ตอนที่43 ตั้งค่าหัว
“กึด…อั๊ก! แฮกๆ!”
“ในที่สุดข้าก็ขยับได้แล้ว…”ร่างของหม่าตุงและเฉาหลางพร้อมกับหลางกูเหมินเป่าฉูหลงสามารถขยับกายได้อีกครั้งพันธนาการแปลกประหลาดอันหนักอึ้งถูกปลดออกทำให้พวกเขารู้สึกว่าราวกับได้ยกภูเขาทั้งลูกออกจากบ่าก็มิปาน
“วิชานี้มันคือันใดกันแน่? เหตุใดถึงได้ร้ายกาจเช่นนี้?”เฉาหลางเอ่ยขึ้นด้วยคิ้วที่ขมวดเขาด้วยกัน
“มันคงเป็นวิชาลับอันใดสักอย่าง…แต่ทว่ามันก็สำแดงได้ยากและดูเหมือนว่าจักต้องสูญเสียสิ่งล้ำค่าไปมิน้อยเลยหามิได้แล้วมันคงจักสังหารเราในขณะที่มิอาจทำอันใดได้…”หลางกูเหมินคาดเดาและมันก็ถูกต้องตามที่เขาคาดเดาหากว่าเฟิงอี้ยังรั้งที่จักสังหารพวกเขาต่อก็คงจักมิสามารถทำได้และวิชานะจังงังก็คงจักคลายลงในเวลาอันสั้นเท่านั้น
และท่าเป็นเช่นนี้แล้วเฟิงอี้จักถูกสังหารแทน!
แม้ว่าเสี่ยวฉุนจักมีพลังรบที่รุดหน้าขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังมิอาจรับมือกับผู้ฝึกตนระดับกำเนิดปฐพีขั้นที่4ถึง4คนได้อยู่ดีมันเป็นความได้เปรียบเรื่องจำนวนคนและพลังลมปราณกับพลังรบอย่างเห็นได้ชัด!
ตุบ!
ฉับพลันนั้นร่างเนื้อกายสีแดงฉานของเป่าฉูหลงก็แปรเปลี่ยนเป็นเนื้อกายธรรมดาปกติของมนุษย์พร้อมกับทรุกตัวลงกับพื้นอย่างมิอาจทรงตัวได้แม้กระทั้งสติก็ดับดิ้นไป!
เป่าฉูหลงหมดสติไปเสียแล้ว!
นี่คือผลของการสำแดงร่างอสูรโลหิตคลั่งที่เกินขีดจำกัดของตนเองเป่าฉูหลงฟืนตนเองมากจนแทบจักขาดใจเพื่อที่จักสังหารเฟิงอี้แต่ทว่าสุดท้ายก็มิสำเร็จ
“…ลาก่อน”
พรึบ!
หลางกูเหมินบัดนี้อยู่ในสภาพที่มีแขนข้างเดียวเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉยพลันช้อนกายของเป่าฉูหลงขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนก่อนที่จักวิ่งหายออกไปด้วยความรวดเร็ว
“เฮ้อ…สุดท้ายแล้วก็มิสามารถสังหารฆาตกรได้”หม่าตุงถอนหายใจออกมาเขามิมีทางลืมเลือนเฟิงอี้ได้อย่างแน่นอนคนที่แข็งแกร่งจนน่าอัศจรรย์และยังเป็นฆาตกรที่สังหารศิษย์ในสำนักของเขาหลายคน
“มันเป็นเพราะข้าอ่อนด้อยเอง…บัดซบ!”เฉาหลางเอ่ยขึ้นอย่างเก็บแค้นมันช่างไร้ประโยชน์มิสามารถทำอันใดฆาตกรผู้นั้นได้เลย
“เจ้ามิจำเป็นต้องโทษตนเอง…กลับกันเถิด”หม่าตุงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึมหากเขาได้พบกับเฟิงอี้อีกคราจักต้องสังหารมันให้ได้ในคราวหน้า
สวบ! สวบ!
หม่าตุงวิ่งพรวดออกไปด้วยความเร็ว
“อืม…”เฉาหลางเลิกคร่ำครวญก่อนที่จักวิ่งติดตามหมาตุงไป…
ณ หน้าปากถ้ำทางเข้าสุสานหรือมิติลึกลับกลุ่มคนของสองสำนักอยู่…ผู้อาวุโสต่างกำหมัดแน่นด้วยใบหน้าเขียวคล้ำ
“มันเกิดบัดซบอันใดขึ้นกันแน่ข้างในนั้นแม้แต่หางหยู่ก็ยังตกตาย…"ผู้อาวุโสอันดับที่หนึ่งที่ดูแลศิษย์เขตสายในของสำนักม่วงเมฆาหรือหลิวกือเอ่ยขึ้นมาด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึมดำคล้ำอารมณ์ของเขามิดีเป็นอย่างมาก
“หางหยู่แม้ว่าจักมิได้เก่งกาจมากนักแต่ทว่ามันก็เป็นถึงผู้ฝึกตนระดับกำเนิดปฐพีขั้นที่สี่ไฉนถึงได้ตกตาย?”
“หรือว่าจักมีอสูรสายโลหิตพิเศษอยู่ข้างในนั้น?”คาดเดาไปต่างๆนาๆแต่ทว่าก็มิอาจที่จักรู้ความจริงได้ทำให้หลิวกือจ้องมองปากถ้ำอย่างรอคอยหวังว่าหลางกูเหมินและเป่าฉูหลงจักรอดกลับออกมาได้
สวบ! สวบ!
