จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 63: พบพานกลางเถ้าสงคราม

    หนึ่งเดือนเต็มผ่านพ้นไปนับตั้งแต่วันที่เมืองชากังราวได้รับชัยชนะเหนือทัพอังวะ 


    บาดแผลของสงครามยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปตามกำแพงเมืองและประตูที่พังทลาย แต่บรรยากาศภายในเมืองกลับเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง 


    ความหวาดกลัวและความสิ้นหวังได้ถูกแทนที่ด้วยความมีชีวิตชีวาและความหวังที่เปี่ยมล้น เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของผู้คนกลับมาดังก้องในตลาดอีกครั้ง 


    ทุกคนต่างร่วมแรงร่วมใจกันซ่อมแซมบ้านเมืองของตนเอง เรื่องราวของ "อสุราน้อย" วีรบุรุษผู้ช่วยเมืองไว้ได้กลายเป็นตำนานที่ถูกเล่าขานในทุกครัวเรือน เป็นดั่งแสงสว่างที่คอยปลอบประโลมจิตใจในยามที่ชาติบ้านเมืองยังคงมืดมน


    สำหรับคำอินทร์แล้ว ร่างกายของเขาได้ฟื้นฟูจนกลับมาแข็งแกร่งดังเดิมแล้วภายใต้การดูแลอย่างดีที่สุดของเจ้าพระยาเพชรพิไชยและหมอหลวงประจำเมือง แต่จิตใจของเขากลับยังคงหนักอึ้ง ชื่อเสียงและเกียรติยศที่ได้รับมานั้นไม่ต่างอะไรกับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น 


    มันผูกมัดเขาไว้กับที่นี่ ทำให้เป้าหมายที่แท้จริงในการเดินทางสู่ล้านนาเพื่อตามหาอดีตของตนเองต้องหยุดชะงักลง


    ในบ่ายของวันหนึ่งที่อากาศปลอดโปร่ง คำอินทร์ตัดสินใจที่จะออกไปสำรวจพื้นที่นอกกำแพงเมืองแต่เพียงลำพัง


    เขาบอกกับท่านเจ้าเมืองว่าต้องการไปตรวจดูความเรียบร้อยของแนวกำแพงชั้นนอกและสูดอากาศบริสุทธิ์ แต่ลึกๆแล้วเขาเพียงต้องการหลีกหนีจากทุกสิ่ง ต้องการเวลาและพื้นที่ที่จะได้อยู่กับความคิดของตนเองตามลำพัง


    เขาสวมเพียงเสื้อผ้าฝ้ายสีมอซอที่ชาวบ้านทั่วไปสวมใส่ เหน็บเพียงมีดสั้นเล่มเดียวไว้ที่เอว แล้วเดินออกจากประตูเมืองไปอย่างเงียบๆ 


    เขามุ่งหน้าไปยังทิศทางของป่าละเมาะที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองนัก บริเวณที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแดนสังหารที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด บัดนี้ธรรมชาติกำลังเริ่มเยียวยาบาดแผลของมันเอง หญ้าสีเขียวอ่อนแทงยอดขึ้นมาแซมพื้นดินสีแดงคล้ำ เสียงนกเริ่มกลับมาร้องเพลงอีกครั้ง


    คำอินทร์เดินทอดน่องไปเรื่อยๆ ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไป เขาครุ่นคิดถึงหนทางข้างหน้า เขาจะทำอย่างไรต่อไป จะอยู่ที่ชากังราวในฐานะวีรบุรุษต่อไป หรือจะละทิ้งทุกสิ่งเพื่อออกเดินทางตามหาความจริงที่ล้านนาตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก


    ในขณะที่เขากำลังจมอยู่ในภวังค์แห่งความคิดนั่นเอง


    เสียงหนึ่งก็ได้ฉุดเขาให้กลับมาสู่ความเป็นจริง


    มันเป็นเสียงร้องด้วยความตกใจของผู้หญิง ตามมาด้วยเสียงตวาดที่หยาบคายและกักขฬะของบุรุษกลุ่มหนึ่ง


    "ส่งของมีค่ามาให้หมด! แล้วมากับพวกข้าดีๆ!"


    "อย่าทำอะไรข้านะ! ได้โปรด!"


