สายลมยามเย็นพัดผ่านลานคณะศิลปกรรมศาสตร์ หอบเอาใบไม้แห้งให้ปลิวว่อนไปตามพื้นคอนกรีต บรรยากาศที่ควรจะรื่นรมย์กลับดูวังเวงชอบกลในความรู้สึกของวิน
หลังจากแยกย้ายกับ "ราชินีน้ำแข็ง" หรือพี่เมย์ วินรู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านสมรภูมิรบที่ไร้ควันปืน แผ่นหลังของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ไม่ใช่เพราะความร้อนจากแสงแดด แต่เป็เพราะความกดดันมหาศาลที่เพิ่งจางหายไป
"เชรดดด... วิน! มึงเห็นสายตาตอนท้ายของพี่เมย์ไหม?" จอมยังคงอยู่ในสภาวะตื่นเต้นไม่หาย เขาตบไหล่วินจนแทบทรุด
"สายตานั่นมัน... เหมือนนางพญาที่ยอมรับในฝีมือของขุนศึกเลย! งานนี้ A ชัวร์! คืนนี้ฉลองหมูกระทะกันไหมเพื่อน?"
วินหันไปมองหน้าเพื่อนสนิทที่กำลังยิ้มแก้มปริพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
"ฉลองกับผีน่ะสิ..." วินบ่นพึมพำในลำคอ "เมื่อกี้กูเกือบหัวใจวายตายแล้วรู้ตัวไหม"
"เวอร์น่า! มึงทำได้ดีมากเลยนะเว้ย ถามคำถามโคตรคม 'รอยร้าวหลังเสียงเพลง' อะไรนั่นน่ะ คิดได้ไงวะ?" แว่นเสริมขึ้นมาพลางเช็กภาพในกล้องวิดีโอด้วยความพึงพอใจ
วินไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแต่ยิ้มแห้งๆ ให้เพื่อนทั้งสอง แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยคลื่นลมที่ปั่นป่วน
คำพูดสุดท้ายของเมย์ยังคงดังก้องอยู่ในหัว…
‘เขาเขียนเพลงเหมือนเขาเคยตายมาก่อน...’
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนศรธนูที่พุ่งทะลุเกราะป้องกันของวินเข้ามาปักตรงกลางใจ ใช่ เธอพูดถูก... ถูกจนน่ากลัว สัญชาตญาณทางดนตรีของเธอแหลมคมดุจกระบี่ชั้นเลิศที่สามารถมองทะลุเปลือกนอกเข้าไปถึงแก่นแท้ของบทเพลงได้
และนั่นแหละคือปัญหา…
วินเดินแยกตัวออกมาจากกลุ่มเพื่อนโดยอ้างว่าจะรีบกลับไปตัดต่องาน แต่ความจริงแล้วเขากำลัง้าพื้นที่ส่วนตัวเพื่อประมวลผลข้อมูลใหม่ทั้งหมด
"ไม่ได้..." วินพึมพำกับตัวเอง แววตาที่เคยขี้เล่นเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมลึกล้ำ "ผู้หญิงคนนี้อันตรายเกินไป"
ไม่ใช่ว่าเธอเป็คนไม่ดี แต่ความ 'รู้ทัน' ของเธอต่างหากที่เป็ภัยคุกคามต่อความลับของเขา หากเขาดึงเธอมาร่วมงานในฐานะศิลปินหน้าฉาก ต้องมีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ต้องมีการบรีฟเพลง ต้องมีการเข้าห้องอัด... ด้วยเซนส์ระดับเมย์ ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งเดือน เธอต้องจับได้แน่นอนว่า 'Future' กับ 'รุ่นน้องปี 1' คือคนคนเดียวกัน
วินเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็สีส้มแดง แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องลงมาอาบไล้ตึกรามบ้านช่อง
"ในยุทธภพนี้ ความลับคืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุด... หากสูญเสียมันไป ฉันก็ไม่ต่างอะไรกับลูกไก่ในกำมือของค่ายเพลงพวกนั้น"
วินตัดสินใจเด็ดขาด เขาจะไม่เสี่ยง... ไม่ว่าเสียงของเมย์จะไพเราะราวกับเสียงไซเรนที่ล่อลวงกะลาสีเรือแค่ไหน เขาก็ไม่อาจแลกมันมาด้วยความเสี่ยงที่ความลับจะแตก
แผนการปั้น 'Diva' ของเขาต้องถูกพับเก็บเข้าลิ้นชักไปก่อน
……
เมื่อกลับมาถึงห้องพัก วินโยนกระเป๋าสะพายลงบนเตียง แล้วทิ้งตัวลงนั่งหน้าคอมพิวเตอร์คู่ใจ แสงไฟจากหน้าจอ CRT สาดส่องบนใบหน้าของเขาให้ดูซีดขาวในความมืด
วินเปิดโฟลเดอร์เพลงที่ทำค้างไว้ ไฟล์ Project เพลง R&B ที่เขาตั้งใจจะให้เมย์ร้องถูกเปิดขึ้นมา เส้นกราฟเสียงนิ่งสนิทรอคอยการเติมเต็ม
"ถ้าไม่มีนักร้องหญิง... แล้วใครจะร้อง?"
วินเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลง ปล่อยให้ความคิดแล่นพล่านไปในห้วงสมุทรแห่งความเป็ไปได้
เขา้าสร้างตำนาน... ตำนานที่ไม่ยึดติดกับตัวบุคคล ไม่ยึดติดกับหน้าตา และที่สำคัญ ต้องควบคุมได้ 100% โดยไม่มีตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้อย่างมนุษย์คนอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยว
ภาพของศิลปินในโลกอนาคตแวบเข้ามาในหัว... ภาพของนักร้องสาวจากญี่ปุ่นผู้ไม่เคยเปิดเผยใบหน้า ใช้เพียงตัวการ์ตูนอวตาร เป็สื่อกลาง แต่กลับสามารถสะกดคนทั้งโลกได้ด้วยพลังเสียงที่หลากหลายราวกับมีปีศาจสิงอยู่ในลำคอ
วินลืมตาโพลง มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์
"ทำไมต้องหาคนอื่น... ในเมื่อฉันเองก็ทำได้"
วินยืดตัวขึ้น เอื้อมมือไปหยิบไมโครโฟน Rode NT1-A ดึงเข้ามาใกล้ปาก เขาไม่ได้มีเสียงผู้หญิงที่หวานใสเหมือนเมย์ แต่เขามี 'เทคนิค' จากปี 2025... เทคนิคการใช้ช่องเสียง ที่สามารถบิดผันได้ั้แ่เสียงทุ้มต่ำดุจปีศาจ ไปจนถึงเสียงแหลมสูงที่เสียดแทงราวกับกรีดร้อง
"ถ้าโลกนี้้าปีศาจ... ฉันจะเป็ปีศาจให้เอง"
วินเริ่มกดอัดเสียง เขาทดลองร้องท่อนฮุกของเพลงใหม่ด้วยเสียง Mix Voice ที่บีบให้เล็กและแหลมคม ฟังดูคล้ายเสียงของผู้หญิงที่มีความห้าวหาญผสมอยู่ มันไม่ใช่เสียงที่ไพเราะตามขนบ แต่มันคือเสียงที่มีเอกลักษณ์และ 'ติดหู' อย่างน่าประหลาด
"ใช้ได้..." วินพยักหน้ากับตัวเองอย่างพึงพอใจ "แต่มันยังขาดอะไรไปบางอย่าง..."
เสียงมีแล้ว เพลงมีแล้ว... แต่ 'ตัวตน' ล่ะ?
