เมื่อเหล่าอันธพาลล่าถอยบรรยากาศในร้านก็กลับคืนสู่ความสงบดังเดิม
เพื่อเป็นการขอบคุณต้วนจื่อรองเจ้าของร้านจึงมอบสมุนไพรมากมายให้เขา ทั้งยังมอบตั๋วกำนัลสุดพิเศษให้อีกด้วย
เพียงใช้ตั๋วใบนี้ซื้อสมุนไพรที่ร้านโอสถหมอเทวดาคืนชีพก็สามารถซื้อได้ในราคาทุน ซึ่งนับว่าคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง
ต้วนจื่อก็มิได้ถือสารับของทั้งหมดมาด้วยความยินดี
ในทางกลับกันเยี่ยนชุยเสวี่ยกลับมองต้วนจื่อด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม
หากความรู้สึกก่อนหน้านี้คือความซาบซึ้งในบุญคุณที่ต้วนจื่อช่วยชีวิตบิดาตอนนี้มันแปรเปลี่ยนเป็นการยอมจำนนต่อเสน่ห์ความเป็นพระเอกในตัวเขา
สามีที่นางปรารถนานั้นไม่จำเป็นต้องมีพลังแข็งแกร่ง หรือมีฐานะร่ำรวย เพียงแต่ต้องมีคุณธรรมมีจิตใจดีงาม ไม่แปดเปื้อนด้วยโลกีย์วิสัย
ต้วนจื่อ...คือสามีที่ตอบโจทย์ทุกข้อที่นางตั้งไว้!
"เด็กคนนี้จะไปได้ไกลกว่าที่คิดรีบลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ ขอให้เจ้าโชคดี"
จู่ๆ ก็มีเสียงกระซิบแว่วมา
เยี่ยนชุยเสวี่ยได้สติ ก็พบว่าคนที่พูดคือพี่หง
ดวงตาสีไวน์แดงของนางแต้มประกายชั่วร้ายราวกับนักเวทผู้หยั่งรู้
"ข้ายังมีธุระต้องสะสางไว้คุยกันใหม่"
พี่หงหลุบสายตาลงแล้วกลับหลังหันเดินขึ้นไปยังชั้นบน
เมื่อมองตามแผ่นหลังของนางไปเยี่ยนชุยเสวี่ยก็ครุ่นคิดในใจ
รีบลงมือก่อนได้เปรียบหมายความว่าให้ตนเริ่มจีบต้วนจื่อก่อนสินะ?
แต่... แต่มันจะเร็วเกินไปหน่อยไหม?
อย่างน้อยก็ต้องเตรียมตัวสักหน่อยสิ!
"เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?"ต้วนจื่อหมุนตัวกลับมา โบกมือตรงหน้าเยี่ยนชุยเสวี่ย
"ไม่... ไม่มีอะไรสักหน่อย..."เยี่ยนชุยเสวี่ยรีบใช้รอยยิ้มกลบเกลื่อน
"ไปกันเถอะ ได้โอสถมาแล้วพวกเราควรกลับกันได้สักที!"
ต้วนจื่อชี้ไปยังชั้นบน"แล้วเจ้าจะไม่อยู่คุยกับพี่หงอีกสักหน่อยหรือ?"
"นางมีธุระต้องจัดการไว้คราวหน้าค่อยว่ากัน"
"อืม" ต้วนจื่อพยักหน้าแล้วยกถุงโอสถเดินตามเยี่ยนชุยเสวี่ยออกจากร้าน
ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่าเขารู้สึกว่าสายตาที่เยี่ยนชุยเสวี่ยมองตนนั้นเปลี่ยนไป
ความรู้สึกนั้น เหมือนกำลังมอง... คนรัก!
ให้ตายสิ!
เป็นไปได้ไหมว่าเพราะใบหน้าที่หล่อเหลาและสง่างามของข้ากำลังดึงดูดนาง?
เป็นไปได้ไหมว่าเพราะน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและเซ็กซี่ของข้าล้วนพิชิตใจนาง?
เป็นไปได้หรือไม่ว่า...เสน่ห์ความขี้เล่นและจิตใจดีงามของข้า ทำให้นางหวั่นไหวเข้าเสียแล้ว?
ไม่นะ!
ข้าไม่สมควรที่จะเลิศเลอขนาดนี้!