    คำอินทร์ขมวดคิ้วทันที สัญชาตญาณของเขาร้องเตือนถึงอันตราย เขารีบเร่งฝีเท้าตามเสียงนั้นไปอย่างรวดเร็วและเงียบกริบราวกับพยัคฆ์ย่อง


    ณ ลานเล็กๆ กลางป่า เขาได้เห็นภาพนั้น หญิงสาวนางหนึ่งในชุดชาวบ้านที่ดูเปรอะเปื้อนกำลังถูกชายฉกรรจ์ร่างใหญ่สี่คนล้อมไว้ 


    พวกมันคือโจรป่าเป็นพวกเหลือบไรที่คอยหากินกับความทุกข์ยากของผู้คนในช่วงสงคราม ดาบในมือของพวกมันเก่าและขึ้นสนิม แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมและหื่นกระหาย


    หญิงสาวผู้นั้นแม้จะอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาและมีสีหน้าหวาดกลัว แต่แววตาของนางกลับยังคงฉายประกายแห่งความทระนงและไม่ยอมแพ้ออกมา นางพยายามจะต่อสู้ขัดขืนเพื่อรักษาศักดิ์ศรีสุดท้ายของตนเอง


    "สารเลว! พวกเจ้ามันไม่ใช่คน!" นางตวาดใส่พวกมัน แม้เสียงจะสั่นเครือ


    "ปากดีนักนะแม่หญิง!" หัวหน้าโจรแสยะยิ้ม มันก้าวเข้าไปหานางแล้วยื่นมือที่หยาบกร้านออกมาหมายจะฉุดกระชาก แต่หญิงสาวก็เบี่ยงตัวหลบได้อย่างหวุดหวิด


    การกระทำนั้นทำให้โจรอีกคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้างโมโห มันตรงเข้ามาผลักนางอย่างแรงจนสุดกำลัง!


    "โอ๊ย!"


    ร่างที่บอบบางของนางเซถลาล้มลงไปกองกับพื้นอย่างแรง และในจังหวะที่ล้มนั้นเอง ขาข้างหนึ่งของนางก็บิดผิดรูปไปอย่างน่ากลัว


    กร๊อบ!


    เสียงกระดูกหักดังขึ้นอย่างชัดเจน!


    "อ๊าาาา!" หญิงสาวกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างสุดแสนสาหัส น้ำตาเม็ดโตไหลทะลักออกมาจากดวงตากลมโตที่งดงามคู่นั้น ความเจ็บปวดที่ขาทำให้เรี่ยวแรงทั้งหมดของนางหายไปในทันที


    "ฮ่าๆๆๆ! คราวนี้สิ้นฤทธิ์แล้วสินะ!" เหล่าโจรร้ายหัวเราะอย่างสาแก่ใจ พวกมันกำลังจะกรูเข้าไปหานางที่นอนไร้ทางสู้อยู่บนพื้น


    แต่แล้ว มัจจุราชก็ได้มาเยือนพวกมันโดยไม่รู้ตัว


    เงาร่างสายหนึ่งพุ่งออกมาจากพุ่มไม้ด้วยความเร็วสูง!


    มันคือคำอินทร์!


    โจรคนแรกที่อยู่ใกล้มือที่สุดยังไม่ทันได้แม้แต่จะหันมามอง มีดสั้นในมือของคำอินทร์ก็ได้ปาดผ่านลำคอของมันไปแล้ว โลหิตสีแดงสดพุ่งกระฉูด ร่างของมันล้มฟุบลงไปกองกับพื้นทันที


    โจรอีกสามคนที่เหลือเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง พวกมันหันมาเห็นเด็กหนุ่มในชุดธรรมดาที่ปรากฏตัวขึ้นมาราวกับภูตผี


    "แกเป็นใครวะ!"


    คำอินทร์ไม่ตอบ เขาพุ่งเข้าใส่พวกมันราวกับเสือร้ายที่หิวโหย เพลงดาบของเขารวดเร็วและแม่นยำ ทุกการเคลื่อนไหวล้วนแต่เป็นกระบวนท่าสังหารที่เด็ดขาด โจรป่าเหล่านี้เมื่อเทียบกับทหารพม่าชั้นยอดแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กทารก


    ในเวลาเพียงไม่ถึงสิบลมหายใจ โจรป่าทั้งสี่ก็กลายเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น


    คำอินทร์ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางซากศพ เขาหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบจิตสังหารที่พลุ่งพล่าน แล้วจึงหันไปมองหญิงสาวที่ยังคงนอนตัวสั่นด้วยความเจ็บปวดและความตกใจอยู่บนพื้น


    เขาค่อยๆ เดินเข้าไปหาอย่างช้าๆ แววตาที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็ง บัดนี้กลับอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด


    หญิงสาวผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของนางยังคงเต็มไปด้วยความหวาดระแวง นางมองเห็นเด็กหนุ่มที่เพิ่งจะสังหารคนสี่คนอย่างเลือดเย็น แต่ในขณะเดียวกัน นางก็มองเห็นความเป็นห่วงอย่างแท้จริงในแววตาของเขาเช่นกัน


