ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    ถูกดักปล้น 2

            ซูเจินวิ่งมุ่งตรงมายังชายป่าโดยหยุดพักเป็นเวลาสั้นๆก่อนจะถึงเวลาที่กำหนดสี่ชั่วยาม พวกนางก็มาถึงยังชายป่าด้านนอกเวลายังคงเป็นตอนกลางคืน ซูเจินถอนหายใจยาวแล้วหยุดพักใกล้ๆกับชายป่าที่หนึ่ง

            ตลอดทางซูเจินหวั่นใจว่าจะเจอกับเจ้าของของในถ้ำเหลือเกินนางคอยระแวดระวังตรวจจับพลังโดยรอบอยู่ตลอดแต่ก็ปกติดีไม่มีวี่แววว่าจะมีผู้เยี่ยมยุทธ์หรือคนนอกคนอื่นนอกเหนือจากผู้เข้าสอบ

            คงเป็นเพราะว่านี่ยังอยู่ในระหว่างการสอบของสำนักสวรรค์ก็เป็นได้ทางสำนักสวรรค์แจ้งเอาไว้ก่อนแล้วว่าห้ามติดต่อหรือให้คนนอกเข้ามาในป่าระหว่างสอบอยู่เด็ดขาดถึงขนาดว่ามีบทลงโทษที่หนักหนาอย่างการตัดสิทธิ์การสอบทันทีเลยด้วย

            ทางสำนักสวรรค์เองก็คงมีการวางกำลังเอาไว้ไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาวุ่นวายกับการสอบในครั้งนี้ด้วยเช่นกันแล้วคนผู้นั้นเองก็คงไม่อยากจะมีเรื่องกับทางสำนักสวรรค์มากนักอีกทั้งอาจถูกจับได้ว่าเป็นเจ้าของของในถ้ำได้อีกด้วยเพราะตอนนี้มีเพียงผู้เข้าสอบและคนของสำนักสวรรค์เท่านั้นที่อยู่ในป่า

            หากเขาลอบเข้ามาก็เสี่ยงที่จะถูกเจอและล่วงรู้ฐานะได้ง่ายๆแม้ซูเจินจะรู้ถึงเรื่องนี้ดี แต่ก็ยังคงอดที่จะกังวลไม่ได้ของที่อยู่ในถ้ำดูอย่างไรก็ไม่น่าจะเป็นของที่ใช้ทำในเรื่องดีถึงขนาดเตรียมการเอาไว้และนำของพวกนั้นมารวมกันได้เยอะถึงเพียงนั้นเขาต้องไม่ธรรมดา

            หากเขาบ้าบิ่นพอที่จะลอบเข้ามาและรอดหูรอดตาของทางสำนักสวรรค์ได้ละก็เป็นเรื่องใหญ่แน่พวกนางที่ไปกวาดเอาของในถ้ำมา ไม่รู้ว่าหากถูกจับได้จะถูกระบายโทสะอย่างไร

            แต่พอมาถึงเขตชายป่าได้นางถึงเริ่มวางใจได้บ้างที่ชายป่ามีผู้เข้าสอบคนอื่นอยู่พอสมควร อีกทั้งยังมีศิษย์ของสำนักสวรรค์กระจายอยู่โดยรอบ

            ซูเจินกวาดตามองไปรอบๆเร็วๆหนึ่งรอบแล้วหลับตาลงนอกจากเหล่าศิษย์ของสำนักสวรรค์แล้ว ก็ยังมีผู้เข้าสอบคนอื่นๆอยู่โดยรอบใกล้ๆด้วย

            เวลาใกล้เช้าเท่าไหร่ก็ยิ่งเงียบลงเท่านั้นซูเจินกับพวกแม้จะทำท่าหลับตาพักผ่อน แต่จริงๆแล้วกลับกำลังเงียบหูฟังการเคลื่อนไหวยิ่งใกล้จะเช้าพวกผู้เข้าสอบคนอื่นก็ยิ่งขยับเข้ามาใกล้พวกนางทีละนิด

            พรึบๆๆๆ                                                   

            ซูเจินลืมตาขึ้นทันทีที่มีการเคลื่อนไหวจือเหลียงและคนอื่นๆเองก็ลุกขึ้นทันทีเช่นกันซูเจินเลิกคิ้วข้างหนึ่งตอนมองเหลียงจือที่กอดกระเป๋าสมุนไพรนอนหลับอย่างเป็นสุข