ข้าก็แค่หนุ่มรูปงามคนหนึ่งตื่นขึ้นมาก็เดียวดาย มีเพียงความหล่อเป็นเพื่อนข้ากลัวว่าผู้คนจะมองข้ามความพยายามของข้าไป เพียงเพราะรูปลักษณ์ภายนอก...ได้โปรดอย่าตัดสินข้าเพียงแค่นั้นเลย
["ติ๊ง!ระบบติดภารกิจช่วยเหลือสาวน้อยผู้ไร้เดียงสาที่มีบุตรยากทำให้การคำนวณคะแนนเทียนซิ่วล่าช้า ตอนนี้ขอพักครู่หนึ่งข้าขอไปสูบยาคลายเครียดสักหน่อย เพื่อเติมพลังชีวิต"]
ต้วนจื่อ"......"
ระบบเอ๋ยช่างสรรหาคำพูดให้เรื่องอย่างว่าดูบริสุทธิ์ผุดผ่องได้ถึงเพียงนี้เจ้ามันอัจฉริยะสมชื่อโทรศัพท์เด็กเล่นจริงๆ!
[สูบมวนสุดท้ายเสร็จแล้ว ขอสรุปผลสำเร็จติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับผู้ใช้ ในช่วงเวลาสามชั่วโมงท่านสามารถบรรลุภารกิจดังต่อไปนี้: ลงโทษเว่ยม่ายอินเพื่อแก้แค้น ช่วยจูเก่อเหลี่ยงให้สำนึกบุญคุณแก้ไขปัญหาคนก่อเรื่องในร้านโอสถอย่างชาญฉลาดและไร้ยางอาย ไม่ว่าจะตกต่ำแค่ไหนก็ต้องยกย่องตัวเองได้อย่างหน้าด้านๆรวมแล้วได้รับความเทียนซิ่ว +2,333!]
ต้วนจื่อได้แต่พูดไม่ออก
ไม่แปลกใจเลยว่าก่อนหน้านี้เขาถึงไม่ได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบเลยที่แท้มันก็รายงานผลช้าไปนี่เอง!
ชิ เจ้าระบบไม่เอาไหน ช่างน่ารังเกียจ!
ใช้เวลาประมาณสิบห้านาทีทั้งสองก็กลับมาถึงตระกูลเยี่ยน
เยี่ยนชุยเสวี่ยรีบไปดูอาการของเยี่ยนเต๋อจื้อผู้เป็นบิดาในทันทีส่วนต้วนจื่อก็นำเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวที่ซื้อมาใหม่ไปให้ต้วนเยว่เอ๋อร์และสาวๆคนอื่นๆ
ในวินาทีต่อมาสิ่งที่ได้รับกลับมาคือเสียงร้องดีใจของสาวๆ
สาวๆ ต่างพากันดีใจกับการลองสวมเสื้อผ้าและใช้เครื่องประทินโฉมต่างๆ อย่างสนุกสนาน
ระหว่างนั้นต้วนจื่อยังได้นำไอเทมจากกล่องสมบัติที่ได้มาก่อนหน้านี้หรือก็คือเครื่องนำทางด้วยดาวเทียม GPS ออกมาสามเครื่องมอบให้สาวๆ แต่ละคน พร้อมทั้งบอกถึงวิธีการใช้งาน
ต้วนเยว่เอ๋อร์และคนอื่นๆคาดไม่ถึงว่าต้วนจื่อจะใส่ใจพวกนางถึงเพียงนี้ ในใจจึงเต็มไปด้วยความซาบซึ้งต่างผลัดกันหอมแก้มต้วนจื่อจนเจ้าตัวถึงกับตัวแข็งทื่อรีบหนีกลับห้องของตนเองแทบไม่ทัน
เมื่อประตูห้องปิดลงเขาก็นั่งเดียวดายในห้องว่าง ใช้มือปรนเปรอตนเองพลิกแพลงมือซ้ายขวาราวกับหย่าร้างแล้วแต่งงานใหม่ ถูไถไม่หยุดหย่อน ดวงตาเหม่อลอยร่างกายอ่อนระทวย หยาดหยดร่วงหล่นสู่พื้นดิน กลายเป็นธุลีดินไปในที่สุด
หลังจากเสร็จกิจ ต้วนจื่อก็ค่อยๆสงบสติอารมณ์ลง ใช้พลังจิตในการใช้งานรางวัลจากภารกิจเทียนซิ่ว ‘ช่วยเหลือชีวิตผู้คน ย่อมได้บุญ’ นั่นก็คือการหมุนวงล้อนำโชค!