ถ้าเขาจะร้องเองโดยไม่เปิดหน้า เขาจะใช้อะไรเป็ตัวแทน? จะให้เอาถุงกระดาษคลุมหัวถ่ายรูปลงเน็ตก็ดูสิ้นคิดไปหน่อย หรือจะใช้รูปหมาแมวก็ดูไม่เป็มืออาชีพ
"ฉัน้า... หน้ากาก"
ไม่ใช่หน้ากากที่สวมใส่บนใบหน้าจริงๆ แต่เป็ 'หน้ากากทางจิติญญา' สิ่งที่จะเป็ตัวแทนของ Future ให้คนจดจำได้ทันทีที่เห็น ภาพลักษณ์ที่สื่อถึงความลึกลับ ความขบถ และโลกอนาคต
วินปิดโปรแกรมทำเพลง แล้วเปิดเว็บบราวเซอร์ขึ้นมา เขาพยายามค้นหารูปภาพในอินเทอร์เน็ตยุค 2005 เพื่อหาแรงบันดาลใจ แต่สิ่งที่พบมีเพียงภาพกราฟิกหยาบๆ หรือไม่ก็รูปการ์ตูนตาหวานที่ดูไม่เข้ากับแนวเพลง Nu Metal ของเขาเลยสักนิด
"ให้ตายสิ... ยุคนี้หา Art Work เท่ๆ ยากชะมัด" วินบ่นอุบ นิ้วเคาะโต๊ะเป็จังหวะอย่างใช้ความคิด "ฉันวาดรูปไม่เป็... ถ้าจะจ้างกราฟิกดีไซเนอร์บริษัทดังๆ ก็แพงหูฉี่ แถมต้องเปิดเผยตัวตนอีก"
เขา้าใครสักคน... ศิลปินที่มีฝีมือระดับพระกาฬ แต่อยู่ในจุดที่ 'ตกอับ' พอที่จะรับงานจากเด็กปี 1 โดยไม่ถามซอกแซก และที่สำคัญ... ต้องมีสไตล์ที่ 'หลุดโลก' พอๆ กับเพลงของเขา
วินนึกย้อนไปถึงบรรยากาศที่คณะศิลปกรรมศาสตร์เมื่อ่บ่าย ท่ามกลางนักศึกษาที่แต่งตัวแฟชั่นจ๋าและวาดรูปแนววิจิตรศิลป์สวยงามตามขนบ... สายตาของเขาเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่มุมตึก
ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งแยกตัวออกมาจากกลุ่ม สวมเสื้อยืดสีดำเก่าๆ ที่เปรอะเปื้อนคราบสี นั่งก้มหน้าก้มตาวาดอะไรบางอย่างลงบนกระดานสเก็ตช์ด้วยความเมามัน ท่าทางของเขาดูแปลกแยก เหมือนกาหลงฝูงในดงหงส์
วินจำได้ลางๆ ว่าตอนที่เดินผ่าน เขาเผลอมองเห็นรูปวาดนั้นแวบหนึ่ง... มันไม่ใช่รูปทิวทัศน์หรือรูปคนเหมือน แต่มันเป็รูปของสัตว์ประหลาดที่มีเครื่องจักรผสมอยู่ ลายเส้นดิบเถื่อนแต่ทรงพลัง ราวกับงานศิลปะจากเว็บ DeviantArt ยุคบุกเบิก
"คนนั้นแหละ..." วินดีดนิ้วดังเปาะ
จอมยุทธ์ย่อมเข้าใจจอมยุทธ์ ปีศาจย่อมดึงดูดปีศาจ
ถ้า Future คือเสียงแห่งความมืดมิดที่กึกก้อง... ศิลปินคนนั้นก็อาจจะเป็ผู้สร้าง 'ใบหน้า' ให้กับความมืดมิดนั้นได้
……
เช้าวันต่อมา ที่โรงอาหารคณะศิลปกรรมศาสตร์
