หลังจากที่ย่ากับเหลนชายเดินออกจากห้องไปแล้ว ทุกคนก็เริ่มแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างไม่คิดที่จะปิดบัง
“มารดามันเถอะ ทำงานทั้งวันเหนื่อยแทบตาย ยังต้องมาอดข้าวอีกเหรอเนี่ย” พี่รองโวยวายเป็คนแรก
“นั่นน่ะสิ วันนี้ทั้งวันข้าวยังไม่ตกถึงท้องฉันสักเม็ดเลย” สะใภ้รองเบ้ปากด้วยความน้อยใจ เธอแทบจะร้องไห้ออกมาแล้วด้วยซ้ำ
“ใครใช้ให้หล่อนปากอีกา ไปนินทาแม่นั่นต่อหน้าคุณแม่ล่ะ สมควรแล้ว” คุณแม่หวงถลึงตาใส่ลูกสะใภ้ที่ไม่มีหัวคิด ใครๆ ก็รู้ว่าแม่สามีลำเอียงรักหลานนอกคอกคนนั้นมากแค่ไหน ถึงขั้นเอาไปเลี้ยงข้างกาย ทั้งที่แม่ของมันไม่เคยคิดจะเหลียวแล
“แม่ครับ จะโทษเมียผมคนเดียวก็ไม่ถูกนะครับ พ่อเองก็มีส่วนผิด ถ้าพ่อไม่ลุกออกไป ย่าก็คงไม่โมโหมากขนาดนี้” เห็นภรรยาจะร้องไห้กลางวงข้าว มีหรือที่สามีอย่างเขาจะไม่ปกป้อง
“แกมันก็ดีแต่เข้าข้างเมียตัวเองไม่ลืมหูลืมตา ซินเอ๋อร์ก็โตพอจะเข้าโรงเรียนได้แล้วยังไม่ยอมให้ทำงานอีก จะกินแรงพี่น้องคนอื่นไปถึงเมื่อไหร่” คุณแม่หวงต่อว่าลูกชายคนรอง
“แม่ครับ เื่นี้ผมว่าเราคุยกันรู้เื่แล้วนะครับ แม่ซินเอ๋อร์เคยทำงานหนักที่ไหนกัน อีกอย่างเงินเดือนผมก็ไม่น้อยเลย ยังไม่พอที่จะชดเชยให้กับเธออีกเหรอครับ ทีกับแม่นั่นไม่เห็นใครจะว่าอะไรหล่อนได้”
“ก็เพราะว่าอากวงส่งเงินมาเยอะที่สุดน่ะสิ อีกอย่างหล่อนก็ไม่เคยมากินข้าวที่บ้านให้เปลืองด้วย”
“แต่หล่อนก็มีกาฝากอย่างเด็กคนนั้นนี่คะ แถมเงินเดือนก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง ถูกแม่นั่นดักเอากับบุรุษไปรษณีย์กลางทางออกจะบ่อย” สะใภ้รองเบ้ปากแย้ง
“พอสักที จะเถียงกันให้มันได้อะไรขึ้นมา คุณย่าเองก็เพิ่งจะพูดไปแท้ๆ น่ารำคาญจริงๆ” พี่ใหญ่พูดขึ้นบ้าง เขานั่งเงียบอยู่นาน รอดูว่าเื่นี้จะจบลงเมื่อไหร่ แต่ดูเหมือนว่าเื่จะยิ่งลามปามเพิ่งขึ้นไปใหญ่
ถ้าพูดถึงเื่หาเงินเข้าบ้าน แน่นอนว่าต้องเป็น้องชายคนที่สามหาเงินได้มากที่สุด เพราะแต่ละเดือนเขาส่งมามากถึง 20 หยวน ในขณะที่เงินเดือนคณะกรรมการหมู่บ้านของเขามีแค่ 12 หยวนเท่านั้น ถ้าปล่อยให้ถกเถียงเื่นี้กันต่อไป มีหวังเขาและภรรยาอาจจะเป็รายต่อไปก็เป็ได้
เมื่อพี่ใหญ่ออกปาก คนอื่นๆ ก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ เพราะยังไงแล้วถัดจากพ่อแม่ก็ยังต้องเคารพพี่ใหญ่ ซึ่งเปรียบเสมือนบิดามารดาคนที่สอง
คุณแม่หวงกลับเข้ามาในห้อง เห็นสามีนอนหันหลังให้บนเตียง ก็ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่ายกับปัญหาเดิมๆ ไม่จบสิ้นเสียที
“ทำไมปีนี้มันไม่กลับบ้าน ตกลงว่าคุณได้เขียนจดหมายไปถามมันหรือเปล่า?” คุณพ่อหวงถามภรรยา ทั้งที่ท่านไม่ได้หันมามองด้วยซ้ำว่าใครเป็คนเข้ามาในห้อง
“เขียนไป 2 ฉบับแล้วค่ะ สงสัยว่าจะออกไปลาดตระเวนที่นอกเมืองเหมือนปีที่แล้วเลยน่าจะยังไม่ได้รับจดหมาย”
“ซี้ซั้ว วันหยุดเขาก็ปล่อยทหารกลับมาเยี่ยมบ้านด้วยกันทั้งนั้น คุณเห็นผมโง่หลอกง่ายขนาดนั้นเลยหรือไง?”
