องค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】

    เล่มที่ 5 บทที่ 142 อดีตชาติภพ

           อันซิ่วเอ๋อร์จ้องมองของในหีบราวกับความกังวลก่อนหน้ามลายหายไปสิ้น เขาเล่าถึงสิ่งที่พบเห็นระหว่างทางทั้งเรื่องราวผู้คน และขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆนางฟังเพลินราวกับได้เดินทางไปด้วยตนเอง

            "ระหว่างทาง ข้าเจอหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง ผู้คนยากจนมาก พวกเขาไม่มีรองเท้าใส่ ทุกวันเลยไม่ได้ออกไปไหนได้แต่เอาเท้าซุกในขี้เถ้าให้อุ่นๆ"

            "หา! น่าสงสารยิ่งนักยากจนกว่าหมู่บ้านชิงสุ่ยบ้านเราเสียอีก" อันซิ่วเอ๋อร์อุทาน

            "หมู่บ้านชิงสุ่ยของเราไม่ถือว่ายากจนมีภูเขาสายน้ำ เป็นทำเลที่ดี ที่สำคัญที่สุดคือ..." จางเจิ้นอันเหลือบมองอันซิ่วเอ๋อร์ก่อนกล่าวต่อ "...ที่นั่นมีเจ้า"

            อันซิ่วเอ๋อร์ฟังแล้วหน้าแดงก่ำ"คนปากหวาน"

            "ข้าพูดความจริง" จางเจิ้นอันยืนยัน

            "ถ้าเช่นนั้นข้าขอถามท่านหน่อยเรื่องคุณหนูเย่จิ้งซู ตกลงมันเป็นอย่างไรกันแน่เจ้าคะ?" อันซิ่วเอ๋อร์เหลือบมองเขา ก่อนหน้านี้นางคิดว่าเรื่องผ่านไปแล้วก็แล้วไปไม่ควรถามอีก แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะถาม

            "เจ้าอยากรู้รึ?" จางเจิ้นอันถาม

            อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้าแรงๆ นางอยากรู้จริงๆคุณหนูเย่จิ้งซูคนนี้ นางไม่เคยไปล่วงเกิน กลับจ้องแต่จะหาเรื่องนางไม่เลิกนางจึงอยากทำความเข้าใจเรื่องราวในอดีตอยากรู้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาลึกซึ้งเพียงใด

            จางเจิ้นอันค่อยๆ เล่า"นางเคยเป็นคู่หมั้นของข้า หมั้นกันตั้งแต่เด็กนางเป็นลูกสาวตระกูลเย่แห่งเมืองซือหัวเมื่อก่อนก็นานมาแล้วที่นางเคยมาอาศัยอยู่ที่บ้านข้า"

            "ถ้าเช่นนั้นก็เป็นคู่รักแต่เล็กแต่น้อยสินะเจ้าคะ"อันซิ่วเอ๋อร์ลากเสียงยาว

            "ก็ใช่...แต่ก็ไม่เชิงข้าเป็นคนพูดน้อย ไม่ค่อยช่างเจรจา ถ้าข้าไม่อยู่บ้านนางก็จะไปเล่นกับน้องชายข้าและเยี่ยนจิ่งซิว พวกเราโตมาด้วยกันข้ารู้มาตลอดว่าต้องแต่งงานกับนาง แม้ข้าจะไม่เคยรู้สึกพิเศษต่อนางแต่ก็ถือว่าเป็นญาติ เป็นน้องสาวคนหนึ่ง"

            "ตอนนั้นข้าแบกรับภาระมากมายในตระกูลแต่ไม่เคยคิดแย่งชิงอะไร ต่อมาวันหนึ่งข้าถูกลอบทำร้ายจนบาดเจ็บที่ดวงตากิจการค้าหยกซึ่งสำคัญมากของตระกูล ข้าก็ดูแลไม่ได้อีกต่อไปจึงได้แต่เป็นหัวหน้าองครักษ์ คอยดูแลความปลอดภัยขบวนสินค้าของตระกูล"

            "ถึงข้าจะถอยให้ถึงเพียงนั้นท่านแม่ก็ยังไม่พอใจ กลัวว่าข้าจะเป็นก้างขวางคอน้องชายจึงจงใจให้เย่จิ้งซูทำทีกอดน้องชาย และพูดจาหวานซึ้งให้ข้าได้ยิน"