บรรยากาศยามเช้าของคณะศิลป์ยังคงคึกคักไปด้วยผู้คนที่มีสไตล์เป็ของตัวเอง วินในชุดนักศึกษาที่พยายามแต่งตัวให้ดู 'อาร์ต' ขึ้นนิดหน่อย ด้วยการพับแขนเสื้อและใส่แว่นกันแดดราคาถูก กำลังนั่งจิบกาแฟดำอยู่ที่โต๊ะมุมสุด สายตาภายใต้เลนส์แว่นดำสอดส่ายหาเป้าหมาย
"ไหนวะ... พ่อหนุ่มศิลปินไส้แห้งคนนั้น"
วินกวาดสายตาอยู่นาน จนกระทั่งสะดุดเข้ากับร่างผอมสูงที่คุ้นตา ชายหนุ่มคนเดิมที่เขาเห็นเมื่อวานกำลังเดินถือถาดข้าวแกงด้วยท่าทางโงนเงนเหมือนคนอดนอนมาสามคืนติด เขาเดินไปนั่งที่โต๊ะตัวยาวที่ว่างเปล่า ห่างไกลจากกลุ่มนักศึกษาดาวเด่นคนอื่นๆ
วินลุกขึ้น หยิบขวดน้ำเปล่าและเดินตรงเข้าไปหาเป้าหมายอย่างเงียบเชียบ
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ วินก็เริ่มสังเกตเห็นรายละเอียดของชายคนนั้นชัดเจนขึ้น ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนรังนกที่ไม่ได้สระมาหลายวัน เสื้อยืดสีดำสกรีนลายวงดนตรีเมทัลที่สีซีดจาง และที่สำคัญ... สมุดสเก็ตช์ปกแข็งเล่มใหญ่ที่วางอยู่ข้างจานข้าว
วินเดินไปหยุดที่ตรงหน้าโต๊ะ แกล้งทำเป็มองหาที่นั่ง
"ขอโทษครับพี่... ตรงนี้ว่างไหมครับ?"
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองวินช้าๆ ขอบตาดำคล้ำลึกโหล ดวงตาฉายแววเหนื่อยหน่ายต่อโลก "ว่าง... นั่งสิ"
เขาก้มหน้ากินข้าวต่อโดยไม่สนใจวินอีก ราวกับวินเป็แค่อากาศธาตุ
วินนั่งลงฝั่งตรงข้าม แสร้งทำเป็วางขวดน้ำ แล้ว 'บังเอิญ' ทำสมุดสเก็ตช์ของชายหนุ่มหล่นจากโต๊ะ
ตุ้บ!
สมุดกางออก เผยให้เห็นภาพวาดภายใน…
มันคือภาพของหุ่นยนต์ที่มีอวัยวะมนุษย์ ร่างกายฉีกขาดเผยให้เห็นฟันเฟืองภายในที่ซับซ้อน ลายเส้นปากกาหมึกซึมที่ตวัดอย่างรุนแรงแต่แม่นยำ ให้ความรู้สึกหดหู่ สิ้นหวัง แต่ก็งดงามอย่างน่าประหลาด สไตล์ภาพแบบนี้มันล้ำหน้ากว่ายุค 2005 ไปไกลโข
"โอ๊ะ! ขอโทษครับพี่ ผมไม่ได้ตั้งใจ" วินรีบก้มลงไปเก็บสมุดขึ้นมา แต่สายตายังคงจดจ้องที่ภาพวาดนั้นอย่างไม่วางตา
"ไม่เป็ไร..." ชายหนุ่มยื่นมือมาจะรับสมุดคืน
"เดี๋ยวนะครับ..." วินดึงสมุดกลับเล็กน้อย แสร้งทำหน้าตื่นตะลึง "พี่วาดเองเหรอครับ? ลายเส้นโคตรเท่! นี่มันสไตล์ ดาร์ก เซอร์เรียลลิซึ่ม ผสมแนว ไซเบอร์พังก์ ชัดๆ!"