    "เจ้า ปลอดภัยแล้ว" คำอินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้


    เขาคุกเข่าลงข้างๆ นาง รักษาระยะห่างที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้นางรู้สึกถูกคุกคาม


    "ขาของเจ้าหัก ข้าต้องทำการปฐมพยาบาลให้ก่อน" เขากล่าว "ข้าขออนุญาตตรวจดูบาดแผลได้หรือไม่"


    นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา พยายามจะค้นหาความเท็จหรือเจตนาร้าย แต่ก็ไม่พบสิ่งใดเลยนอกจากความห่วงใยอันบริสุทธิ์ นางจึงพยักหน้ารับช้าๆ


    คำอินทร์ค่อยๆ จับที่ข้อเท้าของนางอย่างแผ่วเบาที่สุด นิ้วมือของเขาสัมผัสได้ถึงตำแหน่งของกระดูกที่หักได้อย่างแม่นยำ "กระดูกหน้าแข้งหัก ต้องเข้าเฝือกโดยด่วน มิเช่นนั้นอาจจะติดเชื้อและพิการได้"


    เขาพูดกับตัวเองเบาๆ แต่ทุกคำพูดกลับเต็มไปด้วยความรู้ความเข้าใจอย่างน่าประหลาดใจ


    จากนั้นเขาก็ทำในสิ่งที่ทำให้นางต้องตกตะลึง เขาฉีกชายเสื้อของตนเองซึ่งเป็นส่วนที่สะอาดที่สุดออกมาเป็นแถบยาว แล้วเดินไปหาท่อนไม้ตรงๆ ที่แข็งแรงพอเหมาะสองท่อนมาวางทาบที่ขาของนางอย่างระมัดระวัง แล้วใช้เศษผ้าที่ฉีกออกมานั้นพันรอบท่อนไม้เพื่อทำเป็นเฝือกชั่วคราวให้แก่นาง


    ตลอดเวลาที่เขาทำแผลให้ นางไม่ได้ละสายตาไปจากใบหน้าของเขาเลย ใบหน้าที่ดูธรรมดา แต่กลับมีบางสิ่งที่ดึงดูดใจอย่างน่าประหลาด 


    การกระทำที่อ่อนโยนและให้เกียรติของเขา มันช่างแตกต่างจากความป่าเถื่อนของเหล่าโจรอย่างสิ้นเชิง


    หัวใจที่เคยเย็นชาและปิดกั้นของหญิงสาวเริ่มสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


    "ขอบคุณเจ้ามาก" นางเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก เสียงของนางไพเราะราวกับเสียงระฆังแก้วแม้จะสั่นเครือ "หากไม่ได้เจ้า ข้าคง…."


    คำอินทร์ส่ายหน้าเบาๆ "ไม่เป็นไร" เขากล่าว "คนเดินทางควรช่วยเหลือกัน"


    เมื่อเข้าเฝือกเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็มองไปยังเส้นทางที่ต้องกลับเมือง แล้วมองมาที่นาง


    "เจ้าเดินไม่ไหวแน่" เขากล่าว "ข้าจะพาเจ้ากลับเมืองเอง"


    พูดจบ เขาก็หันหลังให้แก่นาง แล้วย่อตัวลงในท่าเตรียมพร้อมที่จะแบก


    หญิงสาวหน้าแดงขึ้นมาทันที นางไม่เคยโดนผู้ชายแตะเนื้อต้องตัวมาก่อน แต่ในสถานการณ์นี้ นางไม่มีทางเลือกอื่น นางค่อยๆ ขยับตัวอย่างยากลำบาก แล้วโอบแขนรอบลำคอของเขา เอนกายลงบนแผ่นหลังที่ดูบอบบางแต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและมั่นคงอย่างไม่น่าเชื่อ


    คำอินทร์ค่อยๆ ยืนขึ้นอย่างมั่นคง แล้วเริ่มก้าวเดินอย่างช้าๆ แต่มั่นคง มุ่งหน้ากลับไปยังเมืองชากังราว


    บนแผ่นหลังของวีรบุรุษแห่งชากังราว คือร่างของหญิงปริศนาที่กำลังแนบชิด


    การพบพานที่เกิดขึ้นท่ามกลางเถ้าถ่านแห่งสงครามครั้งนี้ ได้เริ่มต้นถักทอสายใยแห่งโชคชะตาที่มองไม่เห็นขึ้นอย่างเงียบงัน 


    มันกำลังจะเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตของคนทั้งสองไปตลอดกาล