            "ข้าโกรธมากเพราะรู้ว่าพวกเขากำลังเล่นละครตบตา เพื่อยั่วยุ บีบให้ข้าไปให้พ้นถ้าเช่นนั้นข้าก็ไป! ข้าไม่เคยอยากได้อำนาจหรือทรัพย์สินเหล่านั้น ที่ข้าทนอยู่ก็เพียงเพื่อทำตามคำสั่งเสียของท่านพ่อ ให้ดูแลตระกูลจางให้ดีไม่ให้เสื่อมลงในมือข้า"

            "ในเมื่อพวกเขาอยากได้อำนาจนักข้าก็ยกให้ทั้งหมด สิ่งที่ข้าต้องการจริงๆ พวกเขาให้ไม่ได้"

            จางเจิ้นอันกล่าวเสียงสงบแต่ในแววตาก็ใช่ว่าจะไร้ความรู้สึก เขาหยุดดื่มชาครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ"ต่อมาข้าก็ออกจากตระกูล เรื่องหลังจากนั้น เจ้าก็รู้แล้ว"

            อันซิ่วเอ๋อร์ฟังแล้วยิ่งเห็นใจเขานางกุมมือเขาแน่น เอ่ยว่า "โบราณว่าฮ่องเต้รักลูกชายคนโต ชาวบ้านรักลูกชายคนเล็กแต่ท่านแม่ของท่านกลับทอดทิ้งท่านถึงเพียงนี้ ข้าเป็นลูกคนเล็ก พ่อแม่รักข้ามากแต่กับพี่ชายทั้งสองก็รักเท่ากัน เพียงแต่พี่ใหญ่ต้องรับภาระหนักกว่าแต่การที่แม่จะลำเอียงได้ขนาดนี้ ไม่เคยเห็น มีแต่แม่เลี้ยงเท่านั้นที่ทำกัน"

            "กรณีเจ้าไม่เหมือนกันลูกน่ารักเช่นเจ้า ไม่ว่าเป็นลูกตระกูลไหน พ่อแม่ย่อมต้องรักเอ็นดูเป็นแน่"จางเจิ้นอันกล่าว

            "จริงหรือเจ้าคะ?" อันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้ามองเขา

            "แน่นอน" จางเจิ้นอันพยักหน้าก่อนเล่าต่อ

            "อันที่จริงเมื่อก่อนท่านแม่ก็ดีกับข้ามาก ตอนนั้นท่านพ่อยังอยู่ พวกเราครอบครัวอยู่ด้วยกันอบอุ่นยิ่งนัก พอท่านพ่อจากไป บ้านก็วุ่นวายไปหมด พี่น้องเรายังเล็ก พวกอาๆและญาติๆ ก็ข่มเหงรังแกแม่ม่ายลูกกำพร้าพ่อ หมายจะฮุบสมบัติลบล้างทุกสิ่งที่ท่านพ่อสร้างไว้ให้ตระกูลข้าทนเห็นหยาดเหงื่อของท่านพ่อต้องสูญเปล่าไม่ได้ จึงต้องแบกรับภาระของครอบครัวไว้"

            "ตอนนั้นข้าต้องวิ่งวุ่นอยู่ข้างนอกทุกวันติดต่อผู้คน จัดการงาน อาจจะละเลยท่านแม่ไปบ้างนานวันเข้าท่านก็หันไปเข้าข้างน้องชายข้า ทุกครั้งท่านมักจะบอกว่า นั่นน้องเจ้าเขาขาดพ่อแต่เล็ก เจ้าต้องรักเขาให้มากๆ แต่...ท่านลืมไปว่าข้าก็อายุมากกว่าน้องแค่สองปีเท่านั้น"

            "ท่านอย่าเสียใจไปเลยเจ้าค่ะต่อไปข้าจะรักท่านมากๆ เอง" อันซิ่วเอ๋อร์เข้าใจแล้วว่าสิ่งที่จางเจิ้นอันต้องการจริงๆ แล้วแม้ภายนอกจะดูเย็นชา แต่ในใจเขาเพียงต้องการครอบครัวที่อบอุ่นเท่านั้น

            "ในเมื่อพวกเขาไม่เห็นค่าท่านก็ช่างพวกเขาเถอะ ข้าเห็นค่าท่านเอง เอาอย่างนี้ดีไหมเจ้าคะ? พวกเราไปจากที่นี่กันเถอะ ท่านไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือบางครั้งก็ออกไปหาปลา ส่วนข้าจะอยู่บ้าน ซักผ้า ทำกับข้าว ทอผ้า ปักผ้า เลี้ยงลูกทุกวันพอท่านกลับบ้าน ไม่ว่าดึกแค่ไหน ข้ากับลูกก็จะรอท่าน"