ชายหนุ่มชะงัก มือที่กำลังจะคว้าสมุดค้างอยู่กลางอากาศ เขาเงยหน้ามองวินอีกครั้ง คราวนี้แววตามีประกายประหลาดใจเจือปนอยู่
"นาย... รู้จัก ไซเบอร์พังก์ ด้วยเหรอ?" เขาถามเสียงแหบแห้ง
ในยุค 2005 คำว่า ไซเบอร์พังก์ ยังไม่ใช่ศัพท์แมสที่ใครๆ ก็รู้จัก มันเป็ศัพท์เฉพาะกลุ่มของพวกเนิร์ดไซไฟหรือคนที่ติดตามวัฒนธรรมตะวันตกจริงๆ
วินยิ้มกว้าง รอยยิ้มแบบที่รู้ว่าปลาได้กินเบ็ดแล้ว
"รู้จักสิครับ ผมชอบงานสไตล์นี้มาก แต่มหาลัยเราหาคนวาดแนวนี้ยากชะมัด มีแต่พวกวาดวิวทิวทัศน์ไม่ก็พอร์เทรตหวานๆ" วินส่งสมุดคืนให้ "งานพี่... มีพลังมากครับ เหมือนมันกำลังะโออกมาเลย"
ชายหนุ่มรับสมุดไปกอดไว้แนบอก มองหน้าวินด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย จากความรำคาญกลายเป็ความสนใจ นี่เป็ครั้งแรกในรอบปีที่มีคนชมงานของเขาอย่างจริงใจ โดยไม่บอกว่ามัน 'น่ากลัว' หรือ 'ขยะแขยง'
"ขอบใจ..." เขาพึมพำ "คนส่วนใหญ่บอกว่างานฉันมัน 'จิตป่วย' อาจารย์ก็ไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ บอกว่าขายไม่ได้"
"ขายไม่ได้?" วินหัวเราะในลำคอ "ใครบอกว่าขายไม่ได้ครับ ผมคนนึงล่ะที่อยากจะซื้อ"
"นายจะซื้อ?" ชายหนุ่มเลิกคิ้ว "นายจะซื้อรูปพวกนี้ไปทำไม? เอาไปติดห้องนอนเหรอ? เดี๋ยวก็ฝันร้ายหรอก"
"เปล่าครับ..." วินโน้มตัวเข้าไปใกล้ ลดเสียงลงให้เป็กระซิบ แววตาจริงจังฉายชัด "ผมไม่ได้จะซื้อรูปที่มีอยู่แล้ว... แต่ผมอยากจ้างพี่วาด 'ตัวตน' ให้ผมใหม่"
"ตัวตน?"
"ใช่ครับ... ตัวตนของปีศาจที่จะมาเขย่าโลกใบนี้" วินยิ้มมุมปาก หยิบกระดาษทิชชูมาวาดโครงร่างคร่าวๆ ด้วยปากกาเคมีอย่างลวกๆ "เด็กหนุ่มสวมฮู้ดปิดหน้า... มีปีกเครื่องจักร... และรอยยิ้มที่ฉีกกว้างจนถึงใบหู... พี่คิดว่าพี่วาดมันออกมาให้มีชีวิตได้ไหม?"
ชายหนุ่มมองภาพสเก็ตช์หยาบๆ ของวิน แล้วเงยหน้ามองวินสลับกัน จินตนาการของเขาเริ่มทำงาน ไฟแห่งการสร้างสรรค์ที่เคยมอดดับเพราะคำวิจารณ์ของอาจารย์ เริ่มกลับมาลุกโชนอีกครั้งในดวงตาที่ลึกโหลคู่นั้น
"น่าสนใจ..." เขาหยิบดินสอขึ้นมาหมุนเล่น "ฉันชื่อ 'สิน'... นายมีงบเท่าไหร่?"
วินพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับผู้คุมเกม
"ไม่อั้นครับพี่สิน... ขอแค่พี่วาดให้โลกจำได้ก็พอ"
การพบกันระหว่าง 'เสียงปีศาจ' และ 'จิตรกรเงามืด' ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ที่โรงอาหารแสนธรรมดาแห่งนี้ โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า ภาพวาดที่กำลังจะเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารเปื้อนคราบแกงนั้น จะกลายเป็สัญลักษณ์ที่คนทั้งประเทศต้องจดจำไปอีกนานแสนนาน