จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 47 เยือนตระกูลไป๋ 1 Re

            ไป่ฉีตื่นขึ้นมาตอนตี 4  เขากินโอสถแปลงโฉม และเรียกชุดที่เขาเคยใส่ตอนอยู่ที่ต้าเซียนออกมาสวม  ซึ่งเป็นเสื้อที่ทำจากผ้าทอด้วยไหมของหนอนไหมสวรรค์ที่เป็นสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิ  บวกกับการลงอาคมระดับสูงไว้  ดังนั้นชุดนี้จะสามารถป้องกันการโจมตีที่มีระดับน้อยกว่าปราณจักรพรรดิขั้น 10 ลงมาได้


            นอกจากนี้เขายังสะพายกระบี่ระดับนภาที่หายากมากในโลกใบนี้  แม้เขาจะมีกระบี่ที่ระดับสูงกว่า  แต่การใช้มันจะสิ้นเปลืองพลังปราณเกินระดับพลังของเขาในปัจจุบันมากเกินไป  ดังนั้นเขาจึงต้องเลือกอาวุธที่อยู่ในระดับเดียวกับชั้นปราณที่เขามีอยู่จึงจะเหมาะสม


            หลังเตรียมตัวเสร็จแล้ว  ไป่ฉีได้ใช้จิตส่วนหนึ่งเดินทางไปตามแผนที่ที่ไป๋กุ้ยอิงให้ไว้  จิตของเขาเดินทางได้รวดเร็ว  เพียง 1 นาที  เขาก็มองเห็นประตูใหญ่ที่เป็นทางเข้าตระกูลไป๋  ลักษณะเหมือนประตูเมืองโบราณ(ของจีนนะ)  ทำด้วยไม้ขนาดใหญ่และหนา 1 เมตร  ถูกตีและยึดด้วยเหล็กลมปราณขั้นต้นจำนวนมากเพิ่มใช้ป้องกันผู้ฝึกยุทธ์บุกโจมตี


            ไป่ฉีเริ่มวาดอักขระลมปราณ  สิ่งที่เขากำลังทำคือการสร้างอาคมประตูมิติ  โดยปกติความสามารถเกี่ยวกับมิตินั้นจะใช้ได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในระดับปราณชั้นราชันย์จักรพรรดิแล้วเท่านั้น  แต่อาคมจากอักขระลมปราณนั้นหากสามารถเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง  จะสามารถใช้มันเพื่อเปิดประตูมิติไปยังที่ ๆ ตนต้องการได้  ไป่ฉีได้เรียนวิธีวาดอาคมอักขระลมปราณประตูมิตินี้จาก 1 ในอาจารย์ของเขา  จ้าวซีหลัว ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่า เซียนค่ายกล แห่งต้าเซียน


            เมื่ออาคมถูกสร้างจนเสร็จสมบูรณ์  อากาศตรงหน้าของไป่ฉีก็เกิดการบิดเบี้ยว  เขาเดินเข้าไปในอากาศที่บิดเบี้ยวนั้น  โดยอีกฟากหนึ่ง  เขาเห็นประตูใหญ่ของตระกูลไป๋อยู่เบื้องหน้า  ตอนนี้เขามายืนอยู่ตรงจุดที่จิตของเขามองเห็นอยู่เมื่อครู่


            การปรากฎตัวอย่างฉับพลันของไป่ฉี  ทำให้ผู้ที่เฝ้าประตูของตระกูลไป๋ตกใจมาก  พวกเขาเริ่มส่งพลังปราณชั้นปราณปฐพี  เพื่อกดดันชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาทันที


            ไป่ฉีไม่ได้สนใจคนเฝ้าประตูของตระกูลไป๋ตรงหน้า  เขาหยิบสมาร์ทโฟนออกมาโทรหาไป๋กุ้ยอิงด้วยท่าทางสบาย ๆ  รอสายอยู่สักพักไป๋กุ้ยอิงก็รับสาย