“แล้วคุณจะให้ฉันตอบว่าอะไร ในเมื่อฉันเองก็ทำงานงกๆ ทุกวัน ถ้าคุณเป็ห่วงก็ไปหาที่ค่ายทหารสิ” คุณแม่หวงพูดขึ้นอย่างเหลืออด ด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานของสามี สามารถไปเยี่ยมลูกชายต่างมณฑลได้อยู่แล้ว
“ไม่มีทางลูกอกตัญญูแบบมันไม่กลับมาให้อับอายขายหน้าก็ดี เฮอะ! อุตส่าห์หาเมียให้ยังหนีออกจากบ้านไปเป็ทหาร ปล่อยให้เมียสวมหมวกเขียวให้ตัวเองอุ้มลูกใครก็ไม่รู้มาใช้แซ่หวง มันคงอยากเห็นพ่อคนนี้อกแตกตายต่อหน้า”
“พอได้แล้ว เลิกพูดได้แล้ว ฮือๆ” คุณแม่หวงทนฟังไม่ไหว ร้องไห้ออกมาเสียงดังเมื่อได้ยินความอัปยศที่เกิดขึ้น
ทางด้านคุณย่าหวงหลังจากที่พาเหลนชายที่ท่านเลี้ยงมากับมือกลับห้องแล้ว ก็ยื่นซาลาเปาลูกใหญ่ให้ทันที
“รีบกินสิ เย็นแล้วจะไม่อร่อยนะ”
“ขอบคุณครับ” เด็กชายรับมาแล้วกัดกินคำใหญ่ เพราะเขาเองก็ยังไม่ได้กินมื้อเย็นเลย
“อย่าไปถือสาคำพูดของพวกนั้นเลยนะ แกเป็คนของตระกูลหวง ไม่ใช่คนอื่นเหมือนที่พวกนั้นกล่าวหา จำคำของย่าทวดเอาไว้” คุณย่าหวงลูบศีรษะเหลนชายด้วยความรักใคร่
“ครับ” เด็กน้อยพยักหน้าเข้าใจทันที
“เอาล่ะ กินเสร็จแล้วก็รีบเข้านอน อย่าลืมล้างมือ ล้างเท้าด้วยล่ะ”
สองย่าหลานล้างมือ-เท้าเตรียมตัวจะเข้านอน แต่แล้วก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากหน้าห้อง
“ขึ้นเตียงไปก่อนเถอะ ย่าทวดจะไปดูเอง”
“ครับ”
พูดจบคุณย่าหวงก็เดินไปเปิดประตู เวลานี้ท่านเองก็เดาไม่ถูกเหมือนกันว่าใครมาเคาะประตู ถ้าจะบอกว่าเป็ลูกชายคนโตเห็นทีจะเป็ไปได้ยาก เพราะเขายังไม่ยอมปล่อยวางเื่ที่ผ่านมา เป็ไปไม่ได้เลยที่จะมาขอโทษท่านเื่สำหรับวันนี้
“ขอโทษที่รบกวนค่ะ แต่ว่าฉันหาิเอ๋อร์ไม่เจอ” หยางจูพูดขึ้นพร้อมทั้งลูบท้ายทอยตัวเองแก้เขิน
เธอผิดเองที่บอกให้ลูกชายมาหาย่าทวดของเขา แต่ใครจะคิดว่าเขาจะไปทั้งวันไม่ยอมแม้กระทั่งกลับเข้าห้องมานอน ลำบากเธอต้องออกมาตามหา แต่ก็จนปัญญาไม่รู้จะไปถามใคร คนที่พอนึกออกตอนนี้ก็มีเพียงคุณย่าหวงเท่านั้นที่พอจะพูดคุยรู้เื่
“เข้ามาก่อนสิ” คุณย่าหวงไม่ได้พูดอะไร แต่เบี่ยงตัวให้หลานสะใภ้คนเล็กเข้ามาในบ้าน