พริบตาเดียวสติสัมปชัญญะของเขาก็มาถึงมิติแห่งห้วงความคิดเบื้องหน้าคือวงล้อสุ่มรางวัลขนาดมหึมา มันยิ่งใหญ่เกินกว่าจะอธิบายคงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของจินตนาการท่านผู้อ่านเอง
บนเครื่องมีปุ่มสีแดงปุ่มหนึ่งกดลงไปก็สามารถเริ่มการสุ่มรางวัล
ต้วนจื่อไม่พูดพร่ำทำเพลงกดปุ่มสีแดงลงไปทันที
ในชั่วพริบตาจอภาพตรงกลางเครื่องหมุนวงล้อก็เริ่มหมุนอย่างบ้าคลั่งมีสิ่งของมากมายหมุนวนอยู่ในนั้น
แปลงกายเป็นเด็กน้ำเต้า...
เกราะคุ้มภัยแห่งนักปราชญ์...
เคล็ดวิชาสื่อสารกับวิญญาณของหลี่ไป๋...
เคล็ดวิชาจับมีดมือเปล่าไร้พลาด…
สิ่งของต่างๆพากันหมุนวนอยู่ตรงหน้าจนต้วนจื่อตาลาย
ห้าวินาทีต่อมา เครื่องหมุนวงล้อก็หยุดลง
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีผู้ใช้ได้รับ ‘พลังหยั่งรู้จิตวิญญาณ’ นี่คือทักษะที่ผู้มีอาชีพเป็นนักปรุงยาต้องมีจะสามารถรับรู้ถึงรายละเอียดเล็กๆ ที่คนทั่วไปไม่สามารถรับรู้ได้สามารถทราบถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบ สามารถใช้การโจมตีด้วยจิตวิญญาณ และอื่นๆ ได้จัดว่าเป็นสิ่งของหายาก]
"ให้ตายสิ!" ต้วนจื่อดีใจเป็นอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็นโลกต่างมิติแบบไหนนักปรุงยาก็ล้วนแต่เป็นชนชั้นสูงที่อยู่เหนือกว่าผู้ฝึกตนพวกเขาสามารถปรุงยาที่มีผลลัพธ์ต่างๆ นานาจัดว่าเป็นผู้ช่วยเหลือที่แข็งแกร่งที่สุด และเป็นเซียนในสายตาของคนทั่วไป
ขอเพียงแค่ได้เป็นนักปรุงยาก็เท่ากับว่าฐานะจะสูงส่งกว่าคนในระดับเดียวกันทุกกองกำลังต่างพากันเข้ามาดึงตัวด้วยราคาค่าตัวที่สูงลิ่ว
นักปรุงยามีระดับแบ่งเป็นเก้าขั้นยิ่งมีระดับสูง ฐานะก็ยิ่งสูงส่ง มีสิทธิมีเสียงมาก บางคนถึงขั้นพูดคำเดียวก็มีผู้แข็งแกร่งมากมายพร้อมที่จะมาพลีชีพให้ น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
อย่างไรก็ตามพลังหยั่งรู้จิตวิญญาณนั้นหายากมาก หมื่นคนถึงจะมีสักคนทำให้ขีดจำกัดของนักปรุงยานั้นสูงตาม
การมีพลังหยั่งรู้จิตวิญญาณก็หมายความว่าเขาก็สามารถเป็นนักปรุงยาได้ สามารถพึ่งพาตนเองได้การพัฒนาพลังจะเร็วกว่าตอนนี้หลายเท่า
"ลองใช้ดูซิ" ต้วนจื่อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กลั้นความดีใจเอาไว้ หลับตาตั้งสมาธิในทันทีก็รับรู้ได้ถึงจิตวิญญาณของตนเอง
เมื่อมีความคิดพลังวิญญาณพลันแปรสภาพเป็นดั่งสัญญาณแพร่กระจายออกไปโดยรอบ
เมื่อพลังหยั่งรู้จิตวิญญาณแพร่กระจายทะลุทะลวงออกไปอย่างต่อเนื่องในไม่ช้าต้วนจื่อก็มาถึงยังห้องของต้วนเยว่เอ๋อร์
ในตอนนี้เถียนโหรวโหรวและโม่ลั่วฮว่าก็อยู่ด้วย
สาวงามทั้งสามกำลังผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ภาพนั้นงดงามเกินบรรยาย... ต้วนจื่อเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง!