            "ชีวิตแบบนั้นก็ดีจริงแต่ข้าต้องทำตามคำสั่งเสียของท่านพ่อให้ได้ข้าทนเห็นตระกูลจางเสื่อมลงในมือพวกเขาไม่ได้ ยิ่งกว่านั้น หากให้ข้าไปตอนนี้ก็ยังตัดใจไม่ได้จริงๆ" จางเจิ้นอันลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มองหมู่ไผ่เขียวชอุ่มนอกหน้าต่าง แล้วถอนหายใจ

            อันซิ่วเอ๋อร์เดินตามมา กล่าว"แต่ความทุกข์ใจของท่าน จะมีใครเข้าใจ? ข้ากลัวพวกเขาจะทำร้ายท่าน"

            "คงไม่ถึงขั้นนั้นหรอก" จางเจิ้นอันส่ายหน้า "อย่างไรเสียเราก็เป็นญาติกันแม้จะแก่งแย่งเรื่องเงินทองอำนาจ ก็คงไม่ลงมือถึงขนาดนั้น สิ่งที่ข้าทำไม่ใช่เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่เพื่อพวกเขาด้วย ต่อให้ข้าได้อำนาจคืนกลับไปเป็นเจ้าบ้านอีกครั้ง ข้าก็จะไม่ทอดทิ้งพวกเขา"

            "ก็จริงเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า เรื่องราวในตระกูลใหญ่ นางไม่เข้าใจนัก

            "แม้ตอนนี้น้องชายข้าจะเป็นเจ้าบ้านแต่จริงๆ แล้วอำนาจในมือเขามีน้อยมาก เขาเป็นแค่หุ่นเชิดของพวกญาติๆ เท่านั้นนิสัยเขาอ่อนแอ โลเล ไม่เหมาะจะเป็นเจ้าบ้าน หากวันหน้าข้าได้เป็นเจ้าบ้านข้าก็จะให้น้องทำในสิ่งที่ชอบ ถึงเขาจะไม่ทำงานอะไรให้ตระกูลเลย อย่างน้อย ข้าก็จะให้เขามีชีวิตสุขสบายปลอดภัยไปตลอด"

            "อืม...หวังว่าพวกเขาจะเข้าใจท่านนะเจ้าคะ" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าว

            "ข้าไม่ต้องการให้พวกเขาเข้าใจขอแค่เจ้าเข้าใจข้าก็พอ" จางเจิ้นอันเอ่ย

            "ข้าเข้าใจท่านเสมอเจ้าค่ะแต่ต่อไปถ้าท่านยุ่ง ก็ต้องหาเวลามาอยู่กับข้าบ้าง มิเช่นนั้นข้าจะน้อยใจ"อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวเสียงอ้อน

            "เจ้าขี้อ้อน" จางเจิ้นอันเอื้อมมือไปบีบจมูกนางเบาๆ

            "คนอื่นข้าไม่อ้อนหรอกนะเจ้าคะ"อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้ม

            จางเจิ้นอันเห็นรอยยิ้มบนใบหน้านางก็เผลอยิ้มตามท่าทางแบบนี้ช่างไม่เหมือนเขาเลย

            เขาซบหน้าลงกับซอกคอนาง กล่าว"ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน"

            "ข้าก็เหมือนกันเจ้าค่ะ"

            เรื่องที่เย่จิ้งซูกับอูซื่อร่วมมือกันหลอกอันซิ่วเอ๋อร์ทั้งสองต่างรู้กันแต่ไม่ได้เอ่ยถึง อันซิ่วเอ๋อร์คิดว่านางกลับมาปลอดภัยก็พอแล้วนางรู้ว่าในใจจางเจิ้นอัน อูซื่อคือแม่ เย่จิ้งซูก็เหมือนน้องสาวเขาคงทำอะไรรุนแรงไม่ได้

            ยิ่งกว่านั้น ตนเองก็ไม่มีหลักฐานถ้าพวกนางไม่ยอมรับ เขาก็ทำอะไรไม่ได้ ต่อให้ยอมรับ ด้วยอำนาจตอนนี้ของเขาก็ใช่ว่าจะจัดการพวกนางได้ อย่างที่เย่จิ้งซูขู่ นางอาจโยนความผิดให้ทหารยามอ้างว่าอันซิ่วเอ๋อร์หนีตามไปเอง เช่นนั้นนางกลับต้องเหนื่อยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองเสียอีก

            เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็กไปเช่นนี้ก็แล้วกันต่อไปแค่ระวังพวกนางให้มากขึ้นก็พอ

            ในตอนนั้นอันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกว่าแค่ตนเองกลับมาได้อย่างปลอดภัย เรื่องอื่นก็ไม่คิดจะเอาความเพราะพวกนางเป็นญาติของจางเจิ้นอัน แม้จะทำร้ายนาง ตนเองแค่ระวังตัวก็พอแล้ว

            แต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงก็คือ บางครั้งการยอมไม่ได้นำมาซึ่งผลดี บางครั้งเราเห็นเขาเป็นญาติ แต่เขากลับเห็นเราเป็นศัตรู

            แน่นอนว่านั่นเป็นเรื่องของอนาคต

            แต่ในเวลานี้การที่ทั้งสองได้อยู่เคียงข้างกัน ก็เป็นความสุขที่สุดในโลกแล้ว

            ตกค่ำ จางเจิ้นอันรักษาสัญญาพานางไปดูดอกไม้ไฟ

            เขาขี่ม้าพานางไปยังเนินเขาเล็กๆในเมืองแห่งหนึ่ง ที่นี่เป็นเนินที่สูงที่สุดในเมืองยืนอยู่บนนี้แทบจะมองเห็นเมืองหมิ่นเยว่ได้ทั้งเมือง แสงไฟจากบ้านเรือนนับหมื่นส่องสว่างดุจภาพวาดงดงามในคืนเดือนมืด

            จางเจิ้นอันยกกล่องไม้สองกล่องลงจากหลังม้าวางบนที่โล่ง อันซิ่วเอ๋อร์มองกล่องใหญ่สองใบซึ่งสูงราวหนึ่งฉื่อด้วยความสงสัย ถาม"นี่หรือเจ้าคะดอกไม้ไฟ?"

            "อืม" จางเจิ้นอันพยักหน้าหยิบกลักไม้ขีดไฟออกมา จุดธูปดอกหนึ่ง "นี่ชนวนเจ้าเอาธูปนี่ไปจุดสิ"

            "จะไม่อันตรายหรือเจ้าคะ?"อันซิ่วเอ๋อร์รับธูปมา ทั้งตื่นเต้นอยากลอง ทั้งหวาดกลัว

            "วางใจเถอะ มีข้าอยู่" จางเจิ้นอันกล่าว

            อันซิ่วเอ๋อร์กล้าๆ กลัวๆ ใช้ธูปจุดชนวนพอชนวนส่งเสียงฟู่ เกิดประกายไฟวาบในความมืด นางก็ตกใจวิ่งหนีไปเสียไกล

            ไม่ช้า ประกายไฟก็พุ่งพรวดออกมาจากกล่องไม้พร้อมเสียงดังสนั่น แตกกระจายกลางอากาศดุจเทพธิดาโปรยปรายบุปผาทำให้ท้องฟ้าสว่างวาบไปทั้งผืน

            ประกายไฟจากกล่องไม้ยังพุ่งขึ้นต่อเนื่องนานราวชั่วจิบชา จางเจิ้นอันไปหยิบธูปจากมือนางตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้เอาไปจุดดอกไม้ไฟอีกกล่องหนึ่ง

            อันซิ่วเอ๋อร์แหงนหน้ามองท้องฟ้าตาไม่กะพริบไม่ได้พูดอะไร จางเจิ้นอันยืนอยู่ข้างๆ ดูเป็นเพื่อนเงียบๆ

            พอแสงสุดท้ายดับลง เขาจึงเอ่ยถาม"สวยหรือไม่?"

            "สวยเจ้าค่ะ!" อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ดูดอกไม้ไฟช่างงดงามตระการตาเหลือเกิน

            "เพียงแต่เสียดายอุตส่าห์พุ่งทะยานฝ่าความมืดขึ้นไปกลับส่องสว่างได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวก็ลับหายไป ถ้าเป็นเหมือนดวงดาวแม้แสงจะริบหรี่ แต่ก็อยู่ตลอดไป คงจะดี" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวเสียงเบา

            "คนอื่นเขาดูเอาสวยงามก็พอแล้วเจ้านี่คิดมากจริง" จางเจิ้นอันเย้านางเอื้อมมือไปแตะมือนาง รู้สึกว่าเย็นเฉียบ จึงกล่าว "เรากลับกันเถอะบนเขานี่หนาวเกินไป"

            "เจ้าค่ะ"

             

    คล้ายกับเรื่ององค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668