            เจ้าหมอนี่หลับจริงๆ?หลับโดยที่ไม่ระวังตัวเลยเนี่ยนะ

            ไม่อยากจะเชื่อเลยซูเจินกะพริบตาถี่แล้วยกเท้าขึ้นเตะปลุกเขาเบาๆ เหลียงจือสะดุ้งตื่นทันทีหวาดผวากับการที่โดนซูเจินทุบตีไม่หายเมื่อถูกปลุกให้ตื่นก็ลืมตาขึ้นกวาดไปรอบๆแล้วเบิกตากว้าง

            “นี่...นี่มันอะไรกันน่ะ?”เหลียงจือลุกขึ้นทั้งๆที่ยังกอดกระเป๋าสมุนไพรเอาไว้ แล้วพูดขึ้นอย่างกลัวๆ

            “จะอะไรล่ะ พวกเรากำลังจะถูกปล้นน่ะสิ!”หนิงจูพูดด้วยเสียงหงุดหงิด ในที่สุดพวกมันก็ยอมปรากฏตัวออกมาถูกซุ่มมองตาเป็นมันอยู่นานแล้ว นางจึงได้หงุดหงิดอยู่นี่

            “ปะ ปล้น?”เหลียงจือกะพริบตามองพวกคนที่กำลังลอบพวกเขาเอาไว้อย่างไม่อยากจะเชื่อมีการดักปล้นเกิดขึ้นจริงๆด้วย!

            ซูเจินก็คิดเอาไว้แล้วว่าพวกเขาจะต้องเคลื่อนไหวตอนใกล้จะเช้าเวลาที่กำหนดคือตอนเช้าตะวันขึ้นและสิ้นสุดเมื่อตะวันตกดินพวกเขาจะต้องลงมือในตอนที่ใกล้เช้า แล้ววิ่งไปที่ลานกว้างแสดงตนเพื่อให้สอบผ่านแน่

            เมื่อถึงตอนนั้นต่อให้พวกนางอยากจะเอาของคืนก็เป็นเรื่องยากแล้วอีกทั้งจะหาใหม่ก็คงไม่ทันกาล แต่นางก็สังเกตได้ว่ามีตั้งหลายกลุ่มแต่ทำไมถึงได้เลือกลงมือกับกลุ่มของพวกนาง?

            ซูเจินหันขวับไปทางที่มีจิตมุ่งร้ายออกมาเพ่งพลังหรี่ตาขยายระยะการมองเห็น จึงเห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากำลังเหยียดยิ้มอยู่ไกลๆซูเจินเหยียดยิ้มขึ้นทันที สตรีชุดขาวผู้นั้นคงไม่พ้นมู่เหลียนฮวา เสื้อผ้าสะอาดสะอ้านต่างจากที่เห็นที่ปากถ้ำนักกลับมาวางตัวสูงส่งได้อย่างรวดเร็วจริงๆ

            ก่อนหน้านี้ไม่กล้ามีเรื่องกับนางเพราะไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังแต่พอได้ยินชื่อแซ่จากตอนทดสอบคุณสมบัติถึงได้พอเดาได้ว่าแซ่เฉินของพวกนางเป็นของสกุลไหนคงคิดว่าพวกนางเป็นเพียงบุตรหลานพ่อค้าธรรมดาสินะด้วยอำนาจของจวนเสนาบดีนางก็คงไม่ได้นึกเกรงกลัวอันใดมากนัก

            แต่ก็ยังไม่กล้าพอที่จะหาเรื่องพวกนางโดยตรงถึงได้ยุแยงและส่งพวกนี้ให้มารังควานนางมู่เหลียนฮวาช่างเป็นดอกไม้พิษที่น่ารำคาญจริงๆ

            มาตอนนี้ซูเจินก็ตัดสินใจระหว่างมู่เหลียนฮวากับฝูเย่วฟางได้แล้วฝูเย่วฟางน่าคบหามากกว่าเยอะ สตรีเช่นมู่เหลียนฮวาไม่ว่าชาตินี้หรือชาติก่อนนางก็เกลียดที่สุด!