ว้าว!
ว้าวๆ!
ว้าวๆๆ!
สภาวะเช่นนี้ดำเนินไปได้สามนาทีต้วนจื่อก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามาและขอบเขตการรับรู้จิตวิญญาณแปรเปลี่ยนจากสิบเมตรกลายเป็นห้าเมตร
ดูท่าทางแล้วพลังหยั่งรู้จิตวิญญาณของเขาคงอยู่ในขั้นเริ่มต้น นับว่ายังอ่อนแอนักคงไม่สามารถเปิดใช้ได้นานเกินไป
"ต่อไปต้องหาของบำรุงจิตวิญญาณและฝึกฝนพลังหยั่งรู้จิตวิญญาณให้มากขึ้นเพื่อเสริมสร้างพลังหยั่งรู้จิตวิญญาณให้ยิ่งแข็งแกร่ง" ต้วนจื่อคิดในใจ พึมพำกับตนเอง
ในตอนนั้นเองเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงของสาวใช้
"คุณชายต้วนงานเลี้ยงอาหารเย็นจัดเตรียมเสร็จแล้วคุณหนูให้ข้ามาเชิญท่านไปร่วมงานเลี้ยงเจ้าค่ะ"
"รับทราบ" ต้วนจื่อขานรับ แล้วเปิดประตูเดินไปยังห้องของต้วนเยว่เอ๋อร์
เมื่อถูกเร่งเร้าครั้งแล้วครั้งเล่าสามสาวจึงสงบลงได้ และเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วเดินตามไปยังห้องอาหารของจวนตระกูลเยี่ยนอย่างพร้อมเพรียง
เมื่อมาถึงที่แห่งนี้เยี่ยนเต๋อจื้อก็อยู่ด้วย
"สหายต้วน ข้ารอเจ้านานแล้วมาร่วมดื่มด้วยกันหน่อยเถอะ"
เขาผุดลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้หลักโบกมือพลางส่งเสียงดัง
เรื่องที่อาการไข้ป่าดำของตนหายดีแล้วเยี่ยนเต๋อจื้อตื่นมาก็รับรู้จากน้องชาย เยี่ยนหย่งเหวยแล้วในเรื่องนี้เขามีความซาบซึ้งมากมายที่ต้องการจะกล่าวกับต้วนจื่อแต่เพราะอีกฝ่ายตามลูกสาวของตนออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกตั้งแต่ช่วงบ่ายยังไม่กลับมาสักที จึงทำได้เพียงรอถึงตอนนี้
"ท่านเจ้าบ้านเยี่ยนฟื้นตัวได้เร็วมากผ่านไปเพียงครึ่งวันสีหน้าก็แดงปลั่งเหมือนปกติแล้ว" ต้วนจื่อหัวเราะแล้วเดินไปยังที่นั่งอย่างช้าๆ โดยมีสาวใช้คอยนำทาง
ต้วนเยว่เอ๋อร์และคนอื่นๆจึงนั่งลงตามอย่างว่าง่าย แต่ทั้งหมดก็ยังคงความเงียบ โดยให้ต้วนจื่อเป็นผู้นำ
"ที่ข้าเป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะพลังอันศักดิ์สิทธิ์ของสหายต้วนทั้งนั้นหากไม่ได้เจ้าช่วยไว้ละก็ เกรงว่าข้าคงลงโลงไปแล้ว" เยี่ยนเต๋อจื้อกล่าวอย่างเศร้าสร้อยก่อนจะดีดนิ้วครั้งหนึ่ง
ในชั่วพริบตาตรงหน้าทุกคนก็ปรากฏแท่นหมุนสิ่งของ ถ้วยชามค่อยๆ วางอยู่ตรงหน้าทีละอย่างก่อนจะชะลอความเร็วลงจนสามารถนำไปรับประทานได้
อาหารเบื้องหน้าถูกห่อหุ้มด้วยไอเย็นราวกับจะซ่อนรสชาติไว้ จนกว่าจะได้ลิ้มลอง
สมกับที่เป็นตระกูลใหญ่แค่กินข้าวก็ยังพิถีพิถันเสียขนาดนี้ ชีวิตคนรวยช่างน่าเบื่อหน่ายอะไรเช่นนี้!!