หยางจูทำตัวลีบเข้ามาในห้อง แต่แล้วก็ต้องใเมื่อเห็นว่าลูกชายของเธอนอนหลับอยู่บนเตียงแล้ว เห็นแบบนั้นเธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“เขานอนกับฉันแบบนี้ทุกคืน” อยู่ดีๆ คุณย่าหวงก็พูดขึ้นทำลายความเงียบ
“อย่างนั้นเหรอคะ” หยางจูหลุดพูด แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าไม่ควรพ่นคำพูโโง่ๆ พวกนี้ออกมา ทำได้เพียงหาข้อแก้ตัวเป็พัลวัน “คะ คือฉันหมายความว่า เขาออกไปตลอดทั้งบ่ายไม่กับเข้าห้องเลยก็เลยเป็ห่วงน่ะค่ะ”
“เป็ห่วงงั้นเรอะ? หึ น่าสนใจดี” คุณย่าหวงหัวเราะในลำคอ เดินมานั่งที่โต๊ะตัวหนึ่ง จากนั้นก็รินน้ำชาขึ้นดื่ม
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวนะคะ” หยวงจูไม่รู้จะพูดอะไร เพราะยิ่งอยู่นานก็ยิ่งกลัวว่าตัวเองจะเผยพิรุษออกมาจนถูกคนอื่นจับได้ว่าเธอไม่ใช่หยางจูตัวจริง
“จะเอากลับไปนอนด้วยหรือเปล่าล่ะ” คุณย่าหวงถามแบบไม่คาดหวัง ยังคงดื่มด่ำกับชาที่แสนจืดชืด แต่ท่านก็ดื่มพร้อมทั้งทำหน้าราวกับว่ามันเป็ชาราคาแพง เนื่องจากว่าชาพวกนี้หลานชายเป็คนซื้อมาฝากเมื่อปีที่แล้ว แต่เพราะผ่านมาปีกว่าแล้ว ชาที่มีอยู่ก็หมดลงไปหลายเดือนแล้ว ทว่าท่านก็ไม่ยอมเปลี่ยนชาใหม่สักที ยังคงเอาไปตากแดดแล้วนำกลับมาชงใหม่
“ไม่ล่ะค่ะ ให้เขานอนที่นี่แหละดีแล้ว” พูดจบก็เปิดประตูเดินออกไป
ซึ่งคำพูดนี้ท่านได้ยินจนชินและชาไปแล้ว ทุกครั้งที่ถามก็เกิดความคาดหวังว่าคำตอบอาจจะเปลี่ยน แต่ตลอดสามปีที่ผ่านมากลับไม่มีอะไรที่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าท่านหวังอะไรอยู่กันแน่
ทางด้านหยางจูที่เดินพ้นห้องนั้นมาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งออก เนื่องจากว่าภาพจำได้ปรากฏขึ้นมาในหัว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เ้าของร่างนี้มาตามหาลูกชาย และทุกๆ ครั้งคุณย่าหวงก็จะถามคำถามนี้กับเธออยู่เสมอ และครั้งนี้ก็เช่นกัน
ความจริงหยางจูตั้งใจจะพาลุกชายไปนอนที่ห้องด้วย เพราะเธอยังมีซาลาเปาที่เก็บไว้ให้เขาไปกิน แต่เพราะตัววันนี้ตัวเองเผยพิรุษไปหลายอย่างแล้ว จึงไม่อยากให้คนอื่นสงสัยมากไปกว่านี้ ได้แต่บอกตัวเองว่าแค่วันนี้แรกเท่านั้น ยังมีเวลาอีกเยอะที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างไปในทางที่ดีขึ้น