            “คุณหนูเฉินช่วยส่งของที่จะนำไปแสดงที่ลานให้พวกข้าจะได้หรือไม่?” บุรุษผู้หนึ่งพูดขึ้นท่าทางจะเป็นหัวโจก

            “คงจะไม่ได้หรอกนะพวกเจ้าไม่มีของตัวเองหรอกหรือ? หาไม่ได้หรือว่าไม่กล้าเข้าไปหากันล่ะ”ซูเจินตอบกลับด้วยท่าทียียวน

            กลุ่มคนกลุ่มนั้นต่างก็สะอึกอย่างที่นางกล่าวพวกเขาไม่กล้าเข้าไปล่าในป่าที่อยู่ลึกๆได้แต่ตระเวนล่าอยู่รอบนอกแต่พวกสัตว์อสูรที่ใช้ได้รอบนอกนั้นได้ถูกผู้อื่นล่าไปหมดแล้วไม่เหลือให้พวกเขาได้ล่าอีก

            แต่ก็มีวิธีที่จะทำให้สอบผ่านอยู่นอกจากการล่าแล้วพวกเขาก็ยังสามารถปล้นจากคนอื่นๆได้อยู่

            “พวกข้าก็กำลังทำการล่าอยู่นี่อย่างไรเล่าหากไม่อยากเจ็บตัวพวกเจ้าส่งของออกมาแต่โดยดีเถอะ”ชายผู้นั้นยังคงพูดอย่างเอาแต่ใจ

            ช่างกล้าพูด กำลังล่า?คิดจะปล้นพวกนางน่ะสิไม่ว่า

            “เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าต้องการที่จะปล้นพวกข้า”ซูเจินถามเสียงเย็น ตอนทดสอบคุณสมบัติพวกนางต่างก็มีระดับพลังในระดับสูงกันทุกคนไม่ต้องพูดถึงคนอื่น ลำพังนางคนเดียวก็ทำให้พวกเขาไม่กล้าหาเรื่องแล้วไม่รู้ว่าพวกเขาไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน

             ชายผู้นั้นกะพริบตาสองที แล้วทำใจกล้าตอบกลับไป“พวกเราไม่ได้ปล้น แต่กำลังทำการ ‘ล่า’ อยู่ต่างหาก เจ้าอย่ามาขู่ให้ข้ากลัวเลยหากพวกเจ้าเก่งจริงจะเหลือคนอยู่เท่านี้หรือ”

            อ่อ ที่แท้เป็นเพราะเห็นจำนวนคนในกลุ่มของนางลดลงถึงได้เข้าใจว่ากลุ่มของนางอ่อนแอ ซูเจินเหลือบตามองไปยังทิศทางเดิมอีกครั้ง

            ช่างเข้าใจโน้มน้าวเสียจริง

            “หน้าด้าน!ทำตัวเช่นโจรชั้นต่ำ ดักซุ่มรอโอกาสปล้นคนอื่นยังมีหน้ามาปากดีอีกล่าอะไรของเจ้ากัน ที่เจ้าทำอยู่เขาเรียกว่าปล้น!”หนิงจูตะโกนด่าเสียงดัง

            รอบบริเวณนั้นต่างก็มีผู้เข้าสอบอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลต่างก็ระแวงเป็นทุนเดิมพอได้ยินเสียงอันดังของหนิงจูก็ต่างตื่นตัวแต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามายุ่ง

            มีกลุ่มหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปหน่อยพวกเขาได้ยินเสียงสตรีนางหนึ่งที่คุ้นหูอย่างยิ่ง ก็ขยับเข้ามาใกล้หน่อยเพื่อแอบดูเห็นกลุ่มคนมากกว่าสิบคนกำลังโอบล้อมคนกลุ่มหนึ่งอยู่ก็ให้ความสนใจ

            แต่พอเห็นว่ากลุ่มที่ถูกล้อมนั้นเป็นกลุ่มของใครก็เบิกตากว้างหันมองอีกคนข้างๆแล้วกลืนน้ำลายดังอึก ไว้อาลัยให้กับคนกลุ่มนั้น

            ...พวกเขาหมายถึงคนที่กำลังล้อมพวกนางเอาไว้น่ะนะ 

    คล้ายกับเรื่องตำนานยอดหญิงซูเจิน ที่คุณอ่าน