"มา มาเถอะทุกคน เชิญทานตามสบายกินให้เต็มที่ ถือว่าที่นี่เป็นบ้านตัวเองก็พอ"
สามสาวและต้วนเยว่เอ๋อร์มองหน้ากันเลิ่กลั่กยังไม่ได้ลงมือทาน จนกระทั่งต้วนจื่อคีบผัก ก็จึงค่อยๆ ทานตาม
เยี่ยนชุยเสวี่ยเปิดขวดสุรารินใส่แก้วให้ต้วนจื่อด้วยตนเอง แล้วส่งให้ด้วยรอยยิ้ม
"นี่คือของสะสมที่บิดาของข้าหวงแหนในวันธรรมดาไม่ค่อยยอมดื่ม จะมีก็แต่แขกคนสำคัญที่มาเยือนตระกูลเยี่ยนเท่านั้นท่านถึงจะเอาออกมาให้ดื่ม"
เยี่ยนเต๋อจื้อโบกมือกล่าวอย่างเปิดเผย"อย่าไปฟังที่ชุยเสวี่ยพูดพล่อยๆ สุรามีอยู่ในคลังมากมายเจ้าดื่มให้เต็มที่ไปเลย"
ต้วนจื่อก็มิได้ถือสารับแก้วสุรามาสูดดมเล็กน้อย เขารู้สึกถึงกลิ่นที่หอมกรุ่น สีเข้ม รสชาติเข้มข้น
เมื่อจิบไปเล็กน้อย รสชาติที่หวาน เปรี้ยวขม เผ็ด สด ฝาด หกรสชาติรวมกันอยู่ที่ปลายลิ้น ชวนให้ลิ้มลองอย่างไม่รู้เบื่อ
"สุรานี้เป็นสุราลูกสาว?"
สุราลูกสาวทำมาจากข้าวเหนียว น้ำตาลแดงและวัตถุดิบหมักอื่นๆ ในสมัยโบราณบ้านไหนมีลูกสาว พอเด็กมีอายุครบหนึ่งเดือนก็จะเลือกสุรามาหลายไห ปิดปากไหด้วยดินโคลนนำไปฝังไว้ใต้ดินหรือซ่อนไว้ในห้องใต้ดิน พอถึงวันที่ลูกสาวแต่งงานออกเรือนก็จะนำออกมาเลี้ยงแขกและญาติ จึงได้ชื่อว่าสุราลูกสาว
งานวิวาห์คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผู้หญิง ทุกคนต่างจับจ้อง ชื่นชมยินดีแต่กลับเป็นช่วงเวลาที่ทำให้คนเป็นพ่อเจ็บปวดที่สุดเช่นกันเพราะสิ่งที่เขารักมากที่สุดกำลังจะจากเขาไปแล้วเมื่อเขาส่งมือของลูกสาวให้กับผู้ชายอีกคน ช่วงความคิดคำนึงทั้งชีวิตก็จะมาถึงจุดสิ้นสุดมีเพียงสุราลูกสาวเท่านั้นที่เข้าใจหัวอกของเขา
"ท่านต้วนกล่าวได้ถูกต้องแล้วสุราที่ท่านดื่มคือ 'สุราลูกสาว' ที่ผ่านการบ่มเพาะมานานนับศตวรรษรสชาติจึงเลิศล้ำเหนือใคร" เยี่ยนเต๋อจื้อยกแก้วขึ้นจิบขณะที่เผยท่าทางที่เต็มไปด้วยความสุข
"แค่กินๆ ดื่มๆมันออกจะจืดชืดไปหน่อย ชุยเสวี่ยเรียกคนมาแสดงวิทยายุทธ์เพื่อเป็นการเพิ่มอรรถรสในการกินหน่อยซิ"
"เจ้าค่ะ" เยี่ยนชุยเสวี่ยพยักหน้ารับ แล้วลุกจากไป
เมื่อกลับมาอีกครั้งด้านหลังก็ยังมีฝาแฝดหน้าตาคล้ายกันอีกสองคนเดินตามมา
ทั้งสองคนอายุประมาณสิบหกปีใกล้บรรลุนิติภาวะแล้ว
เมื่อดูพลังฝึกฝนก็พบว่าต่างอยู่ในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ดนับว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่โดดเด่นที่สุดของตระกูลเยี่ยน
เมื่อเทียบกับตระกูลต้วนแล้วภูมิหลังของตระกูลเยี่ยนนั้นแข็งแกร่งกว่ามาก!