            [อวี้กง  ตอนนี้ตี 4 ฉันยังฝึกอยู่  มีอะไรรึเปล่า] ไป๋กุ้ยอิงรับสาย  ไป่ฉีได้ยินเสียงหอบหายใจดังมาให้ได้ยินเป็นระยะ


            “มารับผมที่หน้าประตูด้วย  ตอนนี้มีแมว 2 ตัว กำลังขู่ผมอยู่  ตัวกับขนของพวกมันพองจนจะระเบิดแล้ว” หลังไป่ฉีพูด  ไป๋กุ้ยอิงเงียบไปสักพัก  เธอไม่คิดว่าไป่ฉีจะมาเร็วขนาดนี้  นี่เขาตื่นกี่โมงกันเนี่ย  ตระกูลไป๋ตั้งอยู่ชานเมืองของเมืองหลวง ถ้าเดินทางมาด้วยรถก็ต้องใช้เวลาชั่วโมงกว่า  แต่ที่สำคัญคือนี่มันตี 4 ไป่ฉีสามารถเดินทางมาถึงได้ยังไง  เพราะเวลานี้แทบจะไม่มีรถเลย  แถมการเรียกรถแท็กซี่เพื่อออกนอกตัวเมืองที่เป็นป่าเขาแบบนี้  แท็กซี่คงไม่ยอมมาแน่  เพราะกลัวถูกปล้น


            [เข้าใจแล้ว  เดี๋ยวจะส่งคนไปบอกพวกนั้นให้] ไป๋กุ้ยอิงวางสายไป


            ส่วนไป่ฉีคิดว่าถ้าให้เขารอธรรมดาคงจะน่าเบื่อ  เขาขอหาอะไรเล่นกับเด็กน้อย 2 คนข้างหน้านี้สักหย่อยดีกว่า (คนเฝ้าประตู 2 คนอายุประมาณ 40  แต่ไป่ฉีเราอายุวิญญาณเข้าหลักที่ 4 ไปแล้ว)


            ไป่ฉีปลดปล่อยปราณชั้นนภาออกมา กดดันคนเฝ้าประตูทั้ง 2 พร้อมกับจิตสังหารอ่อน ๆ  ทำให้ทั้ง 2 คนทรุดตัวลงกับพื้น  พวกเขาอาเจียนออกมาจนหมดไส้หมดพุง


            “จงอย่าได้ทำแบบนี้อีก  ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมให้พวกเจ้าข่มเหงได้ง่าย ๆ” ไป่ฉียืนมองคนทั้ง 2 อาเจียนด้วยใบหน้าเรียบเฉย  เขาเผลอใช้คำพูดของต้าเซียนอีกแล้ว


            ส่วนคนเฝ้าประตูทั้ง 2 ตอนนี้พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังจะตาย. เพราะแรงกดดันที่กดทับลงบนร่างกายพวกเขา


            “ทะ...ท่านผู้เยี่ยมยุทธ์  ท่านมีธุระอะไรกับตระกูลไป๋  พวกเรามีหน้าที่ปกป้องตระกูลขอให้ท่านอภัยให้กับการล่วงเกินของพวกเราด้วย” คนเฝ้าประตูคนหนึ่งกล่าวขึ้น


            “เช่นนั้น  พวกเจ้าทั้ง 2 ควรถามก่อนว่าข้ามาด้วยวัตถุประสงค์อะไร  มิใช่ใช้ปราณมาข่มขู่กันเช่นนี้  นี่เป็นวิธีต้อนรับแขก ของตระกูลไป๋งั้นรึ” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับใช้พลังปราณกดทับร่างของทั้ง 2 หนักขึ้นไปอีก


