสมดุลและความปลอดภัยของเมือง การรับมนุษย์ที่มีโซ่ตรวนซึ่งหมายถึงการเป็นนักโทษหลบหนี ของจักรวรรดิเข้ามา ถือเป็น 'ความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์'ที่อาจนำกองกำลังทหารมาเยือนและทำลายความสงบสุขของเฮเซลบรุค
ทว่า...เมื่อเขามองลงไปในดวงตาที่ปิดสนิทของหญิงสาวสลับกับบาดแผลที่เน่าเฟะจากโซ่ตรวนเหล็ก... ความเป็นมนุษย์ ในใจของเขาก็คำรณลั่นเหนือเหตุผลทางยุทธศาสตร์ใดๆ!
"ฉันสร้างรัฐอิสระเฮเซลบรุคขึ้นมา... ออกแบบโครงสร้างที่แข็งแกร่งที่สุด...ก็เพื่อสร้าง 'เซฟโซน' ให้กับผู้ที่ถูกโลกใบนี้ทอดทิ้งไม่ใช่หรือยังไง!?"อีไลอัสตะโกนถามตัวเองในใจ"ถ้าฉันหันหลังให้สองพี่น้องที่ถูกล่ามโซ่และดั้นด้นหนีตายมาจนถึงหน้าบ้านฉัน...ฉันก็ไม่ต่างอะไรกับไอ้พวกขุนนางหน้าโง่ในจักรวรรดิที่ฉันเกลียดชังหรอก!"
สถาปนิกในร่างเด็กชายวัยสิบสองปีกระชับอ้อมกอดร่างของหญิงสาวไว้แน่นเขาก้มลงมองใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาของเธอด้วยสายตาที่อ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาดระดับผู้ปกครอง
"วางใจเถอะ... พวกเธอรอดแล้ว..." อีไลอัสกระซิบเบาๆ"ที่นี่คือเขตแดนของเฮเซลบรุค ดินแดนที่ไม่มีใครสามารถล่ามโซ่พวกเธอได้อีกต่อไป!"
อีไลอัสหันไปหาหมียักษ์อสูรสลัดความกังวลทิ้งไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงการตัดสินใจในฐานะผู้นำ!
"บาร์นีย์! ค่อยๆ อุ้มวัยรุ่นทั้งสองคนนี้ขึ้นไปบนหลังของแกระวังอย่าให้โดนแผลที่ข้อมือและข้อเท้าเด็ดขาด!"
"โฮก..." บาร์นีย์รับคำสั่ง มันเก็บกรงเล็บอันแหลมคมเข้าไปจนหมดใช้อุ้งเท้าที่เต็มไปด้วยขนนุ่มๆช้อนร่างของหญิงสาวและเด็กหนุ่มขึ้นมาวางบนแผ่นหลังกว้างๆของมันอย่างทะนุถนอมที่สุด ราวกับพวกเขากำลังประคองแก้วที่บอบบาง
"ฟินน์! นำทางกลับหมู่บ้าน! แล้วไปบอกดัสตี้และคนอื่นให้เตรียม ของที่จำเป็นเราจะต้องสร้าง 'ห้องพยาบาลแยกส่วน' ด่วนที่สุด!เราไม่รู้ว่าบาดแผลที่ติดเชื้อพวกนี้มีโรคติดต่ออะไรบ้างเราต้องใช้ระบบกักตัวเพื่อป้องกันโรคระบาดเข้าสู่หมู่บ้าน!และให้เอลดรินเตรียมเสื้อผ้าสะอาดไว้สองชุด"
สมองของนักผังเมืองประมวลผลอย่างรวดเร็ว"บอกดัสตี้ให้เตรียมของไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้! ต้องเป็นพื้นที่ 'ใต้ลม' และอยู่ห่างจากร่องน้ำตกม่านไพลินให้มากที่สุด!เราจะยอมให้เชื้อโรคหรือกลิ่นคาวเลือดพัดย้อนกลับเข้ามาในโซนที่อยู่อาศัยหรือปนเปื้อนในระบบประปาของหมู่บ้านไม่ได้เด็ดขาด!"
"โฮ่ง! รับทราบเจ้านาย!" จิ้งจอกน้อยพุ่งทะยานนำหน้ากลับเข้าเมืองไปทันที
อีไลอัสเดินขนาบข้างบาร์นีย์มุ่งหน้ากลับเข้าสู่เขตผังเมืองสายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่โซ่ตรวนเหล็กที่เป็นสนิมนั้นอย่างไม่วางตา
การประจันหน้ากับเผ่าพันธุ์มนุษย์ครั้งแรกในรอบปีไม่ได้มาในรูปแบบของการค้าขาย หรือการเจรจาทางการทูต แต่มันมาในรูปแบบของรอยเลือดคราบน้ำตา และเครื่องหมายแห่งความเป็นทาส!
รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุคกำลังจะต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่...ไม่ใช่พายุเวทมนตร์ ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่เป็นความชั่วร้ายที่เกิดจากน้ำมือของ 'มนุษย์'ด้วยกันเอง!
กงล้อแห่งโชคชะตาได้หมุนไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้และผู้ใหญ่บ้านแห่งเฮเซลบรุค... ก็พร้อมที่จะใช้ทุกศาสตร์แห่งวิศวกรรมสถาปัตยกรรมเพื่อปกป้องพลเมืองทุกคนของเขาให้ถึงที่สุด!