เป็นร่างอรชรร่างหนึ่งที่งามหยาดเยิ้มได้ออกมาก่อนผู้อื่นนางจักเป็นผู้ใดมิได้นอกเสียจากกู่ตง
“กู่ตง! ข้างในนั้นเกิดอันใดขึ้น?"เอิ๋นชิงหยูหรือผู้อาวุโสอันดับที่หนึ่งที่ดูแลเขตศิษย์สายในของสำนักปื๋อฉางนั่นเองนางเอ่ยขึ้นอย่างคาดครั้น
“…มันมีผู้เก่งกาจผู้หนึ่งอยู่ในนั้น…”กู่ตงนางมิอยากจักกล่าวอันใดให้มากเพราะนางกลัวจักทำให้เฟิงอี้ผิดใจกับนางนางมิอยากจักเป็นอริกับคนดินแดนเซียนด้วยกันเพราะเบื้องหลังของคนดินแดนเซียนแต่ละคนนั้นมิค่อยธรรมดาสักเท่าไหร่นัก
“ผู้เก่งกาจ?! มันเป็นผู้ใดกัน! บอกข้ามา!”เอิ๋นชิงหยูแค้นเคืองเป็นอย่างมากมาดผู้อาวุโสของนางถูกกลืนหายไปตั้งนานแล้วตั้งแต่รู้ว่าหลานสาวของนางตกตายไป
“อันนี้ข้าก็มิทราบ…แต่ทว่าพลังรบของคนผู้นั้นแข็งแกร่งมาก”กู่ตงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบนางมิชอบท่าทางคาดคั้นของเอิ๋นชิงหยูยิ่งนักหากว่ามิใช่ว่านางต้องอาศัยสำนักปื๋อฉางเป็นที่พักพิงชั่วคราวนางคงมิไว้หน้าและเดินหายไปแล้ว
“หึม…รูปลักษณ์ของคนผู้นั้นเป็นเช่นไร…”เอิ๋นชิงหยูราวกับว่านางพึ่งได้สตินางสำรวมท่าทีขึ้นมาบ้างเพราะว่ากริยาของนางเมื่อครู่นี้ก็ออกจักเกินไปเสียหน่อยที่คาดคั้นอย่างกับว่ากู่ตงเป็นบ่าวรับใช้ของนาง
“เขาคือบุรุษผู้หล่อเหลาคนหนึ่ง…อายุน่าจักมิเกินสิบห้าสิบหกปี…”กู่ตงเอ่ยขึ้นเพียงเท่านี้นางมิได้บอกรูปลักษณ์ของเฟิงอี้ทั้งหมดเพราะในตอนนี้มีคนปรากฏตัวตามหลังนางมาแล้ว
วิ้ง!
พลังงานค่ายกลเคลื่อนย้ายแผ่ออกมาร่างของหลางกูเหมินที่แบกร่างของเป่าฉูหลงที่หมดสติมาด้วยก็ปรากฏขึ้นมา
“เกิดอันใดขึ้น?”หลิวกือเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
“มีผู้แข็งแกร่งอยู่ในนั้นคนหนึ่งพร้อมกับสัตว์อสูรตัวหนึ่ง”
“สัตว์อสูรตัวนั้นคือพยัคฆ์ขาวอัสนีตัวใหญ่ที่มีระดับกำเนิดเส้นชีพจรขั้นที่แปด…”หลางกูเหมินเอ่ยขึ้นก่อนที่จักวางเป่าฉูหลงลง
“เอามันไปรักษา”หลางกูเหมินกวาดตามองศิษย์ในสำนักม่วงเมฆาก่อนที่จักสั่งให้ทำการเอาเป่าฉูหลงไปรักษาบาดแผลเพราะบาดเจ็บสาหัสมากยิ่งนัก
“ขอรับ…”ศิษย์สำนักม่วงเมฆามิกล้ายืนเฉยเมินคำสั่งของหลางกูเหมินแม้จักมีสภาพราวกับขอทานที่ถูกทรมาณก็มิปาน
“ส่วนระดับพลังของมนุษย์ผู้แข็งแกร่งนั้นอยู่ที่ระดับกำเนิดเส้นชีพจรขั้นที่สี่…แต่พลังรบของมันแข็งแกร่งมาก..”หลางกูเหมินเอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบ
“หืม…ระดับกำเนิดเส้นชีพจรขันที่สี่กับแปดเช่นนั้นรึ?…เจ้าล้อข้าเล่นหรือไร?”หลิวกือมิอยากจักเชื่อแต่ทว่าหลางกูเหมินเองก็มิเคยพูดโป้ปดและยังเป็นคนที่มิชอบเอ่ยวาจาไร้สาระ
“แล้วแต่ท่านจักคิด…แต่ข้าคิดว่ามันมิใช่คนของอาณาจักรเว่ยซาง”หลางกูเหมินเลิกสนใจหลิวกือฉับพลันนั้นก็เดินหายไปอย่างรวดเร็วมันเจ็บแค้นยิ่งนักมิอาจสังหารศัตรูได้และยังถูกดูถูกด้วยการทำลายแขนไปข้างหนึ่ง
“ความอัปยศนี้ข้าจักคืนให้เจ้าในภายภาคหน้า!”หลางกูเหมินมีแววตามุ่งมั่นและแข็งกร้าวมันจักต้องสังหารอักฝ่ายให้จงได้ต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้แข็งแกร่งอย่างมิมีวันหยุด!
“ไปเรียกช่างภาพมา! ข้าจักตั้งค่าหัวคนผู้นั้น!”หลิวกือเอ่ยสั่งศิษย์สำนักของตนด้วยเสียงเย็น…
จบ…โปรดติดตามตอนต่อไป…