            “พวกเราต้องขอโทษด้วยที่วู่วาม  ขอท่านโปรดยั้งมือด้วย” ผู้เฝ้าประตูอีกคนขอร้อง


            ไป่ฉีเห็นว่าสั่งสอนแค่นี้คงพอแล้ว  จึงได้ถอนพลังปราณกับจิตสังหารกลับมา


            “ขอบคุณท่านที่เมตตา” ทั้ง 2 คำนับ  พร้อมกับประตูใหญ่ที่เปิดออก


            ชายร่างยักษ์สูงกว่า 2.3 เมตร  ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้าม  พลังปราณที่แผ่ออกมาจากชายคนนี้อยู่ในชั้นปราณราชันย์ขั้น 7  อายุของเขาน่าจะใกล้เคียงกับคนเฝ้าประตูทั้ง 2 คน


            “ท่านอู่ซาน  ชายหนุ่มผู้นี้จู่ ๆ ก็มาปรากฏตัวหน้าประตูตระกูลไป๋ของเรา  พวกเราไม่ทราบว่าเขามาด้วยเหตุอะไร” ผู้เฝ้าประตูรีบรายงานทันที


            “ยังโชคดีที่พวกแกยังมีชีวิตอยู่  ชายคนนี้แค่สั่งสอนพวกแกเท่านั้น  หากเขาเอาจริงขึ้นมา  ไม่ถึง 10 วินาที  พวกแกจะกลายเป็นเศษเนื้ออยู่หน้าประตูนี้ไปแล้ว  ที่กระผมพูดถูกหรือไม่ครับ  ท่านเทพกระบี่อวี้” ไป๋อู่ซานประสานมือคำนับไป่ฉีด้วยความนอบน้อม


            เมื่อผู้เฝ้าประตูทั้ง 2 ได้ยินคำว่า “เทพกระบี่อวี้” ทำให้พวกเขารู้ทันทีว่าเมื่อกี้พวกเขาหาเรื่องใคร


            ข่าวเกี่ยวกับเทพกระบี่อวี้กงที่สังหารคิไมร่า 2 ตัวได้ภายใน 20 วินาที  เป็นสิ่งที่ชาวยุทธ์ทั่วทั้งยุทธภพนั้นได้ยินได้ฟังมา  หากเมื่อครู่ชายหนุ่มลงมือกับพวกเขา  ป่านนี้พวกเขาคงกลายเป็นเนื้อบดเหมือนกับที่ไป๋อู่ซานบอกเป็นแน่  คิดได้ดังนั้นพวกเขาถึงกับคุกเข่าและคำนับศรีษะแนบพื้นทันที โดยไม่สนใจกองอ้วกที่พวกเขาอ้วกเอาไว้ก่อนหน้าเลย


            “พวกเรามีตาหามีแวว  ขอท่านอวี้โปรดให้อภัยด้วย” ชายทั้ง 2 รีบกล่าวขอโทษเทพกระบี่


            ไป่ฉีมองชาย 2 คนตรงหน้าที่กำลังขอโทษเขา  ทั้ง 2 คนกำลังตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว  เขายิ้มขึ้นก่อนจะยกมือเป็นเชิงให้ทั้ง 2 คนลุกขึ้นได้


            “เรื่องนี้พวกเจ้าทำตามหน้าที่  แต่ต่อจากนี้ขอให้ถามก่อนจะลงมือ  เรื่องนี้ก็ให้จบเพียงเท่านี้” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับมองไปที่อู่ซานที่กำลังพยักหน้าเห็นด้วย


            “ขอบคุณท่านอวี้กง” ชายทั้ง 2 คนพูดขึ้นพร้อมกันแล้วถอยไปด้านข้าง  เพื่อไม่ให้ขวางทางเดินของเทพกระบี่อวี้


            “เราไปกันเถอะครับท่านอวี้กง  ตอนนี้เป็นเวลาฝึกช่วงเช้าของนายน้อยกับคุณหนูไป๋พอดี  เชิญครับ” ไป๋อู่ซานผายมือเชิญอวี้กงเข้าไปด้านใน


            “เชิญ  ท่านนำไปได้เลย” ไป่ฉีกล่าว


            ไป๋อู่ซานนำไป่ฉีผ่านเรือนรับรองส่วนที่มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่  อายุน่าจะหลายพันปี  ไป๋อู่ซานบอกว่าเรือนรับรองนี้เป็นเรือนรับรองส่วนนอก  ใช้รับรองบุคคลธรรมดาที่ไม่เกี่ยวข้องกับยุทธภพ


            “ท่านอวี้กงมีอะไรสงสัยก็ถามได้นะครับ” ไป๋อู่ซานกล่าว


            “ตระกูลส่วนใหญ่จะมีผู้อาวุโสประจำตระกูลไม่เกิน 10 คน  ทุกคนล้วนเป็นญาติกัน  แตกต่างกันตามสายตระกูลเพียงเท่านั้น  ส่วนผู้นำตระกูลนั้น  แต่ละตระกูลจะไม่เหมือนกัน  บางตระกูลจะสืบทอดกันจากพ่อสู่ลูก หรือจากปู่สู่หลาน ในสายตระกูลเดียวกัน  บางตระกูลจะใช้วิธีคัดสรรค์ผู้มีความสามารถขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูล  แล้วตระกูลไป๋เป็นแบบไหนกันล่ะ” ไป่ฉีถาม


            “เป็นแบบสืบทอดกันในสายตระกูลเดียวกันเท่านั้น  ตระกูลไป๋สามัคคีกันมาก  ดังนั้นเรื่องทำศึกแย่งชิงตำแหน่งกันภายในจึงไม่มีทางเกิดขึ้นครับ” ไป๋อู่ซานตอบอย่างภาคภูมิใจ  เพราะคนในตระกูลไป๋ไม่คิดจะแก่งแย่งอำนาจภายในกัน


            “เคยได้ยินคำนี้รึเปล่า  ความแน่นอน คือสิ่งที่ไม่แน่นอน  หากผู้ที่จะขึ้นมาเป็นคนไม่ดี  ผมไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีใครคัดค้าน  คนเรายังไงเสียก็หนีไม่พ้น ความโลภ อยากได้อยากมีหรอก  คิดว่าผมไม่รู้เรื่องที่มีผู้อาวุโสหลายคนในตระกูลไป๋บีบบังคับคุณหนูไป๋กุ้ยอิงให้แต่งกับพวกนายน้อยตระกูลใหญ่เพื่อสร้างฐานอำนาจให้กับตระกูลรึยังไงกัน” ไป่ฉีกล่าวกระทบคำพูดของไป๋อู่ซานเมื่อครู่


            “มันเพื่อความอยู่รอดของตระกูลครับ” ไป๋อู่ซานระงับอารมณ์โกรธที่อีกฝ่ายพูดกระทบผู้อาวุโสของตระกูล  สิ่งที่อีกฝ่ายพูดมานั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ถูกซะทีเดียว


            “เพื่อความอยู่รอดของตระกูล  เช่นนั้นหากผู้ที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำไม่มีความแข็งแกร่งพอ  คิดว่าเหล่าผู้อาวุโสจะยอมให้คน ๆ นั้นขึ้นเป็นผู้นำตระกูลเหรอ  มีแต่จะส่งเสริมให้ลูกหลานของตนขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูลเสียมากกว่า  ไม่มีทางที่พวกเขาจะเห็นด้วยแบบที่คุณว่าตลอดหรอกนะ  มันขึ้นอยู่กับเวลาและปัจจัยต่างหาก  ถึงอย่างไรโลกก็เป็นที่ซึ่งปลาใหญ่กินปลาเล็ก” ไป่ฉีเคยเห็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่หลายตระกูลล่มสลายมาแล้วกับตาตัวเอง  แน่นอนว่ารวมถึงตระกูลไป๋ในต้าเซียนด้วย


            “กระผมพอจะเข้าใจที่ท่านพูดมาบ้าง” ไป๋อู่ซานรู้สึกได้ว่าอวี้กงเตือนด้วยความหวังดี


            ทั้ง 2 เดินมาถึงลานฝึกซ้อมส่วนในเรียบร้อยแล้ว


            ไป่ฉีเห็นชายอายุราว 30 กว่า  ดูเหมือนจะเป็นไป๋ชินหลง  เพราะบรรยากาศที่แผ่ออกมารอบตัวแสดงถึงความเป็นผู้นำ


            เขาเห็นไป๋กุ้ยอิงกำลังต่อสู้กับชายชราอีกคนที่มีเข็มกลัดติดที่อกเสื้อ  มันเป็นเข็มกลัดสี่เหลี่ยมที่มีลวดลายล้อมรอบ  ตรงกลางเป็นอักษรขีดขวาง 1 ขีด มันคือเลข 1  บ่งบอกว่าชายชราคนนี้คือผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ของตระกูล และเป็นคนที่มีอำนาจรองลงมาจากไป๋ชินหลง


            ส่วนอีกด้านเขาเห็นไป๋หู่กำลังรับมือกับชายชาาอีกคนที่ติดเข็มกลัดเหมือนกัน  แต่ลวดลายนั้นแตกต่างออกไป  ตรงกลางเป็นอักษรขีดขวาง 2 ขีด มันคือเลข 2 หรือก็คือชายชราที่คนนี้คือผู้อาวุโสลำดับที่ 2 นั่นเอง


            ระหว่างที่เขากำลังให้ความสนใจไป๋กุ้ยอิงกับไป๋หู่อยู่  ไป๋ชินหลงก็สังเกตุเห็นไป๋อู่ซานที่ยืนอยู่ โดยด้านข้างมีชายหนุ่มสวมชุดโบราณที่ดูไม่ธรรมดายืนอยู่ด้านข้าง  ที่ด้านหลังของชายหนุ่มเหน็บกระบี่ลวดลายงดงามเอาไว้  เขาจึงทำการตรวจสอบชั้นปราณของชายหนุ่มคนนั้นทันที


            “ชั้นปราณนภา  นี่ผ่านไปไม่นาน  เขาสามารถทะลวงสู่ชั้นปราณนภาได้แล้วเหรอ” ไป๋ชินหลงพึมพำเบา ๆ  เขาเคยได้ยินลูกสาวของเขากล่าวถึงอวี้กงว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ชั้นปราณปฐพี


            “ทุกคนหยุดการฝึก” ไป๋ชินหลงตะโกนโดยผสานปราณเข้าไป  ทำให้ทุกคนในลานฝึกสามารถได้ยินกันทั่ว  ทุกคนหยุดการฝึกทันที  พร้อมกับหันไปมองไป๋ชินหลง


            “ตอนนี้แขกของเรามาถึงแล้ว” ไป๋ชินหลงผายมือไปยังไป่ฉีที่ยืนอยู่ข้างไป๋อู่ซาน  ขณะเดียวกันทุกคนในลานฝึกต่างก็มองไปในทิศทางที่ผู้นำตระกูลผายมือไป


            “นั่นน่ะเหรอเทพกระบี่ที่เขาร่ำลือกัน”


            “ปราณที่แผ่ออกมาชั้นนภาเองนี่”


            “นั่นสิ พวกเราบางคนยังมีชั้นปราณสูงกว่าเลย”


            “พวกแกลืมไปแล้วเหรอว่าคน ๆ นี้ฆ่าคิไมร่า 2 ตัวได้ภายใน 20 วินาทีน่ะ”


            “ชั้นปราณแค่นั้นไม่น่าจะสามารถฆ่าคิไมร่าได้นะ”


            “ได้ข่าวว่าเจตจำนงกระบี่ของเขาแข็งแกร่งมาก”


            “จะจริงรึเปล่านะ  อยากได้โอกาสปะมือด้วยจัง”


            “ช่างสง่าอะไรอย่างนี้  สหายของพี่กุ้ยอิงช่างน่าคบหาจริง”


            “น้ำลายน่ะเช็ด ๆ หน่อย”


            “เธอก็ด้วย  อ้าปากค้างจนแมลงวันจะบินเข้าไปวางไข่ได้อยู่แล้ว”


            “วันนี้ตอนปะมือคงต้องอ่อยซะหน่อยแล้ว คิก ๆ”


            “ถ้าเธอทำเล่น ๆ ผู้อาวุโสได้สั่งลงโทษเธอแน่ ๆ”


            “พวกเธอมันบ้าผู้ชาย  หมอนี่ก็แค่หน้าตาดีเท่านั้นแหละ  สู้ฉันที่อยู่ระดับชั้นปราณราชันย์ไม่ได้หรอก”


            ไป๋ชินหลงปรบมือ  เพื่อเป็นสัญญาณให้หยุดการพูดคุยกัน  ซึ่งทุกคนต่างทำตาม


            ไป๋ชินหลงเดินลงมาจากแท่นที่เขาใช้ดูการฝึก  เขาเดินมาหาไป่ฉี  ก่อนจะวางมือทั้งสองข้างลงบนบ่าของไป่ฉี


            “อวี้กง  วันนี้จะมาช่วยฝึกให้ไป๋หู่สินะ  ถ้าอย่างนั้น  เชิญที่ลานประลองได้เลย  ฉันเตรียมสถานที่ไว้ให้พร้อมแล้ว” ไป๋ชินหลงกล่าวพร้อมกับผายมือไปทางลานประลองที่อยู่กลางลานฝึกพอดี


            ไป่ฉีใช้ใช้ท่องดารา  กระโดดเพียงครั้งเดียวก็มาอยู่บนลานประลองแล้ว  สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับทุกคนมาก  อีกด้านไป๋หู่ก็เหาะขึ้นมาที่ลานประลองเช่นกัน


            “พี่อวี้  วันนี้เราจะได้ปะมือกันซะที  เคยได้ยินจากพี่กุ้ยอิงว่าพี่เก่งในการใช้เจตจำนงกระบี่มาก  แต่ไม่คิดว่าวันนี้พี่จะพกกระบี่จริง ๆ มาด้วยแบบนี้” ไป๋หู่มองไปยังกระบี่ที่ไป่ฉีสะพายอยู่ด้านหลัง


            “นายจะทำให้ฉันใช้มันได้รึเปล่า  เอากระบวนท่าให้รอดก่อนไหม” ไป่ฉียิ้ม


            ทุกคนต่างมองมายังลานประลอง  เสียงพูดคุยเริ่มเงียบลงหลังจากทั้งคู่เดินมาอยู่ท่กลางลานประลอง


            ส่วนไป๋ชินหลงกับผู้อาวุโสทั้ง 10 คน  ต่างมานั่งอยู่ในที่นั่งที่พวกเขาเตรียมไว้แล้วตั้งแต่เมื่อวาน  


            เมื่อไม่กี่วันก่อนไป๋กุ้ยอิงบอกเขาว่าอวี้กงจะเดินทางมาฝึกให้ไป๋หู่  ทำให้พวกผู้อาวุโสดีใจอย่างมาก  เพราะพวกเขาอยากเห็นวิชาของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเทพกระบี่ ว่าจะร้ายกาจสมคำร่ำลือรึเปล่า


            “ไป๋หู่ ลูกพร้อมรึยัง” ไป๋ชินหลงตะโกนถาม  ไป๋หู่หันมามอง  ก่อนจะพยักหน้า


            “เช่นนั้นก็เริ่มได้” หลังสิ้นสุดคำพูดของไป๋ชินหลง  ไป๋หู่เริ่มตั้งกระบวนท่าเตรียมพร้อมทันที  ส่วนไป่ฉียังคงยืนนิ่ง  ไม่ได้มีการตั้งท่าใด ๆ


            “พี่อวี้  พี่จะเข้ามาหรือจะให้ผมเข้าไป” ไป๋หู่ถาม


            “เข้ามาได้เลย”  ไป่ฉีหลับตาแผ่กลิ่นอายเงียบสงบออกมา  ไป๋หู่ที่ขี้เกียจรอจึงพุ่งเข้าหาไป่ฉีทันที

    ______________________________

    ส่งงานคร้าบ ^^ วันนี้อัพแค่นี้นะครับ

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน